“สิงคโปร์ใกล้แค่นี้ ไปเมื่อไรก็ได้” .. เราพลาดสิงคโปร์มาหลายครั้งด้วยประโยคนี้! หลายครั้งเรามองข้ามสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เพียงเพราะมันอยู่ใกล้เกินไป มัวแต่ไปมองหาอะไรที่อยู่ไกลๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวอะไรที่ผ่านมาในชีวิตก็ตาม แต่สิ่งที่เราทุกคนรู้เหมือนๆ กันคือ เวลาไม่เคยคอยใคร อยากทำอะไรต้องทำเลย! ฉะนั้นคงไม่มีฤกษ์ไหนงามเท่ากับยามนี้อีกแล้วที่จะสะพายกล้องคู่ใจบินลัดฟ้าไปสัมผัสเมืองสิงโต ซึ่งแม้จะเป็นประเทศที่ไม่ได้ใหญ่โตนักแต่ก็มีมุมให้คนชอบถ่ายรูปอย่างเราได้ว้าวว อยู่หลายจุดทีเดียว ที่สำคัญความลำบากเหนื่อยยากในการเดินเที่ยวสิงคโปร์ท่ามกลางอากาศอันแสนเร้าร้อนยังทำให้เราได้รู้จักกับ จักรยานสาธารณะแบบไร้สถานีด้วยความบังเอิญ เลยได้โอกาสทุ่นแรงเดินด้วยการปั่นจักรยานเที่ยวให้ทั่วสิงคโปร์ซะเลย เพราะเจ้าจักรยานไร้สถานีนี้สามารถจอดคืนตรงไหนก็ได้เพียงแค่ใช้แอปพลิเคชั่นล็อกและปลดล็อกเท่านั้น! .. เตรียมแรงขาไว้ให้ดีๆ เพราะทริปนี้อาจทำให้เธอมองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเปลี่ยนไป แล้วอย่าลืม #ชวนคนใกล้ตัว ไปเที่ยวสิงคโปร์ด้วยกันนะ : ) 

 

Fly with Thai Lion Air

ทริปนี้ลัดฟ้าสู่เมืองสิงโตด้วยสายการบิน Thai Lion Air ไฟลท์ SL100 กับเวลาบินอันแสนดีงาม 07.40 น. ใช้เวลาบินแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้นก็ถึงสิงคโปร์ในเวลา 11.20 น. โดยเราทำการจองตั๋วเครื่องบินไปสิงคโปร์ผ่านทางเว็บไซต์ Traveloka  ซึ่งกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักราคาถูกเวลามีทริปไปเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับเราไปซะแล้ว เพราะสะดวก จองง่าย แถมมักมีโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาถูกมายั่วใจอยู่บ่อยๆ อีกต่างหาก

จองตั๋วเครื่องบิน Thai Lion Air กับ Traveloka คลิก

 

เราไปเช็คอินแต่เช้าก็เลยได้ที่นั่งแถว 3 ซึ่งอยู่ด้านหน้าเลย สะดวกเวลาขึ้น – ลงมาก สารภาพตามตรงว่าไม่ค่อยมีโอกาสได้บิน Thai Lion Air บ่อยนัก โดยเฉพาะไฟลท์ที่ไปเมืองนอก ฉะนั้นจึงค่อนข้างเซอร์ไพรส์และประทับใจเพราะภายในเครื่องยังดูใหม่และสะอาดมาก Seat pitch ค่อนข้างกว้างขวางถ้าเทียบกับสายการบิน Low Cost ด้วยกัน แถมเวลาบินยังดีงามทั้งขาไปและขากลับอีกต่างหาก (ขาไป  ไฟลท์ SL100 : DMK 07.40 น. —-> SIN 11.20 น. / ขากลับ : SL101 SIN 12.20 น. —-> DMK 13.35 น.) ไฟลท์แบบนี้ทำให้เราได้กำไรเป็นเวลาที่เพิ่มขึ้นมาในวันเดินทางอีกหลายชั่วโมง เริ่มเที่ยวได้ตั้งแต่วันแรกและวันกลับยังแว่บออกไปเที่ยวได้อีกนิดหน่อยหรือหามื้ออร่อยส่งท้ายก่อนกลับก็ยังไหว ^^

