สุราษฎร์ธานี หลายๆ คนอาจจะเคยไปแค่ตามเกาะต่างๆของที่นี่ เช่น สมุย หรือ พะงัน ถ้าคุณก็เป็นหนึ่งในคนที่ยังไม่เคยเที่ยวในจังหวัดสุราษฎร์ เราขอบอกเลยว่าคุณพลาดมากๆ เพราะในจังหวัดสุราษฎร์ ยังมีที่เที่ยวทางธรรมชาติที่เป็นจุดที่ Unseen แบบสุดๆ

Day 1 – ล่องเรือในบางใบไม้ ในตอนกลางวันชมความสวยงามของธรรมชาติและคลองร้อยสายในจุดที่ปรากฏอยู่บนภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวด ‘มหัศจรรย์เมืองไทย เก๋ไก๋ทุกมุมมอง’ และล่องเรือในบางใบไม้ตอนกลางคืน เพื่อชมหิ่งห้อยนับล้าน เยอะมากที่สุดเท่าที่เคยเห็น สวยและหายากจนพลาดไม่ได้เด็ดขาด

Day 2 – one day trip อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง 1 ใน 10 จุดชมวิวทะเลจากมุมสูงที่สวยที่สุดในประเทศไทย ไปทำกิจกรรมทางน้ำ ชมวิว ดำน้ำตื้น พายคายัคชมปะการัง ชมความงามของเกาะในจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองร้อยเกาะกัน

Day 3 – กินหอยนางรมสดๆ ตัวใหญ่ๆ ในจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องหอย ที่ฟาร์มหอยนางรม สินมานะฟาร์มสเตย์ และ ไปดูวิวหลักล้าน พระอาทิตย์ขึ้นลอดซุ้มเจดีย์แบบโบราณ 9 ยอด ที่อุทยานธรรมเขานาในหลวง

 

ไปกินโล่งโต้ง เมนูชื่อแปลก ที่ร้านชื่อดัง ‘ร้านยกเข่ง’

กองทัพต้องเดินด้วยท้องกันใช่มั้ยทุกคนน พอถึงสุราษฎร์ปุ๊บ สิ่งแรกที่เราทำคือหาของกินเลยจ้า(ฮ่าๆๆๆ) แล้วมาเที่ยวในตัวเมืองแบบนี้ ร้านอาหารที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ ‘ร้านยกเข่ง’ ตำนานความอร่อยที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่มีชื่อว่า ‘โล่งโต้ง’

เมนูเด็ดๆ หลักๆ ก็จะตามป้ายนี้เลย

– โล่งโต้ง

– ก๋วยจั๊บ

– ผักบุ้งไต่ราว

– ตือฮวนเกี้ยมฉ่าย (ไส้หมู)

– ข้าวเหนียวมะม่วง (ตามช่วงฤดูกาล)

เราสั่งมาลองกิน 2 เมนู ชื่อแปลกที่เราไม่เคยได้ยินอยา่ง ซ้ายมือคือ ผักบุ้งไต่ราว ส่วนขวามือคือ โล่งโต้ง

ผักบุ้งไต่ราว มีลักษณะคล้ายสลัดผักบุ้งใส่เส้นหมี่ ใส่เครื่องต่างๆมีทั้งกุ้งทอด ไข่ หนังหมู และอื่นๆ ราดด้วยน้ำซอสสูตรเฉพาะทางร้าน รสชาติออกเปรี้ยวหวาน

ส่วน โล่งโต้ง คือชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกอาหารพื้นเมืองชนิดนี้ เป็นเส้นหมี่น้ำใส เหมาะสำหรับคนชอบอาหารแบบไม่ปรุงแต่งรสชาติมากนัก ซดน้ำซุปร้อนๆ น้ำซุปมีความหอม เครื่องในสด ไม่มีกลิ่น

หน้าร้านจะเป็นแบบนี้นะ จะเห็นว่ารถจอดเต็มเลย มาถึงก็ยืนรอสักหน่อย เตรียมสั่งอาหาร สักพักก็จะได้เข้าไปนั่งในร้าน ไม่ได้รอนานเกินไป สำหรับเราแบบนี้ถือว่าโอเค ไม่หงุดหงิด(ฮ่าๆๆ)

อย่าลืมตบท้ายด้วยของหวาน ข้าวเหนียวมะม่วงนะ เพราะเค้าจะมีแค่ตามฤดูกาลเท่านั้น ใครไปแล้วได้เจอก็อย่าลืมไปกินกันเด้ออ

 

ไปกินไอศกรีมไข่แข็งให้ชื่นใจ ที่ ‘ร้านเพลินใจ ไอติมไข่แข็ง’

อากาศร้อนๆแบบนี้ กินของคาวเสร็จก็ต้องต่อด้วยของหวาน แล้วของหวานร้านขึ้นชื่อในบริเวณเดียวกันนี้ก็ต้อง ไอศกรีมไข่แข็ง ร้านเพลินใจ ไอติมไข่แข็ง

เมนูที่นี่จะมี ไอศกรีมไข่แข็ง และ ไอศกรีมธรรมดา เลือกเครื่องได้ว่าอยากใส่อะไร หรือไม่ใส่อะไร

ราคาก็อยู่ที่ 20-30 บาท (รายละเอียดตามป้ายเลย) ก็เขียนสั่งกันได้ตามความชอบเลยย

คุณป้าก็จะตักไอศกรีมกันสดๆแบบนี้ จานต่อจาน

ไอศกรีมไข่แข็ง หรือ ไอติมไข่แข็ง ที่นี่จะเป็นแผ่นๆแบบนี้เลย แปลกตามาก ไม่เคยเห็นมาก่อน

รสชาติก็ดีเลย อร่อยชื่นใจ ไม่คาว หวานมันเข้ากั๊นเข้ากัน(เราชอบเมนูนี้อยู่แล้วเลยชอบร้านนี้มากเป็นพิเศษ) แต่ใครที่กินไม่เป็น เค้าก็มีไอศกรีมกะทินะ อร่อยเหมือนกัน ลองไปกินกันได้ สายไข่แข็งแบบเรานี่ฟินมากกกก

หลังจากเติมพลังกันแล้ว เราก็เก็บของเข้าที่พักกันที่ เรือนไทยในบาง ซึ่งที่นี่จะอยู่ในบางใบไม้ ที่เราจะไปล่องเรือกัน เป็นไฮไลต์ของวันนี้ แล้วเราก็เตรียมตัวออกไปล่องเรือกันเลย

