“ไปเที่ยวกันเถอะ” เคยมีใครชวนแบบนี้หรือเปล่า?

คำถามต่อไปคือ ที่ไหน จะไปยังไง ขึ้นรถ ลงเรือ เครื่องบิน ในประเทศ หรือต่างประเทศ แล้วต้องใช้งบเท่าไหร่?

แต่แล้วในหัวก็คิดว่า “ถ้าต่างประเทศ” ขอเป็น “สิงคโปร์” แล้วกัน เพราะเมืองสะอาด เดินทางง่าย เดินตาม google map ได้เลย จึงออกมาเป็นทริป “สิงคโปร์สไตล์ชิลล์” คือ เขาชอบแบบไม่กำหนดเวลา อยากตื่นตอนไหนก็ตื่น แพลนเปลี่ยนได้ตลอด เอาตามที่มีเวลาและมีแรงเดินไป

ส่วนงบในครั้งนี้รวมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ, ตั๋วเข้า USS, การเดินทาง, Sim, กินข้าว 7 มื้อ, ของกินเล่น ไม่รวมช็อปปิ้ง ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน หมดไปประมาน 18,000 บาท

โดยจองโรมแรมและตั๋วเครื่องบินไปสิงคโปร์กับ Traveloka

เพราะจองง่ายมาก ราคาจ่ายเท่าที่เห็นจริงๆ โรงแรมก็มาพร้อมกับรีวิวเพียบ

(ปล. มี Tax refund กับ บัตร MRT ที่ไม่ได้แลกคืนด้วย เพราะเวลาขึ้นเครื่องเฉียดฉิวมาก ถ้าแลกคืน งบที่ใช้ไปก็จะลดลงอีก ชิลล์ปะละ 555)

จองตั๋วเครื่องบินไปสิงคโปร์ ราคาพิเศษ

สิ่งที่แนะนำเลยว่าต้องเตรียมให้พร้อม

  1. รองเท้าสำหรับเดินมากๆ ถ้ารองเท้าพื้นไม่ดีปวดเท้าได้นะคะ
  2. กระเป๋า รองเท้า ที่โดนน้ำแล้วไม่เสียใจ เพราะฝนอาจจะตกได้ เช็คดิน ฟ้า อากาศดีๆ น้า
  3. ร่ม เพราะฝนตกได้ทุกเมื่อ หรือแดดร้อนก็เอามากางซะ ถ้ากลัว UV
  4. ขวดน้ำขวดเล็ก พกติดตัวไว้ เพราะมีที่ให้เติมน้ำสาธารณะ สะอาดแน่นอน ดื่มแล้วไม่ปวดท้อง
  5. สติ ในการดูทิศทาง แผนที่ ป้ายบอกทาง ชื่อถนน ออกทางออก MRT ผิดทาง เดินเหมื่อยอยู่นะเธอ

ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย…

ประเดิมความสดใหม่ในการจองทุกอย่างเองไม่พึ่งทัวร์ โดยจองผ่าน Traveloka ทั้งตั๋วเครื่องบินและโรงแรม จองล่วงหน้าแค่เดือนกว่าๆ ได้ตั๋วที่นั่ง Hot seat ของ AirAsia มาแบบไม่รู้ตัว ไม่รู้เลือกตรงไหนถึงได้ แต่ก็จ่ายไปแล้ว เดินขึ้นเครื่องก่อนใคร ไม่ต้องต่อแถว เริ่ดออก รวมไป-กลับ 7,100 บาท

ถามคนที่เดินทางบ่อย เขาบอกว่าราคานี้นั่งการบินไทย หรือ Singapore airline ได้เลย 555

แต่ถ้าจองล่วงหน้านานหน่อยจะไม่เกิน 3,000 บาทค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่จังหวะที่อาจจะมีโปรโมชั่นออกมาด้วย ทั้งตั๋วราคาพิเศษจากสายการบิน ทั้งโค้ดส่วนลดจาก Traveloka

