ทริปตามล่าหิมะแห่งความฝันที่ Hokkaido
กับการเดินทาง 8 วัน 6 เมือง 4 เท้า เรา 2 คน
สำหรับเมืองที่เราสองคนจะไปผจญภัยด้วยกันในครั้งนี้ก็มี

– 小樽市: Otaru
– 富良野: Furano
– 旭川市: Asahikawa
– 登別市: Noboribetsu
– 函館市: Hakodate
– 札幌市: Sapporo

 

เล่าความเป็นมานิดนึง เนื่องด้วยแฟนผม มีความใฝ่ฝันตลอดชีวิต 26 ปีที่ผ่านมา สูงสุดคือการ “ได้เห็นหิมะตก”
สักครั้งในชีวิต ทริปนี้จึงบังเกิด โดยผมได้เริ่มทำการหาตั๋วตั้งแต่เดือน พฤษภาคม เพื่อให้ได้ตั๋วที่เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เรามี ซึ่งการเดินทางของเรา ก็ลงตัวพอดีที่ช่วงเวลา 8 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2560 – 6 มกราคม 2561

สำหรับตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นในครั้งนี้ เราเลือกที่จะใช้บริการจองกับ Traveloka เพราะว่าทั้งง่าย สะดวก รวดเร็ว และเราก็ได้ตั๋วมาในราคาที่ถูกมากๆ ถ้าใครสนใจก็ลองเข้าไปเลือกคลิกจองกันได้เลย

จองตั๋วเครื่องบินไป ญี่ปุ่น กับ Traveloka 

 

 

วันที่ 1 – 30 ธันวาคม 2560
(New Chitose Airport – Otaru)

เมื่อเครื่องบินแลนดิ้ง ส่งเราสองคนถึงแดนอาทิตย์อุทัยอย่างปลอดภัย ก็ไม่รอช้าดำเนินการตามแผน
“ไปออกตั๋ว JR Pass กันเถิดดดดดดดด”

 

ตั๋ว JR หรือตั๋วรถไฟนี้ เป็นการเดินทางที่แสนสะดวกสบายในประเทศญี่ปุ่นครับ
สามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่ประเทศไทย และนำไปแลกตัวจริงที่ญี่ปุ่น
โดยตั๋วแบบที่เราสองคนเลือกซื้อกัน เป็นตั๋ว 7 วันที่สามารถเดินทางไหนก็ได้ภายในระยะเวลา 7 วัน
ตั้งแต่เริ่มใช้ตั๋วครั้งแรก ราคาตั๋วคือ 24,000 เยน

 

วิธีการแลกตั๋วก็ง่ายมากครับ เพราะพนักงานที่ประเทศญี่ปุ่น พูดภาษาอังกฤษได้เช่นกัน แม้สำเนียงทั้งเราและเขาจะค่อนข้างแตกต่างกัน แต่ต้องยอมรับในน้ำใจการบริการของคนในประเทศนี้ ที่พยายามช่วยจนถึงที่สุดในทุกๆที่
แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา หมีได้เตรียมแผนการเดินทางล่วงหน้าสำหรับ JR เพื่อให้ทางพนักงานออกตั๋วให้เราอย่างรวดเร็ว จะได้ไม่เสียเวลาในการท่องเที่ยว

 

แต่!!! ไม่น่าเชื่อ ว่าที่นั่งจะเต็มเกือบหมด ทำให้เราได้ที่นั่งแค่สำหรับตั๋ววันที่จะเดินทาง
Sapporo – Noboribetsu – Sapporo และ Sapporo – Hakodate – Sapporo

 

เท่านั้นเองครับ
ส่วนเพื่อนๆที่สงสัยว่า อ้าว!!! แล้วถ้าไม่มีที่นั่งจะไปได้หรอ
บอกเลย ไปได้ครับ แต่เราจะไม่สามารถเข้าไปในโบกี้ที่เป็น ‘Reserved’ ได้
เพราะเป็นตู้สำหรับคนที่สามารถจองที่นั่งในรอบนั้นๆ ซึ่งสำหรับนักเดินทางที่ไม่มีตั๋วที่นั่ง ก็สามารถขึ้นโบกี้อื่นๆได้ แต่ต้องแย่งชิงที่นั่งกันเอาเอง หรือไม่ก็ยืนบนรถไฟไปเหมือนในการ์ตูนญี่ปุ่นสมัยเด็กๆที่เราเคยดู

 

หิมะแรกที่เรามองเห็นหลังจากผ่านอุโมงค์สถานีรถไฟออกมา เพื่อเดินทางสู่เมือง “โอตารุ”
เมืองเล็กๆไม่ไกลจากเมืองหลวง ซัปโปโร ที่เป็นที่นิยมของเหล่านักท่องเที่ยว

 

เนื่องจาก ธันวาคม เป็นหน้าหนาวของญี่ปุ่น ทำให้ท้องฟ้ามืดเร็ว และอากาศหนาวเย็นมาก
เราสองคนเลยแค่เพียงออกไปเดินเล่น และถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองนั่นคือ
“คลองโอตารุ” ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารเย็น และเข้าที่พัก พักผ่อนเก็บแรงก่อนจะไปลุยโปรแกรมเต็มวันจริงในวันรุ่งขึ้น