 

 “ofo” จักรยานสาธารณะ ไร้สถานี

ใครที่เคยไปสิงคโปร์แล้วคงสังเกตเห็นจักรยานคันสีเหลืองๆ ที่จอดเรียงรายอยู่ตามข้างทางแทบจะทุกมุมถนนของสิงคโปร์กันบ้างละ ตอนแรกเราเห็นก็นึกในใจเหมือนกันว่า “เออ คนสิงคโปร์นี่ดีว่ะ จอดจักรยานทิ้งไว้โดยไม่กลัวขโมยเลย” แต่บางจุดมันดันมีจักรยานจอดอยู่เยอะซะจนสงสัยว่านี่ดูเหมือนจะไม่ใช่จักรยานส่วนบุคคลแล้วสินา ต่อมเจ้าหนูจำไมก็เลยเริ่มทำงาน เปิดอินเทอร์เน็ตเข้าไปปรึกษาพี่กู(เกิล) ดูสิว่า ปุจฉา .. เจ้าจักรยานคันสีเหลืองนี้มันคืออะไร?

พี่กู(เกิล) ตอบกลับมาว่า  วิสัชนา .. จักรยานเหล่านี้ก็คือจักรยานสาธารณะแบบไร้สถานี เอาไว้ให้พวกเจ้าที่เริ่มขี้เกียจเดินทั้งหลายได้ทำการเช่าผ่านแอปพลิเคชั่นด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพียงแค่ลงทะเบียนผ่านแอปฯ ก็รับสิทธิ์แซ่บๆ “ปั่นฟรี 1 ครั้ง” นั่นไง

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหยื่อการตลาดตัวเป้งอย่างเราก็ไม่รอช้า รีบดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น ofo มาลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ปั่นฟรีหนึ่งครั้งทันที 555 ซึ่งโดยปกติแล้วทาง ofo จะคิดค่าบริการ $0.50 ต่อ 30 นาที หรือคิดแบบง่ายๆ ก็คือ ชั่วโมงละ 1 เหรียญสิงคโปร์นั่นเอง (ประมาณ 25 บาท/ชั่วโมง) หรือถ้าใครมีแพลนเที่ยวระยะยาวก็สามารถเช่าเป็นแพ็คเกจ $6.99 สำหรับ 30 วันได้  สามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิต เดบิต หรือ Apple Pay โดยใส่ข้อมูลช่องทางการชำระเงินผ่านทางแอปพลิเคชั่นตั้งแต่ตอนลงทะเบียนครั้งแรกได้เลย

เมื่อลงทะเบียน ได้รับสิทธิ์ปั่นฟรีหรือใส่ช่องทางการชำระเงินสำหรับครั้งต่อๆ ไปแล้ว วิธีการนำจักรยานออกไปปั่นนั้นก็ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย เพราะเราไม่ต้องไปเสียเวลาเดินหาจุดเช่าจักรยานให้วุ่นวาย เนื่องจาก ofo เป็นจักรยานสาธารณะไร้สถานีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่มีสถานีจ้า บริเวณข้างทางคือจุดจอดจักรยานของ ofo หมดเลย เราสามารถจอดคืนตรงไหนก็ได้อย่างอิสระ ขอเพียงไม่เกะกะทางเดินเท้าก็เพียงพอ

