ถ้าถามว่าช่วงต้นปีแบบนี้มีเส้นทางไหนน่าเที่ยวบ้าง? “เปิ้นขอจวนตั๋วไปแอ่วเจียงใหม่ตวยกั๋น” หลายคนคิดไปเชียงใหม่อีกแล้วหรอ? “ใจ้แล้วเจ้า ก็เจียงใหม่แอ่วได้ทุกหน้า” ไฮไลท์เด็ดสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันสร้างสีสันทั้งปี โดยเฉพาะช่วงต้นปีแบบนี้พูดถึงเชียงใหม่ก็นึกไปถึงนิยามโลกทั้งใบเป็นสีชมพู เพราะเป็นช่วงที่ดอกนางพญาเสือโคร่งหรือที่คนไทยให้ฉายาว่าซากุระเมืองไทยพากันบานสะพรั่ง ผลลัพธ์คือหลายพื้นที่รอบเชียงใหม่กลับกลายเป็นหุบเขาสีชมพูโรแมนติกที่สุด ดังนั้นอย่ามัวรีรอควรรีบเก็บกระเป๋า มีแฟนสะกิดแฟน โสดสนิทสะกิดเพื่อน รักครอบครัวสะกิดพี่ไม่ลืมน้อง แล้วออกไปตามล่าความสวยงามของซากุระเมืองไทยกัน

แพลนเดินทาง 3 วัน 2 คืน

เราเคยพยายามแพลนทริปชมดอกนางพญาเสือโคร่งไว้หลายครั้ง บางปีนางก็หยิ่งไม่ยอมออกดอก บางปีนางก็เบ่งบานไวจนไปชมไม่ทัน เป็นที่มาของการวางทริประยะสั้นแบบ 3 วัน 2 คืน คือเน้นหลักที่การชมดอกนางพญาเสือโคร่ง พอมีสื่อเริ่มรายงานว่าดอกนางพญาเสือโคร่งเริ่มบานแล้ว ให้รีบกดลางาน ตามด้วยจองตั๋วเครื่องบิน แล้วออกไปยืนฟินท่ามกลางอุโมงค์สีชมพู โดยพื้นที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่แพลนไว้ในทริปนี้ถือเป็นจุดไฮไลท์หลักของเชียงใหม่ 3 แห่งด้วยกัน คือ  ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่(ขุนวาง) สถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน และสถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง

สำหรับคนที่กังวลว่าการจองตั๋วเครื่องบินแบบกระชั้นชิดส่งผลให้ราคาตั๋วสูง เทพธิดาพยากรณ์ขอรวบรวมสถิติช่วงเวลาที่ดอกนางพญาเสือโคร่งบานเยอะที่สุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เผื่อใครมีแพลนเมื่อโปรโมชั่นตั๋วมาจะได้คาดคะเนได้ตรงจังหวะ วัฏจักรของดอกนางพญาเสือโคร่ง ปีไหนหนาวเร็วปีนั้นดอกนางพญาเสือโคร่งก็จะบานเร็วตาม โดยดอกนางพญาเสือโคร่งจะมีระยะการผลิบานประมาณ 1 เดือน (ปลายเดือนธันวาคม-ปลายเดือนมกราคม) โดยจะเริ่มจากค่อย ๆ บาน จนผลิดอกเต็มที่ หลังจากนั้นจะเริ่มร่วงและมีใบไม้แซม อีกทั้งแต่ละสถานที่นั้นบานไม่พร้อมกันตามยอดเขาที่หนาวมากจะบานเร็ว และที่อื่นๆ ก็จะบานตามในเวลาไล่เลี่ยหรือใกล้เคียงกัน

 

  • สถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง เนื่องด้วยบนยอดดอยอากาศหนาวตลอดดอกนางพญาเสือโคร่งจึงบานเร็วกว่าที่อื่น ซึ่งจะบานเต็มที่ช่วงสัปดาห์ที่ 1-2 ของเดือนมกราคม
  • สถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานเต็มที่ช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 2-3 ของเดือนมกราคม
  • ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่(ขุนวาง) ดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานเต็มที่ช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 3-4 ของเดือนมกราคม หรือบางปีที่อากาศหนาวไม่มากอาจจะบานช้าช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์

 

