สวัสดีค่ะ ชื่อแอนนะคะ อายุอานามก็เลย ม.เกษตร มาพักใหญ่ๆ น้องๆ ใน Facebook เรียกเราว่า “เจ้แอน” เลยขออนุญาตแทนตัวเองว่าเจ้ (เจ่) ละกันนะคะ

เจ่ก็เป็นคนหนึ่งที่มารู้ตัวว่าชอบเที่ยวก็ตอนอายุปาเข้าไป 30 แล้ว แต่อายุไม่ใช่อุปสรรคเลยค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้การจะไปยังสถานที่ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถหาข้อมูลการท่องเที่ยว อ่านรีวิวได้จากในอินเตอร์เน็ต และอีกตัวช่วยที่สำคัญในการทำให้การเที่ยวของเจ่ง่ายขึ้นก็คือการใช้แอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า Traveloka

Traveloka เป็นแอพในการจองตั๋วเครื่องบินและที่พักค่ะ เราสามารถเปรียบเทียบราคาและค้นหาที่พักที่ถูกใจได้ง่ายมากๆ ใช้บ่อยจนแอบคิดว่าถ้ามีคะแนนสะสมคงสามารถแลกของรางวัลใหญ่ๆ ได้แล้ว 555

วิธีการใช้งาน
สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android ค่ะ ที่สำคัญคือฟรีนะคะ หุหุ ^^

เมื่อเปิดแอพเข้าไปจะเจอหน้าตาแบบนี้ค่ะ

แท็บด้านล่างมี 4 แท็บด้วยกัน คือหน้าหลัก, การจองของฉัน, กล่องจดหมาย และบัญชีของฉัน

การจองของฉัน

กล่องจดหมาย

และบัญชีของฉัน

ใช้งานง่ายจริงๆ แค่มีบัญชี Facebook เราก็สามารถเข้าสู่ระบบด้วย Facebook ได้เลยค่ะ
การจ่ายเงินก็สามารถใช้ได้ทั้งบัตรเครดิต,โอนเงินผ่าน Internter Banking, บัตรเดบิต, เคาน์เตอร์ชำระเงิน, 7-Eleven และ Paypal ซึ่งมีระยะเวลาในการรอการชำระเงินแตกต่างกันไป
แต่ที่ชอบมากๆ ก็คือ เมื่อเราเห็นราคาแค่ไหน เราก็จ่ายแค่นั้นจริงๆ (ไม่มีหมกเม็ด)

ในส่วนของโปรโมชั่นก็มีมาให้ได้ตื่นเต้นตลอดๆ ยิ่งถ้ามีบัตรเครดิตจะได้ส่วนลดเยอะถึง 15% เลยค่ะ (ต้องเช็คเรื่อยๆ โปรโมชั่นอัพเดทตลอด)

เช็คโปรโมชั่นบัตรเครดิตต่างๆ หรือดูตั๋วเครื่องบินและที่พักราคาพิเศษที่ Traveloka คลิกที่นี่

เอาล่ะ … เรามาเริ่มต้นค้นหาตั๋วเครื่องบินกันค่ะ

เจ่จะพาครอบครัวไปเที่ยวเมืองดาลัดที่ประเทศเวียดนามค่ะ

ชอบอากาศที่ดาลัด มีความเย็นสบายตลอดทั้งปี อาหารการกินก็อร่อย เป็นเมืองที่ต้องไปซ้ำค่ะ

เจ่เลือกที่จะลงที่โฮจิมินห์ แอพนี้เราสามารถค้นหาเป็นภาษาไทยได้ (เห็นไหมล่ะว่าง่ายจริงๆ) แค่พิมพ์ “โฮจ” ก็จะขึ้นมาให้เราเลือกแบบนี้เลยค่ะ

จริงๆ แล้วที่ดาลัดมีสนามบินค่ะ เจ่เปรียบเทียบราคาแล้วหากเราบินไปลงดาลัดราคาจะแพงกว่าการมาลงที่โฮจิมินห์แล้วต่อเครื่องไปดาลัด เจ่จึงจองตั๋วกรุงเทพฯ – โฮจิมินห์ และโฮจิมินห์ – ดาลัด โดยมีเวลาเที่ยวเมืองโฮจิมินห์นิดหน่อยค่ะ

จองตั๋วเครื่องบินไปโฮจิมินห์ เช็คราคาเปรียบเทียบทุกสายการบิน ที่ Traveloka คลิกที่นี่!