เมื่อคิดจะเช่าก็แค่เปิดแอปฯ ระบบก็จะสแกนหาจักรยานที่อยู่ใกล้เรามากที่สุด พร้อมระบุพิกัดในแผนที่ให้เสร็จสรรพ หรือถ้าเห็นจักรยานสีเหลืองจอดอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องให้แอปฯ ช่วยหาอะไร สามารถพุ่งตรงไปที่จักรยานแล้วเปิดแอปฯ ขึ้นมา เลือก “ปลดล็อก” แล้วสแกนบาร์โค้ดที่อยู่ตรงล้อจักรยานได้เลย อ้อ อย่าลืมเปิดบลูทูธก่อนสแกนและต้องเปิดบลูทูธไว้ตลอดเวลาเพื่อให้แอปฯ สามารถตรวจเจอว่าเราใช้จักรยานปั่นไปถึงไหนแล้วด้วยนะ โดยแอปฯ จะบันทึกไว้หมดว่าเราปั่นไปแล้วกี่ชั่วโมง ปั่นไปกี่กิโลเมตร รวมถึงคำนวณค่าเช่าสำหรับการปั่นในครั้งนี้ให้เสร็จสรรพ พอจะคืนก็แค่หมุนล็อกที่ล้อจักรยานแล้วก็กดสิ้นสุดทริปในแอปฯ ระบบก็จะคำนวณแคลอรี่ที่เผาผลาญไปทั้งหมดในการปั่นครั้งนี้ให้ด้วย ได้เที่ยว แถมยังได้ออกกำลังกายอีกต่างหาก เริ่ดดด!

พระเอกในทริปนี้ของเรา Canon M50 กล้อง Mirrorless จิ๋วแต่แจ๋ว ตัวเล็ก จับถนัดมือ แต่สเป็คโหดพอดู สามารถปรับโหมดถ่ายรูปได้หลายโหมด รวมถึงแต่งรูปและจบหลังกล้องพร้อมอัพขึ้นโซเชียลได้แบบทันใจในราคาเริ่มต้นที่สองหมื่นกลางๆ เท่านั้นเอง ตอนนี้กลายมาเป็นกล้องคู่ใจตัวใหม่ของเราไปแล้วว

 

เที่ยวไป ปั่นไป ใน 48 ชั่วโมง

สิงคโปร์เป็นเพียงเกาะเล็กๆ ฉะนั้นหลายคนจึงรู้สึกว่าสถานที่ท่องเที่ยวอาจไม่หลากหลายเท่าไร ก็คงไม่พ้นตึก ตึก ตึก ล่ะมั้ง แต่วินาทีแรกที่เราเริ่มเปิดสายตาส่ายส่องเมืองสิงโตแห่งนี้ สิ่งแรกที่แว่บเข้ามาในหัวคือ “ที่นี่ต้นไม้เยอะว่ะ” เราว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการบ้านเมืองดีมากกกก ดีจนรู้สึกอิจฉา เพราะตึกรามบ้านช่องรวมไปถึงทางเดินเท้าสะอาดสะอ้านน่าเดินมาก มีต้นไม้ใหญ่อยู่ทุกมุมถนน นี่ยังแอบคิดในใจว่าถ้าอากาศไม่ร้อนตับแล่บขนาดนี้ เราคงเดินเที่ยวได้ทั่วเมืองเลยทีเดียว เพราะสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ใกล้ๆ กัน สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสลับเดินหรือเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการปั่นจักรยานไร้สถานีเที่ยวได้ทั่วเลย .. และนี่คือ ประสบการณ์เที่ยวไป ปั่นไป ใน 48 ชั่วโมง ที่เราอยากนำมาแชร์ เผื่อใครกำลังวางแผนเที่ยวสิงคโปร์อยู่ รับรองว่าจะต้องได้ภาพสวยๆ กลับไปอัพขึ้นโซเชียลแน่ เพราะทริปนี้พี่ไม่ได้มาเล่นๆ แต่พี่มาถ่ายรูปเล่นกับกล้องคู่ใจตัวใหม่ Canon M50 จ้า!

