หากพูดถึงออสเตรเลีย แน่นอนว่าใครๆ ก็ต้องนึกถึงเมืองซิดนีย์ เป็นอันดับแรก เพราะซิดนีย์เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดและใหญ่ที่สุดในรัฐ New South Wales ของออสเตรเลียจนทำให้หลายๆ คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเมืองหลวงของออสเตรเลียไปได้ ซึ่งความจริงก็คือแคนเบอร่า แต่กลับเงียบเหงา ไม่คึกคักเท่าซิดนีย์ เลยไม่เหมาะกับสาวๆ เออเบิร์นนิสต้าอย่างเราเลยขอข้ามไปค่ะ

ทริปนี้เราไปเที่ยวซิดนีย์ 15 วัน ไปไกลทั้งทีก็ขอเที่ยวให้คุ้มหน่อย โดยเราจองตั๋วเครื่องบินผ่านแอปพลิเคชั่น Traveloka เพราะจองตั๋วเครื่องบินสะดวกดีค่ะ เข้าแอปฯ เดียวก็เปรียบเทียบราคาให้ครบทุกสายการบินมีไฟลท์ซิดนีย์หลายเที่ยวบิน ซึ่งหลังจากจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวซิดนีย์พร้อม วีซ่าออสเตรเลียพร้อมก็เก็บกระเป๋าเดินทางสู่ดินแดนดาวอันเดอร์กันเลย

จองตั๋วเครื่องบินไปซิดนีย์กับ Traveloka

เมื่อมาถึงซิดนีย์เราควรต้องเริ่มทำความรู้จักซิดนีย์กันก่อน

ในย่าน CBD ของซิดนีย์นั้นต้องบอกว่าเที่ยวง่ายมาก ใครชอบเดินก็สามารถเดินได้ตลอดเลยค่ะ เพราะถนนในเมืองเดินง่ายแต่ละล็อคตั้งเรียงรายติดกันหมด คั่นด้วยแยกไฟแดงเล็กๆ ที่มีสัญญาณไฟคนข้ามทุกล็อค ปลอดภัยสำหรับการเดิน แต่ถ้าใครไม่ชอบเดินก็มีรถไฟฟ้าใต้ดินให้บริการเช่นกัน

เมื่อเรามาถึงซิดนีย์ วันแรกเริ่มต้นการเดินไปเที่ยว Opera House ก่อนเลย ใครพักในเมืองแนะนำให้เดินไปค่ะ เดินดูตึกไปเรื่อยๆ ตัวอาคารที่นี่จะมีทั้งตึกเก่าสลับกับตึกรูปทรงทันสมัยที่อยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว อย่างห้าง QVB (Queen Victoria Building) เป็นห้างเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โรมาเนสก์ ก็ยังคงตั้งอยู่ท่ามกลางตึกใหม่แต่พอมองรวมๆ แล้วมันเข้ากันและทำให้บริเวณนี้มีเสน่ห์มากๆ

ห้าง QVB

อีกอย่างที่ทุกคนจะสังเกตเห็นคือ คาเฟ่ ร้านกาแฟมีเยอะ เรียกว่าแทบจะทุกมุมตึก เพราะชาวออสซี่ชื่นชอบการดื่มกาแฟเรียกว่าไม่แพ้ชาวอิตาลีที่เป็นเมืองต้นกำเนิดการดื่มกาแฟเลยทีเดียว

เมื่อมาถึงย่าน Circular Quay (เซอร์คูล่า คีย์) เราก็จะเริ่มเห็นสะพานฮาเบอร์บริดจ์และโอเปร่าเฮ้าส์


แต่ถ้าอยากได้มุมสวยของ Opera House เราแนะนำให้เดินไปที่ Botanic garden จะมีแหลมยื่นออกมาขนานกับโอเปร่าเฮ้าส์ มุมนี้ทำให้เราได้เห็นOpera House สถาปัตยกรรมชื่อก้องโลกที่มี Harbour Bridge เป็นฉากหลังมันช่างสวยงามสะกดตา สำหรับคนที่มาครั้งแรกจริงๆ ค่ะ  มันเป็นฟีลแบบในที่สุดก็ได้มาเห็นกับตาตัวเองสักครั้งนึงเนอะ


