เมษาฯ แล้ว…หนีร้อนไปหาหนาวดีกว่า! จัดไปที่ดาลัด ประเทศเวียดนาม เมืองแห่งขุนเขาและดอกไม้เมืองหนาว การเดินทางง๊ายยง่าย จองเครื่องบินซิคะ..รออะไร 555 มีให้เลือกเดินทาง 2 แบบ

  • บินตรงกรุงเทพฯ – ดาลัด (สายการบิน Vietjet Air)
  • บินตรงกรุงเทพฯ – โฮจิมินห์ – นั่งรถบัสไปยังดาลัด (เราเลือกเดินทางแบบนี้)

เช็คราคาตั๋วเครื่องบิน จองเที่ยวบินกรุงเทพฯ – โฮจิมินห์ ที่ Traveloka คลิกที่นี่

เมื่อได้ตั๋วเครื่องบินไปเวียดนามแล้วเรียบร้อยก็จองโรงแรมกันต่อจ๊ะ จะบอกว่าหานานมาก เพราะหาโรงแรมที่มีแอร์หายังไงก็ไม่เจอ เจอแต่โรงแรมพัดลม ยอมรับตรงนี้เลยว่าตอนแรกไม่คิดว่าจะหนาวขนาดที่ไม่ต้องใช้แอร์นะคะ เราหาแค่ข้อมูลการเดินทางด้วยรถบัสจากโฮจิมินห์ไปดาลัดและแลนด์มาร์คเด่นๆ ซึ่งก็จดมาแค่ชื่อแลนด์มาร์คเท่านั้น กะว่าไปลุยเอาข้างหน้าเลย กลับมาที่เรื่องโรงแรมต่อ สุดท้ายก็เลือกโรงแรมพัดลมมา 1 ที่ คือ White Star Hotel ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าห้องดูสะอาดตาและราคาดี 555 เราจองผ่านแอป Traveloka หารกับเพื่อน 3 คน ก็ได้ราคาชิคๆ มาที่ประมาณ 360 บาท/คืน/คน

จองที่พัก White Star Hotel ที่ Traveloka คลิกที่นี่

และแล้วก็ถึงวันเดินทาง เราเลือกเดินทางจากกรุงเทพฯ – โฮจิมินห์ ออกกันแต่เช้าตรู่ มาถึงโฮจิมินห์กันช่วงสายๆ ถึงปุ๊บก็เริ่มเลยค่ะ แลกเงินและซื้อซิมโทรศัพท์ที่สนามบินเลย เสร็จแล้วก็ออกไปนอกสนามบินกัน

ออกมาแล้วมองไปข้างหน้าจะเห็นจุดจอดรถเมล์เพื่อไปฟามงูหลาว ขึ้นรถเมล์สาย 109 หรือ 152 ก็ได้นะคะ เราเจอสาย 109 พอดี ขึ้นโลดค่ะ! และที่เราจะไปฟามงูหลาวกันก่อนนั้นก็เพื่อจะซื้อตั๋วรถบัสไปดาลัดกันค่ะ

ค่ารถเมล์ก็ถูกแสนถูก อยู่ที่ 20,000 vnd/คน

ถึงฟามงูหลาวแล้ว เราไปซื้อตั๋วรถบัสกันค่ะ

สามารถซื้อได้ที่ Futa Bus Lines ราคา 210,000 vnd/คน เป็นรถบัสนอน เลือกเวลาและที่นั่งได้ เลือกตามสะดวกโลด!

