รีวิวนี้เราจะพาไปเที่ยว “เกาหลีใต้” กันค่ะ สำหรับเมืองที่บุ๊คก้าจะพาไปเที่ยวเป็นเมืองหลวงของเกาหลีใต้ นั่นก็คือ “โซล” ทริปนี้เราไปเที่ยวกัน 5 วัน 4 คืน เดินทางกันช่วงเกือบๆ ปลายเดือนตุลาคม เป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดีค่ะสวยมากๆ เลย

คำแนะนำ : ในเมืองโซลใบไม้เปลี่ยนสีจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ไปพีคช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน ถ้าอยากไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสี แนะนำให้เช็คพยากรณ์อย่างเป็นทางการเพื่อใช้ประกอบวางแผนการเดินทาง โดยพยากรณ์อากาศจะออกมาประมาณ 1 เดือนก่อนเข้าช่วงใบไม้เปลี่ยนสีค่ะ

ทริปนี้บุ๊คก้าวางแผนการเดินทางโดยเลือกจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่านเว็บไซต์ www.traveloka.com/th  เพราะเราเป็นคนทำงานออฟฟิศ อยากประหยัดวันลาพักร้อน เลยเลือกบินช่วงที่เป็นวันหยุดยาว ข้อดีของการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน Traveloka เพื่อจองตั๋วและที่พักช่วงหยุดยาว ทำให้เราสามารถหาตั๋วราคาประหยัดที่สุด และที่พักราคาย่อมเยาว์ได้ง่ายขึ้นในช่วงวันที่อยากไปเที่ยว     

เช็คราคาตั๋วเครื่องบินกับ Traveloka 

จองที่พักเกาหลีกับ Traveloka 

Day 0 : Take Off

การเดินทางครั้งนี้บุ๊คก้าเลือกบินกับสายการบิน T’way เป็นสายการบิน Low cost ของเกาหลีใต้ ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ สายการบินนี้สามารถนำกระเป๋าขึ้นเครื่องบินได้ 10 กิโล และโหลดใต้เครื่องได้อีก 15 กิโล รวมเป็น 25 กิโลค่ะ เครื่องบินเป็นเครื่องรุ่นเล็ก 3 ที่นั่ง 2 ฝั่งซ้าย-ขวา บนเครื่องเสิร์ฟน้ำเปล่าฟรี

T’way  ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ถึงสนามบินอินชอน ใช้เวลาบินประมาณ 5 ชั่วโมง 20 นาที  โดยเครื่องออกตอน 01.20 น. ไปถึงอินชอน 08.40 น. (เวลาที่เกาหลีเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง)

 

Day 1 : HELLO Myeongdong

หลังจากถึงสนามบิน ผ่าน ตม. และรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางมุ่งตรงสู่เมียงดง ด้วย Airport Bus สาย 6015 ราคา 14,000 Won รถบัสจะจอดอยู่หน้าสนามบินที่ Terminal 1 ช่อง C5-2 ให้ซื้อตั๋วรถที่ Ticket box หน้าช่องจอดได้เลยค่ะ รถบัสจากสนามบินเข้าเมียงดง จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 70 – 80 นาที

ถึงเมียงดงแล้ว เราก็ลากกระเป๋าไปเช็คอินที่พักกันก่อน ทริปนี้เราพักที่ K-Grand Hostel เป็นเกสเฮ้าท์เล็กๆ ใจกลางเมียงดง สะดวกตรงอยู่ในดงเลยค่ะ ช้อปปิ้งแล้วเอาของมาเก็บได้เลย

มาดูห้องพักกันค่ะ ห้องพักขนาดไม่ใหญ่มาก มีตู้เย็นและห้องน้ำในตัว มีทีวีแต่เราไม่ได้ใช้ มีแอร์แต่เราไม่ได้เปิด 555 เพราะอากาศหนาว มีหน้าต่างเล็กๆ เราเปิดหน้าต่างเอาก็เย็นอย่างกะเปิดแอร์แล้วค่ะ

