คิดมานานแล้วว่าอยากไปชมขบวนแห่เทียนพรรษาที่จังหวัดอุบลราชธานีสักครั้ง ยิ่งเห็นคนโน้นคนนี้ถ่ายภาพลงอวดในโซเชียลมีเดีย มันกระตุ้นต่อมยิ่งอยากไปเพิ่มขึ้นทุกปี และปีนี้เราตัดสินใจปุ๊ปปั๊ปขับรถไปเลยทัน ไม่มีการวางแผนท่องเที่ยวใดๆ ส่วนตัวคิดว่าการขับรถไปเที่ยวมันเป็นเรื่องที่ดีเพราะถ้าอยากแวะไปเที่ยวที่ไหนก็สามารถแวะได้เลย

และในส่วนของที่พักเราหาระหว่างการเดินทางไปอุบลราชธานี ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีและแอปพลิเคชั่นมากมาย เราเลือกใช้ Taveloka หาที่พัก ใช้เวลาการจองไม่นานก็มีที่พักที่เราต้องการได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ตามไปส่องแอปฯ อุบลราชธานีต่อ ซึ่งก็ทำได้ดีมากมีรายละเอียดการเที่ยวงานแห่เทียนทุกอย่าง

จองที่พักอุบลราชธานีราคาพิเศษ กับ Traveloka

เราเริ่มต้นการเดินทางออกจากกรุงเทพตีห้า แล้วก็พบว่าการขับรถช่วงเทศกาลเป็นอะไรที่ไม่ควรทำ และไม่แนะนำอย่างยิ่งนะคะ รถติดถนนมิตรภาพตลอดทาง ทั้งๆ ที่เห็นข่าวทุกปี แต่ไม่คิดว่าจะสาหัสขนาดนี้ เราถึงอุบลฯ เกือบเที่ยงคืนค่ะ โดยปกติ กรุงเทพ-อุบลฯ ใช้เวลาขับรถประมาณ 8 ชั่วโมง แต่ครั้งนี้เราใช้เวลา 18 ชั่วโมง ไม่แนะนำเลยนะคะถ้าปีหน้าใครคิดจะมา อยากจะเซฟเวลา เซฟร่างกาย แนะนำเข้า Traveloka  แล้วกดจองตั๋วเครื่องบินไปอุบลฯ เลยดีกว่า แล้วมาเช่ารถขับน่าจะดีกว่าเยอะ

จองตั๋วเครื่องบินไปอุบลราชธานีกับ Traveloka

หลังจากทรหดกับการขับรถมาราธอนก็ถึง โรงแรมที่เราจอง คือ De Lit Hotel แต่ด้วยมาถึงดึกมากและเพลียมาก เลยไม่ได้สำรวจอะไรเลย พอตื่นเช้ามาเท่านั้น ก็เห็นความน่ารักของโรงแรม ที่พักเล็กๆ มีไม่กี่สิบห้อง ตกแต่งสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ในโทนสีฟ้าขาว และอาหารเช้าอร่อยมาก ทั้ง ไข่กระทะ ก๋วยจั๊บญวณ ลิ้งค์จองที่พัก De Lit Hotel >> https://www.traveloka.com/th-th/hotel/thailand/de-lit–1000000583253

เสร็จจากอาหารเช้าเราก็รีบไปดูงานแห่เทียน ช่วงเทศกาลเป็นช่วงฤดูฝน แน่นอนว่าเจอฝนตกทุกวันเลย ใครจะตามมาเที่ยวเทศกาลแห่เทียนที่อุบลราชธานีแนะนำให้พกเสื้อกันฝนไปด้วยจะดีกว่านะคะ เราไปตามแอปพิเคชั่นที่แนะนำเรื่องที่จอดรถ จะออกมาตรงจุดเริ่มขบวนแห่ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ ได้ชมขบวนแห่เทียนสวยงามมากๆ ทั้งเทียนแกะสลัก และการแสดงรำต่าง ทำเอานักท่องเที่ยวกดรัวชัตเตอร์กล้องกันไม่หยุดเลยทีเดียว

ภาพในงานแห่เทียนพรรษาสวยมากๆ

อุบลราชธานี ดินแดนแห่งปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา เป็นถิ่นกำเนิดของพระอารย์ทางวิปัสนา คือ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เดิมงานประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี มีจัดเฉพาะตามคุ้มวัดต่างๆ เท่านั้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2444 เมืองอุบลราชธานีจัดงานบุญบั้งไฟ โดยทุกคุ้มจะนำบั้งไฟมารวมกันที่วัดหลวง ริมแม่น้ำมูล มีการแห่บั้งไฟไปรอบเมืองและจุดขึ้นไปบนท้องฟ้าทำให้เกิดอุบัติเหตุ บั้งไฟตกลงมา ถูกชาวบ้านตายในงาน มีการชกต่อย ตีรันฟันแทงกัน ก่อเหตุวุ่นวายไปทั้งงาน กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ผู้สำเร็จราชการเมืองอุบลฯ สมัยนั้น ให้ยกเลิกงานประเพณีบุญบั้งไฟเสีย แล้วให้มาจัดงาน ประเพณีแห่เทียนพรรษาแทน ในสมัยแรกๆ นั้นไม่มีการประกวดเทียนพรรษา แต่ชาวบ้านจะกล่าวร่ำลือกันไปว่า เทียนคุ้มวัดนั้นงาม เทียนคุ้มวัดนี้สวย ผู้สำเร็จราชการเมืองอุบลฯ จึงเห็นควรให้มีการประกวดเทียนพรรษาก่อน แล้วแห่รอบเมือง ก่อนจะนำไปถวายพระที่วัด

