เป้าหมายของปี 2017

วางแผนเป็นมั่นเป็นเหมาะตั้งแต่ต้นปีว่าภายในปี 2017 นี้ จะเป็นครั้งแรกที่ผมจะพาม๊าไปเที่ยวต่างประเทศ หลังจากพยายามเสาะหาประเทศที่เดินทางสะดวก ไม่ต้องพึ่งทัวร์ มีอาหารการกินที่ไม่แปลกมาก แถมมีรถไฟฟ้าพาเราไปทั่วถึง คำตอบในใจก็ลอยขึ้นมาทันทีว่าจะต้องเป็น “ประเทศสิงคโปร์”

การเดินทางไปสิงคโปร์ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สี่ของผม แต่เป็นการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกสำหรับม๊า ฉะนั้นการวางแผนการเดินทางจึงต้องถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างดี สถานที่ไหนชวนให้น่าประทับใจ เราจะไป ขึ้น-ลงรถไฟฟ้าสายไหนต้องให้ใกล้และเดินน้อยที่สุด
แล้วจะต้องเผื่อเวลาสำหรับการเดินเท้าของม๊าไว้ด้วย ซึ่งดูไปแล้วอาจจะต้องเป็นแผนการเดินทางที่ต้องไปสลับสับเปลี่ยนกันที่หน้างานแน่ๆ

 

ตั๋วเครื่องบิน

เพื่อที่จะค้นหาราคาตั๋วเครื่องบินไปสิงคโปร์และแผนการเดินทางที่ตรงใจที่สุด ผมเลือกที่จะใช้แอป Traveloka ในการกรองราคาเที่ยวบินช่วงเดือนธันวาคม ด้วยฟังก์ชั่นแจ้งเตือน แล้วก็ไม่ผิดจากความคาดหวังของเรา เมื่อการแจ้งเตือนราคาอยู่ในขั้นที่เลือกไว้ เราก็ได้จองช่วงเวลาบินที่เหมาะสมและราคาที่พอใจกับ Scoot

เช็คราคาตั๋ว Scoot ไปสิงคโปร์ และเช็คโปรโมชั่นปัจจุบัน ที่ Traveloka คลิกที่นี่

ที่พัก

ด้วยระบบค้นหาของทาง Traveloka  ที่ทำให้ไม่ต้องวุ่นวายกับการคัดเลือกคุณภาพของโรงแรม รวมทั้งรีวิวจากนักเดินทางที่ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ครั้งนี้เราจึงเลือก Hotel Mono ย่านไชน่าทาวน์ ที่มีการตกแต่งเป็นโทนขาว-ดำได้อย่างเรียบง่าย

จองที่พัก Hotel Mono ในสิงคโปร์ ดูรายละเอียดและเช็คห้องว่าง กับ Travleoka คลิกที่นี่

จากสนามบินชางงีเข้าสู่ตัวเมือง

การเดินทางจากสนามบินประเทศสิงคโปร์ไปยังตัวเมืองนั้นแสนจะง่ายดาย ด้วยการคมนาคมแบบสาธารณะที่เชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง
ทำให้เราไม่ต้องสลับสับเปลี่ยนรถไฟฟ้าให้ยุ่งยาก จาก MRT ที่สนามบินมาต่อที่สถานี MRT Expo แล้วนั่งสายสีน้ำเงินยาวจนไปถึงสถานี MRT China Town ได้อย่างสะดวกสบาย

วันแรก:

เนื่องจากเราเดินทางมาถึงสนามบินชางงีช่วงบ่ายสี่โมง ทำให้ผมและม๊าต้องรีบเร่งเดินทางไปเก็บกระเป๋าที่โรงแรม Hotel Mono ย่านไชน่าทาวน์ ก่อนจะออกมาหาของกินและท่องราตรีคืนนี้กัน เปิดประเดิมมื้อแรกจากร้าน “Tian Tian Hainanese Chicken Rice” ระดับมิชลินสตาร์ ที่ล่ำลือกันนักกันหนาว่ามาแถบย่านนี้แล้ว ห้ามพลาดเป็นอันขาด!!!