วิวเมืองซิดนีย์รูปนี้เป็นอีกมุมที่ถ่ายได้จาก Botanic Garden ค่ะ

ไม่ไกลจาก Botanic Garden เราสามารถเดินไปถึงหอศิลป์ Art gallery of New South Wales  ได้ค่ะ โซนนี้เหมาะกับคนที่ชอบงานศิลป์ เชื่อเราว่าถ้าได้มาที่นี่คุณจะประทับใจมากๆ

ลืมบอกว่า ที่นี่เข้าชมได้ฟรี ถึงไม่ได้ชอบงานศิลป์อะไรมากมาย แต่ของฟรีนะ! มาทั้งทีต้องไม่พลาดเข้าไปสำรวจกันหน่อย

หลังจากนั้นเดินย้อนกลับไปฝั่งเซอร์คูลาร์คีย์ ไปย่านThe Rock สำรวจตึกรูปทรงเก่าๆ ที่ถูกอนุรักษ์ไว้ ในจุดเริ่มต้นการตั้งถิ่นฐานแห่งแรกของชาวออสซี่

Taronga Zoo สวนสัตว์ทารองกา เป็นสวนสัตว์วิวเมืองที่สวย จนขอยกให้เป็นอีกที่ที่ไม่ควรพลาด แต่ต้องนั่งเรือจากฝั่งเซอร์คูล่าคีย์มานิดนึงนะคะ ที่นี่มีโคอาล่า และจิงโจ้ให้ได้ถ่ายรูปอย่างใกล้ชิด มาถึงแล้วก็แนะนำว่าควรถ่ายรูปซะหน่อย เดี๋ยวเขาจะหาว่ามาไม่ถึง

โคอาล่าต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อถ่ายรูปนะคะ

สำหรับไฮไลท์ของทริปนี้เราจะไป Skydive กันค่ะ ใช่แล้วค่ะ!!! เราจะไปทิ้งดิ่งจากเครื่องบิน สัมผัสความฟินแบบนกกัน

เมื่อตัดสินใจแล้วว่า เอาละ….จะโดดแน่ เราก็ต้องไปซื้อแพคเกจ Skydive ที่โฮสเทลในเมือง ปล. ใครสนใจกระโดดต้องจองล่วงหน้านะคะซึ่งสามารถจองผ่านออนไลน์ได้เลย >> https://www.skydive.com.au/sydney-wollongong  

แต่เรา Walk in เข้ามาซึ่งก็สามารถจองได้เช่นกัน แคต่อย่างที่บอกว่า ต้องจองล่วงหน้านั้่นแหละ หลังจากเราเลือกวันจ่ายเงินเรียบร้อยเขาก็จะบอกเวลาและจุดขึ้นรถ โดยเราจะต้องขึ้นรถไปยังเมือง Wollongong (วูลองกอง) เมืองทางตอนเหนือของซิดนีย์ นั่งรถไปประมาณ 1 ชม. ระหว่างนั่งรถเจ้าหน้าที่บนรถก็จะมีเอกสารให้เราเซ็น เป็นเอกสารข้อตกลงให้เข้าใจตรงกันก่อนกระโดด แล้วก็ต้องใส่ชื่อที่อยู่ผู้ที่ติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน เผื่อส่งศพกลับอะไรแบบนั้นค่ะ 555+ อันนี้ล้อเล่นน้า

จะบอกว่า ไม่ต้องกลัวเพราะบริษัทของเขาได้มาตรฐาน ปลอดภัยหายห่วงค่ะ เหลือแต่ขากับใจที่ยังสั่นๆ อันนี้ต้องระงับความตื่นเต้นของตัวเองเอาไว้ด้วยนะ