 

ล่องเรือชมคลองร้อยสายในบางใบไม้

กลางวันมีมุมถ่ายรูประดับประเทศ – กลางคืนมีหิ่งห้อยนับล้านตัว

ที่นี่จะมีจุดที่เป็นไฮไลต์อยู่ 2 ช่วงด้วยกัน

  1. ช่วงที่มีแสงอาทิตย์(ตอนเช้าถึงเย็นๆก่อนพระอาทิตย์ตก) จะเห็นต้นจากเรียงรายสองข้างทาง เห็นธรรมชาติสวยๆ สงบร่มรื่น และที่สำคัญ ไฮไลต์ของช่วงนี้คือ ซุ้มต้นจากที่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นซุ้มต้นจากที่เรียงตัวกันสวยมากๆ จนมีจุดที่ได้ไปปรากฏอยู่บนภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวด ‘มหัศจรรย์เมืองไทย เก๋ไก๋ทุกมุมมอง’  
  2. ช่วงที่มืดสนิท(หลังพระอาทิตย์ตกสนิทเป็นต้นไป) ถ้ามาช่วงนี้จะไม่ได้เห็นซุ้มต้นจากสวยๆ แต่จะได้เห็นไฮไลต์คือ ได้เห็นหิ่งห้อยนับล้านตัวเต็มต้นลำภู ริมแม่น้ำตาปี หิ่งห้อยเยอะมากที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลย ระยิบระยับสวยงามมากๆ แถมใกล้ชิดแบบหิ่งห้อยบินอยู่บนหัวเราเลย เป็นประสบการณ์ที่เราประทับใจมากกก ลืมไม่ลงเลยจริงๆ

ก่อนไปก็ติดต่อกับที่พักว่าเราต้องการล่องเรือในบางใบไม้ ทางที่พักในระแวกบางใบไม้ จะติดต่อเรือให้เราล่องเรือกัน เป็นทริปประมาณ 2 ชั่วโมง ราคาประมาณ 800บาท/ลำ(เหมาลำ)

โดยเราสามารถเลือกได้ว่าอยากไปล่องเรือช่วงไหน ตามไฮไลต์ที่อยากเห็นคือ กลางวัน-ซุ้มจากสวยระดับประเทศ และ กลางคืน-หิ่งห้อยนับล้านตัว

‘บางใบไม้’ หรือที่รู้จักของคนท้องถิ่นเรียกขานสั้นๆ กันว่า ‘ในบาง’ อยู่เขตอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี มีแม่น้ำตาปีเป็นเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนทางธรรมชาติ ระหว่างพื้นที่ในบาง ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกับพื้นที่บนฝั่งซึ่งเป็นเขตเมือง

ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีลำคลองเล็กๆ เชื่อมต่อกันนับร้อยคลอง และวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยสายน้ำมานานหลายชั่วอายุคน ทำให้ในบาง แตกต่างจากความเป็นเมืองอย่างชัดเจน แม้ว่าปัจจุบันในบางเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง มีบ้านจัดสรรผุดขึ้นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีพื้นที่ที่ยังคงเป็นเสน่ห์ให้ผู้คนภายนอกได้สัมผัส ได้เรียนรู้วิถีที่สวยงาม เนิบช้า และมีคุณค่า

ในบางใบไม้พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือที่มาของชื่อ “คลองร้อยสาย” ด้วยภูมิประเทศที่อยู่ใกล้ปากอ่าวบ้านดอน ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ บางช่วงน้ำจืดน้อย น้ำทะเลหนุนสูง สภาพน้ำจะเค็มจัด ขณะที่เมื่อฝนตกมาก น้ำจืดมาก สภาพน้ำจะกลายเป็นน้ำกร่อย วิถีพื้นที่จะวนเวียนเช่นนี้อยู่ตลอดปี

ระหว่างทางคุณลุงที่เป็นทั้งคนขับเรือและเป็นไกด์ให้เรา ก็จะให้ความรู็ควบคู่ไปตลอด คุณลุงเล่าเรื่องเก่งมากๆ เราได้ความรู้เรื่องที่นี่และเรื่องหิ่งห้อยเพิ่มขึ้นเยอะมากๆแบบที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ดีมากๆๆๆ

ด้วยความที่พวกเราอยากจะเห็นให้ได้ทั้งสองอย่าง ทั้งซุ้มจากและหิ่งห้อย เลยขอลงเรือประมาณช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตก เพื่อให้มีแสงพอจะเห็นซุ้มจาก และให้ค่อยๆมืดจนเห็นหิ่งห้อย แต่เราบอกเลยว่าไม่แนะนำให้ทำตาม เพราะทริปแบบนี้ถึงจะเห็นทั้งสองอย่าง แต่จะไม่ได้ดูอะไรแบบเต็มอิ่ม เนื่องจาก ซุ้มต้นจากต้องมีแสงเยอะๆถึงจะสวย ถ่ายรูปออกมาก็จะสวยมากๆ แต่พอเราไปตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกก็จะไม่สว่างเท่าที่ควร รูปมืดไปหมดเลยจ้า(ร้องไห้T-T) แถมกลางคืนที่อยากไปดูหิ่งห้อย ก็ยังไม่มืดสนิทดี เพราะถ้าอยากเห็นหิ่งห้อยเยอะๆเราก็ต้องรอให้มืดมากๆจริงๆ คือควรเริ่มออกเรือช่วงหลังทุ่มครึ่งเป็นต้นไปถึงจะดี แต่พอเราออกเรือคาบเกี่ยวแบบนี้ก็จะไม่สว่างพอ แล้วก็ ไม่มืดพอ จึงจะไม่ได้ชมความงามของที่นี่อย่างเต็มที่  

โชคดีตรงที่คุณลุงที่เป็นไกด์ใจดีกับพวกเรามากๆ เค้าเลยพาเราไปล่องเรือชมแม่น้ำตาปีรอบๆ วนเข้าไปในเมืองเพื่อรอให้มืดขึ้นเรื่อยๆ แล้ววนกลับมาพาพวกเราไปดูหิ่งห้อยอีกรอบ ซึ่งครั้งนี้คือ ได้เห็นเยอะมากๆ เยอะกว่าที่อื่นที่เราเคยไปกันมา แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หิ่งห้อยนับล้านระยิบระบัยอยู่บนหัวเรา ใต้ต้นลำภู เป็นภาพที่สวยงามและติดอยู่ในความทรงจำพวกเราเลย