Day 1 : เช้า

ออกจากที่พัก Porcelain Hotel by JL Asia ย่าน Chinatown แต่เช้า เดินเท้าไปกินอาหารเช้าสไตล์สิงคโปร์ที่ร้าน Ya Kun Kaya Toast ซึ่งเป็นสาขาดั้งเดิม เพิ่มเติมคือคนเยอะเป็นพิเศษ ไม่รู้สาขาอื่นคนเยอะแบบนี้มั้ย แต่อาจเพราะเป็นร้านอาหารเช้าแบบง่ายๆ แต่ละโต๊ะก็เลยใช้เวลากินกันไม่นานเท่าไร เราเดินเล่นถ่ายรูปอยู่แถวนั้นไม่นานก็มีโต๊ะว่างแล้ว

เมนูมีให้เลือกเป็นเซ็ต ซึ่งเซ็ตที่ทุกโต๊ะต้องสั่งก็คือ Set A – Kaya Toast Set มีขนมปังปิ้งไส้สังขยากับเนย + ไข่ลวก และชา กาแฟ ให้เลือกระหว่างร้อนหรือเย็น หรือเซ็ตอื่นๆ ก็จะคล้ายกัน เปลี่ยนแค่เพียงไส้ของขนมปังเท่านั้น แต่สังขยาอร่อยดีนะ อันที่จริงเขาบอกว่าให้เอาขนมปังมาจิ้มไข่ลวกจะอร่อยขึ้นเพราะเป็นวิธีการกินของคนสิงคโปร์ แต่ไทยสไตล์อย่างเรามันไม่ชินนี่หน่า ถึงแม้จะลองทำตามแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่ากินแยกอร่อยกว่านะ 555

เอ้อ เห็นเลข 11 2 บนโต๊ะมั้ย? นั่นไม่ใช่หมายเลขโต๊ะนะ แต่เป็นราคาค่าอาหารของมื้อนี้ เขียนบอกกันโต้งๆ แบบนี้แหละ ง่ายดี 555 .. หลังจากเดินมานั่ง ก็จะมีคนเอาเมนูมาให้ หลังจากเราสั่งเขาก็จะบอกราคาให้จ่ายเลย ซึ่งราคาของ 2 เซ็ตที่เราสั่งคือ $11.2 หรือประมาณ 270 บาท ถือว่าถูกสำหรับค่าครองชีพในสิงคโปร์ แต่ถือว่าแพงสำหรับมื้อเช้าของประชาชีที่มาจากประเทศค่าครองชีพสูงแต่รายได้ต่ำอย่างเรา 5555

วิธีการเดินทางไปร้าน Ya Kun Kaya Toast สาขา Chinatown : รถไฟใต้ดินลงสถานี Chinatown ทางออก E แล้วเดินประมาณ 5 – 10 นาที

 

Day 1 : บ่าย

คล้อยสายก็ได้เวลาสะพายกล้อง Canon M50 คู่ใจ ตระเวนหาจุดถ่ายรูปปังๆ หลังจากเพิ่มพลังด้วยอาหารเช้าไปเรียบร้อยแล้ว เราเริ่มต้นด้วยการเดินไป Former Hill Street Police Station (MICA Building) อีกหนึ่งพิกัดยอดฮิตในการถ่ายรูปอัพขึ้น Instagram ด้วยสีสันสดใสของหน้าต่างตัวอาคารซึ่งแต่เดิมเคยเป็นอาคารกองบัญชาการตำรวจ แต่ปัจจุบันกลายมาเป็นอีกหนึ่งจุดที่เหล่านักเช็คอิน IG ต้องมาล่าแต้ม

อาคาร MICA ตั้งอยู่ในย่าน Clarke Quey สามารถนั่งรถไฟใต้ดิน North East Line สายสีม่วงมาลงที่สถานี Clarke Quey ได้เลย แต่เราเดินเล่นถ่ายรูปจากร้าน Ya Kun Kaya มาเรื่อยๆ โดยแวะพักขาที่คาเฟ่สีชมพูสดใส A Juicery” สักแปบ