เมื่อจองตั๋วเสร็จแล้วเราสามารถดูในแท็บการจองของฉันได้ และไม่ต้องปริ้นเอกสารใดๆ เพียงแค่เปิดแอพนี้ให้โรงแรมหรือสายการบินดู  (ง่ายเนอะ)  ((อันนี้เป็นทริปที่เดินทางไปแล้ว จึงขึ้นว่าการจองที่ผ่านมาค่ะ))

เมื่อได้ตั๋วเครื่องบินแล้ว ต่อไปก็โรงแรม

พอดีว่าปีก่อนเจ่ไปดาลัดมาแล้วติดใจ Tulip Hotel เราสามารถค้นหาได้จากชื่อโรงแรมเลยค่ะ

เมื่อกดเข้าไปที่โรงแรมแล้ว เราก็เลือกห้อง ดูรูป ดูข้อมูลว่าในโรงแรมนั้นมีอะไรบ้าง เช่น Wi-Fi, ห้องอาหาร, ที่จอดรถ มีสถานที่เที่ยวใกล้ๆ มีที่อยู่และรายละเอียดพอสมควร ที่สำคัญคือมีรีวิวจากเพื่อนๆ ที่เคยไปพักมาแล้วที่จะช่วยให้เราตัดสินใจง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ

เช็คราคา Tulip Hotel ในเวียดนาม ดูรีวิวจากผู้ที่เคยเข้าพัก ที่ Traveloka คลิกที่นี่!

 

เห็นไหมล่ะ ว่าง่ายจริงง่ายจัง ขนาดรุ่นป้าอย่างเจ่อย่างคล่องปรื้ด รออะไรล่ะคะ โหลดมาใช้เลยคร่าาา

ราคาตั๋วเครื่องบิน/คน

กรุงเทพฯ – โฮจิมินห์ โดย Lion Air 984 บาท

โฮจิมินห์ – ดาลัด โดย Jetstar 740 บาท

และโรงแรม Tulip 1,1xx /คืน (จำราคาไม่ได้แว้ววว)

 

วันแรกของการเดินทาง

ตามธรรมเนียมค่ะ การเดินทางต่างประเทศเราต้องไปถึงสนามบินก่อนเวลาบินอย่างน้อย 3 ชม. เครื่องที่เจ่บินออกเวลา 05.10 น. จึงต้องไปถึงสนามบินประมาณตี 2 (ง่วงสุดๆ ถามว่าได้นอนไหม ตอบเลยว่าม่ายยย) อาศัยนอนบนเครื่องบินเอาค่ะ 555 เมื่อคณะเดินทางพร้อม … ถ่ายรูปสิคะ รออะไร ^^

ทริปนี้มี 9 คน มี สว. 2 เด็ก 1 ที่เหลือก็วัยกลางคนเนี่ยล่ะค่ะ 555

เมื่อไปถึงสนามบินสิ่งแรกเลยก็คือการหาซื้อ Sim card มีหลายราคาค่ะ คุณภาพไม่ต่างกัน และเครื่องที่จะบินไปดาลัดต้องรออีกหลาย ชม. เราจึงเช่ารถไปเที่ยวในเมืองโฮจิมินห์กันก่อนค่ะ เรียกรถที่สนามบินก็จะแพงหน่อย แต่เหมือนเป็นไฟลท์บังคับว่าต้องใช้บริการที่นี่เท่านั้น

เจ่ให้แท็กซี่ไปส่งที่จัตุรัสลุงโฮค่ะ เราต้องไปสวัสดีลุงโฮอันดับแรก (แลดูดีไหมคะ 555)

ปล.เจ่คือคนที่นั่งนะคะ คนที่ยืนไม่รู้จักง่าาา

การเรียกแท็กซี่ใน ตปท. สำคัญที่สุดคือชื่อสถานที่นั้นทั้งภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่น ถ้ามีรูปประกอบด้วยจะดีมากๆ ค่ะ แท็กซี่มาส่งอาจจะไม่ถึงที่ เราก็ต้องอาศัย Google map เอาค่ะ

หลังจากพูดคุยกับลุงโฮพอสมควรแก่เวลา เราเปิด Google map เพื่อไปต่อที่มหาวิหารนอร์เธอดาม (Notre Dame Cathedral) โบสถ์คาทอลิกเก่าแก่อายุร้อยกว่าปี สร้างด้วยอิฐแดงตามแบบสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเลยก็ว่าได้ค่ะ

และเดินต่อไปอีกนิดเราก็จะเจออาคารไปรษณีย์กลาง (Saigon Post Office) เป็นอาคารไปรษณีย์เก่าแก่อายุร้อยกว่าปีเช่นกัน และถือว่าเป็นศูนย์ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม การก่อสร้างสไตล์ฝรั่งเศส นอกจากจะมีบริการส่งไปรษณีย์ปกติแล้วยังมีของที่ระลึกขายให้นักท่องเที่ยวด้วย