 

ซึ่งวันแรกก่อนจะจบไปก็เป็นที่น่าเสียดาย ที่แม้จะเจอหิมะจริงๆแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ความฝันที่เจ้าหมูอยากจะพบเจอ 100% เพราะหิมะยังไม่ได้ตกแหมะลงมาใส่หัวนั่นเอง

 

วันที่ 2 – 31 ธันวาคม 2560
(Otaru: Sankaku Fish Market – Music Box Museum – Otaru Canal – Furano)

เช้าวันที่สอง เราตื่นขึ้นมากันด้วยความหิวโหย จึงได้เดินทางตามแผนที่วางไว้
ก็มาญี่ปุ่น จะกินอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่ ปลาดิบบบบบบบบบบบบ
ก็แน่นอนครับ ว่ามาประเทศเขาทั้งที ที่ที่น่าจะมีของสดเยอะแยะให้เลือกสรร ก็หนีไม่พ้น
“ตลาดปลา” ซึ่งตลาดปลาของเมืองโอตารุมีชื่อว่า “ซานคาคุ”

 

ซึ่งสำหรับคุณภาพนั้นก็บอกได้เลยว่า
สิบ….. สิบ…….สิบ ไปเรยจ่ะ
คือมันทั้งสด และอร่อยมากกกกกกกก
แต่เพื่อนๆ ที่ไม่เคยมาญี่ปุ่นก็อย่าเพิ่งคาดหวังว่าราคาจะถูกเหมือนได้ฟรีเนอะ
เพราะเท่าที่สัมผัสมา ราคาก็ไม่ได้แตกต่างจากการกินอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยมากมาย
แต่สำหรับคุณภาพ บอกได้เลยว่าเกินบรรยายยยยยย
หลังจากท้องอิ่มกันแล้ว ก็ได้เวลาไปตะลุยเมืองโอตารุ

 

ท้องอิ่มแล้วยิ้มได้ =D
Otaru Music Box Museum
เป็นสถานที่ สำหรับคนรักกล่องดนตรีตัวจริง เพราะมีกล่องดนตรีหน้าตาหลากหลาย
พร้อมเสียงเพราะๆดังก้องไปทั่วทั้งร้าน
แต่สำหรับจุดสำคัญที่คนแวะไปเวียนมา เป็นต้องสะดุดตาและยืนมองกันเกือบทุกคน

 

คือหอนาฬิกาไอน้ำ ที่อาจจะได้เห็นกันมาบ้างผ่านภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Fan Day นั่นเอง
โดยไอน้ำของหอนาฬิกาจะพวยพุ่งออกมาทุกๆ 15 นาที โดยจะดังต่อเนื่องยาวกว่าปกติเมื่อ
เข็มนาทีชี้ไปที่เลข 12 (ทุกๆ 1 ชั่วโมงนั่นเอง)

หลังจากเดินเล่นกันสักพัก เราก็ไปหาของหวานกินกัน
โดยพลาดไม่ได้กับร้านต้นตำรับของชีสเค้กสัญชาติญี่ปุ่น ที่เนื้อนุ่ม แทบละลายในปากอย่าง ‘LeTAO’

ถึงแม้ในไทยจะมีให้กิน แต่มากินถึงถิ่นต้นตำรับแบบนี้ ฟินสุดๆไปเลย

 

จากนั้นเราก็เดินเลาะเมืองมาเรื่อยๆ
จนกลับมาถึงแลนด์มาร์กสำคัญเพื่อเก็บภาพประทับใจในช่วงเวลากลางวัน

 

ก่อนที่จะเก็บของ ออกเดินทางสู่จุดหมายต่อไปของเรานั่นคือ “เมืองฟุราโนะ”

เหตุที่เราเดินทางมาถึงเมืองฟุราโนะ ในหน้าหนาวแบบนี้
เหตุผลหลักแน่นอน นั่นคือการมาเล่นสกี นั่นเอง
เพราะสำหรับเจ้าหมูนั้น ยังไม่เคยลองเล่นมาก่อน หมีจึงต้องพามาจัดสักหน่อย
(จริงๆกะเอาแฟนมาแกล้งเนี่ยแหละ หึหึหึ)

เมื่อเดินทางมาถึงฟุราโนะ ท้องฟ้าก็มืดลงอีกครั้ง
แต่เนื่องจากมาเที่ยวทั้งที เวลาในแต่ละวันเราสองคนก็อยากจะใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
หมี จึงคิดออกว่าน่าจะพาเจ้าหมูไปถ่ายรูปเล่น ในสถานที่ที่ดูเหมาะสมกับเป็นเมืองกึ่งชนบทเล็กๆอย่างฟุราโนะ พร้อมบรรยากาศของหน้าหนาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เราสองคนก็ออกเดินทางจากที่พักเพื่อไปในสถานที่สุดน่ารัก

 

“Ningle Terrace”