เช็คราคาตั๋วแอร์เอเชียไปสิงคโปร์ หรือเปรียบเทียบราคาแต่ละสายการบิน ได้ที่ Traveloka คลิกที่นี่

 

เราเลือกไฟล์ท 10.55-14.30 น. ถึงสิงค์โปร์เวลาประมาน 15.30 น. (เวลาเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงจ้า)

Day 1

Landing ที่ Terminal 4 ที่ใหม่ สร้างใหญ่และตกแต่งสวยงาม เดินเพลินในสวนดอกไม้

ถึงแล้วก็เติมตามป้าย Arrival เจอ ตม. ด่านตรวจคนเข้าเมืองก่อนน้า แล้วค่อยไปรับกระเป๋า แล้วเดินตามป้าย Bus หรือ MRT ออกมาก็ซื้อซิมการ์ดด้านหน้าได้ด้วยนะคะ

เขาใช้ของ Starhub เน็ตแรงดีค่ะ เลือกแบบอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว แพจเกจ 3 วัน 16 SGD เขาแถมร่มให้ด้วย สบายเลย ไม่ต้องซื้อ >///<

ได้ซิมแล้วก็เดินตามป้าย Bus to T3 หรือ MRT

พอเราเข้าไปที่สถานี MRT ให้ไปซื้อบัตรที่ Ticket Office ก่อน บัตรนี้ใช้ได้ทั้ง MRT Bus แบบเหมา ใช้ได้ 3, 5, 7 วัน เขาเลือก 3 วัน 20 SGD มีค่ามัดจำบัตรด้วย 10 SGD ตอนกลับอย่าลืมแลกคืนนะ 250 บาทแหนะ ได้เงินกินขนมเลยนะ

การคำนวณเวลาเข้า-ออกสถานี MRT แต่ละครั้ง เวลาเดินทางไม่นาน แต่การจะเดินเข้าไปหรือเดินออกมาจากสถานี ใช้เวลา 15-25 นาทีต่อครั้ง จะไปไหนจึงต้องคำนวณเวลาดีๆ ถ้าให้ง่ายขึ้นรถ Bus ก็ดีนะ แต่ดูเส้นทางยากกว่า MRT

แผนผังการเดินทางของ MRT ดูง่าย ดูให้ดีว่าจะไปเปลี่ยนสถานีที่ไหน จะทำให้วางแผนเที่ยวได้ง่ายขึ้นถ้าไปสายเดียวกัน

มาถึงโรงแรมแล้ว ทริปนี้เราพักที่โรงแรม The Quay Hotel

ดูรีวิวจากใน Traveloka แล้วโอเคเลย มีอาหารเช้าให้ด้วย อยู่ใกล้ MRT คือ ลงสถานี Clarke Quay อยู่ฝั่งตรงข้าม Clarke Quay Center หรือที่ใกล้กับท่าเรือ แหล่งสถานบันเทิงยอดฮิต ที่ใครไปสิงค์โปร์ก็ต้องไปนั่งดื่มชิลล์ๆ กันที่นี่

เช็คราคาโรงแรม The Quay Hotel ดูห้องว่าง หรืออ่านรีวิว ที่ Traveloka คลิกที่นี่

 

ห้องพักที่นี่สะอาด ใหม่ Room Service บริการดี น่ารัก อุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ครบ ทั้งตู้เซฟ ไดร์เป่าผม รองเท้าใส่ในห้อง ผ้าเช็ดตัวและผม 4 ผืน หมอน 4 ใบ และเตียงก็นุ่มมาก นอนจนไม่อยากลุกไปไหน และที่ชอบอีกอย่างคือเขาจัดสรรพื้นที่ห้องได้ดีมากค่ะ