เราเลือกรอบรถที่ 22.4o น. ระหว่างวันที่ว่างนี่ก็วางแผนกันไว้แล้วว่าจะฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมใกล้ๆ ท่ารถ ละจะไปเดินเที่ยวในโฮจิมินห์ เอาจริงว่าใช้วิธีนี้ก็ดีนะคะ ประหยัดค่าโรงแรมไปได้วันนึง แฮปปี้

โรงแรมที่เราฝากกระเป๋าก็อยู่ติดกับท่ารถเลยค่ะ ชื่อ Eco Hostel ค่าบริการฝากกระเป๋า+อาบน้ำ อยู่ที่ 3 USD (จ่ายเงินเป็น USD) สามารถ walk-in เข้าไปได้เลย ไม่ต้องจองล่วงหน้า

หลังจากเที่ยวในเมืองและแวะกินนู่นนี่กันจนอิ่มหนำแล้ว ก็ได้เวลากลับไปอาบน้ำและเอากระเป๋าที่โรงแรม เรากลับมาที่โรงแรมประมาณ 19.30 น. โดยเผื่อเวลาอาบน้ำแต่งตัว+หาอะไรกินเบาๆ รองท้อง 2 ชั่วโมง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ไปนั่งรอที่ท่ารถกันค่ะ ควรไปก่อนเวลาสัก 30 นาทีนะคะ

เมื่อถึงเวลานายท่าจะเรียกขึ้นรถ แต่ๆ เขาเรียกเป็นภาษาเวียดนามค่ะ เพื่อความชัวร์ให้เดินไปถามนายท่า พร้อมยื่นตั๋วรถให้เขาดู จะได้ไม่ตกรถเนอะ เราต้องนั่งรถตู้ไปยังจุดขึ้นรถบัสอีกที ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีถึงค่ะ

และแล้วรถบัสของเราก็มาแล้ว… ไปค่ะ ออกเดินทางกัน

เป็นรถบัสนอน 2 ชั้น ใครชอบหวาดเสียวนอนบน ใครกลัวนอนล่าง เพราะข้างบนมีความโครงเครงเวลารถเลี้ยวเป็นอย่างยิ่ง เรานี่ก็แก่นๆ อยากนอนบน โอ้โห…พูดเลยว่านอนไม่ค่อยจะหลับ กลัวตกลงมาข้างล่างมาก 555 แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ เขามีเข็มขัดนิรภัยให้ ส่วนถนนเส้นไปดาลัดจะเป็นทางขึ้นเขาและมีโค้งเยอะมากๆ แนะนาว่าให้กินยาแก้เมารถดักไว้สำหรับคนที่เมารถง่าย

หลังจากออกเดินทางมา 2 ชั่วโมง จะพักรถ 1 ครั้ง ประมาณ 10-15 นาที

และแล้วเราก็ถึงดาลัด! ตกใจไปหมด ทำไมมันหนาวขนาดนี้ คือก็รู้นะคะว่าหนาว แต่ไม่คิดว่าจะ 15 องศา แถมมีลมด้วย และที่ตกใจยิ่งกว่าคือมาถึงก่อนเวลาที่แพลนไว้ อ่านรีวิวอื่นๆ มาคือใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง แต่จะบอกตรงนี้ว่าใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะคุณ นี่มาถึง 03.40 น. นั่งสั่นหงึกๆ กันอยู่ที่สถานี เรานั่งรอจนถึงตี 5 ก็โบกแท็กซี่เข้าเมืองไปที่โรงแรม

*แนะนำสำหรับคนที่อยากมาถึงดาลัดตอนเช้าตรู่ ให้ขึ้นรถช่วงเที่ยงคืนนะคะ

ที่นี่ระหว่างทางตามถนนคือดีมากกก ดอกไม้เมืองหนาวเต็มรายทางไปหมด ตึกรามบ้านช่องก็ดูสวยงามแนวยุโรป นั่งมองเพลินๆ จนลืมเก็บรูปเลยค่ะ 555

แพลนเที่ยวของวันนี้คือเข้าโรงแรม เก็บของและนอนเอาแรงก่อน 555 งั้นเรามาดูบรรยากาศของ White Star Hotel กันค่ะ ที่นี่ไม่มีลิฟท์นะจ๊ะ นี่แบกกระเป๋าใบใหญ่อย่างหนักขึ้นห้องหักที่ชั้น 3 มีความแอบกรอกตากลับนิดหน่อย 555

