เมื่อพูดถึงอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ คิดว่าเพื่อนๆ ต้องนึกถึงถ้ำพระยานครกันเป็นอย่างแรก แต่ทริปนี้เราขอพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวแบบชิลๆ นอนพักรีสอร์ทหรูที่ Pulakorn Private Beach Resort (ปูละคอน ไพรเวท บีช รีสอร์ท) กันค่ะ

ซึ่งใครต้องการที่จะพักผ่อนหลบหลีกความวุ่นวาย ที่นี่เหมาะมาก เพราะเป็นรีสอร์ทแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ในอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด และถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาคอกะพัง – ปีกเขาเทียน ล้อมรอบด้วยทะเลและคลองบ้านบางปู จนสัมผัสได้ว่าธรรมชาติล้อมรอบตัวเราอย่างแท้จริง

ปูละคอน ไพรเวท บีช รีสอร์ท ก็คือบ้านปูละครเดิม ที่ได้มีการพลิกโฉมใหม่ทั้งหมด รีสอร์ทตั้งอยู่บริเวณเขาสามร้อยยอด ใกล้กับถ้ำพระยานครเลยค่ะ สามารถขับรถจากกรุงเทพฯ ไปได้ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4020 แล้วเลี้ยวเข้ามาทางถ้ำพระยานคร ผ่านร้านยกซดมาเรื่อยๆ จะมีป้ายรีสอร์ทบอกทางตลอด โดยใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงนิดๆ หรือจากหัวหินเพียงแค่ชั่วอึดใจ พอไปถึงแยกหัวหินที่จะไปปราณบุรีก็เริ่มเปิด Google Map ได้เลยค่ะ ซึ่งถ้าขับรถมาเราต้องจอดรถไว้อีกฝั่งแล้วนั่งเรือข้ามมาที่รีสอร์ทค่ะ แต่ครั้งนี้พวกเราใช้บริการรถตู้เลยจอดรถไว้ฝั่งรีสอร์ทเลย

เมื่อถึงรีสอร์ท พนักงานก็ต้อนรับพวกเราด้วยชุด Welcome drink ที่เป็นน้ำผลไม้ และผ้าเย็น และระหว่างรอเช็กอิน พวกเราก็พาหลานๆ และตัวเองไปทานมื้อเที่ยงที่ “ห้องอาหารปูละคอน” ที่อยู่ใกล้ๆ ล็อบบี้ โดยสั่งแบบง่ายๆ เป็นอาหารจานเดียวมาทานก่อนจะออกไปสำรวจโรงแรมในช่วงบ่ายถึงเย็น

เราสั่งข้าวผัดกุ้งค่ะ ซึ่งทางห้องอาหารเสิร์ฟพร้อมน้ำซุป 1 ถ้วย ทานไปก็ชมบรรยากาศด้านในห้องอาหารไป รู้สึกเพลินตาและอบอุ่นเพราะตกแต่งด้วยแสงสีโทนอุ่น เน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้ มีกระจกใสบานยาวรอบด้าน ลมพัดเย็นสบาย

นั่งทานอาหารกันสักพักพนักงานก็นำการ์ดห้องพักมาให้พวกเรา ซึ่งระหว่างนั้นก็สอบถามพนักงานไปด้วยว่าที่นี่มีห้องพักกี่ห้อง แบบไหนบ้าง พนักงานบอกว่ามีห้องพักทั้งหมด 48 ห้อง ชมวิวทะเลได้ทุกห้อง แบ่งห้องพักออกเป็น 4 Types คือ Deluxe Sea View, Deluxe Pool Access, Suite Room และ Pool Villa

เรากับหลานจองห้องพักมาเป็น Deluxe Sea View อยู่ชั้น 2 ค่ะ ห้องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีระเบียงไว้นั่งชมวิวสวยงาม จากระเบียงเห็นทั้งวิวภูเขาและสระว่ายน้ำของรีสอร์ท ส่วนห้องน้ำก็เป็นกระจกใสแจ๋ว มองเห็นเตียงนอนได้ แต่ก็มีม่านบังตาระบบไฮดรอลิกชวนลุ้นดีค่ะ