เจ้า Ningle Terrace นี่เป็นส่วน Shopping Area เล็กๆ ในส่วนของโรงแรม New Price Hotel
ซึ่งเป็นส่วนที่มีร้านค้าเล็กๆ มาเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ภายใต้คอนเซ็ปเหมือนหมู่บ้านซานตาคลอส
บรรยากาศน่ารักและโรแมนติกมากๆเลย

ซึ่งค่ำคืนของวันที่สอง ก็ยังคงจบลงในแบบที่เจ้าหมูยังไม่เจอหิมะตกอีกเช่นเคย
แต่ดีที่เจ้าหมูยังไม่ท้อใจในการตามหาหิมะตก ยังคมยิ้มร่าได้เกือบทั้งทริป และพร้อมจะกลับที่พักไปเก็บแรง
เพื่อออกมาเล่นสกีในวันรุ่งขึ้น

 

วันที่ 3 – 1 มกราคม 2561
(Furano: Ski Resort – Asahikawa)

รุ่งอรุณของวันปีใหม่ ต้อนรับเราสองคนด้วยความหนาวเย็นยะเยือก ที่พักผ่านมาโดย
“พายุหิมะ”
ตกหนัก…… หนักขึ้น……… ยังหนักขึ้นไปอีก………………
หนักจนจะออกไปเล่นสกีไม่ได้แล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

หลังจากผ่านไปจนถึงประมาณ 9.00 น. หิมะก็หยุดตกจนได้
เราสองคนเลยเดินไปซื้อตั๋วเพื่อไปเล่นสกี จาก Reception โรงแรมที่เราพัก
ซึ่งทางเจ้าหน้าที่น่ารักมาก แนะนำอย่างดี พร้อมให้ราคาพิเศษ

ค่าเล่นสกี
ปกติ เหมาทั้งวันจะตกคนละ 5,500 เยน
(เราได้ราคาพิเศษ 5,200 เยน เท่านั้นเอง แต่ยังไม่รวมค่าเช่าอุปกรณ์สกีนะครับ)
เมื่อซื้อตั๋วเสร็จเราก็ฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่โรงแรม เพราะโรงแรมที่จอง เราเลือกไว้ไม่ไกลจากตัว Ski Resort
เพราะพอช่วงเย็นที่เราเล่นเสร็จ เราจะได้เดินกลับมาลากกระเป๋าเพื่อไปขึ้น JR ไปยังเมืองต่อไปได้ทันเวลา

 

บรรยากาศภายนอกที่พัก ของเมืองฟุราโนะ หลังจากโดนพายุหิมะถล่ม
ขาว……. ขาวเกินไป……….

หลังจากหาอะไรกินเพื่อเป็นพลังงาน ก็ได้เวลาไปลุยลานสกีกันแล้ววว

สำหรับลานสกีแล้ว ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะเล่น
สกี (Ski) หรือ สโนว์บอร์ด (Snowboard)
โดยค่าเช่าอุปกรณ์นั้นราคาเท่ากัน ซึ่งคงมีเพื่อนๆหลายคนมีคำถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายสำหรับการเล่นสกี หมีเลยขอสรุปให้ฟังคร่าวๆดังนี้

 

ค่าใช้จ่ายในการเล่นสกี
ค่าเข้าลานสกี (One-Day Pass) 5,500 เยน
สามารถเล่นได้ทั้งวัน และสามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปลานสกีสูงๆได้
ค่าเช่าอุปกรณ์ 4,000 เยน
ค่าเช่าชุดเล่นสกี 5,000 เยน (แบบครบชุด)
ราคาอาจขึ้นอยู่กับร้านที่ไปเช่านะครับ

 

การเล่นสกีที่ฟุราโนะนี่บอกเลยว่า หิมะดีมาก เนื่องจากช่วงเช้าเพิ่งตกใหม่ด้วย
ทำให้พื้นผิวของหิมะมีความนุ่ม (แต่ล้มไปก็เจ็บเหมือนกันนะ = =)

*ขอเล่านิด*
คือใครจะไปเล่นสกีช่วงปลายปี หรือช่วงที่หิมะตกหนักมากๆ
สิ่งที่เป็นข้อควรระวังเลย คือสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน เพราะตอนที่เราไปกัน
มีพายุหิมะเข้าตลอดเกือบทั้งวัน เข้าๆ หยุดๆ มันไม่ได้มีปัญหาเพียงแค่ว่าเราต้องหยุดเล่นสกีเท่านั้น

แต่ด้วยสภาพอากาศที่เป็นพายุ จะทำให้มีลมกรรโชกแรง และอุณหภูมิความหนาวมันจะทวีคูณ
และกระเช้าสำหรับนั่งขึ้นไปลานสกีสูง ต้องหยุดทำการ หากใครกำลังนั่งอยู่บนกระเช้า ก็ต้องค้างอยู่บนนั้น รับลมหนาวกันไป จนกว่ากระเช้าจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

 

แต่ความประทับใจของลานสกีที่ฟุราโนะ คือระหว่างที่เราเล่นสกีลงจากที่สูง ถ้าสภาพอากาศเคลีย
เราจะสามารถมองเห็นวิวเมืองได้อย่างกว้างไกล พร้อมทั้งวิวที่ขาวโพลน
ทำให้เหมือนเป็นภาพในหนังจากมุมสูง ที่หาดูได้ยากจริงๆ