ชุมชนบางใบไม้ ได้ชื่อว่าเป็น “คลองร้อยสาย” เพราะมีคลองเล็กคลองน้อยนับร้อยสายเชื่อมต่อกัน แม่น้ำทุกสายจะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำสายหลักคือแม่น้ำบางตาปี ประกอบไปด้วยพื้นที่ 6 ตำบลของอำเภอเมือง ตั้งอยู่ที่ ต.บางใบไม้ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

ไปเที่ยวเกาะในเมืองร้อยเกาะ – One Day Trip อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง

มาสุราษฎร์ทั้งทีถ้าไม่ไปเกาะไหนสักเกาะก็เหมือนมาไม่ถึง เพราะที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองร้อยเกาะ มีจำนวนเกาะเยอะมากๆ เราจึงเลือกไปเกาะที่สวยงามและสามารถเที่ยวได้ง่ายๆในระยะเวลาสั้นๆอย่าง หมู่เกาะอ่างทอง โดยครั้งนี้เราเลือกซื้อทัวร์ one day trip (ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ถ้ามาที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จะมีวิธีเดินทางมาแค่ 2 ทางเท่านั้น คือ เหมาเรือสปีดโบ๊ท หรือต้องมากับทัวร์ เพราะหมู่เกาะอ่างทองอยู่ห่างจากชายฝั่งด้านทิศตะวันตกของเกาะสมุยและเกาะพะงันราวๆ 20 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวจึงเหมาเรือธรรมดาออกไปเองไม่ได้ เพราะระยะทางไกลจากชายฝั่งมาก)

รู้หรือไม่ ??

1 ใน 10 จุดชมทิวทัศน์ทะเลจากมุมสูงที่สวยงามที่สุดของประเทศไทย อยู่บนผาจันทร์จรัส เกาะวัวตาหลับ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง !!!

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เป็นหมู่เกาะที่สวยงามมากแห่งหนึ่งในทะเลอ่าวไทย ได้รับสมญานามว่า  อ่างทองของอ่าวไทย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับรายการทัวร์แบบเช้าไปเย็นกลับของบรรดานักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะมุย หมู่เกาะอ่างทองประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ 42 เกาะ เกาะอยู่ห่างจากเกาะสมุยทางทิศตะวันตก 25 กม. ประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2523 ครอบคลุมเนื้อที่ 102 ตร.กม. ( เป็นน้ำทะเลถึง 84 ตร.กม. )

เกาะที่นักท่องเที่ยวนิยมไปได้แก่ เกาะพะลวย เกาะวัวตาหลับ เกาะแม่เกาะ เกาะสามเส้า เกาะหินดับ เกาะนายพุด และ เกาะท้ายเพลา สภาพของเกาะส่วนใหญ่เป็นเขาหินปูน สูงชัน ( ยกเว้นเกาะพะลวย ) จุดสูงสุดของระดับน้ำทะเลปานกลางราว 396 ม. อยู่ในเขตน้ำตื้นใกล้ฝั่งมีความลึกเฉลี่ย 8-10 เมตร ได้รับอิทธิพลของตะกอนจากแม่น้ำตาปีสูง ทำให้น้ำทะเลมีความโปร่งใสน้อย แนวผาสูงชันบริเวณชายฝั่งมีถ้ำและโพรงหิน บางแห่งเป็นอุโมงค์ยาว และเป็นที่ทำรังของนกนางแอ่น ผืนป่าดงดิบแล้งครอบคลุมพื้นที่เกาะขนาดใหญ่ ลริเวณไหล่เขาและตามล่องลำธารมีพันธ์ไม้หายาก คือ กล้วยไม้นารีช่องอ่างทอง ซึ่งพบเฉพาะเกาะวัวตาหลับและเกาะสามาส้า ภูมิประเทศเต็มไปด้วยเขาหินปุน สูงชัน สัตว์ที่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่จึงมีขนาดเล็ก เช่น เต่าตนุ งูเหลือม นกแ๊ก เหยี่ยวแดง ลิงแสม รวมทั้งค่างแว่นถิ่นใต้ สัตว์ป่าที่พบเฉพาะเกาะวัวตาหลับเพียงแห่งเดียว

โดยการเดินทางของเราในครั้งนี้จะต้องไปขึ้นเรือที่ท่าเรือซีทรานเฟอร์รี่ ตอนเวลา 6 โมงเช้า >> เพื่อไปลงท่าเรือหน้าทอน ที่สมุย >>แล้วจะมีคนของทัวร์ขับรถมารับเราไปที่จุดขึ้นเรือ(เรือใหญ่) >> หลังจากนั้นเรือใหญ่จึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะอ่างทอง (เนื่องจากเป็นทริปสั้นๆวันเดียวจึงค่อนข้างหลายต่อ ถ้าอยากมาแบบสบายๆชิลๆ เราแนะนำว่าให้นอนพักค้างคืนที่สมุยสักคืนสองคืน ก็จะไม่ต้องต่อเรือหลายรอบภายในวันเดียวแบบเราเด้อ)

ว่าแล้วก็ออกเดินทางกันเลยดีกว่า !

บอกตามตรงว่าตอนแรกพวกเราค่อนข้างง่วงและงัวเงียมากๆ เพราะต้องตื่นแต่เช้ามาขึ้นเรือ รอบ 6 โมงเช้า แต่หลังจากออกมาขึ้นเรือแล้วได้เห็นพระอาิตย์ขึ้นที่ท่าเรือ ความง่วง ความเหนื่อย ของพวกเราก็หายเป็นปลิดทิ้ง มันสวยมากๆ ให้ความรู้สึกว่ายอมตื่นขึ้นมาเช้าๆเพื่อดูอะไรแบบนี้เลย ยอมม

พระอาทิตย์ขึ้นที่ระหว่างนั่งเรือเฟอร์รี่ไปที่ท่าเรือที่สมุย เป็นพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดในปีนี้ของเราเลย เรือค่อยๆแล่น พระอาทิตย์ค่อยๆสว่างไสวแง้มตัวออกมาจากด้านหลังเกาะ มันสวยมากๆ เป็นภาพที่ประทับใจลืมไม่ลงอีกหนึ่งภาพของสุราษฎร์ที่เราได้ไปเจอมาเลย