มื้อแรกที่เวียดนาม … พวกเราวาดฝันถึงอาหารขึ้นชื่อของที่นั่น ใช่แล้วค่ะ เฝอนั่นเอง แต่พยาธิในท้องมันไม่เป็นใจเลยสิคะ เราเลยต้องฝากท้องไว้ที่ร้าน McDonald ข้างๆ นั่นเอง แล้วก็ต้องตกใจในราคา เพราะถูกกว่าบ้านเรามากๆ

ดูนาฬิกา ตายๆ ต้องรีบกลับสนามบินแล้ว เดี๋ยวไม่ทันขึ้นเครื่องไปดาลัด

และพวกเราก็มาถึงดาลัดตอนเย็น (เกือบมืด) ภาพรถราที่ดูขวักไขว่ที่โฮจิมินห์ เสียงบีบแตรที่ดังตลอดเวลาหายไปเลยค่ะ และอากาศก็เย็นสบายมากๆ เราซื้อบริการจากโรงแรมให้รถมารับที่สนามบินค่ะ รถ 2 คัน ราคา 400,000 ดง
วันแรกจึงจบลงแค่นี้ พักผ่อนตามอัธยาศัยค่ะ

ที่พัก 2 คืนนี้ค่ะ Tulip Hotel 1 (มีหลายสาขา อยู่ใกล้ๆ กันค่ะ ถ้าไปหลายคนแล้วจองที่เดียวกันไม่ได้ ก็สามารถจองสาขา 2 ได้ค่ะ) ห้องสีขาวสบายตา ห้องนอนที่นี่ไม่มีแอร์นะคะ เพราะอากาศข้างนอกเย็น จะมีพัดลมแอร์ตั้งไว้ให้ตัวหนึ่ง และใช้การเปิดหน้าต่างเล็กน้อยเพื่อให้อากาศเข้ามา
เทคนิคการเลือกห้องพักตอนจอง ให้ระบุไปว่าขอชั้นบนและไม่เอาห้องติดบันได (มาครั้งแรกได้ห้องชั้น 2 ติดบันไดค่ะ ใครไปใครมาเสียงนี่ผ่านเข้ามาในห้อง นอนไม่หลับเลย และเป็นเสียงที่คุ้นเคย คือเสียงคนไทยค่ะ 555)

วันที่สอง

เราซื้อทริปก่อนไปจากคนไทยที่มีครอบครัวอยู่ที่นั่นค่ะ จ่ายเงินมัดจำจากไทย แล้วจ่ายที่เหลือเป็นเงินไทยหน้างาน สามารถเลือกได้ว่าอยากไปที่ไหน อยู่นานแค่ไหนก็แล้วแต่เรา ราคา 3,000 บาท เป็นราคาพาเที่ยวแบบเหมาจ่าย พอเฉลี่ยต่อคนแล้วถูกมากๆ

แต่เดี๋ยวก่อน กองทัพต้องเดินด้วยท้องใช่ไหมคะ หุหุ จัดก๋วยเตี๋ยวหน้าโรงแรมก่อนเลยค่ะ (แนะนำๆ)

ที่แรกคือ…ภูเขาลังเบียง ภูเขาที่สูงที่สุดในดาลัดค่ะ แนะนำให้มาแต่เช้าเพราะคิวยาวมาก พอมาถึงก็ต้องไปต่อคิวเพื่อขึ้นรถจี๊ป (ค่าเข้า 10,000 ดง และค่ารถจี๊ป 150,000 ดง นั่งได้ไม่เกิน 6 คน)

โบสถ์โดเมนเดมารี เป็นโบสถ์สีชมพู ที่นี่ไม่สามารถเข้าข้างในได้ค่ะ

พระราชวังฤดูร้อนเบ๋าได๋ (Bao Dai’s Summer Palace) เป็นที่ประทับของจักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม ค่าเข้า 15,000 ดง ประกอบด้วยบัลลังก์จักรพรรดิ ห้องทรงงาน ห้องบรรทม ห้องอาหาร และห้องของมเหสีด้วย เครื่องใช้ เครื่องเรือนต่างๆ ถูกจัดวางไว้ตามเดิม โดยก่อนเข้าต้องสวมถุงเท้าก่อน