**แม้ว่าวันนี้หิมะจะตกหนัก แต่เจ้าหมูก็ไม่ได้มีเวลาอิ่มเอมกับมันดั่งความฝัน เพราะตกหนักรุนแรง และหนาวเหน็บเกินไป ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เล่นสกีอยู่ด้วยแล้ว เลยถือว่ายังไม่ประสบผลตามฝัน และเราก็ยังไม่ค่อยได้ถ่ายรูปกันเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากกลัวกล้องจะรับความหนาวไม่ไหว เลยขอตัดภาพไปที่วันถัดไปเลยครับ**

 

วันที่ 4 – 2 มกราคม 2561
(Asahikawa – Asahiyama Zoo – Sapporo)

Asahikawa เมืองที่ขึ้นชื่อในแหล่งการท่องเที่ยวสำคัญสำหรับฤดูหนาว
นั่นคือ “สวนสัตว์ Asahiyama”
เพราะสิ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วทุกแหล่งต้องการมาตามหาที่สวนสัตย์ของเมืองอาซาฮิคาวะนั้นคือ
“พาเหรดเพนกวิ้น” ที่เป็นโชว์ชื่อดังประจำสวนสัตว์

รอบเวลา
11.00 น. และ 14.30 น.

การเดินทางไปสวนสัตว์จากตัวเมืองก็ไม่ยากเลยครับ สามารถขึ้นรถบัสยิงตรงไปไปถึงสวนสัตว์ได้ในราคาเพียงแค่คนละ 440 เยน เท่านั้น โดยสามารถเช็ครอบเวลาจากป้ายรถบัส ป้ายที่ 6 ได้เลย

 

สำหรับค่าเข้าชมสวนสัตว์ก็ถือว่าไม่แพง
820 เยน ต่อคนเท่านั้น
แว้บแรกที่เราสองคนผ่านประตูเข้ามาเห็นแผนที่ในสวนสัตว์ คิดในใจ
(สวนสัตว์โคตรเล็กเลย จะสนุกป่าววะ =”=)

แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อมีคนมาที่นี่เยอะแยะ และยังคงมีคนมาอย่างต่อเนื่อง มันต้องมีอะไรดีแหละน่า
ว่ากันแล้วเราก็ ลุยยยยยยย!!!!!!!!!

สิ่งแรกเลยแน่นอนครับ เราไม่พลาดที่จะไปชมการเดินพาเหรดของน้องกวิ้นกันก่อน
จะได้เหลือเวลาไปเดินดูสัตว์ชนิดอื่นๆรอบสวนสัตว์กัน

ซึ่งพอเอาจริงๆแล้วอ่ะ บอกเลย……..
สวนสัตว์เขาโคตรดีเลยยยยยยยยยยยย
แม้ว่าขนาดพื้นที่จะเล็ก แต่เขาจัดพื้นที่ได้ยอดเยี่ยม และให้คนได้ใกล้ชิดกับสัตว์ในระยะที่พอดี

บรรยากาศคนที่มารอพาเหรดน้องกวิ้น
ซึ่งต้องไปยืนรอกนหน่อยนะครบ เพราะน้องเดินกันช้า และต้องมีหยุดโชว์ตัวเป็นจุดๆด้วย ใครที่เข้าสวนสัตว์มาแล้ว แนะนำให้รีบมาจับจองพื้นที่กันก่อนเลยเป็นอันดับแรก

 

จากสภาพแวดล้อมที่ทางสวนสัตว์จัดไว้ให้ ทำให้เหล่าบรรดาสัตว์โลกน่ารักไม่เครียด และพร้อมจะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่แวะไปเวียนมา ทำให้เราได้เจอกับบรรยากาศสวนสัตว์ที่คาดไม่ถึงจริงๆ
และ!!!

เหนือสิ่งคาดไม่ถึงอื่นใด วันนี้เป็นวันที่เจ้าหมูได้สมหวังดังฝันที่เฝ้ารอมาตลอด 26 ปี
หิมะตก!!!
และตกแบบเป็นปุยๆใหญ่มาก
ทำให้เจ้าหมูออกไปวิ่งเล่น ผายมือออกรับหิมะ พร้อมทั้งน้ำตาไหลออกมาด้วยความดีใจ
ฮืออออ….. คนเป็นแฟนอย่างหมีเห็นแล้วก็ดีใจน้ำตาจะไหลไปด้วย

 

ตอนแรกถ่ายรูปเล่นกันอยู่ดีๆ…….