บนเรือจะมีที่นั่งทั้งโซนด้านในที่เป็นห้องแอร์ และมีโซนด้านนอกให้กินลมชมวิวกันแบบนี้ เราประทับใจมาก เพราะภายในเรือสะอาดมากๆ แถมยังออกตรงเวลาเป๊ะๆนาทีต่อนาทีเลย  

เรือซีทรานเฟอร์รี่ ให้บริการเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากสำหรับเดินทางไปกลับสู่เกาะสมุย ด้วยเรือเฟอร์รี่ที่สามารถบรรทุกรถยนต์ได้สูงสุดถึง 90 คัน และจุผู้โดยสารได้มากถึง 600 คนต่อเที่ยว โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยประมาณ

มีเรือออกทุกชั่วโมง สำหรับเส้นทางดอนสัก – เกาะสมุย ตั้งแต่เวลา 05.00-19.00 น. และเส้นทางเกาะสมุย – ดอนสัก ตั้งแต่เวลา 05.00-19.00 น. และหากมีรถจำนวนมากหรือในช่วงเทศกาล จะเพิ่มรอบเรือเสริมทุกครึ่งชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด

เรือซีทรานเฟอร์รี่ทุกลำได้รับการรับรองมาตรฐานและใบอนุญาตจากองค์กรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเหล่านี้ ถือเป็นเครื่องการันตีทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับจากสากล

ถึงแล้ว ! สมุยจ๋าา ท่าเรือหน้าทอนจ้าา

พอถึงปุ๊บ ก็โทรหาทัวร์ที่ติดต่อไว้ปั๊บ เค้าก็มารับเราไม่เกินภายใน 5 นาที เลย รวดเร็วมากๆ แล้วก็นำเราไปส่งที่ท่าเรือที่จะขึ้นเรือเพื่อมุงหน้าไปสู่หมู่เกาะอ่างทองกันเลย !

รายละเอียดทริป one day trip หมู่เกาะอ่างทอง

08.30 น. – เรือออกเดินทางจากท่าเรือหน้าทอนสู่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ช่วงเช้าเรามีบริการ ชา กาแฟ ขนมปัง ผลไม้ ไว้บริการท่านบนเรือ

10.00 น. – เดินทางถึงเขตอุทยานหมู่เกาะอ่างทอง เกาะวัวตาหลับ ซึ่งเป็นที่ทำการอุทยาน ที่จุดนี้ท่านสามารถขึ้นจุดชมวิวบนยอดเขาของเกาะวัวตาหลับ ท่านสามารถมองเห็นภาพธรรมชาติอันงดงามของมวลหมู่เกาะประมาณ 42 เกาะ เรียงรายอยู่บนพื้นทะเลสีคราม หรือชมหินงอกหินย้อยภายใน ถ้ำบัวโบก  จากนั้นเชิญท่านสนุกสนานกับการว่ายน้ำ อาบแดดบนหาดทราย หรือ ดำน้ำดูปะการังบริเวณแนวชาวหาด

12.30 น. – รับประทานอาหารกลางวันแบบบุฟเฟ่ต์บนเรือ พร้อมผลไม้

13.30 น. – ชมปิเล๊ะ หรือ ทะเลใน หุบเขาที่งดงามแห่งหนึ่งในประเทศที่ เกาะแม่เกาะ เป็นทะเลสาบน้ำเค็มซึ่งเกิดจากการยุบตัวของภูเขาหินปูน จากนั้นเชิญท่านสนุกสนานกับการว่ายน้ำหรือดำน้ำดูปะการัง ท่านที่มีกิจกรรมพายเรือคยัค จะเริ่มพายคยัคชมความงามของแก่งหิน ลอดถ้ำ สัมผัสธรรมชาติอันสวยงามของมวลหมู่เกาะอย่างใกล้ชิด จากนั้นก็เข้าชม ทะเลใน และสนุกสนานกับการว่ายน้ำ หรือ ดำน้ำดูปะการัง ตามอัธยาศัย ก่อนอำลาหมู่เกาะอ่างทอง

15.30 น. – ถึงเวลาอำลาหมู่เกาะอ่างทอง ด้วยความประทับใจ ระหว่างทางเรามีบริการ เครื่องดื่มเย็น ๆ และขนมบนเรือ

17.00 น. – ถึงท่าเรือหน้าทอน รถตู้ปรับอากาศรับส่งท่านที่โรงแรมที่พักโดยสวัสดิภาพ

เราเลือกไปโปรแกรมนี้ จากบริษัททีเอ็นเอส

(ปล.เราจ่ายเอง ซื้อเอง ไปเองเที่ยวเองจ้า บริษัททัวร์ไม่ได้จ้างเราเด้ออ)

โปรแกรม – พายเรือคยัค ดำน้ำตื้นดูปะการัง / Kayking / Snorkeling & Sigh Seeing Tour  ราคาผู้ใหญ่ท่านละ 1,200 บาท ราคาเด็ก 4-11 ปี ราคาท่านละ 600 บาท

ราคานี้รวม

– ค่าอาหารว่างตอนเช้า อาหารกลางวัน  อาหารว่างช่วงบ่าย

– ค่ารถรับและส่ง โรงแรมที่พัก – ท่าเรือ – โรงแรมที่พัก

– ค่าเรือนำเที่ยวดำน้ำ พร้อมไกด์คอยดูแลบริการตลอดเส้นทาง

– ค่าหน้ากากดำน้ำ – เสื้อชูชีพ

– ค่าเรือหางยาวเข้าอุทยาน

– ค่าประกันภัยการเดินทางทางทะเล

ราคานี้ไม่รวม

– ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ  ผู้ใหญ้ 40 บาท เด็ก 20 บาท ( สำหรับคนไทย )  ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท ( สำหรับชาวต่างชาติ )

– ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และหัก ณ ที่จ่าย 3 % (กรณีออกบิล)

หมายเหตุ

– เกี่ยวกับเวลา : เวลาที่ระบุในโปรแกรมข้างต้น เป็นเวลาโดยประมาณเท่านั้น เวลารับส่งจริงจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งโรงแรม หรือจุดนัดพบของท่าน ท่านสามารถตรวจสอบเวลารับจริงได้จากเอกสารยืนยันการจอง

– เกี่ยวกับเด็กและสตรีมีครรภ์ : ไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ และหญิงมีครรภ์เดินทางโดยเรือ เนื่องจากในสภาพทะเลบางช่วงเวลาอาจแปรปรวนและอาจกระแทกคลื่นได้ ยกเว้นที่อยู่ในความดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด

– เกี่ยวกับอาหาร : อาหารที่รวมอยู่ในโปรแกรมทัวร์เป็นอาหารไทย – อาหารทะเล หากไม่สามารถทานอาหารชนิดใด หรือต้องการทานมังสวิรัติ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ขนาดทำการจอง และอาหารทะเลที่จัดให้มุสสลิมสามารถรับประทานได้                     

หมายเหตุ :  รายการท่องเที่ยวอาจเปลี่ยนแปลงได้ ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สภาพดินฟ้าอากาศ น้ำขึ้นน้ำลง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ

ติดต่อสอบถามซื้อทัวร์ได้ที่

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทีเอ็นเอส ฮอลิเดย์

โทร : 086-8833219 / 095-9481299

นั่งเรือประมาณชั่วโมงกว่าๆก็ถึงแล้ววว เกาะวัวตาหลับ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองแล้วจ้า

แน่นอนว่า เมื่อมาที่เกาะวัวตาหลับ พลาดไม่ได้เลยที่จะต้องขึ้นไปชมวิวที่ ผาจันทร์จรัส 1 ใน 10 จุดชมวิวทะเลจากมุมสูงที่สวยที่สุดของประเทศไทย

ผาจันทร์จรัสมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางราว 262 เมตร นักท่องเที่ยวซึ่งต้องการจะเดินทางขึ้นไปยังจุดชมทิวทัศน์ “ผาจันทร์จรัส” จะต้องเดินเท้าผ่านเส้นทางดินที่ค่อนข้างสูงชันและจำเป็นต้องปีนป่ายไปบนผาหินปูนอันแหลมคมเป็นระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 500 เมตร โดยระหว่างเส้นทางเดินเท้าขึ้นสู่ผาจันทร์จรัสนั้นจะมีจุดชมทิวทัศน์ย่อยๆ ให้แวะพักอีก 3 แห่ง ได้แก่ จุดชมทิวทัศน์ที่ระยะทาง 100 เมตร (ผาสลัดได), จุดชมทิวทัศน์ที่ระยะทาง 200 เมตร และจุดชมทิวทัศน์ที่ระยะทาง 350 เมตร

แต่ก่อนอื่นเราขอแนะนำว่า ถ้าใครอยากขึ้นไปชมวิวที่ จุดชมทิวทัศน์ผาจันทร์จรัส ควรเตรียมร่างกาย เตรียมตัวมาก่อน ใส่รองเท้าที่เหมาะสม เพราะด้านบนผาจะเป็นเส้นทางที่ทั้งสูงและชัน แต่ละขั้นที่ก้าวขึ้นไปไม่ได้เรียบเสมอกัน ค่อนข้างอันตรายสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเป็นคนที่มีสุขถาพดีและร่างกายพร้อม เราแนะนำให้ขึ้นไปนะ เพราะด้านบนวิวสวยมากๆจริงๆ สักครั้งในชีวิตถ้ามาถึงเกาะนี้แล้วไม่ควรพลาดการขึ้นไปบนจุดที่สวยขนาดนั้นด้วยประการทั้งปวง

ถ้าพร้อมแล้วก็ ลุย !!!

วิวด้านบนสวยมากกกกกกกกกกก !!!!!

และแล้วเราก็ปีนป่ายเดินๆหยุดๆจนขึ้นมาถึงจนได้ !

นี่แหละจุดชมวิวผาจันทร์จรัส  1 ใน 10 จุดชมวิวทะเลจากมุมสูงที่สวยที่สุดของประเทศไทย

เมื่อเราอดทนปีนขึ้นมาถึงได้แล้ว ก็จะได้เห็นภาพของท้องทะเลกว้างใหญ่ ไกลสุดลูกหูลูกตา เต็มไปด้วยเกาะเล็ก เกาะใหญ่ มากมายนับไม่ถ้วน บอกเลยว่า หายเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นปลิดทิ้ง

สีน้ำทะเลสีเขียมอมฟ้าเข้ากับสีสันของเกาะต่างๆได้สวยงามมากๆ สิ่งที่ธรรมชาติสร้างมันงดงามแบบนี้นี่แหละ

หลังจากชมวิวกันแล้ว เราก็ลงมาเล่นน้ำกันด้านล่างของเกาะวัวตาหลับกันนิดหน่อย แล้วก็ขึ้นเรือออกเดินทางไปยังจุดต่อไป นั่นก็คือเกาะแม่เกาะ ไปชม ปิเล๊ะ หรือ ทะเลใน กัน

แต่ระหว่างทางที่เรือมุ่งหน้าไป ก็จะเป็นเวลาทานอาหารกลางวัน ซึ่งอาหารกลางวันก็ถูกรวมไว้ตั้งแต่ตอนซื้อทริปแล้ว ถึงเวลาก็ต่อแถวรอทานข้าวกันเลยจ้าา

ที่เกาะแม่เกาะ ทัวร์ของเราจะแยกว่าถ้าใครซื้อทริปพายคายัค ก็จะได้มาพายคายัค ดำน้ำดูปะการังที่เกาะนี้ ส่วนใครที่ไม่ได้ซื้อทริปพายคายัคมา ก็จะได้เล่นน้ำ ดำน้ำดูปะการังกัน

‘เกาะแม่เกาะ’ หนึ่งในเกาะขนาดใหญ่ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ ทะเลใน (Emerald Lagoon) ทะเลสาบน้ำเค็มเนื้อที่ 41 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลาง เกาะแม่เกาะ จากหลักฐานทางธรณีวิทยาสันนิษฐานว่า ทะเลใน เกิดขึ้นจากถ้ำหินปูนใต้ดินที่มีอุโมงค์น้ำเชื่อมต่อกับท้องทะเลด้านนอก ต่อมาเมื่อถ้ำดังกล่าวข้างต้นนี้ยุบตัวลงจึงกลายสภาพเป็นทะเลสาบ

ทะเลใน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางความกว้าง ราว 250 เมตร ยาว 350 เมตร มีความลึกโดยเฉลี่ยประมาณ 7 เมตร