เมื่อเก็บกระเป๋าแล้วก็ออกมาเดินเล่นที่ China Town ไม่ต้องนั่งรถเพราะแค่เดินก็ถึง แต่ถ้าขี้เกียจเดิน นั่ง Bus ก็เร็วดีค่ะ ตึกก็จะหน้าตาประมานนี้ และมีซอยหนึ่งหน้าตาเหมือนถนนโต้รุ่งบ้านเรา ซึ่งมีร้านอาหารเยอะมาก

ระหว่างทางที่จะไปหาอะไรทานก็ผ่านวัดศรีมาริอัมมันต์ (วัดแขก) มีองค์พระพิฆเนศประดิษฐานภายในวัดนี้ด้วย เข้าไปกราบไหว้ขอพรกันได้เลย ตอนที่ไป ข้างในเขากำลังทำพิธีกันด้วยค่ะ

เดินต่ออีกนิดนึงก็จะเจอวัดพระเขี้ยวแก้วที่โด่งดัง ดูแล้วเหมือนวัดจีนทั่วไปแต่บรรยากาศสงบกว่า มีพิพิธภัณฑ์เรื่องราวของธรรมะ จิตวิญญาณ ชั้นบนสุดเป็นที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้ว (พระทนต์) ของพระพุทธเจ้าเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มากราบสักการะด้วยค่ะ

เดินต่ออีกนิดนึงจากวัดพระเขี้ยวแก้วก็จะเจอ Maxwell Food Centre ตั้งอยู่บบถนน Maxwell ดูภายนอกก็เหมือนโรงอาหารทั่วไปเลยน้า แต่ที่นี่เขามีข้าวมันไก่ร้าน Tian Tian ที่อร่อยมาก คือ ทุกล็อคจะมีร้านข้าวมันไก่นะคะ ดูให้ดี ส่วนร้าน Tian Tian จะอยู่ล็อคที่ 3 นับจากทางเข้าด้านหน้า ร้านที่มีคนต่อแถวเยอะๆ เนี่ยแหละ แต่ก็รอไม่นานนะคะ ที่นี่บริการเร็วค่ะ

ถ้านั่ง MRT ไป ให้ลงสถานี Tanjong Pagar ทางออก B หาถนน Maxwell หรือลงสถานี China Town ก็จะเดินไกลหน่อย แต่มีที่ให้ถ่ายรูปสวยๆ อย่างวัด 2 วัดที่กล่าวมาค่ะ

มาแล้ว ข้าวมันไก่สิงค์โปร์! หน้าตาก็เป็นแบบนี้ เหมือนบ้านเราแหละค่า แต่อย่าตกใจว่าทำไมสั่งเยอะจัง คือแบบ เราสั่งเพราะความหิว มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ ในรูปเราสั่งแบบเต็มตัว 24 SGD จริงๆ สั่งครึ่งตัวก็อิ่มนะ เพราะไปทานกันแค่ 2 คน หรือสั่งแบบไม่แยกไก่กับข้าวก็อิ่มแล้ว

สั่งขนาดนี้ บอกเลยว่าไม่หมดจ้า จานนี้น่าจะทานได้ 4-5 คนเลยค่ะ ความพลาดคือหิวจัด กลัวไม่อิ่มไงคะ 555

 

Day 2

มื้อเช้าของเราที่สิงค์โปร์เป็นมื้อเช้าจากร้าน Ya Kun Kaya Toast เป็นร้านอาหารเช้าที่มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ เขาสั่ง Kaya Toast Cheese ในชุด ก็ได้ไข่ลวก 2 ฟอง กับกาแฟร้อนมาด้วย

Kaya Toast เป็นขนมปังปิ้งที่กรอบมาก ทุกคำที่กัดไปก็จะได้ยินเสียงอ่ะ ลองดูสิ >///< ของเราสั่งแบบสอดไส้ชีส และมีแยมอะไรสักอย่าง ทานคู่กับชาหรือกาแฟ ดูแล้วหน้าตาธรรมดามาก แต่ทำไมไม่รู้ มันอร่อยกว่าขนมปังปิ้งบ้านเราอ่ะ น่าจะเป็นเพราะไส้ กับชีส บวกกับความกรอบของขนมปังนี่แหละ ที่ทำให้แตกต่าง