เราพักที่นี่ 4 คืนตลอดทริป ไม่ได้ย้ายที่พักเพราะตั้งใจจะเที่ยวอยู่แต่ในโซลค่ะ ที่พักมีอาหารเช้าให้แบบบริการตัวเอง มีครัวให้ทำกินกันเอง ของที่มีให้ก็จะมีไข่ไก่ ขนมปัง คอนเฟล็กซ์ น้ำผลไม้ นม น้ำเปล่า แยม เนย เครื่องปรุงต่างๆ และน้ำมัน ส่วนเครื่องครัวก็มีให้ครบค่ะ

หลังจากเก็บของเข้าห้องพักเสร็จพักผ่อนกันสักเล็กน้อยก็บ่ายแก่ๆ แล้ว เราก็เลยเริ่มทริปเบาๆ ด้วยการเดินหาของกินแล้วเดินช้อปปิ้งในเมียงดงกันก่อนเลย 555 ในเมียงดงไม่ได้มีแต่ร้านขายเครื่องสำอางนะคะ ร้านเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ขนมก็มีค่ะ ที่น่าสนใจไม่แพ้ของใช้ก็คือ Street food ที่มีขายตลอดทาง

สำหรับวันแรกเราเน้นกินและช้อปปิ้ง แล้วกลับมาพักผ่อนเพราะวันพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าออกไปเที่ยวต่อค่ะ

เพื่อใครสนใจอยากตามไปพักบุ๊คก้าเอาลิงค์มาฝากด้วยค่ะ >> https://www.traveloka.com/th-th/hotel/south-korea/k-grand-hostel-ewha-univ-1000000673145

Day 2 : Color of Natural

วันนี้เราออกเดินทางกันแต่เช้า นั่ง MRT ไปลงที่สถานที World Cups Stadium เพื่อไปเที่ยวชมธรรมขาติและสีสันของใบไม่เปลี่ยนสีในโซลกันค่ะ จุดหมายของเราคือ “Haneul Park”

ฮานึลปาร์คเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ จุดเด่นคือทุ่งดอกหญ้าที่อยู่บนเขา และจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวสนามกีฬาและแม่น้ำฮันได้ด้วยค่ะ

วิธีเดินทางไปชมทุ่งดอกหญ้ามี 2 วิธีคือ เดินขึ้น-ลง

หรือนั่งรถขึ้นไป 3,000 won ขาลง 2,000 won (ไม่บังคับซื้อขึ้น-ลงนะคะ)บุ๊คก้าเลือกวิธีเดินขึ้นเพื่อเพิ่มอรรถรสในการเที่ยว ส่วนขาลงใช้วิธีนั่งรถลงเพราะหมดแรงแล้วจ้า ^_^

เราใช้เวลาที่นี่ค่อนข้างนาน เพราะนอกจากทุ่งดอกหญ้าแล้ว ยังมีใบไม่เปลี่ยนสี และทุ่งดอกโคเชีย บอกเลยว่า ใครที่ชอบถ่ายรูปกับธรรมชาติสวยๆ ให้เผื่อเวลาเที่ยวที่นี้ให้เยอะหน่อย เพราะถ่ายตรงไหนก็สวย ถ่ายรูปเพลินมากค่ะ

หลังจากเที่ยวชมธรรมชาติกันหนำใจแล้ว เราก็นั่งรถบัสไปอีฮาวากันต่อ วิธีเดินทางจาก Haneul Park ไป Ehawa สามารถไปได้ทั้งวิธีนั่ง MRT ไปลงสถานี Ewha Womans University หรือนั่งรถเมย์ไปก็ได้ ถ้าอยากนั่งรถเมย์ให้เปิด Google Map ดูสายรถเมย์ได้เลยค่ะ มีรถเมย์ไปได้หลายสายเลย

Ewha Womans University เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นที่นิยมมาถ่ายรูปเล่นกันมาก เพราะมีมุมสวยๆ หลายมุม และมี Street shopping ให้เดินเล่นด้วยค่ะ เราแวะมาที่นี่เพื่อถ่ายรูป ถ่ายรูป และถ่ายรูป เพราะสวยจริงๆ เสร็จแล้วเราก็นั่งรถเมล์ไปช้อปปิ้งและหาของกินที่ Hongdae Shopping Street กันต่อค่ะ