ก่อนจะขึ้นห้องขอแวะถ่ายรูปชิคๆ หน้าโรงแรมหน่อยค่ะ

ห้องนี้จริงๆ สามารถพักได้ 4 คน เป็นเตียงใหญ่ 2 เตียง

ละอย่างที่เราบอก…ที่นี่ไม่มีแอร์นะจ๊ะ เพราะไม่จำเป็นจริงๆ แค่เปิดพัดลมยังหนาวสั่นเลยค่ะ

ส่วนสิ่งของอำนวยความสะดวกก็ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นผ้าขนหนู สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ไดร์เป่าผม และอื่นๆ อีกมากมาย ตามมาตรฐานโรงแรมทั่วไปเลย

จองที่พัก White Star Hotel ที่ Traveloka คลิกที่นี่

เราตั้งปลุกไว้ 10 โมงเช้า ตื่นปุ๊บก็ทำธุระส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อย แล้วลงมาหาอะไรกินสักหน่อย แถวโรงแรมมีร้านอาหารหลายร้านเลย เราเลือกร้านนี้มา ออกมาจากโรงแรมมองไปทางขวาก็จะเจอเลยค่ะ

ซดบุ๋นร้อนๆ คลายหนาวกันหน่อย

หลังจากอิ่มกันแล้วก็เริ่มออกเดินทาง ตอนแรกว่าจะนั่งรถเมล์ แต่ลอง Search ใน Google Map ดูแล้วไม่เจอข้อมูล สุดท้ายเลยนั่งพี่แท็ก ว่าด้วยเรื่องแท็กซี่ ที่นี่ก็มีหลายสี หลายแบรนด์ให้เลือกสรร ก็บอกเลยว่าควรเลือกนั่งสีฟ้า-ขาว หรือเหลือง คันเล็ก (นั่งได้ 4 คน) เพราะราคาถูกสุดค่ะ เริ่มต้นมิเตอร์ที่ 5,000 vnd

แลนด์มาร์คแรกที่เราจะไปกันคือ Datanla Waterfall มีค่าบริการอยู่ที่ 30,000 vnd

เมื่อเข้าไปถึงแล้วอย่าคิดว่าจะได้เจอน้ำตกเลยนะคะ โนวจ๊ะ น้ำตกอยู่ข้างล่าง สามารถเลือกเดินทางไปน้ำตกได้ 2 แบบ

  1. 1. เดินลงไป
  2. 2. นั่ง Roller Coaster ลงไป

นี่ด้วยความแก่นๆ อยากลองอีกละ ก็นั่ง Roller Coaster ลงไป มีค่าบริการเพิ่มอีคนละ 60,000 vnd/คน ไป-กลับ หรือใครอยากไปเที่ยวเดียวก็มีค่ะ ราคา 50,000 vnd/คน

จะบอกว่าโคตรเสียวเลย เรากลัวตกมาก โค้งเยอะสุด ด้วยความที่เป็นคนกลัวอะไรน่าหวาดเสียวอยู่แล้วด้วย กว่าจะไปถึงน้ำตกนี่สติแตกสุด 555 แต่เพื่อนร่วมทริปเราเป็นผู้ซึ่งไม่กลัวอะไรทั้งนั้น นางสนุกกันมาก ขากลับเราต้องนั่งมากับเพื่อนร่วมทริปด้วยอะ ไม่งั้นไม่รอด ไม่กล้ากลับคนเดียว แต่ขากลับไม่น่ากลัวค่ะ เป็นทางขึ้นอย่างเดียว ไม่มีโค้งหวาดเสียวและใช้เวลาเพียงแปบเดียวเท่านั้น

หลังจากฝ่าฟันกับความสติแตกในการนั่ง Roller Coaster มาประมาณ 15-20 นาทีได้ แล้วก็ถึงน้ำตกค่ะ ขาสั่นไปหมดค่ะคุณ แต่พอเห็นน้ำตกแล้วความขาสั่นก็ค่อยๆ เริ่มจางหายไป เพราะมันสวยมากๆ น้ำตกไหลกระทบหินอยู่กลางป่า