หลังจากนั้นผมกับม๊าก็รีบเร่งฝีเท้า เพื่อไปดูการแสดงที่ Garden by the bay ซึ่งในช่วงที่เราไปจะเป็นช่วงการจัดงานใน Theme Christmas Wonderland (1-26 Dec 2017) Super Tree Grove จึงถูกประดับไปด้วยสีสันจัดจ้านของไฟคริสต์มาส สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

เดินลัดเลาะเข้าศูนย์การค้า Marina Bay Sands ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงเวลาที่น้ำพุไหลลงอ่างน้ำวนพอดี ผมกับม๊านี่แทบจะหยิบมือถือมาถ่ายรูปไว้แทบมาทัน สถานการณ์หน้าลาน Promenade คับคั่งไปด้วยผู้คนที่มารอการแสดง Wonderful Light and Sound ยังไม่ถึงเวลาแสดง เหมือนผู้คนที่นี่จะรีบวิ่งเข้าใส่แผงกั้น ทำให้เราต้องกลายเป็นกระต่ายตื่นตูมวิ่งตาม ผลปรากฏว่าการแสดงนั้นเริ่มก่อนเวลาที่คาดการณ์ไว้จริงๆ ถือเป็นการแสดงเลเซอร์ที่น่าประทับใจ ก่อนที่พวกเราจะเคลื่อนย้ายตัวเองกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม ถือเป็นอันจบวันแรกอย่างสมบูรณ์

เที่ยวนี้เราบินกับ Scoot โดยการจองผ่านแอป Traveloka

ข้าวมันไก่ไซส์ M จากร้าน “Tian Tian Hainanese Chicken Rice” ระดับมิชลินสตาร์

Super Tree จะเป็น Theme Christmas Wonderland

อ่างน้ำวนหน้าตึก Marina Bay Sands

สถานการณ์หน้าลาน Promenade ก่อนเริ่มการแสดง

การแสดง Wonderful Light and Sound อันตระการตาในคืนวันแรกของเรา

วันที่ 2:

ระหว่างทางเดินไป Maxwell Food Center จะพบกับวัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Temple) วัดฮินดูในย่านไชน่าทาวน์เป็นสถาปัตยกรรมงดงามที่ประดับด้วยปูนปั้นสีสันสดใสจำนวนมาก นอกจากเป็นสถานที่สักการะแล้ว วัดศรีมาริอัมมันต์ยังเป็นสถานที่พบปะของผู้คน และสำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนชาวอินเดียด้วย

ด้วยความที่ยังติดใจในรสชาติข้าวมันไก่สิงคโปร์ วันที่สองเราจึงต้องไปซ้ำที่ร้านเดิม และตบท้ายด้วยน้ำเต้าหู้ร้อน-เย็นที่ออกรสหวานๆ เสียมากกว่าจะได้รสชาติของน้ำนมถั่วเหลือง ออกจาก Maxwell Food Center ฝั่งตรงข้ามก็เป็นสถานที่ตั้งของ Singapore City Gallery สถานที่โอ่อ่า มีการจัดแสดงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของประเทศตั้งแต่การสร้างเมือง ถมทะเล และแบบแปลนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ช่างทำให้เราต้องยอมรับว่าประเทศสิงคโปร์เป็นแบบอย่างของการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืนเสียจริงๆ

เดินทะลุผ่านตรอกเล็กๆ มาไม่ไกลก็จะเจอกับวัดเทียนฮกเก๋ง เป็นวัดจีนที่เก่าแก่ที่สุดของสิงคโปร์ วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1839 วัดเทียนฮกเก๋งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่องค์หม่าโจ่ว (Mazu) หรือเจ้าแม่ทับทิม (เทพธิดาแห่งท้องทะเล) บรรดานักท่องเที่ยวนิยมมาขอพรให้เดินทางกันอย่างปลอดภัย

จากโซน China Town สู่ Little India ย่านที่คึกคักไปด้วยผู้คนเชื้อสายอินเดียที่มักมาตั้งวงจิบชากันยามบ่าย เป็นย่านที่ดูโกลาหลแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันน่าประทับใจ ช่วงบ่ายคล้อยก็ได้เวลาออกไปตามหา Merlion ที่ยืนจังก้าต้อนรับเราตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
เราเดินผ่าน Fullerton Hotel ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังของความเก่าและความปราณีต ก่อนที่จะใช้เวลาที่เหลือของวันเก็บภาพดวงอาทิตย์ตกดินที่อ่าว Marina Bay

วัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Temple)

บรรยากาศยามเช้าที่ Maxwell Food Center

น้ำเต้าหู้ร้อน-เย็นที่ดูจะเน้นความหวานมากกว่าความเข้มข้น

สิงคโปร์ ซิตี้ แกเลอรี่ (Singapore City Gallery) แบบแผนการสร้างเมือง

วัดเทียนฮกเก๋ง (Thian Hock Keng Temple)

Thian Hock Keng ภาพจิตรกรรมฝาผนัง: เรื่องราวของผู้อพยพ

กราฟิตี้ที่ย่าน Little India

บ้านสีสันสดใส หรือ House of Tan Teng Niah เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของย่านลิตเติ้ลอินเดีย

โรงแรมฟูลเลอร์ตัน (The Fullerton Hotel Singapore)