“ฮงแด” เป็นย่านช้อปปิ้งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะนอกจากจะมีของช้อปของกินแล้ว ยังมีถนนเส้นนึงที่เปิดเป็นพื้นที่ให้วัยรุ่นเกาหลีมาแสดงความสามารถร้องเล่นเต้นโชว์กันค่ะ ใครอยากดื่มด่ำความเป็นเกาหลีเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ให้มาเดินที่นี่ค่ะ

 

Day 3 : Culture Day

วันนี้เรามีนัดไปถวายตัวเป็นนางในกันค่ะ ^_^ ว่าแล้วก็ตื่นเช้านั่ง MRT ไปลงสถานี Anguk เพื่อไปร้านเช่าชุดฮันบกในย่านอินซาดง ที่เลือกเช่าชุดร้านนี้เพราะว่าตอนเย็นเราจะกลับมาเดินเล่นย่านนี้กันต่อค่ะ

ร้านเช่าชุดฮันบก Kukmin เป็นที่นิยมมากในหมู่คนไทย เพราะมีหลายคนเคยรีวิวไว้แล้ว ร้านอยู่ชั้น 3 ค่ะ

ค่าเช่าชุดฮันบกจะต่างกันออกไปตามแบบและเวลาที่เลือกเช่า สิ่งที่ได้จากการเช่าชุดคือ ชุดฮันบก กระเป๋าถือ และบริการทำผมพร้อมเครื่องประดับแบบมาตราฐาน แต่ถ้าอยากได้เครื่องประดับพิเศษก็จ่ายเงินเพิ่มได้ค่ะ

แต่ตัวเสร็จแล้ว เราก็พร้อมไปเข้าวังกันแล้วค่ะ ในย่านนี้จะมีพระราชวังอยู่ 2 แห่ง คือ พระราชวังเคียงบกกุง และพระราชวังชางด็อกกุง ตอนแรกกะว่าจะไปทั้ง 2 วัง แต่เราเช่าชุด 4 ชั่วโมง กลัวกลับมาคืนชุดไม่ทัน เลยตัดสินใจไปแค่พระราชวังเคียงบกกุงที่เดียวค่ะ

พระราช​วังเคียง​บก​กุ​ง​ หรือ​ค​ยอง​บก​กุง (Gyeongbokgung Palace) เป็นพระราชวังที่มีขนาดใหญ่ และมีความเก่าแก่อีกแห่งของเกาหลี ด้านหลังของวังจะมีภูเขาชื่อว่า พูกักซาน เป็นฉากหลัง ทำให้ดูยิ่งใหญ่อลังการกว่าพระราชวัง​อื่น วังนี้ตั้งอยู่ที่โซล สร้างขึ้นปี 1394 สมัยพระเจ้าแทโจ ค่าเข้าชม 3,000 won แต่ถ้าใส่ชุดฮันบกมาเข้าฟรีเลยจ้า

ที่วังนี้จะมีเวลาสับเปลี่ยนเวรย่ามอยู่ 2 ช่วงเวลา คือ 11.00 น.และ 14.00 น.

บอกเลยว่าการเช่าชุดฮันบกมาเที่ยววังแบบนี้ทำให้ฟินสุดๆ และถ่ายรูปได้สนุกมากๆ หลังจากเราเดินชมวังจนทั่วแล้วก็ได้เวลาไปคืนชุดแล้วค่ะ

หลังจาคืนชุดเสร็จ ก็ได้เวลาเดินเล่น ชมงานศิลปะในย่าน “Insadong” อินซาดงเป็นย่านที่มีงานศิลปะให้ชมและเลือกซื้อกันหลากหลายรูปแบบ ทั้งภาพวาด เสื้อผ้า งานฝีมือ หรือจะเป็นการแสดงศิลปะข้างถนน ก็มีให้เห็นกันเป็นระยะ รวมถึงมีของที่ระลึกแนวของฝากให้เลือกช้อปกันด้วย