สั่ง Strawberry Latte เย็นๆ มาดับร้อน ($7) พร้อมกับมินิโดนัทมาตัดความขมอีกหนึ่งชิ้น ($1) เพราะกาแฟที่สิงคโปร์ค่อนข้างแรง ส่วนตัวกินแล้วรู้สึกใจสั่นนิดๆ แล้วก็แอบนอนไม่หลับหน่อยๆ ตอนแรกว่าจะสั่ง Macchiato แต่พนักงานในร้านเบรกว่า Macchiato ที่นี่แรงนา ไม่เหมือนของสตาร์บัคส์นาจา ยูแน่ใจแล้วหรือที่จะสั่ง อ้ะ ขู่กันมาขนาดนี้พี่สั่ง Matcha Latte ($7) อีกแก้วแทนก็ได้จ้า ซึ่งก็เข้มข้นไม่แพ้กัน เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบกินหวาน เพราะกาแฟที่นี่แลจะไม่ใส่ไซรัปเลย แต่บรรยากาศร้านน่ารัก มุ้งมิ้งดี มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ อยู่ ใครผ่านไปแถวย่าน Clarke Quey ก็แวะไปได้ ร้านนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอาคาร MICA เลย

นั่งชิลอยู่ย่าน Clarke Quey ได้สักพัก ก็ขอลุยต่อไปอีกหนึ่งจุดถ่ายรูปสุดปังของสิงคโปร์ Little India ซึ่งอยู่ห่างจาก Clarke Quey แค่สถานีเดียวเท่านั้น ซึ่งย่าน Little India เป็นชุมชนเล็กๆ ของชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ มีไฮไลท์คือบ้านหลากสี House of Tan Teng Niah ที่ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องหยุดถ่ายรูปเพราะสีสันอันสดใสแสบทรวง แอบ ปล. ไว้ว่าของจริงไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนะ ฉะนั้นอย่าคาดหวังแยะ แต่ก็สามารถแวะไปถ่ายรูปชิคๆ ได้จ้า

 

Day 1 : เย็น

เย็นย่ำก็ฮัมเพลงแล้วนั่งรถไฟใต้ดิน Downtown Line สายสีน้ำเงินต่อไปลงที่สถานี Bayfront เพื่อเดินเล่นในสวนแลนด์มาร์กของสิงคโปร์อย่าง Gardens by the Bay ซึ่งเราแนะนำหนักๆ เลยว่าให้มาช่วงเย็นๆ ประมาณสัก 4 โมงเป็นต้นไป เพราะกลางวันร้อนมากกก แล้วท้องฟ้าที่สิงคโปร์ก็ค่อนข้างมืดช้าด้วย ฉะนั้นกว่าบริเวณ Supertree Grove หรือต้นไม้จำลองทรงแปลกตาเหมือนอยู่ในหนังเรื่องอวตารจะเปิดไฟก็ปาไปทุ่มนึงแล้ว

แต่ก็แนะนำให้มาก่อนการแสดงสัก 2-3 ชั่วโมงนะ เพราะ Gardens by the Bay มีหลายโซนและกว้างมากกก ถ้าจะเที่ยวให้ครบก็ต้องใช้เวลานับหลายชั่วโมงทีเดียว และไม่อยากให้พลาดอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ นั่นก็คือโดมจัดแสดงดอกไม้และพันธุ์พืชซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 2 โดม คือ Flower Dome และ Cloud Forest แต่เราเลือกเข้าโดมเดียว เพราะงก เอ้ย ไม่ช่าย ; p เพราะรู้สึกว่า Flower Dome น่าจะไม่มีอะไรมากต่างหาก ก็เลยเข้าแต่ Cloud Forest เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างน้ำตกจำลองตั้งอยู่ภายในโดม