เมื่อพอคาดคะเนวันเดินทางได้แล้ว อีกหนึ่งผู้ช่วยที่ทำให้เราไม่เคยพลาดตั๋วเครื่องบินราคาดี Traveloka Mobile App เพื่อนคู่ใจที่ช่วยค้นหาตั๋วเครื่องบินและที่พักในระดับราคาที่เราพึงพอใจ และหากเรามีช่วงวันเดินทางในใจแล้วสามารถใช้ฟีเจอร์ “Price Alerts” โดยกรอกข้อมูลวันที่เราต้องการเดินทางแค่นี้ก็จะมีการแจ้งเตือนเมื่อมีตั๋วที่ใช่ในราคาตรงใจเรา สะดวกสบายไม่ต้องเสียเวลามานั่งเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินรายวันอีกต่อไป ซึ่งทุกวันนี้เส้นทางบินปลายทางเชียงใหม่มีสายการบินหลากหลาย พระเอกน้องใหม่ที่กำลังฮิตขยันปล่อยราคามิตรภาพ Thai VietJet Air หรือจะเพื่อนที่คุ้นเคยอย่าง Thai Lion Air , Nok Air หรือ Thai AirAsia ก็มี สะดวก สบาย และประหยัดมาก

เช็คราคาตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ ใน Traveloka คลิกที่นี่

อินเลิฟ “เชียงใหม่”

เราออกเดินทางสู่เชียงใหม่โดยสายการบิน Thai Lion Air (08.20 น.) ปกติเที่ยวเชียงใหม่เราจะเช่ารถแล้วขับเอง แต่เที่ยวรอบนี้เราเลือกเช่ารถตู้พร้อมคนขับของเชียงใหม่แวนทัวร์ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.chiangmaivantour.com) เนื่องจากมีเส้นทางขึ้นเขาชันที่ดอยอ่างขางขับรถเองไม่สันทัดบวกกับมีสมาชิกตั้ง 6 คนหารกันแล้วคุ้มราคาลงตัว ก่อนไปต่อกระซิบบอกเพื่อนๆ นิดหนึ่ง ตอนใน Traveloka Mobile App มีบริการใหม่สามารถจองรถรับ-ส่งสนามบินได้ทั้งเส้นทางในและต่างประเทศ รวมถึงบริการจำหน่ายตั๋วเข้าสถานที่ต่างๆ ล่วงหน้าและแพ็คเกจกิจกรรมมากมายช่วยให้ทุกการเดินทางง่ายขึ้นกว่าเดิม มาเชียงใหม่รอบหน้าต้องขอลองสักหน่อย

แพลนวันแรกจุดหมายปลายทางคือการชมดอกนางพญาเสือโคร่งกันที่ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่(ขุนวาง) ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านขุนวาง อำเภอแม่วาง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 79 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 108-1009 (เชียงใหม่-ดอยอินทนนท์) เลี้ยวขวาที่หลักกิโลเมตรที่ 31 ไปประมาณ 17 กิโลเมตรก็จะถึงจุดหมาย ซึ่งเส้นทางดีรถทั่วไปสามารถเดินทางเข้าไปได้ สำหรับคนไม่มีรถส่วนตัวสามารถเช่ารถสองแถวสีเหลืองจากแถวหน้าวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารขึ้นไปเที่ยวได้ ราคาประมาณ 1,500 บาท แนะนำเช่ารถพร้อมคนขับแบบเราเนี่ยคุ้มสุดแล้ว

ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่(ขุนวาง) เป็นสถานที่ทดลองและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง ที่นี่เราให้เป็นที่สุดของการชมดอกนางพญาเสือโคร่งต้องบอกว่าสวยและอลังการมาก จุดเด่นคือ อุโมงค์ดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูเป็นทางเดินทอดยาวเกือบกิโล ก่อนหน้านี้เราเคยเห็นที่นี่จากในละคร พอมาเจอของจริงสวยจนหยุดร้องว้าวไม่ได้ มากันเถิดพี่น้องดอกนางพญาเสือโคร่งเมืองไทยสวยไม่แพ้ที่ใดในโลก

เรากลับเข้าสู่ที่พักคืนแรกใจกลางเมืองเชียงใหม่ที่ Hug Nimman Hotel นอนที่นี่ทีไรรู้สึกอบอุ่นเหมือนนอนอยู่บ้านทุกที เป็นที่พักอันดับแรกๆ ในใจที่เลือกเสมอเมื่อมาแอ่วเชียงใหม่ ห้องพักสะอาด ราคามิตรภาพ และตั้งอยู่ในทำเลบันเทิงใจย่านถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 13 ซึ่งล้อมรอบด้วยคาเฟ่เก๋และร้านอาหารอร่อยดีต่อใจทุกทาง ส่วนวิธีการจองที่พักนั้นง่ายเพียงปลายนิ้วแค่เข้า Traveloka Mobile App กดค้นหาโรงแรมและใส่ชื่อ Hug Nimman Hotel และวันที่ต้องการเข้าพักก็จองได้ทันที และมีทางเลือกในการชำระเงินหลายแบบไม่มีบัตรเครดิตก็จองได้

จองที่พัก ‘ฮัก นิมมาน’ ที่เชียงใหม่ ใน Traveloka คลิกที่นี่

 