โอ้ยยยยยยยยยย ตกมาเฉยเลย ตกมาแบบปุยหนามากกกกกกกกกก

 

ทำให้ความประทับใจในวันนี้เต็มเปี่ยม แทบจะเกิน 100% ทั้งสภาพสวนสัตว์ที่ดีเกินคาด และสภาพอากาศที่เป็นใจให้เจ้าหมูสมหวัง
หมีหมูแนะนำจริงๆครับ สำหรับใครที่เดินทางไปฮอกไกโดหน้าหนาว หากไม่ได้ใส่ไว้ในแพลน แต่พอมีเวลาลองไปเที่ยวสวนสัตว์ อาซาฮิยามะ ดูสักครั้ง คุณจะได้ความประทับใจไม่รู้ลืมเลยจริงๆ

 

วันที่ 5 – 3 มกราคม 2561
(Sapporo – Noboribetsu – Jigokudani – Sapporo)

แพลนหลังจากนี้ของพวกเราจะเป็นการใช้เมืองซัปโปโรเป็นพอร์ทกลางในการเดินทาง
เพราะเรารู้สึกว่าอยากหาของอร่อยกินในซัปโปโรมากกว่า 5555555555+
เลยเลือกไปเที่ยวแบบเช้าเย็นกลับแทน
แรงบันดาลใจของโปรแกรมในวันนี้ก็มาจากภาพยนตร์เรื่อง Fan Day อีกเช่นเคย
ในฉากที่พระเอก นางเอก เดินเล่นกันท่ามกลางหุบเขา และมีฉากดังที่จ้องตากันนาทีนึง
ซึ่งสถานที่ที่ไปถ่ายทำนั้นมีชื่อว่า Jigokudani หรือที่เรียกว่า Hell Valley (หุบเขานรก)
แม้ชื่อจะดูน่ากลัว แต่ความสวยงามนั้น มองด้วยตาเห็นบอกเลย หุบเขาแห่งสวรรค์บนดินชัดๆ
หุบเขานรก แห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมือง โนโบริเบทสึ ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการแช่ ออนเซ็น หรือบ่อน้ำร้อน นั่นเอง
การเดินทางโดย JR จาก ซัปโปโร ไปใช้เวลาเพียงแค่ไม่เกิน 2 ชั่วโมงเท่านั้น

 

เป็นเมืองประตูนรกของญี่ปุ่นทั้งที ก็ต้องมียักษ์เฝ้าประตูกันหน่อย

 

ถึงแล้ว หุบเขานรก

 

วันที่ 6 – 4 มกราคม 2561
(Sapporo – Hakodate – Fish Market – Goryokaku – Red Brick Warehouse – Fan Day Slope – Mt. Hakodate – Sapporo)

ฮาโกดาเตะ เป็นเมืองติดทะเลอีกหนึ่งเมืองในฮอกไกโดที่หมีอยากไปเยือนมาก เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งยังมีจุดชมวิวเมือง จากบนภูเขาที่สวยที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย
แม้ว่าจะต้องนั่ง JR จากซัปโปโรไปถึง 4 ชั่วโมง และนั่งกลับอีก แต่เราก็จะบ่ยั่น ลุย!!!

 

โดยหมีวางแผนให้เราใช้เวลาหนึ่งวันในฮาโกดาเตะให้คุ้มค่าที่สุด เพราะเราไม่ได้พักค้างแรมที่เมืองนี้
จึงจำเป็นต้องออกเดินทางด้วย JR Rail รอบเช้าที่สุด และกลับรอบช้าที่สุด
(นับเป็นวันที่โหดร้ายอีกวันที่ต้องเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง และกลับมาถึงเกือบเที่ยงคืน)

 

การเดินทางด้วยรถไฟหลายชั่วโมง ไม่ทำให้เราผิดหวังกับวิวทิวทัศน์จริงๆครับ นับเป็นเมืองท่าที่ทั้งอากาศดี ผู้คนยิ้มแย้ม ทั้งยังมีบรรยากาศตัวเมืองที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมจากตะวันออก และตะวันตกได้อย่างลงตัว

 

การเดินทางในเมืองนั้นแสนน่ารัก เพราะทางฮาโกดาเตะเขาวางผังรถรางไว้ให้วิ่งผ่านจุดเที่ยวสำคัญๆในเมือง เพื่อนักท่องเที่ยวจะได้เดินทางสะดวกและใช้เวลาอย่างคุ้มค่า

ค่าตั๋วโดยสาร (One Day-Pass) ราคา 600 เยน

 

จุดชมวิวที่พลาดไม่ได้เลย นั่นคือหอคอย โกเรียวคาคุ (Goryokaku Tower)
ค่าขึ้นหอคอยเพื่อชมวิว สวนสาธารณะรูปดาวห้าแฉกอยู่ที่คนละ 900 เยน
หากใครพอมีเวลาเหลือ ก็สามารถลงไปเดินเล่นในสวนได้ เพราะมีปราสาทเก่าอยู่ใจกลางสวน
ยิ่งใครไปในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ จะเห็นคูน้ำรอบๆสวนกลายเป็นน้ำแข็งเลยทีเดียว

ช่วงเวลาที่หมีหมูไปถึงหอคอย ดันมีพายุหิมะบางๆเข้าเมืองฮาโกดาเตะ ทำให้เสียวๆเหมือนกันว่าวันนี้ถ้าหากขึ้นไปจุดชมวิวอาจจะพลาดการเห็นวิวเมืองที่สำคัญที่สุดก็เป็นได้ T^T
แต่เราทั้งสองก็ไม่ย่อท้อและยังเชื่อมั่น ว่าเรามาถึงที่นี่ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ฟ้าคงไม่ใจร้ายกับเราสองคนขนาดนี้
ว่าแล้วก็ไปลุยกันต่อ!!