หลังจากเดินเล่นย่านนี้จนค่ำ เราตัดสินใจไปช้อปปิ้งกันต่อที่ Lotte Outlet และ Lotte Mart โดยการนั่งรถเมย์ไปค่ะ ระหว่างทางเดินไปนั่งรถเมย์แอบเดินเลยป้ายไปหน่อย ทำให้ได้เจอวัด Jogyesa temple ค่ะ ไหนๆ ก็มาถึงหน้าวัดแล้ว ต้องขอเข้าไปสักการะ และชมความงามของวัดกันสักครู่

จากนั้นเราก็ขึ้นรถเมย์ไป Lotte Outlet และ Lotte Mart กันต่อค่ะ เราเดิน Outlet ไม่นาน เพราะได้ของที่ตั้งใจมาหาซื้อแล้ว เลยมีเวลาไปเดิน Lotte Mart ซื้อของกิน ขนม ของฝาก กันเยอะหน่อยค่ะ ช้อปที่ Lotte Mart ดีตรงมีของให้เลือกเยอะ Refund ได้เลย และมีกล่องให้แพ็คกับด้วยค่ะ

Day 4 : Back to Child!

ทีแรกวันนี้เราตั้งใจไปเกาะนามิค่ะ แต่แผนการเดินทางของเราไม่เป็นตามคาด เพราะตื่นสาย และนั่งรถไฟผิด เลยทำให้มีเวลาน้อยเกินไปที่จะไปลั้นลาที่เกาะนามิ เลยเปลี่ยนแผนวันนี้ให้เป็นวันสนุกๆ ในเมืองแทน เสน่ห์ของการ Backpack วางแผนเที่ยวด้วยตัวเองก็จะสนุกตรงที่ได้เจอสิ่งไม่คาดฝัน และปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์แบบนี้แหละค่ะ ^_^

ฉะนั้นวันนี้เราเลยเปลี่ยนแผนไปสวนสนุก Lotte World แทนค่ะ โดยนั่ง MKT มาลงสถานี Jamsil พอเดินออกมา เราจะพบกับดินแดนแห่ง Lotte เพราะที่สถานีนี้เป็นศูนย์รวมของ Lotte หลากหลายอย่าง ทั้ง Lotte World Tower ตึกที่สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก มีความสูง 123 ชั้น, Lotte World Mall เป็นช้อปปิ้งมอลล์ที่มีทั้งเสื้อผ้า อาหาร และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และความบันเทิงอื่นๆ อีกเพียบ, Lotte Duty Fee อยู่ที่ชั้น 8 และ 9 ในตึก Lotte World ราคาของที่นี้ถูกกว่าข้างนอกเล็กน้อย ที่ชอบคือมีโปร Top up ส่วนลดของบัตรเครดิตหลายแบรนด์มาก เรียกได้ว่า พอลดเสร็จก็ถูกกว่าช้อปปิ้งข้างนอกแน่นอน

กลายเป็นว่าวันนี้เริ่มด้วยการช้อปปิ้ง หาของกินกินใน Lotte World Mall และ Duty Fee กันก่อน แล้วค่อยไปเที่ยวส่วนสนุกกันต่อค่ะ กว่าจะกิน กว่าจะช้อปกันเสร็จ ก็ปาไปบ่าย 3 โมงกว่า เลยตัดสินใจว่ารอเข้า Lotte World Adventure กันตอน 4 โมง เพราะตั๋วเข้าจะมีแบ่งขายเป็นรอบ ถ้าเข้าตอน 4 โมง จะซื้อตั๋วได้ราคาถูกกว่าค่ะ

จุดขายตั๋วจะมีหลายจุดทุกทิศทุกทาง ตั๋ว 1 ใบจะมี Magic pass มาให้ 3 ใบ สำหรับใช้จองคิวล่วงหน้า แต่ต้องกดผ่าน App บนมือถือ ด้วยความที่เราไปรอบเย็น สรุปว่าไม่ได้ใช้ Magic pass เลย เพราะถูกใช้สิทธิ์เต็มหมดแล้ว แง แง

เราเล่นเครื่องเล่นที่นี่จนปิด (4ทุ่ม) แล้วค่อยกลับที่พัก

แต่… ยังค่ะ ยังไม่หมดวัน ระหว่างกลับที่พักนึกได้ว่า ทางเดินกลับที่พักเราจะได้ผ่าน YP Republic เพื่อนในทริปคนนึงเป็นสาวก YP เพื่อคงคอนเซปช้อปทุกคืน เลยแวะช้อปกันต่อ ตอนแรกกะจะกินปิ้งย่างกันต่อด้วย แต่ร้านปิ้งย่างปิดแล้ว เลยได้แค่ช้อปแล้วกลับที่พักค่ะ