นอกตัวอาคารมีสวนสวยให้ถ่ายรูปด้วยนะ

ไฮไลท์อยู่ที่มีบริการถ่ายรูปโดยมีเสื้อผ้าชุดจักรพรรดิ ชุดมเหสีหลากสีสันให้เลือกใส่ ค่าบริการคนละ 90,000 ดง ส่วนรูปที่เขาถ่ายให้จะเอาหรือไม่ก็ได้ ต่อราคาได้เรื่อยๆ ช่างภาพพูดภาษาไทยได้ด้วยค่ะ  (ภาพนี้จากทริปแรกที่เจ่ไปดาลัดค่ะ เที่ยวนี้ไม่มีแนวร่วมเลยไม่ได้ถ่าย)

วัดตั๊กลัม (Truc Lam Pagoda) เป็นวัดพุทธนิกายเซน เป็นวิหารที่สวยงามและเป็นที่นิยมที่สุดในดาลัด เราสามารถใช้บริการเคเบิลคาร์ขึ้นไปชมภาพบรรยากาศจากบนที่สูงได้

ภายในวัด

สถานีรถไฟดาลัด (Dalat Train Station) เป็นสถานีรถไฟขนาดเล็กที่มีความน่าสนใจอยู่ที่รถไฟเครื่องจักรไอน้ำแบบดั้งเดิม ที่ยังต้องใช้ถ่านไม้ในการเผาไหม้ของเครื่องจักร โดยนักท่องเที่ยวสามารถดื่มด่ำกับประสบการณ์นั่งรถไฟเครื่องจักรไอน้ำผ่านพื้นที่ชนบทเป็นระยะทางราว 5 กิโลเมตร เข้าไปสู่หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Trai Mat โดยรถไฟเครื่องจักรไอน้ำนี้จะเปิดให้บริการเพียง 5 เที่ยวต่อวันเท่านั้น

วัดมังกร Linh Phuoc เป็นวัดที่ทำจากกระเบื้องติดตามเสาและผนังทั้งหมด และยังมีองค์เจ้าแม่กวนอิม สร้างจากดอกไม้แห้งที่สวยงาม

ที่สุดท้ายของ one day trip คือ ทะเลสาบซวนเฮือง (Xuan Huong Lake) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดาลัด เป็นที่ที่คนดาลัดนิยมมาออกกำลังกาย มานั่งพักผ่อน และทำกิจกรรมร่วมกัน

เป็นการเที่ยวที่คุ้มค่าจริงๆ ค่ะ เฉลี่ยแล้วตกคนละสามร้อยกว่าบาท ไปได้ถึง 7 ที่ แต่ก็ยังไม่ครบถ้วน เพราะดาลัดถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่สถานที่เที่ยวก็มีมากมาย อย่าง Crazy House, Valley of Love, Prenn Fall ฯลฯ เจ่มา 2 รอบแล้ว ยังเก็บไม่ครบเลยค่ะ 555
กลับถึงที่พักเราก็ลุยต่อ เพราะโรงแรมที่เราพักอยู่ติดกับตลาดดาลัด
คืนนี้เรามีนัดกินอาหารทะเลที่ตลาดดาลัดกันค่ะ

เมนูหอยผัดกระเทียมนี่คือสุดยอดจริงๆ ขายเป็นจาน จานละ 100,000-150,000 ดง

และของกินขึ้นชื่อของที่นี่ ขนมแบ้งช้าง หรือพิซซ่าเวียดนามนั่นเองค่ะ

วันที่สาม (วันสุดท้ายแล้วฮือออ)
เจ่จองเครื่องบินกลับไทยสองทุ่มกว่า เราจึงมีเวลาหวานเย็นนั่งรถนอนกลับไปโฮจิมินห์ค่ะ
นอนยาว 6 ชม. เป็นวันที่ไม่ได้เที่ยวแต่เหนื่อยที่สุดก็ว่าได้ (นอนเหนื่อย 555)

สรุปว่าเที่ยวโฮจิมินห์ได้ครึ่งวัน เที่ยวดาลัดอีก 1 วันเต็มๆ จ่ายเงินไปไม่ถึงหมื่นบาท คุ้มสุดๆ ค่ะ

ทริปนี้เป็นหนึ่งในทริปที่ประทับใจมาก เพราะได้พาครอบครัวของน้องสาวไปต่างประเทศครั้งแรก ได้พาหลานชายออกจากโลกไอแพด บางครั้งการเสียเงินไปต่างประเทศมันก็ได้ประสบการณ์ ได้สิ่งที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากห้องเรียน … ขอบคุณหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกใบนี้ที่ทำให้เรายังมีแรง ยังมีลมหายใจ …. ไปค่ะ ออกไปเที่ยวกัน อย่าให้อายุเป็นตัวตัดสินชีวิต รักตัวเอง พาตัวเองไปในที่ที่ชอบก่อนตายค่ะ

เรื่องและภาพโดยปวีณา มีเสียง