น้ำตกสวยมากกก แบบ ก.ไก่ ล้านตัว ตรงนี้แดดจะร้อนหน่อยนะคะ แต่ก็ยังมีลมเย็นพัดผ่าน

มีร้านกาแฟให้นั่งดื่มกันชิลล์ๆ มองวิวน้ำตกเพลินๆ

ส่วนใครที่อยาก Adventure ต่อ ในจุดนี้ก็มี Cable Car ให้นั่งอีกด้วย แต่เราไม่ได้นั่งค่ะ อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไปตรงจุดไหน

หลังจากหวาดเสียวที่ Datanla Waterfall เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ไปต่อกันที่ Robin Hill Cable Car กันเลย หวาดเสียวกันแบบต่อเนื่อง!

ที่นี่อยู่ใกล้กับสถานีรถบัสเลย ยังไม่ทันจะถึงที่ซื้อตั๋ว เราก็พบกับจุดชมวิวอันสวยงาม มองไปเห็นภูเขาเรียงรายตัดกับขอบฟ้าและปุยเมฆแบบสวยงาม

มีค่าบริการเที่ยวเดียว 60,000 vnd/คน และไป-กลับ 80,000 vnd/คน

ระหว่างทางก็จะเป็นวิวภูเขา นั่งกันเพลินๆ เลยค่ะ

ข้างบนนี้ขึ้นมาเราจะเจอกับวัด thiền viện trúc lâm หรือ Trúc Lâm Temple แต่ระหว่างทางเดินไปวัดนี่สิ เจอแต่ดอกไม้เมืองหนาวสวยๆ เต็มไปหมดเลย กว่าจะเดินไปถึงวัดก็ล่อไปเกือบชั่วโมงเหมือนกันค่ะ มัวแต่ถ่ายรูปกัน

การเข้าสักการะที่วัดนี้ต้องแต่งตัวเรียบร้อย หากใครใส่สั้นๆ มา ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ทางวัดมีผ้าคลุมให้ใช้ฟรี อยู่ตรงบันไดด้านหน้าเลย

ระหว่างทางขึ้นไปยังวัดด้านบน ดอกไม้เมืองหนาวสวยๆ เพียบ! นี่ก็แวะทุกดอกค่ะคุณ 555

วัดสวยมากๆ ค่ะ ผู้คนแวะมาไหว้ขอพรที่นี่กันเยอะมาก

มีสวนดอกไม้เมืองหนาวสวยๆ ด้วย

สำหรับใครที่อยากนั่งพักชิลล์ๆ ที่วัดก็มีโต๊ะม้านั่งหินอ่อนไว้ให้ด้วยค่ะ

หลังจากอิ่มเอมกับบรรยากาศเย็นๆ ด้านบนแล้ว ก็ถึงเวลากลับลงไปข้างล่างแล้วจ้า และจุดที่เราจะไปต่อกันนั้นคือทะเลสาบซวนเฮือง ทะเลสาบนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดาลัดเลย เหมาะแก่การมานั่งกุ๊กกิ๊กกัน 2 คนมากๆ บรรยากาศโรแมนติกสุดๆ

ฝั่งตรงข้ามของทะเลสาบถือว่าเป็น Community Mall ได้เลย เป็นจุดที่ใครๆ ก็มาถ่ายรูป เดินเล่น และหา Local Food กินกัน แถมชั้นใต้ดินยังเป็นห้าง Big C อีกด้วย บอกเลยว่าเราช็อปเพลินมาก Big C ราคาของถูกสุดๆ