 

สถานที่ถัดจากหอคอยโกเรียวคาคุคือ
Red Brick Warehouse โกดังอิฐแดง ที่มีชื่อเสียงของเมืองท่าแห่งนี้
ปัจจุบันได้แปรสภาพกลายเป็นย่านชอปปิ้ง เดินเล่นที่สำคัญอีกแห่งของเมืองไปแล้ว
จะว่าไปก็มีกลิ่นอายคล้ายๆ Asiatique บ้านเราเหมือนกันนะเนี่ย

ในช่วงเวลาที่เรากำลังเดินเล่นเพื่อรอพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สวยที่สุด และควรค่าแก่การขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของภูเขาฮาโกดาเตะที่สุด
ฟ้าก็เป็นใจ เปิดให้เราได้เห็นพระอาทิตย์อีกครั้งหลังจากหิมะโปรยปรายลงมาจริงๆ

 

แน่ะ บรรยากาศอย่างกะสวิส
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่หมีชอบมาก คือทางลาดที่หนังเรื่องแฟนเดย์มาถ่ายทำ

เมื่อเดินเล่นกันอย่างจุใจ เราสองคนก็รีบขึ้นกระเช้าเพื่อขึ้นไปยังจุดชมวิว
ซึ่งบอกเลย…………. คนเยอะม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ไม่รู้ขึ้นมาอยู่ที่นี่กันทั้งเมืองเลยรึเปล่า ต้องใช้สกิลในการแทรกตัวหนักมากเพื่อจะให้ถ่ายรูวิวเมืองที่รอคอยโดยไม่ติดศรีษระประชากรคนใดในบริเวณนั้น จนหมีได้ภาพมาฝากเพื่อนๆ สองช่วงด้วยกัน คือช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า และภาพที่ฟ้ามืดไปแล้ว

 

ต้องยอมรับครับ ว่าสมแล้วที่ที่นี่ได้อันดับเกือบจะสวยที่สุดในญี่ปุ่น บรรยากาศมันโรแมนติกมากจริงๆ
(ไม่นับจำนวนประชากรที่เหมือนต่อแถวรอซื้อของเซลหน้าอีฟแอนด์บอยนะ)
พอเราลงจากยอดฮาโกดาเตะ ก็สโลสเลกลับไปขึ้นรถไฟ ไปซัปโปโรกัน
เพื่อจะพักผ่อนเก็บแรงก่อนลุยในวันสุดท้าย

 

วันที่ 7 – 5 มกราคม 2561
(Sapporo: Ishiya Chocolate Factory – Hokkaido Shrine – City Tour (Walk) – Ramen Alley – Daruma Honten Genghis Khan)

งานเลี้ยงต้องมีการเลิกรา T^T
และแล้วหมีหมู ก็ดำเนินมาถึงวันสุดท้ายที่จะได้เที่ยวเต็มวันกันกับทริป ฮอกไกโด ในครั้งนี้
โดยวันนี้ทั้งวัน เราจะท่องเที่ยวในตัวเมืองหลวงของฮอกไกโดกัน นั่นก็คือ ‘เมืองซัปโปโร’

สถานที่แรก ที่เราสองมุ่งหน้าไปหลังจากตื่นนอนพร้อมความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลไปถึงเมือง ฮาโกดาเตะ
คือสถานที่ที่สามารถเติมพลัง และความหวานให้กับชีวิตของเราทั้งสองได้ ซึ่งที่นี่เป็นทั้งโรงงานผลิตของฝากที่มีชื่อเสียงแทบจะเรียกได้ว่าที่สุดของฮอกไกโด คือใครมาเยือนที่นี่ เป็นต้องมีซื้อไปฝากเพื่อนๆ ที่ไทยกันถ้วนหน้า

 

ISHIYA CHOCOLATE FACTORY

แต่ที่โรงงานชอคโกแลตแห่งนี้ ยังมีส่วนอื่นๆจัดเตรียมไว้ให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือส่วนของ พิพิธภัณฑ์ โรงงานชอคโกแลต ไหนๆก็มาแล้วทั้งที จะไม่เข้าไปก็กระไรอยู่ เอ้าลุยยยยยยยยยยยย

 

ค่าบัตรเข้าชม 600 เยนต่อคน
ซึ่งจะประกอบไปด้วย
ใบนำเที่ยว ภาษาอังกฤษ
พาสปอร์ต ที่สามารถผ่านเข้าในพื้นที่ที่มีเฉพาะคนซื้อบัตรผ่านได้ และ ขนม อิชิยะ รสดั้งเดิม แจกในคนละหนึ่งชิ้น

 

บรรยากาศภายใน จะมีกลิ่นหอมของการอบขนมลอยมาไม่ขาดสาย
พร้อมทั้งการประดับตกแต่งสถานที่เป็นสไตล์กึ่งยุโรป
โดยภายใน มีส่วนจัดแสดง ถ้วยที่ใช้ดื่มชอคโกแลตร้อนจากสถานที่ต่างๆทั่วโลก