ปกติแล้ว Gardens by the Bay จะไม่เสียค่าเข้านะ เราสามารถเดินเข้ามาเหมือนสวนสาธารณะได้เลย แต่ก็จะมีบางจุดที่ต้องเสียตังค์เพิ่มเพื่อเข้าไปเติมประสบการณ์ ดั่งเช่น Cloud Forest Dome นี่แล ต้องเสียค่าเข้าคนละ $11 เป็นราคาซื้อแยกโดม ซึ่งปกติถ้าเข้าทั้ง 2 โดม ราคาจะอยู่ที่ $28 แต่เราแนะนำให้แวะไปซื้อตั๋วที่ร้าน Sea Wheel Travel ย่าน Chinatown เพราะราคาถูกกว่า ราคา 2 โดมเขาขายอยู่ที่ $18 เท่านั้นเอง

ออกมาจาก Cloud Forest Dome เราก็ขึ้นไปเดินเล่นบน OCBC Skyway ต่อ เป็นทางเดินเชื่อมระหว่างต้นไม้จำลองทรงแปลกตานั่นเอง ซื้อตั๋วจากร้าน Sea Wheel Travel อีกเช่นกัน ราคา $6 แต่แอบรู้สึกว่าไม่คุ้มเท่าไร เพราะทางเดินสั้นนิดเดียว แล้วคนก็ค่อนข้างเยอะ เดินแปบๆ ก็สุดทางซะละ แต่ถ้าใครอยากได้ภาพมุมแปลกตาก็ถือว่าโอเคเลยที่จะขึ้นไป

ปล. อย่าลืมรอดูการแสดงแสงไฟ Supertrees Music & Lights Dancing ฟรี! ซึ่งจะจัดแสดงทุกวัน เวลา 19.45 น. และ 20.45 น. รอบละ 15 นาที บริเวณ Supertree Grove เป็นการปิดท้ายด้วยนะ : )

 

Day 2 : เช้า

แนะนำให้ตื่นแต่เช้าตรู่สักวัน แล้วรีบไปให้ถึง Merlion Park ก่อนเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งปกติแล้วน่าจะขึ้นประมาณ 7 โมงเช้าทุกวัน นับเป็นกำไรของคนตื่นสายเป็นอย่างมาก เพราะบางประเทศพระอาทิตย์ขึ้น 6 โมงนาจา ฉะนั้นใครมาเที่ยวสิงคโปร์เนี่ยสบายเลย ตื่น 6 โมง ก็สามารถไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดแลนด์มาร์กของเมืองสิงโตอย่างเมอร์ไลออนได้สบาย แถมยังได้โอกาสหลีกเลี่ยงฝูงชนอันล้นหลามได้อีกต่างหาก เพราะช่วงเช้าคนไม่ค่อยเยอะเหมือนช่วงสายๆ เย็นๆ

ตอนเช้าๆ คนบางตา มีบ้างประปรายที่มานั่งรอแสงแรกของวัน บ้างก็มาจับจองจุดถ่ายรูปกัน และอีกประปรายจะมาวิ่งออกกำลังกายยามเช้า นับเป็นบรรยากาศที่สโลว์ไลฟ์ ผิดจากสิงคโปร์ในช่วงกลางวันมากทีเดียวเชียว

วิธีการเดินทางไป Merlion Park : นั่งรถไฟใต้ดินสาย East West Line สีเขียว หรือ North South Line สีแดง ลงสถานี Raffles Place ทางออก H เดินผ่านโรงแรม Fullerton เลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ ประมาณ 5 – 10 นาที

 

Day 2 : บ่าย

หลังจากนั่งรอสิงโตเริ่มพ่นน้ำตอนประมาณ 7 โมงนิดๆ เราก็นั่งรถไฟใต้ดินสาย East West Line สีเขียว ไปแวะถ่ายรูปสถานีรถไฟสีชมพูที่สถานี Redhill ซึ่งเป็นสถานีที่โดดเด่นด้วยการทาสีชมพูหวานแหวว นับเป็นอีกจุดที่ฮ็อตฮิตและเหมาะสำหรับการมาถ่ายรูปเพื่ออัพขึ้น IG เป็นอย่างยิ่ง ใครเป็นสายถ่ายรูปนี่ห้ามพลาดเลยนา