ทะเลใน เป็นทะเลสาบน้ำเค็มซึ่งถูกโอบล้อมไว้ด้วยภูเขาหินปูนสูงชันที่มีแมกไม้นานาพรรณขึ้นปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น ด้วยลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวจึงส่งผลให้ ทะเลใน ไม่ได้รับอิทธิพลจากลมทะเลภายนอกสักเท่าไหร่นัก น้ำทะเลภายใน ทะเลใน จึงมีลักษณะที่ค่อนข้างนิ่ง ใส และมีสีราวกับมรกตสวยงามมาก สำหรับระดับน้ำภายใน ทะเลใน นั้นจะมีระดับเท่ากับท้องทะเลภายนอกเสมอ เนื่องจากยังคงมีอุโมงค์น้ำใต้เกาะซึ่งเชื่อมต่อระหว่าง ทะเลใน กับท้องทะเลภายนอกซึ่งคือ เกาะแม่เกาะ อยู่

จุดชมวิวตรงนี้เป็นอีกจุดที่สวยมาก เพราะสีของน้ำคือเหมือนในรูปเลย สุดยอดมากๆ

หลังจากขึ้นไปชมวิวกันแล้ว เราก็ไปพายเรือคายัคกัน ซึ่งเราแนะนำมากๆว่าควรมาพาย เหตุผลคือ เราสามารถพายเรือไปชมปะการังไปได้ด้วยตาเปล่า ! และทะเลที่นี่พายง่ายมากๆ ไม่เหนื่อยเท่าไหร่เลย ออกจะร้อนซะมากกว่า(ฮ่าๆๆ)

หลังจากนั้นเราก็ใช้เวลาที่นี่กันสักพักใหญ่ๆ พายเรือ ดำน้ำตื้น เล่นน้ำ จนถึงเวลาก็ขึ้นเรือกลับจากหมู่เกาะอ่างทองมุ่งหน้ากลับไปที่ท่าเรือหน้าทอน(สมุย)กันจ้าา

เมื่อเรือเทียบท่า ก็แยกย้ายกันกลับโดยสวัสดิภาพ ส่วนพวกเรานั้นเมื่อถึงสมุยก็แวะกินข้าวเย็นแถวๆตลาดกันสักหน่อย หลังจากนั้นก็ขึ้นเรือกลับตอน 19.00 น. กันน

พระอาทิตย์ค่อยๆ ตกที่ท่าเรือ สวยอีกแล้ววว เห้ออ ดีจริงๆ

ขึ้นมาบนเรือแล้วก็ยังเห็นแสงอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าไป เป็นการจบวันที่น่าประทับใจมากๆเลย

 

ไปดูวิวหลักล้าน พระอาทิตย์ขึ้นลอดซุ้มประตูทางเข้าอุทยานธรรมเขานาในหลวง

วันนี้พวกเราตื่นกันแต่เช้าตรู่ขับรถมุ่งหน้าไปที่ อุทยานธรรมเขานาในหลวง เพื่อจะไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่กัน อยากเห็นวิวสวยๆก็ต้องตื่นแต่เช้า รับรองว่าคุ้มค่า หายง่วงเสมอ ไปกัน !

น้ำตาจะไหลลลล สวยมากๆจ้า มุมนี้คือ ได้รูปที่สวยได้โดยไม่ต้องจัดองค์ประกอบอะไรมาก ถ่ายได้เลย คนถ่ายรูปไม่เก่งก็ยังถ่ายสวย เอาซิ

แสงแรกของเช้าวันใหม่ งดงามและสดใสมากๆ แถมอีก สวยไปหมด เลือกไม่ถูกเลยย 

หลังจากถ่ายรูปซุ้มประตูกันเสร็จ ก็ขึ้นไปด้านบนกัน

อุทยานธรรมเขานาในหลวง ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 8 ตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี หนึ่งในสถานที่ปฏิบัติธรรม ชมทะเลหมอก และสักการะรอยพระพุทธบาท ที่ห้อมล้อมด้วยบรรยากาศธรรมชาติแห่งขุนเขาที่มีความสวยงาม จุดเด่นที่สะดุดตาผู้มาเยือน คือเจดีย์ลอยฟ้าพระพุทธศิลาวดี บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บนยอดเขาหินปูนที่สูงชันกว่า 100 เมตร และกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเจดีย์ที่ลอยฟ้าต่อไป โดยจะสร้างให้ได้ครบ 7 แห่งหรือ 7 ยอด ซึ่งศาสนสถานทั้งหมดภายในอุทยายนธรรมแห่งนี้ ก่อสร้างด้วยแรงงานของพระภิกษุและประชาชนในพื้นที่ทั้งสิ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยไม่รับค่าแรงใดๆทั้งสิ้น

อุทยานธรรมเขานาในหลวง ยังเป็นสถานที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางสามารถทำบุญและไหว้พระที่นี่ได้ด้วย เพราะที่นี่ค่อนข้างสงบมากๆ เหมาะจะมาแสวงหาความสงบในชีวิต มาที่อุทยานธรรมเขานาในหลวง อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งบรรยากาศสวย ๆ

ด้านบนจะมีพระพุทธศิลาวดี และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อันก่อสร้างด้วยศิลาแลงจากเมืองกำแพงเพชร ตั้งอยู่บนยอดเขาหินปูนสูงจากพื้นดินเกือบ 300 เมตร ผู้คนต่างเดินทางมากราบไหว้สักการะขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ต่อทั้งตัวเองและครอบครัว

นอกจากนั้นด้านบนยังมองเห็นเจดีย์ลอยฟ้า และ เห็นวิวทิวทัศน์เป็นธรรมชาติสวยๆ ต้นไม้เขียวๆชุ่มฉ่ำอีกด้วย

การเดินทาง

เดินทางจากทางเข้าเขื่อนรัชชประภาเมื่อมาถึงบริเวณไฟแดงที่กิโลเมตรที่ 61 ให้เลี้ยวซ้าย และเดินทางต่อไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร จะเจออุทยานธรรมเขานาในหลวง ซึ่งอยู่บริเวณริมถนนด้านขวามือ

ไปกินหอยใหญ่ ที่ฟาร์มหอยนางรม สินมานะฟาร์มสเตย์

มาถึงจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องหอยนางรม จนถึงขนาดมีคำว่า หอยใหญ่ อยู่ในคำขวัญจังหวัดขนาดนี้ เราจะพลาดการไปกินหอยนางรมและล่องเรือไปดูฟาร์มหอยกันได้ยังไง ???