 

เมื่อพ้นโซนโชว์ถ้วยชอคโกแลตมา เราก็จะเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ โรงงาน
มีการแสดงเป็นทั้งตัวการ์ตูน และภาพโฮโลแกรม บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของโรงงาน รวมถึงกรรมวิธีการทำชอคโกแลต ที่คอชอคโกแลตหลายคนอาจจะไม่เคยทราบกันมาก่อน

มื่อพ้นส่วนของพิพิธภัณฑ์มา ช่วงสุดท้ายจะเป็นโซนซื้อของฝาก
หากเพื่อนๆอยากนำของฝากกลับไปแพ็คใส่กระเป๋าจะซื้อที่นี่ก็ได้
แต่หมีหมูแนะนำว่าถ้าภายในวันยังต้องไปที่อื่นต่อ ก็อย่าเพิ่งแบกไปให้หนักเลยครับ
ค่อยไปซื้อของฝากที่สนามบินก็ยังทัน เพราะ อิชิยะ นี่เขามีขายแทบจะทุกที่จริงๆ

**หากใครผ่านมาที่โซนของฝากนี้ อยากแนะนำมาให้ลองไปโดน ไอศกรีม อิชิยะ อร่อยจริงๆ มีด้วยกันทั้งหมด 3 รสชาติคือ ดั้งเดิม ชอคโกแลต และDuo**

หลังจากเติมความสุขกันไปแล้ว หมีหมูก็มีความคิดร่วมกันว่า ไหนๆเราก็มาเที่ยวที่ญี่ปุ่น และผ่านพ้นข้ามปี 2017 ที่แสนหนักหนามาด้วยกันแล้ว ถือโอกาสไปทำบุญที่ศาลเจ้าของญี่ปุ่นสักหน่อยน่าจะเป็นการเริ่มต้นปีที่ดี
จึงเป็นที่มาของเป้าหมายต่อไปของเรา นั่นก็คือ ‘ศาลเจ้าฮอกไกโด’

เป็นช่วงเวลาดีรับต้นปี ที่ศาลเจ้าฮอกไกโด มีการจัดงานช่วงต้นปีพอดี
ทำให้บรรยากาศภายในศาลเจ้า ครึ้กครื้นไปด้วยผู้คนที่มาขอพรรับปีใหม่ ทั้งยังมีร้านขายของต่างๆ
มาจัดเรียงกันตลอดสองข้างทางเดิน ทำให้ได้กลับไปนึกถึงบรรยากาศเวลาเราไปเดินงานวัดบ้านเราตอนเด็กๆ
ต่างกันตรงที่ ที่นี่มันขาวโพลนไปหมดเลยยยยยย

 

ก่อนถึงศาลเจ้าหลัก ก็มีศาลเล็กๆตลอดทาง ให้ได้แวะไหว้กัน

 

มีชาวบ้านมาออกบูธเปิดร้านขายของเหมือนบ้านเราเลย

 

ก่อนจะเข้าไปขอพรที่ศาลเจ้าหลัก คนญี่ปุ่นจะแวะกันบริเวณด้านหน้านี้อย่างคับคั่ง หมีหมูก็สงสัยทำไมคนเยอะ

 

อ๋ออออ เขาให้มาล้างมือกับบ้วนปากที่นี่ ก่อนจะเข้าไปขอพรด้านในนี่เอง (มีการแอบดูวิธีการด้วยนะเจ้าหมู)

ศาลเจ้าหลักของที่นี่ ทั้งใหญ่ และสวยงามมากๆเลย
ซึ่งนอกจากการไหว้ขอพรแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมเขียนคำขอพรบนแผ่นป้ายไม้ด้วย

แผ่นละ 500 เยน หลังจากเขียนเสร็จก็นำไปแขวนรวมกันไว้

เมื่อกลับออกมาที่ถนนหน้าศาลก็พบว่า ดีนะที่มาไหว้ก่อน เพราะคนกำลังถาโถมมาใหญ่เลย

อีกหนึ่งสิ่งที่คนญี่ปุ่นปฏิบัติกัน หลังจากขอพรเสร็จ คือการมาดื่มเหล้าหวาน
ซึ่งมีขายอยู่บริเวณที่ตั้งบูธขายอาหาร เราสองคนไปลองกันมาแล้วกับเหล้าหวานต้ม
บอกเลยว่า อร่อยมากกกกกกกกกก และดีมากๆที่ได้ดื่มอะไรอุ่นๆในบรรยากาศหนาวๆ แก้วละ 200 เยนเท่านั้น

 

หลังขอพรเสร็จเราก็เข้าสู่ช่วงเดินชมเมืองหลวง
สถานที่นี้คือ ‘Hokkaido Government Office’

 

หอนาฬิกาซัปโปโร

 

Sapporo TV Tower

ระหว่างเราเดินเล่นกันนั้นก็เจอหิมะตกเข้าอีกหนึ่งรอบ ทำให้เราสองคนเกิดความคิดขึ้นว่า
อยากลองปั้นตุ๊กตาหิมะด้วยกันสักครั้ง ก็เลยจัดไปหน้า ทีวีทาวเวอร์ นี่ล่ะ
บอกเลย ปั้นยากมาก

กว่าจะจับทริคกันได้ก็เกือบครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว
แต่สุดท้าย เราก็สามารถปั้นน้อง ฮอกไกโด จนสำเร็จ เย้!