หลังจากนั้น เราก็นั่งรถไฟย้อนกลับมาหนึ่งสถานี เพื่อลงที่สถานี Tiong Bahru แล้วเดินไปเที่ยวเล่นในย่านคาเฟ่ชิคๆ ของสิงคโปร์ต่อ เป็นย่านคล้ายอพาร์ทเมนท์อยู่อาศัยของคนสิงคโปร์ แต่คลุมโทนด้วยสีขาว ฉะนั้นจึงทำให้มีมุมถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ ประกอบกับมีคาเฟ่ชิคๆ แทรกตัวอยู่อย่างกลมกลืน ทำให้ย่านนี้เป็นอีกหนึ่งพิกัดลับที่นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยเยอะ ใครชอบความเงียบสงบล่ะก็ลองแวะไปได้เลย แต่กระซิบบอกไว้ก่อนว่าอาจจะไม่ชิลเท่าไรนะ เพราะอากาศร้อนมากกกกก และต้องเดินไปจากสถานีค่อนข้างไกล ฉะนั้นอย่าลืมพกร่มไปกางกันแดดกันด้วยเด้ออ

นั่งหลบร้อนอยู่ในคาเฟ่ที่มีแอร์เย็นๆ ได้สักพัก เราก็ออกเดินทางไปล่าพิกัดถ่ายรูปต่อ ด้วยการนั่งรถไฟใต้ดินสาย East West Line สีเขียว ไปลงสถานี Bugis เพื่อตามหาบันไดวนสีพาสเทลที่ Bugis Village อีกหนึ่งจุดถ่ายรูปยอดฮิตบน IG ที่ต้องใช้วิชามารในการได้ภาพกันนิดนึง เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงตึกด้านหลังของ Bugis Village ซึ่งเป็นที่จอดรถและทิ้งขยะของคนแถวนั้น! ฉะนั้นถ้าเดินดุ่มๆ ไปถ่ายแบบธรรมดาก็จะไม่มีทางได้ภาพสวยๆ แบบที่เห็นใน IG แน่นวล

เคล็ดลับคือให้เดินตรงแด่วไปที่อาคาร Fu Lu Shou Complex ซึ่งดูเหมือนเป็นอาคารปิดขึ้นไปไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นห้างสรรพสินค้าจ้า สามารถเดินขึ้นบันไดไปได้เลย ประมาณชั้น 2 จะมีประตูสำหรับใช้ลิฟท์อยู่ ผลักประตูเข้าไป แล้วก็เชิญถ่ายรูปในมุมระนาบเดียวกับที่เห็นใน IG กันได้ตามสบาย ใครมีเลนส์ซูมยิ่งดี เพราะจะยิ่งซูมได้เยอะ ถ้าไม่มีก็อาจจะต้องเอามา Crop ให้สวยงามสักหน่อย ถึงจะได้ภาพสวยๆ เหมือนที่เห็นใน IG นาจา : D

หลังจากยิงช็อตบันไดวนกันจนสะใจแล้ว ลองเดินต่อไปสักนิดจะถึงอีกหนึ่งย่านชิคของสิงคโปร์ นั่นก็คือ Haji Lane ถนนช็อปปิ้งที่เต็มไปด้วยร้านอินดี้มากมาย ทั้งเสื้อผ้า ร้านอาหาร รวมไปถึงคาเฟ่เก๋ๆ ใครมีเงินเหลือ สามารถละลายทรัพย์กันตรงนี้ได้เลยเด้ออ

 

Day 2 : เย็น

แดดร่มลมตก เราก็นั่งรถไฟใต้ดิน Downtown Line สายสีน้ำเงินไปลงที่สถานี Promenade เพื่อไปเดินเล่น ถ่ายรูปบนสะพาน Helix Bridge ซึ่งอันที่จริงสามารถเดินมาจากฝั่ง Bayfront ก็ได้นะ แต่ถ้าลงสถานี Promenade แล้วเดินข้ามไปฝั่ง Bayfront จะได้มุมถ่ายรูปที่ปังกว่าเพราะสามารถถ่ายให้ติดอาคาร Marina Bay Sands ได้ด้วย