ห้องนอนกว้างมากๆ

หลังจากที่เอาของเก็บในห้องพักและพักผ่อนสักครู่ เราก็ลงมาสำรวจรีสอร์ทกันค่ะ โดยถัดจากห้องอาหารที่เราทานมื้อเที่ยงจะเป็นสนามหญ้าที่อยู่ตรงกลางรีสอร์ทเลย ใครมาพักที่นี่จะได้มุมมองของผืนหญ้าสีเขียวๆ ไล่เรื่อยไปจรดผืนน้ำทะเลและทิวเทือกเขาด้านหลัง ให้ความสบายใจและผ่อนคลายมากๆ

มุมชมวิวจากระเบียงค่ะ

วิวดีมากๆ

เดินชมวิวไปมา พนักงานก็เข้ามาแนะนำว่าบริเวณใกล้ๆ รีสอร์ทเป็นหมู่บ้านชาวประมง และทางรีสอร์ทก็มีบริการให้นั่งเรือชมวิถีชีวิตของชุมชนด้วย กับบริการล่องเรือพร้อม Afternoon Tea ราคา 1,200 บาท ต่อ 6 คน กลุ่มเรารวมทั้งผู้ใหญ่และเด็กก็มากันครบ 6 คน เลยไม่รอช้า ขอไปสัมผัสบรรยากาศให้เห็นกับตาเสียเลย

ระหว่างล่องเรือไป ไกด์ก็อธิบายให้ฟังไปด้วยว่าการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของที่นี่ได้ใช้รูปแบบการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานของรีสอร์ทบางส่วนที่เป็นคนในพื้นที่ หรือทางรีสอร์ทเองก็มีการซื้อวัตถุดิบเช่นอาหารทะเลจากชาวบ้านในชุมชนมาปรุงอาหาร

บ้านเรือนริมสองฝั่งคลองนั้นมีอะไรให้ดูเพลินๆ แต่ที่สะดุดตามากๆ ก็เป็นเรือประมงที่จอดเรียงราย คนกรุงอย่างเราไม่ค่อยได้เห็นเรือประมงก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้

พอขึ้นจากเรือแล้ว พวกเราก็ขอไปสัมผัสทรายที่ชายหาดหน้ารีสอร์ทกันบ้าง ช่วงนี้มีบางคนเตรียมลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำกันต่อ บางคนก็ขอลงเล่นน้ำทะเลแล้วค่อยมาลงเล่นน้ำในสระของรีสอร์ท

สระของรีสอร์ท ทั้งกว้างและทอดยาวเลยค่ะ

สระว่ายน้ำของรีสอร์ทนี่ค่อนข้างกว้างทีเดียวค่ะระดับน้ำในสระก็มีความลึกเท่ากันตลอด แถมยังทอดยาวทำให้ว่ายเล่นได้ไม่เบื่อ หรือถ้าใครไม่ลงเล่นน้ำก็นั่งชมวิวริมสระก็จะมองเห็นหาดสวย น้ำใส ยาวตั้งแต่ซ้ายสุดจนถึงขวาสุดของโรงแรม

ส่วนเม็ดทรายที่หาดบางปูถึงแม้จะไม่ขาวเนียนมาก แต่ก็สะอาดพอให้เดินย่ำได้เพราะทางรีสอร์ทคอยดูแลเก็บขยะอยู่ตลอดค่ะ เรานั่งเล่นเพลินๆ รับลมเย็นๆ จนกระทั่งพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็ถึงเวลามื้อเย็นอีกแล้ว ซึ่งเราก็ใช้บริการห้องของรีสอร์ท โดยที่นี่จะมีห้องอาหารหลักเพียงห้องเดียวชื่อว่า ปูละคอน บริการอาหารทั้ง 3 มื้อเลยค่ะ

นั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน แค่นี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ

ห้องอาหารปูละคอน

สำหรับมื้อเย็นของพวกเราขอเริ่มด้วยเมนูฉู่ฉี่ปลาทู แล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะปลาทูสดมาก แถมเครื่องแกงก็มีรสชาติไม่เผ็ด เด็กๆ ทานได้ค่ะ

ฉู่ฉี่ปลาทู

เราก็ไม่พลาดที่จะสั่ง กุ้งย่าง ที่เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บๆ ตามด้วยแกงจืดเต้าหู้หมูสับ รสชาติกลมกล่อม ซดคล่องคอ แล้วก็ไม่ลืมที่จะสั่งไข่เจียว เมนูเบสิคแต่อร่อยให้กับเด็กๆ ด้วย

กุ้งย่างพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บๆ

ไข่เจียว เมนูคลาสสิกแสนอร่อย

หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนค่ะ จบอาหารมื้อเย็นแล้วเราก็เข้าห้องพักผ่อนนอนดูทีวี เก็บแรงไว้เที่ยวพรุ่งนี้อีกครึ่งวัน