เมื่อยามเย็นมาถึง ท้องเราก็ร้องกันจริงจัง และวันนี้ยังเป็นวันสุดท้าย
เลยจะขอไปลุยกันสัก 2 ร้านทิ้งท้ายก่อนกลับประเทศ
โดยหมีได้คิดไว้แล้ว ว่าอากาศแบบนี้ น่าจะไปเดินเล่นแถว ตรอกราเมน ซะหน่อย

แต่เนื่องจากร้านราเมนในตรอกเยอะมาก ไม่รู้จะเลือกร้านไหน ก็ไปสะดุดกับป้ายที่น่าตื่นตาตื่นใจในปริมาณหมูชาชูที่เขาใส่มาในชาม จึงไปเลือกร้านลุงหมีดำมา

แต่อย่างที่บอกกันไปครับ ว่าร้านเดียวคงไม่พอสำหรับวันสุดท้าย
ด้วยความเป็นคนชอบกินเนื้อ เรียกว่าเป็นสัตว์ล่าเนื้อเลยก็ว่าได้ เลยตรงดิ่งไปที่ร้านในรีวิว ซึ่งเป็นร้านเนื้อย่างเจงกีสข่าน ที่ตามรีวิวทุกรีวิวบอกว่า รอ นาน มากกกกกกกกก บางคนยืนรอกันถึง 2 ชั่วโมงกว่าจะได้กิน

ตอนแรกก็คิดในใจ ว่าจะไหวป่าววะ สภาพอากาศแบบนี้
แต่เอาน่ะ มาถึงทั้งที ลุยยยยยยยยยย

แล้วเราก็………
ยืนรอกันเป็นชั่วโมงจริงๆ T^T
แต่ไม่มีใครยอมแพ้ออกจากแถวเลยนะ ทำให้เรามั่นใจว่าร้านนี้ต้องมีอะไรดีแน่นอน เลยทนยืนรอกัน จนได้กินในที่สุด

 

ภายในร้านเล็กมาก มีเก้าอี้ประมาณ 15 ที่เท่านั้น ไม่แปลกใจทำไมถึงนาน

 

เรื่องรสชาติ บอกได้เลยนะ โคตรอร่อยเล้ย
ขนาดปิ้งเนื้อกินเฉยๆ ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มยังอร่อย คุณภาพเนื้อของเขาสุดยอดจริงๆ

 

วันที่ 8 – 6 มกราคม 2561
(Sapporo – Bangkok)

มาถึงวันสุดท้ายจริงๆแล้ว วันนี้ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพราะกว่าเราจะได้เช็คเอ้าท์ ลากกระเป๋าไปสนามบินก็แทบจะหมดเวลาแล้ว จึงอยากจะแค่มาพูดคุยทิ้งท้ายก่อนจะจากกันไปสำหรับรีวิวของเรา
การท่องเที่ยวฮอกไกโด ในครั้งนี้เป็นทริปที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่เราสองคนเดินทางด้วยกันมา
หลากหลายรสชาติ และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในทริปนี้
(จริงๆมีอุปสรรคที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเยอะมาก แต่อาจจะไม่ได้เล่าให้ฟังในรีวิว)
บอกเลยว่า
ต่อให้ตัดสินใจ เอาเงินทั้งหมดที่เที่ยวไปคืน แล้วไม่ได้มาทริปนี้ ก็ไม่ยอม
เพราะทั้งประสบการณ์ ดี ร้าย และความทรงจำจากการเดินทาง
เงินจำนวนเท่าที่เสียไป หรือมากกว่านั้น ก็ซื้อมันใหม่ไม่ได้
นี่จึงเป็นสาเหตุหลักๆ ที่เราสองคนชอบออกเดินทางไปด้วยกัน
เพราะเราไม่มีทางรู้เลย ว่าถ้าเราอยู่บ้านเฉยๆ นอนพักผ่อนในวันหยุด หรือนั่งดูทีวี
จะสามารถเปิดประสบการณ์อะไรได้เท่าการก้าวเท้าออกจากบ้านไปผจญโลกกว้าง
เราสองคนชอบเดินทางด้วยกัน และเราจะไม่หยุดเดินทาง
จะยังคงเสาะหาสถานที่ท่องเที่ยว และเที่ยวในแบบของเราต่อไป
มาถึงตรงนี้ก็ขอบคุณเพื่อนๆที่ตามอ่านกัน
หากใครชื่นชอบในการท่องเที่ยวของเราสองคน ก็ฝากไปกด Like กด Share เพจ
และสามารถติดตามทริปต่างๆที่เราเคยไปกันมา และทริปในอนาคตได้ที่

 

The Planners เที่ยวกับแฟน
https://www.facebook.com/theplannersbytsst/