หลังจากดูขบวนแห่เทียนเสร็จ เราก็ไปหาอะไรกิน และแน่นอน มาอุบลฯ ต้องกินก๋วยจั๊บญวณ ซึ่งแทบทุกร้านอร่อยไม่ต่างกัน จากนั้นเราก็ไปสำรวจในตัวเมืองกัน จนมาเจอ street art ซ่อนตัวตามถนนต่างๆมากมาย นักท่องเที่ยวสายฮิปสเตอร์ ไม่ควรพลาดเลยค่ะ

เมื่อถ่ายรูปกันจนจุใจแล้วก็ขับรถอออกไปยังจุดหมายต่อไปคือ อำเภอสิรินธร เพื่อไปชม วัดสิรินธรภูพร้าว หรือวัดเรืองแสงอันโด่งดัง นั่นเอง วัดห่างจากตัวเมืองประมาณ 90 กิโลเมตร เรากะเวลาไปถึงซักประมาณห้าโมงเย็น เพื่อรอดูวัดที่จะเรืองแสง ตอนค่ำ ซึ่งเราก็ทำเวลาได้ดี มีเวลาแวะดื่มกาแฟริมโขงเจียม ชมวิว ก่อนถึงวัดประมาณ ห้าโมงเย็นพอดี ได้ถ่ายรูปตอนฟ้ายังสว่าง ก็สวยไปอีกแบบ

แต่ทริปนี้โชคไม่ค่อยเข้าข้างเรานัก พอฟ้าเริ่มมืด ฝนก็เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา นักท่องเที่ยวต่างวิ่งไปหลบฝนในอุโบสถกันหมด พอฝนเริ่มซาก็ทยอยกันกลับแบบผิดหวัง เราก็ถ่ายรูปมาฝากได้เท่าที่เห็น แต่หลายคนก็ยังบอกว่าสวย ไม่เป็นไรไว้มีโอกาสค่อยไปเที่ยวกันใหม่

เช้าวันใหม่ เราออกจากโรงแรม แต่เช้าเพื่อมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ แต่จะแวะเที่ยวรายทางแล้วนอนโคราชอีกคืน เพื่อไม่ให้เหนื่อยเกินไป และเลี่ยงรถติด ผ่านจังหวัดแรก คือศรีสะเกษ เราตั้งใจไปกราบ สรีระสังขารของหลวงปู่หมุน อมตะเถระ 5 แผ่นดินที่ วัดบ้านจาน เพื่อเป็นสิริมงคล และคงไม่มีโอกาสบ่อยๆ ได้ผ่านไป ใครมีโอกาสผ่านไปอย่าลืมแวะกราบไหว้นะคะ

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าต่อไปจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแวะชมความยิ่งใหญ่ของสนามช้างอารีน่า จากที่บุรีรัมย์เป็นเมืองที่คนไม่คิดมาเที่ยว กลายเป็นเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็อยากมาบุรีรัมย์ เพื่อชมความยิ่งใหญ่ของสนามมาตรฐานระดับโลก ชาวบุรีรัมย์ต้องขอบคุณ คุณเนวิน ชิดชอบ จริงๆ

สนามช้างอารีน่า ใช้ชื่อตามสปอนเซอร์ คือช้าง และเปิดให้เข้าชมฟรี มีร้านขายของที่ระลึกทีมฟุตบอลที่แว่วๆ มาว่ารายได้จากการขายของให้แฟนๆ ทีมบุรีรัมย์ยูไนเต็ดแต่ละปีตัวเลขไม่ใช่น้อย…พอออกจากบุรีรัมย์ เราก็มุ่งหน้าจังหวัดสุรินทร์ แวะสักการะ ศาลหลักเมืองสุรินทร์ที่สวยงามมากๆ เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะของไทยและศิลปะของเขมร ถูกถ่ายทอดออกมาแบบอลังการงานสร้าง มีความงดงามแบบไทยอยู่ด้วย และมีความขลังแบบฉบับศิลปะของเขมร

จากนั้นเราก็ไปหาอาหารมื้อเที่ยงง่ายๆ กินระหว่างนั้นก็เปิด Traveloka หาที่พักที่โคราช ชีวิตยุคใหม่สะดวกจริงๆ Traveloka ก็ทำให้ชีวิตนักเที่ยวไม่ชอบวางแผนอย่างเราง่ายดายไปแทบทุกเรื่องจริงๆ เมื่อท้องอิ่มเราก็ออกเดินทางกันต่อ มุ่งหน้าสู่เมืองย่าโมกัน

เรามาถึงโคราชประมาณ 5 โมงเย็นพร้อมฝนตกหนักแบบไม่ลืมหูลืมตาเหมือนเดิม ถึงที่พัก โรงแรมเออเบิร์นแบมบูโคราช เข้าเชคอินแล้วหาอะไรรองท้อง ก่อนเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะฝนตกทำอะไรไม่ได้เลย เช้ามาเราก็ตื่นแต่เช้าออกไปไหว้อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ

ถ้าปีหน้าใครอยากไปดูแห่เทียนพรรษาที่อุบลฯ ลองวางแผนกันดู ไปเครื่องบินหรือขับรถเที่ยว เลือกแบบที่ใช่หรือแบบที่ชอบกันนะคะ… บาย บาย

จองที่พักนครราชสีมากับ Traveloka กดที่นี่