หลังจากที่เรานั่งรถมาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึง Wollongong เป็นเมืองท่าริมทะเลทางตอนเหนืองของซิดนีย์ วันนี้อากาศดีค่ะฟ้าเปิดโดดได้ เย้…!!! หลังจากที่เรามาแล้วรอบนึงฟ้าไม่เปิดค่ะ เลยแห้วกันไปแล้วก็ต้องกลับไปนัดวันที่เราสะดวกใหม่ค่ะ เลยแนะนำให้เผื่อเวลาจัดไว้เป็นกิจกรรมแรกๆ ของทริปนะคะ เผื่อเจอวันที่ฟ้าไม่เป็นใจแบบเรา


ร้านอาหารริมหาดที่Wollongong ฝากท้องกันได้ อร่อยหลายเมนูเลยค่ะ

สำหรับทุกคนที่จะกระโดดต้องมาเตรียมความพร้อม สวมชุด สวมอุปกรณ์ ซื้อแพคเกจรูปภาพ และวิดิโอ หลังจากนั้นก็พูดคุยกับครูฝึกที่เราจะต้องกระโดดด้วย

หลังจากเตรียมพร้อมแล้วเราขึ้นรถอีกต่อเพื่อไปสนามบิน ซึ่งเป็นสนามบินเล็กๆ อยู่ห่างจากจุดนี้ไปประมาณ 20 นาที ก็จะเจอเครื่องบินเล็กๆ จอดรอเราอยู่  


เมื่อทุกคนพร้อมแล้วเครื่องบินก็จะ Take off ทะยานขึ้นไปจนเราได้เห็นวิวสวยๆ ก่อนจะไต่ระดับจนได้ความสูงประมาณ 14,000 ft. เราก็จะเริ่มทยอยโดดกันทีละคู่

ส่วนเราโดดเป็นคู่สุดท้ายเลย ก็เลยมีเวลาให้ทำใจนานหน่อย ฮ่าๆกำลังจะกระโดดแล้วค่ะ คือตอนนั้นกลัวนะเม้มปากสุดฤทธิ์

ครูฝึกที่เราโดดด้วยเป็นผู้หญิง นางชื่อ Peta ค่ะ นางบอกว่า นับ 3 แล้วไอจะโดดนะ แต่ที่ไหนได้นางนับแค่ 2 เราก็รู้สึกว่าตัวเองหมุนติ้วร่วงลงมาแล้วจ้า โถ Peta ไม่น่าหลอกกัน

ช่วง Freefall ก็จะฟินสุดค่ะ ฟีลเหมือนนกเลย แต่ลมก็จะเป็นอุปสรรคนิดนึง ตีหน้าตลอด อ้าปากแทบไม่ได้เลยค่ะ ลมเข้าปาก จนเหงือกแห้งหมด 555+

สำหรับค่ากระโดด จะอยู่ที่ประมาณ 339$AU (วันธรรมดา)/ 359$  (เสาร์-อาทิตย์) ที่ไม่รวมภาพถ่ายและวิดิโอ

โดยภาพถ่ายและวิดิโอก็จะมีแพคเกจแยกต่างหากค่ะ

1.ภาพและวิดิโอ มุมกล้องGo Proที่ติดกับแขนของครูฝึก ประมาณ 150$

2.ภาพและวิดิโอแบบมีคนตามถ่ายเราอีก 1 คน น่าจะประมาณ 300$ เรียกว่าแพงพอๆ กับค่าโดดเลยค่ะ แต่ก็ได้มุมที่สวยกว่า ซึ่งเราเลือกแพคเกจผิดเอง เพราะตอนนั้นเห็นอันแรกมันถูกกว่าก็เลยเลือกถูกไว้ก่อน แล้วก็ดันไม่ได้ถามเค้าว่าต่างกันยังไงก็เลยพลาดไป  

(ราคารูปประมาณนี้ถ้าจำไม่ผิดนะคะ ถ้าผิดต้องขออภัยด้วยค่ะ)

พอร่มกางแล้วก็ดื่มด่ำกับวิวสวยๆ แต่ตอนนี้มองลงไปข้างล่างก็แอบเสียวขาเป็นพักๆ ต้องพยายามมองไกลๆ ไว้ค่ะ  