Universal Studio Singapore ของเรามาแล้ว

นั่ง MRT จากโรงแรมแค่ 3 สถานี ไปลงที่สถานี Harbour Front ทางออก E จะเจอห้าง Vivo ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีร้านให้ช็อปปิ้งเยอะมาก ร้านอาหารก็เยอะเช่นกัน ถ้ายังไม่ทานมื้อเช้าก็มาทานที่นี่ได้เลย เพราะใน USS ไม่อร่อย 555

เสร็จแล้วก็ขึ้นไปชั้น 3 หรือเดินตามป้าย MRT ไปต่อ Monorail ของ Sentosa โดยซื้อบัตรเพิ่ม 4 SGD ได้ทั้งไปและกลับ เพราะใช้บัตรคนละใบที่เราซื้อขึ้น MRT นะคะ

เข้ามาแล้วก็เดินเล่นแบบวนขวาไปเลยจ้า อยากเล่นอันไหนก็เข้าไปเลย สามารถขอแผนที่ได้ตามร้านค้าริมทาง เช่น ร้านขายของเล่น ร้านขายน้ำ เข้าไปถามหาแผนที่ USS ได้เลย

อันนี้มันส์มาก ไหนๆ ก็มาแล้วต้องโดน ถ้าไม่เล่นอันนี้ คือ พลาด!

เขาจะมีที่ฝากกระเป๋าฟรี 45 นาที แนะนำให้ฝากทุกสิ่ง ยกเว้นมือถือ เพื่อความปลอดภัยในการเล่นมัมมี่

เข้ามาถึงที่นี่ไม่ต้องทำใจอะไรมาก นั่งๆ ไป แค่พาชมสุสานมัมมี่ ไม่โดนเองไม่รู้หรอก 555 มันส์มาก พูดเลย

เดินต่อมาเรื่อยๆ เจอบับเบิ้ลบี ต้องใส่แว่น 3 มิติ เพื่อเจอสถานการณ์ 4 มิติแบบเต็มรูปแบบ เข้าไปเล่นเถอะ สนุกตื่นเต้นมาก เรานี่กรี๊ดหนักมาก จริงๆ แล้วเล่นอันไหนก็กรี๊ด เพื่อความมันส์และตื่นเต้น 555

เล่นมาทั้งวันขอเติมพลังด้วยอะไรที่สดชื่นๆ หน่อยน้า ไอศกรีมเป็นของคู่กันกับสาวๆ ขอแวะรองท้องแล้วค่อยไปหามื้อเย็นทานที่ Vivo แล้วกัน

ถ้าแรงยังพอมีมาต่อกันที่ Garden by the bay กันเลยค่ะ ลง MRT สถานี Bayfront ทางออก B ตอนที่ไปถึง กำลังมีการแสดงสีตามแสง เอ๊ย! แสงตามเสียง เอ๊ะ! มันเรียกว่าอะไรกันแน่?

มองไปฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นตึก Marina Bay Sand แค่มองด้านนอกว่าสวยแล้ว ถ้าขึ้นไปชั้นบนสุดสวยกว่า เพราะจะได้เห็นวิวทั้งเมืองเลยค่ะ แต่มีค่าขึ้นด้วยนะ ประมาน 500 บาท แต่ถ้าพักที่โรงแรมนี้ก็จะขึ้นไปกี่รอบก็ได้ ไปว่ายน้ำสระขอบตัด หรือแช่ตัวในจากุซชี่ได้เลย ครั้งนี้เราไม่ได้พักที่นี่ไง เลยไม่ได้เก็บรูปข้างบนมาฝาก >///< แต่พอเล่าได้ว่าตอนที่ไปพักฟินแค่ไหน เดินเล่น เดินชิลล์ในโรงแรมได้ทั้งคืน อาหารเช้าของโรงแรมนี้มีหลากหลายมาก อร่อยทุกสิ่ง สักครั้งหนึ่งต้องลองมาพักดูค่ะ ราคาประมาน 15,000-20,000 บาทต่อคืน ถ้าจองถูกช่วงก็จะได้ราคาดีค่ะ