สินมานะ ฟาร์มสเตย์  คือ ฟาร์มสเตย์กลางทะเลที่มีชื่อเสียงของ อ. บ้านดอน จ. สุราษฎร์ธานี เจ้าของคือ คุณสมชาย สินมา เจ้าของธุรกิจฟาร์มเลี้ยงหอยแครง และ หอยนางรม ในพื้นที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี  

สินมานะ ฟาร์มสเตย์  เป็นฟาร์มเลี้ยงหอยนางรม และ หอยแครง เป็นแหล่ง เรียนรู้และศึกษาการเลี้ยงหอย การวางอวน การเก็บ หอยเพื่อส่งขาย  

นอกจากนี้ให้บริการที่พักแบบฟาร์มสเตย์ เพื่อสัมผัสธรรมชาติรับลมเย็น กลางทะเลอีกด้วย มีมุมนั่งพักชมวิถีชีวิตของชาวประมง ชิมหอยนางลมสด และ อาหารทะเลผลผลิตจากฟาร์ม  กิจกรรมเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ เช่น มีการสาธิตวิธีการเลี้ยงหอยนางรม การเเกะหอยนางรมและรับประทานหอยนางรมอย่างถูกวิธี สะอาดและปลอดภัย มีมัคคุเทศก์ท้องถิ่น บรรยายเรื่อง วิถีชีวิตชาวประมง นอกจากจะให้ความรู้แล้วยังมีกิจกรรม เพื่อความบันเทิงเช่น การแสดงหนังตะลุงและกิจกรรมสันทนาการของนักท่องเที่ยว

เราลงเรือไปดูฟาร์มหอยกันนนน

การเดินทางมายังสินมานะ ฟาร์มสเตย์

สินมานะ ฟาร์มสเตย์ ตั้งอยู่ที่ ถ. บ้านพอด – อ. กาญจนดิษฐ์ หมายเลขทางหลวง 4177 ระยะทางห่างจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี 25 กม. และห่างตัวเมือง อ. กาญจนดิษฐ์10 กม. การเดินทางใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 401 (สุราษฎร์ธานี – นครศรีธรรมราช) ถึง 4 แยกหนองสวน อ. กาญจนดิญฐ์แยกซ้ายเข้าในตัวเมือง อ. กาญจนดิษฐ์ผ่านตลาด เมื่อถึง 4 แยกบ้านพ่วง ประมาณ 7 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการของสินมานะฟาร์ม หลังจากนั้นนั่งเรือที่ทางฟาร์มได้จัดไว้ให้บริการไปที่ขนำกลางทะเลใช้เวลาประมาณ 30 นาที

รายละเอียดการท่องเที่ยวสินมานะฟาร์มสเตย์

 

  1. แบบไม่ค้างคืน

– เดินทางจากท่าเรือสินมานะฟาร์ม ใช้เวลา 30 นาที ตลอดสองข้างทาง จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ และวิถีชีวิตชาวเลของอ่าวบ้านดอน 

– มีอาหารเลี้ยง 1 มื้อเป็น แบบบุฟเฟ่ต์ อาหารในท้องถิ่น 12 รายการ

– มีการบรรยายให้ความรู้วิถีชีวิตชาวเลในอ่าวบ้านดอนฯ สาธิต วิธีการเลี้ยงหอยนางรม การแกะหอยนางรม และรับประทานหอยนางรมอย่างถูกวิธี

– หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ สามารถทำกิจกรรมร้องเพลงคาราโอเกะได้

– จากนั้น เดินทางกลับ

กิจกรรม ทั้งสิ้นจะใช้เวลาประมาณ 3 ชม.

รับจำนวน ขั้นต่ำ 15 ท่าน ขึ้นไป

 

  1. กิจกรรมนอนขนำที่พักกลางทะเล

– เดินทางจากท่าเรือสินมานะฟาร์ม ใช้เวลา 30 นาทีตลอดสองข้างทาง จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ และวิถีชีวิตชาวเลของ  อ่าวบ้านดอน

– มีอาหารเลี้ยง 1 มื้อเป็น แบบบุฟเฟ่ อาหารในท้องถิ่น 12 รายการ

– มีการบรรยายให้ความรู้วิถีชีวิตชาวเลในอ่าวบ้านดอน สาธิต วิธีการเลี้ยงหอยนางรม การแกะหอยนางรม และรับประทานหอยนางรมอย่างถูกวิธี (มีหอยนางรมให้ทานท่านละ 1 ตัว)

– หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ สามารถทำกิจกรรมร้องเพลงคาราโอเกะได้ (เปิดให้ใช้ไฟฟ้า ถึง เวลา 23.00น.)

– พักผ่อนตามอัธยาศัย (ขอให้นำผ้าเช็ดตัวมาด้วยนะคะ)

– อาหารมื้อเช้า จะเป็นข้าวต้มซีฟูด ชา กาแฟ

– จากนั้น เดินทางกลับ (เวลาประมาณ 8.00-9.00น)

รับจำนวน ขั้นต่ำ 15 ท่าน  ขึ้นไป

หมายเหตุ   

1.ขนำกลางทะเล รองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 120-150 ท่าน ซึ่งจัดไว้สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้ ทำกิจกรรม และเป็นที่พัก

2.เรื่อที่ใช้รับส่งผู้โดยสาร โดยปกติจะใช้เรือ ขนาด 80-90 ที่นั่ง มีหลังคา และมีลำขนาดกลางนั่งได้ 30-40 ท่าน ไม่มีหลังคา ทั้งนี้ขอให้นักท่องเที่ยวสวมใส่เสื้อชูชีพที่เราจัดเตรียมไว้ให้ และขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ควบคุมเรือ

3.ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และขนมขบเคี้ยวทุกชนิดจำหน่าย สามารถนำมารับประทานได้ (เพื่อการอนุรักษ์สิ่งเเวดล้อมขอให้ลูกค้านำกลับขึ้นฝั่งด้วย)

4.สินมานะฟาร์มเป็นเพียงที่พักกลางทะเล ไม่มีกิจกรรมนำเที่ยวและไม่มีการจัดนำเที่ยวแต่อย่างใด

ติดต่อสอบถาม ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

สินมานะฟาร์มสเตย์ (คุณสมชาย สินมา) 081-597-7575

(ขอบคุณข้อมูลจากไปด้วยกัน.คอม)

คุณลุงเจ้าของฟาร์มพาชมฟาร์มและให้ความรู้อย่างละเอียดด้วยตัวเองเลย เราประทับใจมากๆ คุณลุงให้ความรู้ทั้งเรื่องหอยนางรม จนเรารู้ได้เลยว่าคุณลุงรู้จริงมากๆ แถมยังให้ความรู้เกี่ยวกับการทำฟาร์ม การเลี้ยงหอย และความรู้ทั่วไปต่างๆที่เกี่ยวกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีอีกด้วย