เช้าวันที่สองเราตื่นเช้าตรู่เช็คเอ้าท์แล้วเริ่มออกเดินทาง แต่ก่อนเที่ยวขอให้ท้องอิ่มไว้ก่อน เราจึงขอนำเสนอแหล่งบันเทิงพุงยามเช้ากันที่ฟาร์มขนมปังกลางสวน Nana Jungle (นานา จังเกิ้ล) ซึ่งขอย้ำว่าเปิดเฉพาะเช้าวันเสาร์เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 06.00-10.00 น. ตั้งอยู่แถวถนนศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ที่แห่งนี้เหมือนแหล่งพบปะยามเช้าเป็นกาดขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสที่ปรุงแล้วอบสดๆ โดยเจ้าของชาวฝรั่งเศสขนานแท้ เราก็ว่าตัวเองมาเช้าแล้วยังมีคนมาเช้ากว่าต่อคิวรอซื้อขนมปังกันยาวเหยียด จุดเด่นของที่นี่คือ ขนมปังที่อบกันสดๆ รสชาติอร่อย และราคาถูกมาก เราเองก็รับบัตรคิวระหว่างรอก็เพลิดเพลินกับของกินจากร้านต่างๆ ที่มาร่วมออกร้านขายยามเช้ามากมาย

พอท้องอิ่มก็เริ่มเข้าสู่โปรแกรมวันที่สองกัน เราจะไปอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของการชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่ สถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมดอกพญาเสือโคร่งที่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ที่สุด ใช้เส้นทางขึ้นเขาเส้นเดียวกับทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร โดยรถตู้จะส่งเราที่ด้านหน้าวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร หลังจากนั้นเราต้องเหมารถสองแถวสีแดงต่อไปยังขุนช่างเคี่ยน เหตุที่ต้องเปลี่ยนเป็นรถสองแถวเนื่องจากเส้นทางก่อนถึงสถานีวิจัยฯ ค่อนข้างขรุขระและแคบมาก ในฤดูท่องเที่ยวคนจะแห่ขึ้นไปเที่ยวจนรถวิ่งสวนทางกันแทบไม่ได้ รถสองแถวจึงลัดเลาะง่ายกว่ารถตู้ ค่าเหมารถสองแถวหลังผ่านการชักแม่น้ำทั้งห้ามาต่อรองอยู่ที่ 800 บาท นั่งโต้ลมกันไปเรื่อยเป็นระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร เดินทางประมาณ 40 นาทีก็จะถึงจุดหมาย

สถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน เป็นหนึ่งในสถานีวิจัยเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์กาแฟ ไม้ผลเมืองหนาวและไม้ผลกึ่งร้อนของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุดเด่นของที่นี่คือ ดอกนางพญาเสือโคร่งที่บานสะพรั่งไปทั้งขุนเขา ใครที่ไม่เคยเห็นภูเขาสีชมพูมาที่ขุนช่างเคี่ยนจะได้เห็น สวยสะกดเรียงรายไปทุกมุมเขา

เมื่อลงจากขุนช่างเคี่ยนแล้วก็แวะไหว้พระขอพรกันที่ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ก่อนเดินทางยาวไปยังดอยอ่างขาง

การเดินทางไปดอยอ่างขาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ขึ้นเขาที่ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 137 เป็นทางลาดชันและโค้งตัว S เหวี่ยงตลอดเวลา แต่เชื่อสิปลายทางนั้นคุ้มค่าการรอคอยแน่นอน ดอยอ่างขางตั้งห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ระยะทางประมาณ 165 กิโล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง ถ้าไม่มีรถส่วนตัวสามารถนั่งรถบัสประจำทางสายเชียงใหม่-ฝาง จากสถานีขนส่งช้างเผือกมาลงแถวบริเวณทางขึ้นดอยได้ หลังจากนั้นสามารถเหมารถสองแถวขึ้นไปเที่ยวได้ แต่บอกไว้ก่อนว่าราคาเหมารถนั้นไม่ธรรมดาเลย อีกทั้งยังต้องลุ้นว่าในวันนั้นๆ จะมีรถจอดรอบริการไหมด้วย

ดอยอ่างขาง ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นดอยที่มีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่งดงามอีกหนึ่งแห่ง รวมถึงเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวเขารวม 6 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหลวง บ้านคุ้ม บ้านนอแล บ้านปางม้า บ้านป่าคา และบ้านขอบด้ง ซึ่งประกอบด้วยประชากร 4 เผ่า ได้แก่ ชาวไทใหญ่ ชาวมูเซอดำ ชาวปะหล่อง และชาวจีนฮ่อ