Helix Bridge ตอนกลางคืนก็จะสวยงามไปอีกแบบ เพราะเปิดไฟสวยงาม ฉะนั้นใครจะแวะมาตอนกลางคืนก็ได้นะ ส่วนตัวเราแวะไปสองเวลาเลย เพราะอยากเก็บภาพได้หลายๆ บรรยากาศ แหม .. พกกล้องคู่ใจอย่าง Canon M50 มาด้วยทั้งที ขอแว่บไปตอนกลางคืนแล้วตั้งขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูปผู้คนยามค่ำคืนสักหน่อย ปรับโหมดไปที่แมนนวล (M) เพื่อให้ได้บรรยากาศคนเดินผ่านไปมา เกิดการเคลื่อนไหวแบบมีชีวิตชีวา เพราะเจ้า Canon M50 นี้สามารถปรับโหมดได้หลายโหมด ทำให้ถ่ายรูปได้สนุกขึ้นมากทีเดียวเชียว 🙂

ตัดกลับมาที่ช่วงเย็นของวันที่ 2 ซึ่งหลังจากเดินข้ามสะพาน Helix ในช่วงที่ยังมีแสงสว่างสดใส แวะแชะรูปกับ Marina Bay Sands แบบเท่ๆ อีกสักใบ เราก็ตรงปรี่ไปเช่าจักรยาน ofo ที่จอดรอให้สแกนอยู่หลายคันบริเวณใต้สะพาน เพื่อปั่นไปรอถ่ายรูปแสงเย็นสวยๆ ที่เขื่อนมารีนา (Marina Barrage) ซึ่งสามารถเดินจาก Gardens by the Bay ไปได้ หรือจะทุ่นแรงขาด้วยการปั่นจักรยานไปแบบเราก็ได้ เพราะสามารถปั่นข้ามสะพานของเขื่อนไปยังอีกฝั่งได้เลย บอกเลยว่าตรงนั้นวิวสวยสุดๆ สามารถเก็บช็อตได้ครบทุกจุดแลนด์มาร์กของสิงคโปร์ ทั้ง Supertree Grove, Marina Bay Sands รวมไปถึงชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer ด้วย ฉะนั้นเชียร์อย่างแรงให้ให้ข้ามไปให้ถึงบริเวณสะพานข้ามเขื่อนนะ

เย็นนั้นเราโชคดีมาก เจอฟ้าระเบิดที่สิงคโปร์ โปรยความพิงค์ออกมาสีหวานจ๋อยเลย รีบยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาแชะแทบไม่ทัน เพราะโอกาสดีๆ สีฟ้าสวยๆ แบบนี้มักจะอยู่กับเราไม่นาน

โชคดีที่กล้อง Canon M50 สามารถปรับสีจากหลังกล้องได้เลย ไม่ว่าจะปรับก่อนถ่าย หรือถ่ายก่อนปรับ ก็เลยได้ไฟล์ดิบๆ จบหลังกล้องแบบนี้ด้วยการปรับสีจากตัวกล้อง จากการเพิ่ม Brightness +2 / Contrast +1 / Saturation +4 / ปรับ Color Tone Magenta  – 4 และเพิ่ม Color Tone  Amber เข้าไปอีก + 3 ออกมาได้โทนชมพูอมม่วงสมใจ .. นั่งดูรูปหลังกล้องระหว่างบินกลับไทยก็ได้แต่นึกในใจว่า “สิงคโปร์ใกล้แค่นี้ ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้ล่ะเนี่ย” แล้วทริปนี้ก็ทำให้เรามองประเทศใกล้ตัวอย่างสิงคโปร์เปลี่ยนไป และสีท้องฟ้าที่เห็น ณ เขื่อนมารีนาวันนั้นคงจะอยู่ในภาพความทรงจำของเราไปอีกนาน : )