คุณลุงเจ้าของฟาร์ม ใจดีมากๆ ให้ขนมเรากินด้วย มันคือ เหนียวห่อกล้วย(ภาษาใต้) ซึ่งก็คือ ข้าวต้มมัด ในภาษาภาคกลางนั่นแหละ แต่คุณลุงบอกว่า เหนียวห่อกล้วย ของทางภาคใต้ จะหอมมะพร้าวเป็นพิเศษ

เนื่องจากช่วงที่เราไป ขนำ ของที่นี่กำลังอยู่ในช่วงซ่อมแซม จึงทำให้ ไม่ได้ไปกินหอยนางรมกลางขนำ  เลยย้ายมากินบนฝั่งกันแทน

โฉมหน้าของ เจ้าหอยนางรมสุราษฎร์ธานี ขาวนวลอ้วนสะอาด อยากกินแล้ววว

ชอบอันนี้มาก เป็นที่บีบน้ำมะนาวที่นำเข้าจากต่างประเทศ แค่เจาะเข้าไปก็บีบได้เลยสบายๆ สุดยอดมากๆ

ก่อนจะกินหอยนางรม คุณลุงก็จะแนะนำวิธีกินหอยที่ถูกต้องกันก่อน โดยวิธีกินหอยนางรม เพื่อที่จะได้รสชาติอย่างแท้จริงนั้น ต้องกินหลังจาก แกะหอยออกจากเปลือกภายใน 1 นาที เมื่อแกะเปลือกหอยออกแล้ว ให้ลองดมที่ตัวหอย เพื่อให้จมูกรับรู้ถึงกลิ่น จากนั้นราดน้ำมะนาวลงไปบนตัวหอย เขย่าเบาๆสักพัก น้ำในตัวหอยก็จะค่อย ๆ ซึมออกมา จากนั้น ส่งหอยเข้าปากอมไว้สักครู่ แล้วค่อย ๆ เคี้ยวหอย กัดยอดกระถินใส่ตามลงเข้าไปเล็กน้อย ให้ได้รสหวานกลมกล่อมในปาก รสชาติหวานสดของตัวหอย ผสมกับยอดกระถิน ตัดกับความเปรี้ยวของน้ำมะนาว เข้ากันได้ดี ค่อยๆ กลืนน้ำและเนื้อหอยลงไปเพียงส่วนหนึ่ง กินยอดกระถินที่เหลือ เคี้ยวรวมกันจนหมดคำ จะได้รับรู้ถึงรสชาติที่แท้จริงของหอยนางรม เป็นการกินหอยนางรมสดๆ ที่เข้าถึงรสชาติของเนื้อหอย อย่างที่สุด

การได้กิน หอยนางรมตัวใหญ่ ขาว นวล อ้วน สะอาด อย่างถูกวิธี เป็นการเปิดประสบการณ์การกินแบบใหม่ ที่เราประทับใจแบบลืมไม่ลงเลย

 หลังจากกินหอยนางรม เป็นการเรียกน้ำย่อยกันไปแล้ว เราก็มากินซีฟู้ด แบบจริงๆจังๆกันที่ ร้านในอ่าวซีฟู๊ด (ในระแวกนี้จะมี 3 ร้าน ติดๆกัน ก็เลือกตามชอบได้เลยนะ เราเลือกร้านนี้เพราะชอบรสชาติ อร่อยมากก)

เมนูที่เราสั่งมาจะมี หมึกไข่ผัดซอสมะขาม ปูผัดผงกะหรี่ กุ้งพล่า ปลากระพงนึ่งมะนาว และ หอยแครงลวก สำหรับเรา เราว่าที่นี่อร่อยทุกเมนูเลย อร่อยจริงๆนะ รสชาติจัดจ้านถึงใจมากๆ ต้องมาโดน

จานนี้เป็นเมนูแนะนำของที่นี่เลย หมึกไข่ผัดซอสมะขาม

ปูผัดผงกะหรี่ เนื้อปูสด อร่อยมากกก อยากจะกรี๊ดดด

ร้านในอ่าวซีฟู๊ด

124 หมู่ 7 ต.กะแดะ อ.กาญจนดิษฐ์

เปิดบริการ 10.00 – 22.00 น.

โทร 0-7725-5243

Location >> https://goo.gl/maps/sCMNzMWj4NPcnE2u7

ก่อนกลับ ตรงทางเดินเข้าร้าน จะมีของขายอยู่หลายอย่าง อย่าลืมแวะมากิน ทองม้วนป้าตั๋นกันนะทุกคน อร่อย หอม หวานกำลังดี กินเพลินมากๆเลย

สุดท้ายของวันนี้ และ สุดท้ายของทริปนี้ เรามาดูพระอาทิตย์ตกกันก่อนจะกลับขึ้นเครื่อง ซึ่งก็ยังคงเป็นพระอาทิตย์ตกที่สวยอีกอยู่ดี

สุราษฎร์ธานีในทริปนี้ของเรา เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ไปทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้ง ได้ไปล่องเรือในบางใบไม้ชมความสวยงามของธรรมชาติและคลองร้อยสายในจุดที่ปรากฏอยู่บนภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการประกวดระดับประเทศ และล่องเรือชมหิ่งห้อยระยิบระยับนับล้านตัว, ได้ไปชมวิวที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง 1 ใน 10 จุดชมวิวทะเลจากมุมสูงที่สวยที่สุดในประเทศไทย, ไปทำกิจกรรมทางน้ำ ชมวิว ดำน้ำตื้น พายคายัคชมปะการัง, ชมความงามของเกาะในจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองร้อยเกาะ, ได้กินหอยนางรมสดๆ ตัวใหญ่ๆ ขาวนวล อ้วน สะอาด ในจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องหอย, ได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นลอดซุ้มประตูทางเข้าอุทยานธรรมเขานาในหลวง และที่สำคัญ สุราษฎร์ของเราครั้งนี้ เราได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามมากๆไม่ซ้ำกันสักวัน สุราษฎร์ธานี เป็นอีกจังหวัดที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ

จองที่พักสุราษฎร์ธานีกับ Traveloka

รูปภาพและข้อมูล Walker Talker : เดินทางเล่าเรื่อง