เวลาใกล้ค่ำเราเดินทางถึง จุดชมวิวม่อนสน พื้นที่บริเวณนี้มีลานกางเต็นท์ไว้บริการด้วย และเราเองก็อยากสัมผัสธรรมชาติแบบสุดโต่งเลยเลือกนอนเต็นท์จุดนี้ ราคาเช่าเต็นท์หลังละ 225 บาท นอนได้ 3 คน และเช่าอุปกรณ์เสริมอย่างแผ่นรองนอน หมอน และถุงนอน ราคารวมๆ แล้วประมาณ 100 บาท แค่นี้ก็ได้นอนสบายท่ามกลางแสงดาวและสายหมอก ที่จุดกางเต็นท์มีห้องน้ำไว้บริการด้วยแต่เอาจริงเรื่องอาบน้ำลืมไปได้เลย เพราะขนาดเดินไปมาก็เกร็งและหนาวจนปากสั่น

ตลาดบ้านคุ้ม ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าสถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง เราแวะมาที่นี่แต่เช้าก็เพราะทนอาการท้องร้องครวญครางไม่ไหวต้องมาเติมพลังที่นี่กันก่อน ตลาดบ้านคุ้มเป็นจุดรวมที่พัก ร้านอาหาร และร้านขายของฝากมากมาย ถือว่าเป็นย่านที่ครึกครื้นที่สุดบนยอดดอยอ่างขาง ในช่วงฤดูที่ดอกนางพญาเสือโคร่งบานแบบนี้ เดินลัดเลาะไปตามหมู่บ้านก็จะเห็นสีชมพูแทรกไปตามวิถีชีวิต สวยงามและโรแมนติกที่สุด

สถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขาง สถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง เป็นพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด พืชผักเมืองหนาว ดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งมีภูมิอากาศเย็นตลอดปี มีจุดท่องเที่ยวหลักที่ควรไปเยือนตามนี้เลย

ไร่ชา 2000 หุบเขาเล็กๆ ที่เขียวขจีไปด้วยแปลงชาเรียงรายเคล้ากับสายหมอกยามเช้าเป็นภาพธรรมชาติที่สวยงามมาก เรานี่รีบสูดโอโซนเข้าปอด บันทึกความสดชื่นให้ดวงตา และยิ้มแล้วยิ้มอีกด้วยความสุขใจ

ไร่สตรอว์เบอร์รี ดอยอ่างขาง จริงๆ พื้นที่บนดอยมีการปลูกสตรอว์เบอร์รีกันหลายจุด แต่จุดใหญ่สุดจะอยู่แถวบริเวณบ้านนอแล แปลงสตรอว์เบอร์รีลดหลั่นไปตามขุนเขากว้างใหญ่ บวกกับทิวของดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพู ทำให้มุมนี้สวยกว่าฤดูไหนๆ

สวนบ๊วย สวนท้อ พกหนังสือหนึ่งเล่มหามุมสงบอ่านเพลินๆ ใต้แปลงบ๊วยแปลงท้อที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งไม่มีอะไรจะฟินไปกว่านี้แล้ว

พอถึงช่วงเที่ยงเราก็ออกเดินทางกลับสู่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Thai Lion Air (18.05 น.) โดยถ้ากังวลเรื่องเวลาจากดอยอ่างขางเข้าเมืองจะกระชั้นชิดเวลาของเที่ยวบินขากลับแนะนำสามารถเช็คอินออนไลน์ก่อนเลย หรือสลับแพลนเดินทางโดยเอาวันที่เดินทางไปศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่(ขุนวาง) มาไว้วันสุดท้ายก็ได้เช่นกัน

เชียงใหม่เป็นปลายทางที่ไปกี่ครั้งก็มีความแปลกใหม่ให้สัมผัสอยู่เสมอ เรารักบรรยากาศเชียงใหม่ช่วงต้นปีที่สุด นอกจากสีสันความสุขบรรยากาศช่วงปีใหม่แล้ว ธรรมชาติรอบกายยังสวยกว่าที่เคยเป็น แพลนทริปแล้วออกมาสัมผัสความสวยงามของฤดูรักกันทั้งหมดนี้คือ อินเลิฟ “เชียงใหม่” พกเงินสามพันห้าไปตามล่าซากุระเมืองไทย

สรุปค่าใช้จ่าย

งบประมาณ 3,500 บาท

(3 วัน 2 คืน สมาชิก 6 คน)

ค่าตั๋วเครื่องบินสายการบิน Thai Lion Air (ไป-กลับ) คนละ 790 บาท

ค่าที่พัก Hug Nimman Hotel จำนวน 1 คืน เฉลี่ยคนละ 600 บาท

ค่าเช่าเต็นท์ที่จุดชมวิวม่อนสน จำนวน 1 คืน เฉลี่ยคนละ 200 บาท

ค่าเช่ารถตู้พร้อมคนขับ วันละ 1,800 บาท จำนวน 3 วัน เฉลี่ยคนละ 900 บาท

ค่าน้ำมันรถตู้ จำนวน 3 วัน เฉลี่ยคนละ 400 บาท

เงินกองกลางคนละ 500 บาท