Day 5 : Chill Day

มาถึงวันสุดท้ายแล้วค่ะ วันนี้เราต้องไปถึงสนามบินตอน 5 โมงครึ่ง เลยเลือกเที่ยวแบบชิลชิล สถานีใกล้ๆ เมียงดง โดยนั่ง MRT ไปลงที่สถานี Dongdaemun history & Culture park

ถึงสถานีแล้วให้เดินไปทางออกที่ 1 เราก็จะพบกับ Dongdaemun Design Plaza (DDP) ที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการออกแบบ และศูนย์สำหรับงานการออกแบบซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ โซน Design Market โซนนี้จะเปิด 24 ชั่วโมง, โซน Art Hall, โซน Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเกาหลี, โซน Design lap และโซนสุดท้ายอยู่บริเวณรอบนอกคือ Dongdaemun History & Culture Park เป็นสวนสาธารณะที่รวมประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของทงแดมุน

อีกหนึ่ง Highlight ที่พลาดไม่ได้ สำหรับ DDP คือ LED Rose Garden ทุ่งดอกกุหลาบ LED ที่จะเปิดไฟทุกๆ 5 โมงครึ่ง แอบเสียดายที่อยู่จนถึงตอนเปิดไฟไม่ได้ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แต่ขนาดไม่เปิดไฟก็ยังสวยมากอยู่ดี

ออกมาจาก DDP เราเดินเลี้ยวไปทางขวาตามทางไปเรื่อยๆ จะเจอกับประตูทงแดมุน และสวนสาธารณะทงแดมุนซอกกวาก (Dongdaemun Seonggwak Park) ที่นี่เป็นอีกหนึ่ง landmark ที่ผู้คนมักจะแวะมาถ่ายรูปกัน เป็นสวนธารณะที่สวยมาก อย่างกะจัดฉากไว้สำหรับถ่ายรูปเลยทีเดียว

นอกจากนี้ในย่านดงแดมุนยังเป็นศูนย์รวมห้างและร้านขายส่ง ในย่านนี้มีตึกช้อปปิ้งรายล้อมอยู่รอบทุกทิศทาง ใครอยากช้องเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าราคาส่ง แวะมาช้อปที่นี่ได้เลยค่ะ

เอาหละ ได้เวลาต้องกลับไปเมียงดงเอากระเป๋าเพื่อไปสนามบินแล้ว บุ๊คก้าเลือกไปสนามบินด้วย Airport Bus เหมือนตอนมาค่ะ เพราะว่ากระเป๋างอกมา 1 ใบ ลงรถใต้ดินจะลำบากเกินไป ค่ารถกลับไปสนามบินราคา 15,000 won จ่ายเงินแล้วแจ้ง Terminal กับคนขายตั๋วได้เลยค่ะ ใช้เวลาขากลับประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง รถในโซลค่อนข้างติด ถ้าใครออกจากโซลช่วงเย็น ยังไงเผื่อเวลากันหน่อยนะคะ

พาเที่ยวสำหรับทริปนี้บุ๊คก้าก็พาเที่ยวโซล Highlight ในโซลไปหลายที่ คิดว่าน่าจะเป็นไอเดียทำแพลนเที่ยวสำหรับคนที่จะมาโซลครั้งแรกนะคะ หลากหลายแงมุมกันไปแล้ว  

หากใครสนใจติดตามเรื่องกิน เที่ยว บิ้วตี้ ตามไปดูกันต่อได้ที่ www.bookcamashare.com หรือแวะไปกด Like เพจ www.facebook.com/BookcaMaShare เพื่อติดตามเรื่องราวอัปเดทกันได้เรื่อยๆ เลยค่ะ สำหรับรีวิวนี้บุ๊คก้าก็ต้องขอจบไว้เพียงเท่านี้นะคะ บ๊ายบายค่ะ ^_^