วันรุ่งขึ้นเราทานมื้อเช้าแบบเบาๆ กันที่ห้องอาหารของรีสอร์ท ซึ่งบริการอาหารแบบ A La Carte มีชุดอาหารเช้าและข้าวต้มต่างๆ ซึ่งนอกจากอาหารชุดตามสั่ง แล้วก็จะมีชุดชา กาแฟ ขนมปัง สลัด ผลไม้เตรียมไว้ให้ด้วย

อิ่มท้องกันแล้วก็ได้เวลาออกเที่ยวกันค่ะ ซึ่งวันนี้เราจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เลย จึงต้องขึ้นไปเก็บกระเป๋ากันก่อนพร้อมกับเช็กเอาท์ และที่เที่ยวใกล้ๆ รีสอร์ทก็มีที่ที่น่าสนใจคือ ถ้ำไทร ซึ่งอยู่บริเวณคุ้งโตนด พนักงานของรีสอร์ทแนะนำว่าที่นี่ใช้เวลาเดินขึ้นไปเที่ยวชมไม่ไกล และสามารถนำรถยนต์ไปจอดไว้ที่เชิงเขาได้

ป้ายบอกทางไปถ้ำไทร

พอไปถึงลานจอดรถพวกเราก็ติดต่อซื้อบัตรเข้าเที่ยวชมซึ่งค่าเข้าชมและค่าเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาตินั้นคนละ 40 บาทเองค่ะ จากนั้นเราก็ติดต่อคนนำทางที่มีไฟฉายและตะเกียงพร้อมสรรพ

จ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน จะได้ใบเสร็จหน้าตาแบบนี้

ใช้เวลาเดินทางลัดเลาะไปตามเส้นทางบนภูเขาที่แวดล้อมด้วยต้นไม้ ปีนป่ายเป็นบางช่วง และพักรับลมเย็นๆ และชมวิวราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงปากถ้ำ พอถึงบริเวณปากถ้ำก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเลยค่ะ จากนั้นไกด์ก็พาพวกเราเข้าไปดูหินงอกหินย้อยสวยๆ ข้างใน ใช้เวลาดูจนทั่วก็ราวๆ 1 ชั่วโมงค่ะ ได้ดูหินงอกหินย้อยก็หายเหนื่อยไปเลย

ถึงแล้วค่ะ ปากถ้ำไทร

หลายคนพอเห็นเราบอกว่าต้องเดินขึ้นเขาราวครึ่งชั่วโมงอาจขอบาย แต่ที่จริงแล้วก็ไม่ยากมากนะคะ ขนาดเราและเพื่อนในกลุ่มไม่ค่อยได้ออกกำลังกายกันยังเดินขึ้นไปเที่ยวได้สบายเลยค่ะ เพียงแต่ต้องไปแต่เช้าสักหน่อย เพราะสายๆ นี่แดดแรง ร้อนเลยค่ะ

หินงอกหินย้อยสวยๆ ในถ้ำไทร

หลังจากได้ออกกำลังกันแล้วก็ได้เวลามื้อเที่ยง ซึ่งเราขอคำแนะนำจากรีสอร์ทมาแล้วล่วงหน้า ทางรีสอร์ทแนะนำร้านยกซด เป็นร้านอาหารเล็กๆ ใกล้รีสอร์ท อาหารทะเลสดมาก โดยเฉพาะปูไข่ ปูทะเล ทุกคนในทริปนี้ฟินมากเลยค่ะ

ร้านยกซด ร้านอาหารแนะนำประจำย่านนี้

หอยนางรมสด ทานกับเครื่องเคียง อร่อยมาก

เมนูปูร้านยกซด สดมาก ถูกใจทุกคนเลยค่ะ

เพื่อนๆ ที่อยากหนีความวุ่นวายไปพักผ่อนชาร์จแบตให้ตัวเองที่ ปูละคอนไพรเวทบีชรีสอร์ท สามารถเช็คราคาที่พักได้กับ Traveloka คลิกตรงนี้  ราคาที่พักที่นี่ถ้าจองกับ Traveloka จะเริ่มต้นประมาณ 3,500 บาทค่ะ

กดเช็คราคาที่พักประจวบคีรีขันธ์กับ Traveloka เพิ่มเติม คลิกตรงนี้