เมื่อร่างกายต้องการควันภูเขาไฟ เราก็เลยต้องไปตะลุยอินโด โอ้โห! รอเราด้วย

When your soul is calling for Bromo – Indonesia! 

ไปออกทริปต่างประเทศกับเพื่อนคงหนีไม่พ้นคำว่า..สมบุกสมบัน เพราะถ้าไม่ลุย มันก็คงไม่ตอบโจทย์ Lifestyle ของวัยรุ่นอย่างเราๆ แน่นอน ทริปนี้ไม่มีคำว่าตื่นสายและไม่มีคำว่านอนเร็ว เอ่า งงดิ! เราเลยเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่ค่อนข้างลุย ครั้งนี้เราเลือกจองตั๋วเครื่องบินไปสุราบายาผ่าน Traveloka เพราะเป็นช่องทางที่สะดวกที่สุดทั้งโรงแรมและตั๋วเครื่องบิน แถมยังราคาดีที่สุดด้วยนะ โดยที่เราเลือกเป็นสายการบินนกสกูต (Nok Scoot) จองผ่าน Traveloka แต่ต้องต่อเครื่องที่สิงคโปร์เพราะราคามันถูกกว่า

เมื่อลงเครื่องเราก็ดิ่งตรงไปหาไกด์ทัวร์ของเราครับ ครั้งนี้เป็นแบบ Private guide ซึ่งจะพาเที่ยวแค่กรุ๊ปเราเท่านั้น แล้วเค้าก็มีรถส่วนตัวด้วย เพิ่มความสะดวก

ก่อนที่เราจะไปลุยภูเขาไฟกัน เราขอแวะน้ำตกให้ชุ่มชื้นก่อนนะครับ นี่คือ น้ำตกมาดาคารีปูรา (Madakaripura Waterfall) น้ำตกแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์ของอินโดฯ เลยก็ว่าได้ น้ำตกแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากภูเขาไฟโบรโม่มากนัก ไฮไลท์ของที่นี่คือไม่ได้มีน้ำตกแค่จุดเดียว คือถ้าเราเดินเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะเจอม่านน้ำตกใหม่เรื่อยๆ แต่ละอันมีความสูงประมาณ 200 เมตร มุมถ่ายภาพที่แนะนำมี 2 จุด จุดแรกคือม่านน้ำตก และ น้ำตกด้านในสุดของหุบเขา สำหรับการเดินทางเข้าไปน้ำตกต้องนั่งมอเตอร์ไซต์เข้าไปหน้าอุทยานแล้วเดินเท้าต่อประมาณหนึ่งกิโล ทางที่เดินมีทั้งพื้นปูนและลุยน้ำ สำหรับคนที่ไม่อยากเปียกตอนเดินผ่านม่านน้ำแนะนำให้ซื้อเสื้อกันฝน ใครแบกกล้องมาก็ระวังกันหน่อย แต่แนะนำว่าเดินลุยน้ำเถอะครับ สนุกกว่าเยอะ ระหว่างทางเดินจะมีจุดพัก มีห้องน้ำและมีร้านค้าชาวบ้าน ประมาณ 2 จุด

Location Map: https://goo.gl/maps/Mmy6GcoNddn

นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินไปน้ำตกหลังจากลงมอเตอร์ไซครับ แค่จุดเริ่มต้นก็เริ่มได้กลิ่นน้ำตกละครับ เอิ่ม คนหรือหมา..

ทางที่เดินเพื่อนๆอาจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยลำบาก ใช่ครับ แค่ช่วงนี้นะ แต่หลังจากนี้คือ หยิบกล้องออกมาไม่ได้ เพราะน้ำสาดเข้ามาแบบสุดๆเลยครับ แต่เราสู้ และมีความหวังว่าด้านในจะสวยเหมือนที่คาดไว้ แล้วมันก็เป็นอย่างที่คิดครับ ด้านในโซนน้ำตก คือมัน สวยมากกกกก ฟินสุดๆ ซึ่งรูปด้านบนเป็นฝีมือของน้องแตง TGYK.photograph Facebook : https://www.facebook.com/tgyk.photograph/ ตากล้องคู่กายของผมครับ

ที่ต่อมาคือ ภูเขาพานันจากัน (Mount Penanjakan) บอกเลยที่นี่แหละที่ใครมาอินโดก็ต้องมีรูปคู่กับภูเขานี้แน่นอน ไฮไลท์ ของสถานที่แห่งนี้คือ  Mt.Penanjakan View Point หรือ จุดชมวิว ทิวทัศน์ของพระอาทิตย์ ที่สาดแสงส่องไปยังภูเขาไฟโบรโม่และภูเขาไฟบาต็อกแนะนำให้รีบมาจับจองที่นั่งตั้งแต่ตีสี่ เพราะว่าคนเยอะมาก แต่พอพระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้นแหละ จากที่เราเห็นเป็นหมอกมึดๆกลับหลายเป็นทะเลหมอกที่มีภูเขากั้นแบ่งโซน หมอกกับแสงอาทิตย์ที่สาดไปกระทบปล่องภูเขาไฟ วิวนี้มันช่างแกรนซ้ะเหลือเกิน ส่วนการเดินทางนั้นมีหลาย2ทางเลือก โดยส่วนใหญ่จะนั่งรถจิ๊ปและเดินต่อไปยังจุดชมวิว แต่ถ้ามาสายกว่าตี4.30 การจราจรจะขัดติดมาก รถแทบไม่ขยับ จะต้องต่อมอเตอร์ไซต์และเดินต่อ และส่วนบริเวณข้างทางนั้น จะมีของฝากและของกินขาย กันตั้งแต่ฟ้ามืด