ใครมีเวลาและแรงเหลือแนะนำให้ซื้อ 1 Day Trip ออกไปนอกเมืองค่ะ เราเลือกไปบลูเมาท์เทนท์ ซึ่งในแพคเกจก็จะมีแพ็คย่อยๆ ให้เลือกอีกว่าเราจะไปไหนบ้าง ของเราเลือกไปสวนสัตว์ > บลูเมาท์เทนท์ > Three Sister ค่ะ

เริ่มต้นทริปที่สวนสัตว์ Featherdale Widelife Park ที่นี่ก็จะต่างจากที่ทารองกา เพราะสามารถให้อาหารจิงโจ้ได้ จับเล่นได้ใกล้ชิดกว่า เราก็เลยขอมาที่นี่ด้วย เพราะอยากลองสัมผัสกับความน่ารักของจิงโจ้ดูสักครั้ง แต่จริงๆ คนที่นี่บอกว่าจิงโจ้นางไม่ได้น่ารักอย่างที่คิดนะ แถมคนออสซี่ยังกินเนื้อจิงโจ้กันด้วย T^T

ตัวนี้คือ จิงโจ้แคระหรือวัลลาบีค่ะ

เบบี๋วอมแบท ตัวกลมๆ เนื้อแน่นมาก (ตัวนี้อุ้มถ่ายรูปได้แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มค่ะ)

Blue Mountain ภูเขาที่นี่ปกคลุมด้วยต้นยูคาลิปตัส เมื่อไอน้ำมันของมันระเหยกระจายในอากาศ จึงทำให้เห็นภูเขาเป็นสีน้ำเงินเมื่อมองจากไกลๆ

Three Sister หิน 3 ก้อนในตำนานของชาวอะบอริจิน เกี่ยวกับลูกสาว3 คนของหัวหน้าชนเผ่าที่ถูกสาบให้เป็นหิน เพราะไม่ต้องการให้ทั้ง3ได้สมหวังในรักกับลูกชายของเผ่าศัตรู  

หลังจากนั้นวันที่เหลือ เราก็กลับมาเที่ยวเมืองซิดนีย์กันต่อ เน้นเที่ยวแบบชิลๆ เก็บตกไปเรื่อยๆ

ที่นี่เป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดของรัฐนิวเซาท์เวลส์ค่ะ เข้าฟรี เราก็ไม่พลาดค่ะ

The Gap เป็นหน้าผาสุดชายฝั่งของแผ่นดินซิดนีย์ ที่มองออกไปคือมหาสมุทรแปซิฟิก

จากป้ายรถเมล์แถว The Gap นั่งรถเมล์ออกไปไม่กี่นาทีก็ถึงหาดบอนได ที่มีชื่อเสียงของซิดนีย์

เมื่อมาซิดนีย์อีกอย่างที่ต้องไม่พลาด คือนั่งเรือกินลมชมวิวค่ะ

ต้องบอกว่านี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของทริปนี้เท่านั้น ความจริงยังมีอีกหลายที่ๆ เราไม่ได้พูดถึง ไว้ถ้ามีโอกาสจะขอมาเขียนถึงซิดนีย์ในมุมต่างๆ แบบเจาะลึกอีกทีนะคะ

มาถึงตอนนี้ หลายๆ คนจะเห็นว่าซิดนีย์เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ครบรสจริงๆ หากให้เปรียบซิดนีย์เป็นอาหารสักจาน ก็ต้องยกให้เป็นอาหารที่มีครบทุกรสแบบกลมกล่อม เพราะมีทุกบรรยากาศของการเดินทาง ทั้งซิตี้ไลฟ์ สัมผัสธรรมชาติ ชมวิวสวยๆ ที่ชายหาด ดูงานศิลปะที่พิพิธภัณฑ์ จิบกาแฟแบบวิถีสโลว์ไลฟ์ ตามกินของอร่อยแบบฟู้ดดี้ หรือจะไปแอดเวนเจอร์เรียกอดรีนาลีนก็มาครบ ทั้งหมดที่กล่าวไปเป็นเหตุผลที่ทำให้เราหลงรักการเดินทางครั้งนี้ และอยากให้ทุกคนที่อ่านได้ไปสัมผัสเมืองนี้ดูสักครั้ง