คนเยอะมากๆ

Local Food เยอะมากๆ มีให้เลือกหลายร้านเลย แต่ของก็ขายซ้าๆ กันนะคะ

ไหนๆ Local Food เยอะขนาดนี้ เราจะไม่ลองชิมก็ไม่ได้แล้ว

เริ่มกันที่กระเพาะปลาแบบเวียดนามที่ไม่มีกระเพาะปลาแต่อย่างใด จะเป็นไก่ฉีก เห็ดนางฟ้าฉีก และไข่นกกระทา ตัวน้ำเหนียวๆ และรสชาติเหมือนกระเพาะปลาเลยค่ะ ราคาถ้วยละ 10,000 vnd ขอบอกตรงนี้เลยว่าอร่อย ชอบมาก ถ้าไปเที่ยวดาลัดเมนูนี้ห้ามพลาด ควรแวะชิมอย่างแรง!

มาต่อกันที่พิซซ่าเวียดนาม เป็นแป้งแบบข้าวเกรียบว่าวเอาไปผิงไฟ ใส่ไข่ ใส่ไส้ รอจนสุกและแป้งกรอบ ม้วนๆ กินโลด! ส่วนตัวก็พอโอเคนะคะ กินได้อยู่

ชิมบาร์บีคิวสักไม้ ชอบบบบ หวานๆ อร่อยดีค่ะ

ปิดท้ายที่แหนมห่อใบชะพลูย่าง แหนมเวียดนามจะออกรสหวานจี๊ดๆ ไม่เปรี้ยวโดดแบบบ้านเรา ส่วนตัวเมนูนี้ไม่ถูกจริตสักเท่าไหร่ค่ะ

หลังจากแวะชิม Local Food ให้พอรู้รสชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจะไปปิดฟินาเล่แบบสวยๆ ที่ Dalat Market กัน! จากทะเลสาบไปตลาด สามารถเดินไปได้นะคะ ไม่ไกลกันมาก

“ตลาดดาลัด” เหมือนข้าวสารบ้านเราเลยจ๊ะ มีร้านขายเสื้อผ้า (ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าสาหรับอากาศหนาว) ขนม ผลไม้อบแห้ง เม็ดบัว และร้านอาหารเรียงรายมากมาย แต่ละร้านจะมีพนักงานคอยเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน บอกเลยว่าเขาพูดไทยกันได้นะจ๊ะ พูดเก่งด้วย นี่ก็หลงกลเดินเข้าไป จุดจบสายแข็งของคืนนี้คือ “ชาบูเวียดนาม” 555

จัดไปค่ะ..กินให้เรียบ!

น้ำซุปอร่อยมากเด้อ มีความหวานหน่อยๆ ตอนแรกคิดว่าจะจืด ผิดคาดอะ

กินชาบูกับขนมจีน ก็อร่อยไปอีกแบบนะ

กินคาวแล้วก็ต้องตบด้วยน้าเต้าหู้+ปาท่องโก๋อีกสักหน่อย ปาท่องโก๋นี่ตัวใหญ่มากเวอร์ กรอบและอร่อยเหมือนบ้านเราเลย ราคาตัวละ 10,000 vnd

มีน้ำให้เลือก 4 แบบ น้ำเต้าหู้ น้ำถั่วเขียว น้ำถั่วแดง ส่วนอีกน้ำเราจำไม่ได้ว่าน้ำอะไร 555

และแล้วเราก็ปิดฟินาเล่แบบสวยๆ ด้วยการขึ้นอืดค่ะ แล้วเดินย่อยกลับไปโรงแรม 555 ปิดจ็อบทริปดาลัด 1 วัน รอเช้าวันรุ่งขึ้น เตรียมเดินทางกลับไปเที่ยวเมืองอื่นต่อ

*********************************************

ฝากติดตามเรื่องราวท่องเที่ยวสไตล์เรา ในแบบฉบับของ Fairytraveller ด้วยนะคะ

รวบรวมที่เที่ยว ที่พัก และร้านอาหารอร่อยๆ มาให้ทุกคนจ้า

Facebook: https://www.facebook.com/fairytraveller/

Instagram: https://www.instagram.com/fairyfoodiee/