 

Day 3

วันสุดท้ายแล้ว ไม่อยากกลับเลย ก็ทานมื้อเช้าที่เดิม แล้วขึ้น MRT จาก The Quay Center มาลงสถานี Dhoby Ghaut ออกทางที่เขียนว่า Park Mall แล้วมองหาสวนสาธารณะ แล้วก็เดินข้ามแยกจะมีอุโมงค์เล็กๆ เมื่อถึงปลายอุโมงค์ให้แหงนหน้าดูก็จะเจอหน้าตาแบบนี้แหละค่า

เดินขึ้นไปบนสุดจะมีบันไดขึ้นไปบนเขา มีสวนสวยๆ ให้ถ่ายรูปได้อีกเยอะเลย เหมือนเราอยู่บนภูเขา มองลงมาจะเป็นวิวเมือง วิวตึกที่เรียงตัวสวยงามของสิงค์โปร์

มาหาอะไรทานเล่นสักหน่อย เห็นคนต่อแถวก็ขอต่อด้วยละกัน ตามทฤษฎีการหาของอร่อย เราสั่งชานมไข่มุกสีทอง รอประมาน 20 คิว ก็ครึ่งชั่วโมงได้ค่ะ ที่ตรงนี้จะเป็นห้าง Bugis เป็นแหล่งช็อปปิ้งของวัยรุ่นด้วยนะ เราจะเดินเลือกซื้อของฝาก ช็อกโกแลต พวงกุญแจ ก็ซื้อที่นี่ได้เลยนะคะ ใครจะไป Haji Lane ก็แวะมาเดินเล่นที่นี่ก่อนได้

ลง MRT สถานี Bugis ทางออก B แล้วเดินมาเรื่อยๆ เลย

ส่วน Haji Lane เราหาไม่เจอ แต่ถามคนแถวนั้นบอกว่าเดินไปอีก 2 แยกไฟแดงอ่ะ >///< แต่เดินไม่ไหวแล้ว หาไรกินดีกว่า 555

ก่อนกลับก็ขอพาโชคลาภกลับไทยสักหน่อย ที่ Fountain of Wealth (น้ำพุแห่งโชคลาภ) อยู่ใจกลางกลุ่มอาคาร Suntec City นั่นเองค่ะ เวลาที่ให้เข้าไปแตะน้ำพุ คือ 10.00-12.00 น. 14.00-16.00 น. และ 18.00-19.30 น.

ลง MRT สถานี Esplanade เดินไปที่ Suntec City แล้วลงมาชั้นล่างสุดจะเจอร้านอาหาร ทางเข้าไปแตะน้ำพุจะมีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่นะคะ พอเข้าไปแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ขอความเฮง ความปัง กลับไทยด้วยเถิด พร้อมสัมผัสน้ำพุ 3 รอบ เสร็จการขอพรแล้วจะถ่ายรูปก็รีบถ่ายนะคะ

*ข้อระวัง คือ ห้ามถอดรองเท้า* เพราะตอนไปใส่รองเท้าผ้าใบ กลัวเปียก เลยถอด เจ้าหน้าที่เดินมาดุเลยจ้า 555

รับโชคแล้วก็ได้เวลาเดินทางไปสนามบิน เพื่อกลับไทยตามกำหนด ทั้งที่ไม่อยากจะกลับ “เฮ้อ! หมดเวลาสนุกแล้วสิ”

 

เรื่องและภาพโดยปาณิสรา แก้วมาลา