อ่าว Mariny Bay ยามเย็น

Merlion Park สถานที่ยอดฮิตและเป็นจุดแลนด์มาร์คยอดนิยม

วันที่ 3:

วันสุดท้ายของการเดินทาง เราออกตัวกันตั้งแต่เช้า เพื่อไปลิ้มรสก๋วยเตี๋ยวปลาที่ People’s Park Center พร้อมกับแวะไปซื้อตั๋ว S.E.A. Aquarium ที่ Sea Wheel Travel กลับมาเก็บกระเป๋าที่โรงแรมพร้อมฝากข้าวของก่อนที่จะไป Sentosa Island เราโดยสารรถไฟ Monorail เพื่อเข้าสู่เกาะ Sentosa ที่สถานี Harbour Front

S.E.A. Aquarium ถือเป็นหนึ่งในโครงการ Marine Life Park South East Asia Aquarium พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างเย็นสบาย มีโซนจำลองซากเรืออับปาง โซนฉลามบุก โซนการแสดงการให้อาหาร โซนตู้ปลาแสดงแบบ 360 องศา โซนแมงกระพรุน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ที่ควรค่าแก่การพาเด็กๆ มาศึกษาพันธุ์สัตว์น้ำ

เมื่ออิ่มหนำหัวใจกับสัตว์ทะเลแล้ว เราก็แวะไปรับกระเป๋าเพื่อออกเดินทางกลับบ้านด้วยเที่ยวบินรอบสุดท้ายของวัน ก่อนกลับเราแวะไปส่งท้ายกับเหล่าคิตตี้และผองเพื่อนที่สนามบิน Terminal 3 ความน่ารักของตัวการ์ตูนช่างดึงดูดให้อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเสียจริง

ก๋วยเตี๋ยวปลาย่านไชน่าทาวน์ ลูกชิ้นปลาสิงคโปร์นี่อร่อยไม่เหมือนใครจริงๆ

เหล่าบรรดานักประดาน้ำกำลังทำความสะอาดตู้ปลาด้วยกระดาษนามบัตร

โซนตู้ปลาขนาดใหญ่ ที่เปิดเพลงคลอให้รู้สึกผ่อนคลาย

 

 

เหล่าคิตตี้และสมาชิกที่มาร่วมส่งเรากลับบ้านอย่างปลอดภัย

บันทึกระหว่างทาง:

เป็นแผนการเดินทางที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์อันแท้ทรู จากแผนเดิมที่วางไว้ที่ว่าอยากให้ม๊าไปเที่ยวที่สวยๆ แบบเน้นปริมาณ ก็มีอันต้องยกเลิกเพราะอากาศร้อนทำให้ม๊าเดินไม่ไหว ต้องจัดตารางสลับสับเปลี่ยนให้ม๊ากินยาหลังกินข้าวให้ตรงเวลาทุกมื้อ เลี่ยงจากสถานที่เปิดโล่งเป็นศูนย์การค้าติดแอร์ วางแผนการเดินแบบนับก้าวให้น้อยที่สุดแต่ต้องประทับใจที่สุด

ผ่านการเดินทางกับม๊ามา 3 วัน ถึงได้รู้ว่ากว่าเราจะโตมาได้จนถึงทุกวันนี้มันไม่ง่ายเลยนะ แล้วดูม๊าซิเลี้ยงเรามาตั้งกี่ปีแล้ว แม้จะต้องปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางกันเกือบทุกชั่วโมงในวันที่สองและสาม อันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด แต่ที่ก็ถือว่าม๊าเดินเก่งใช้ได้เลยทีเดียว ผมไม่รู้ว่าถ้าไม่พาม๊ามาท่องเที่ยวแบบนี้ภายในปีนี้ ปีหน้าม๊าจะยังเดินได้เยอะขนาดนี้อีกหรือไม่ ความสุขของการเดินทางอาจจะไม่จำเป็นต้องไปให้ถึงที่สวยงามให้ครบทุกที่หรอก แค่แคร์คนร่วมทาง คอยเป็นไกด์นำทางให้พวกเราไปถึงยังจุดหมายปลายทางพร้อมๆ กัน

เก็บตกระหว่างทาง:

ตลอดการเดินทางโดยรถไฟฟ้า ผมสงสัยกับป้ายสติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่บนเก้าอี้สำรองสีม่วงว่า “SHOW YOUR CARE” แปลกดีที่ป้ายรณรงค์บ้านเมืองเขาพยายามนำเสนอ “การให้” มากกว่าการจับจอง และปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่-แคร์กันทุกย่างก้าว ท้ายที่สุด เมื่อเราแคร์กันมากขึ้น วันทุกวันก็จะสวยงามขึ้นในสายตาของเราเอง

เรื่องและภาพโดยปิติภูมิ หงส์สุขพันธุ์