Location Map: https://goo.gl/maps/CbmFT4x12SF2

กว่าเราจะได้รูปแบบที่ไม่มีนักท่องเที่ยว บอกเลยครับว่า ต้องปีนอย่างเดียว อยากได้รูปดีต้องสู้ครับ

หลังจากได้รับอรรถ ความงามของทิวทัศน์แล้ว เราจะไปต่อกันด้วยภาระกิจพิชิตยอดภูเขาไฟโบรโม่ (Mount Bromo or Gunung Bromo)  จุดเด่นที่ทำให้นักท่องเที่ยวมากมายเข้ามาชมภูเขาไฟโบรโม่คือ เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท โดยบริเวณปากปล่องภูเขาไฟจะมีควันสีขาวจากสารซัลเฟอร์ที่ปะทุลอยฟุ้งขึ้นตลอดเวลา บอกเลยพอขึ้นไปมันน่าสวยและน่ากลัวมากกก บริเวณพื้นผิวจะเป็นทะเลทรายสีดำ ซึ่งเกิดจากเถ้าถ่านจากการระเบิดของภูเขาไฟ การขึ้นไปปากปล่องภูเขาไฟสามารถขึ้นไปด้วยการขี่ม้าจนถึงสุดเขาแล้วเดินขึ้นบันไดต่อหรืออีกทางเลือกคือ การเดินเท้าจนสุดทางก็ได้ ระหว่างขึ้นไปบริเวณปากปล่อง จะมีคนขายดอกไม้ ให้เราได้เลือกซื้อ เพื่อนำขึ้นไป อธิษฐานเกี่ยวกับความรักโดยการโยนลงในปล่องภูเขาไฟ

Location Map: https://goo.gl/maps/dgRR1KzxNoP2

หนึ่งสิ่งที่ควรลองที่โบรโม่คือขี้ม้าครับเพราะจะได้รูปไม่เหมือนอยู่ไทยแน่นอน แต่การขี่ม้าเป็นแค่อีกทางเลือกนึงที่จะทำให้เราไปถึงภูเขาไปได้เร็วขึ้นครับ เพราะว่าจากที่จอดรถถึงตีนเขาก็ระยะทางประมาณ กิโลกว่าๆ เรากลัวเสียเวลาก็เลยขึ้นม้าเลย พอลงม้าเราก็ต้องเดินขึ้นบรรได้ไปอีกเป็นร้อยๆขั้น บอกเลย กว่าจะถึงจุดนี้ได้หอบครับท่าน แต่ถ้าถามว่าคุ้มมั้ย…คุ้มมั้ยหละ 😀

สำหรับ ภูเขาไฟ คาวาอีเจี้ยน(Kawah Ijen) นี่คือจุดพีคแห่งความเมื่อยของเราครับ เพราะเราต้องใช้เวลาเดินเท้าไปกลับรวมกันก็ราวๆ6ชม. และต้องไปถึงที่นั่นก่อนตีสอง เพื่อจะได้ดูเปรวไฟสีน้ำเงินคือฟังดูเหมือนไม่ยากนะ แต่…มันยากและเหนื่อยมาก เนื่องจากทางที่เราเดินครึ่งทางจะเป็นดินภูเขาไฟชื้นๆซึ่งค่อนข้างลื่นและชันมาก อีกครึ่งทางเป็นหิน ไฮไลท์ของที่นี่มี 2 จุดคือ เปลวไฟสีน้ำเงินที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเห็นได้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น ส่วนอีกที่นึง คือ ทะเลสาบสีฟ้าทะเลสาบนี้จะแสดงตัวเป็นพระเอกในช่วงฟ้าสว่าง ยิ่งฟ้าสว่างมากขึ้นเท่าไหร่ น้ำทะเลก็ยิ่งสีฟ้าและสดใสมากเท่านั้น แต่ถ้าถามว่า เล่นน้ำทะเลนี้ได้ไหม ตอบเลยว่าคงไม่ได้ เพราะน้ำทะเลนี้เป็นกรด ที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ และที่ขาดไม่ได้กับการมาคาวาอีเจี้ยน คือ ไฟฉายและหน้ากากกันฝุ่นกำมะถัน

Location Map: https://goo.gl/maps/TSKjDWTDfFv

บอกเลยว่านี่เป็นความเหนื่อยที่พีคที่สุดในชีวิตการเที่ยวละครับ เดินเหนื่อยมากกก ที่ใช้คำว่าเหนื่อยคือ ระยะทางมันอาจจะไม่ได้ไกลเท่าไหร่แต่มันชันมาก เป็นทางชันแบบทั้งทางเรียบและทางที่ต้องปีน แต่รู้สึกได้พิสูจน์ตัวเองยังไงก็ไม่รู้ครับ เมื่อเดินถึง เราก็ได้ชม Blue flame กันก่อนเลย มันคือแสงสีน้ำเงินที่มากจากการเผาของแร่ธาตุในนั้นครับ แปลกดี เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เราก็จะค่อยๆเห็น Blue lake

นี่เป็นส่วนของอินโดฯ เท่านั้น บอกเลยว่าควรไปสักครั้งในชีวิตครับ เป็นประเทศที่อยู่ใกล้ไทยมากๆ แต่ความรู้สึกคือคนละฟิลเลย

 

จองตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ สุราบายา อินโดนีเซีย ที่ Traveloka คลิกเลย!

จองที่พักในสุราบายา ราคาพิเศษ พร้อมส่วนลด ที่ Traveloka ดูโปรโมชั่น คลิกเลย!

ติดตาม Destination Foody ได้ตามช่องทางนี้เลย

Facebook : https://www.facebook.com/destinationfoody

Instagram : https://www.instagram.com/destinationfoody/

Blog : https://destinationfoody.wordpress.com/