ผมบอกก่อนว่าทริปนี้เกิดขึ้นได้เพราะ Traveloka เลยนะ ผมเล่นเกมชิงรางวัลบล็อกเกอร์หน้าใหม่ได้มา ผมเลยถือโอกาสลาพักร้อนเที่ยวมันซะเลย ทริปนี้ผมตั้งใจลงใต้ไปกระบี่ เป็นทริปรีบเร่ง เพราะภรรยาผมติดธุระหลายอย่าง เลยเหลือเวลาเตรียมตัวแค่ 2 อาทิตย์ ในการจองตั๋วเครื่องบินกับที่พัก และวางโปรแกรมคร่าวๆไว้

 ทริปนี้ผมไปเที่ยวหน้าฝน เมื่อช่วงหยุดยาว 7-10 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา เลือกนอนที่พักที่โรงแรมคอสต้าลันตาบนเกาะลันตา 2 คืน กับโรงแรมจัสไฟน์ที่ตัวเมืองกระบี่ 1 คืน โดยบินออกจากกรุงเทพไฟลท์ 10.15 น. บินกลับออกจากกระบี่ 8.40 น. เพราะภรรยาผมมีธุระต่อตอนบ่ายวันนี้ ช่วงนี้ที่รักผมงานชุกเหลือเกิน งานราษฎร์งานหลวง ดังนั้นช่วงเวลาพักร้อนนี้ ผมจะใช้ทุกวินาทีให้มีค่าที่สุด

ผมหาข้อมูลการเดินทางจากสนามบินกระบี่ไปเกาะลันตาไว้ ผมเลือกใช้บริการรถตู้สาธารณะ เค้ามารับเราที่สนามบินไปส่งถึงที่พักเลย ค่าบริการ 200 บาท โดยคุณติดต่อจากเอเจนซี่ได้ว่าคุณจะไปถึงกี่โมง เค้าจะล็อคที่นั่งและเวลาให้คุณ โดยโทรไปที่เบอร์ 0816063591 หรือโทรบอกก่อนเวลาที่คุณไปถึง 1 ชม. หรือโทรตั้งแต่ขึ้นเครื่องจากกรุงเทพเลยก็ได้นะ พอถึงสนามบินกระบี่แล้วโทหาอีกรอบ เค้าก็จะบอกว่าให้คุณไปรอที่ไหน

พอเราลงเครื่อง ก็โทรหารถตู้ เค้าบอกให้เราไปรอที่อาคาร 1 ชั้นบน เราก็เดินไปรอที่นั่น ไม่นานรถของเราก็มารับ จากสนามบินกระบี่ไปถึงที่พักของเราใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง ระยะทาง 73 ก.ม. (ตามป้ายบอกทาง) คนขับรถเก็บตังปลายทางนะครับ

รถตู้มาส่งเราถึงที่พัก ประมาณบ่าย 2 ครึ่ง ผมก็เช็คอินเอาของไปเก็บที่ห้องก่อนเลย แต่พอมาถึงห้อง ภรรยาผมตะลึงไปเลย นางบอกที่พักดีงามมาก สวยมาก ถ่ายมุมไหนก็สวย ของยังไม่ทันเก็บเลย ถ่ายรูปๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อย่างเดียว ส่วนผมก็อดใจไม่ไหว เอากล้องคู่ใจมาเก็บภาพที่พักเหมือนกัน บรรยากาศเงียบสงบ มีสีเขียวของต้นไม้ครึ้มไปหมด ทางเดินเป็นทางเดินไม้ทอดยาวตั้งแต่เช็คอินไปจนถึงที่พักยาวไปถึงชายหาดหน้าร้านอาหาร มีคลองเล็กๆที่ผ่านตลอดทั้งที่พัก ทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่ป่ามากกว่าอยู่ทะเลซะอีก ห้องพักของเราก็เตียงใหญ่เบ้อเริ้ม เหมาะกับเรา 2 คนภรรยาสามีมาก แถมมีมุ้งครอบอีก โหย….นึกว่ามาฮันนีมูนนะเนี่ยะ ส่วนห้องน้ำที่นี่ก็กว้างขวาง เป็นสัดเป็นส่วนดี มีตู้เสื้อผ้ากับตู้เย็นอยู่ในห้องน้ำ ที่รักผมนี่ฟินมาก ปลื้มอยู่นาน

พอนึกได้อีกทีคือ…..มันจะบ่ายสามแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลย ไม่รู้จะไปไหนเลยกินมันที่โรงแรมนี่แหล่ะ แต่พอมาเจอร้านอาหารโรงแรมก็สวยไปอีก เหมือนทั้งโรงแรมมีแค่ผมกับภรรยา 2 คน เราก็ถ่ายรูปกันมันมาก จนพนักงานมายื่นเมนูให้นี่แหล่ะ ถึงต้องตั้งใจสั่ง รายการอาหารมีไม่เยอะมาก เราเลยสั่งอาหาร จานเดียวกัน ผมสั่งข้าวราดกุ้งผัดพริกกับลาบทอด เมียผมสั่งข้าวอบสับปะรด ราคารวม….. ซึ่งผมไม่ค่อยโอเคนะ อาหารไม่ถูกปากเท่าไหร่ แต่ก็ปลอบใจตัวเองด้วยการบอกว่า เค้าคงทำรสชาติให้ต่างชาติกิน ซึ่งภรรยาผมก็รู้สึกเหมือนกัน

พอข้าวโรงแรมไม่ถูกปากเท่าไหร่ ผมกับภรรยาเลยออกไปถ่ายรูปต่อที่ชายหาด พอเย็นๆหน่อยภรรยาก็ชวนออกไปกินข้าวข้างนอกโรงแรม เราเลยให้ทางโรงแรมเรียกรถไปส่งที่ตลาดเก่าเที่ยวละ 100 บาท ซึ่งพอขึ้นรถมาเค้าบอกว่าตลาดศาลาด่านกับตลาดเก่ามันคนละที่กัน ที่ๆเค้าจะไปส่งคือตลาดศาลาด่าน เลยให้เค้าไปส่งที่ร้านอาหารแถวนั้นแทน เค้าเลยแนะนำร้านอาหารครัวลานตา เป็นร้านของคนพื้นที่

เราก็เข้าไปกินร้านนี้ สั่งแกงเหลืองปลากะพงยอดมะพร้าว ปลาหมึกผัดกระเทียม สะตอผัดพริกแกงกุ้ง และแล้วก็ไม่ผิดหวัง รสชาติจัดจ้านมากกกก ถูกใจมากสำหรับคนกินเผ็ดแบบผม เผ็ดแต่ก็หยุดไม่ได้ เมียผมกับผัดสะตอก็เหมือนกัน เอา 10 10 10 ไปเลยจ้า

กินเสร็จแล้วเดินออกมาจากร้านหารถกลับ ระหว่างนั้นสิ่งที่ผมสังเกตเห็นได้คือ คนที่นี่นอนกันเร็วมาก ไม่เหมือนที่ท่องเที่ยวอื่นๆที่อยู่กัน 24 ชม. ทั้งวันทั้งคืน ที่นี่ประมาณทุ่มนึงก็ทยอยปิดร้านกันแล้ว มีร้านค้าท้องถิ่นไม่มากที่ปิดดึก ดึกของเค้าคือ 4 ทุ่ม ซึ่งผมเองก็รู้สึกเร็วอยู่ดี กลายเป็นบรรยากาศแปลกตาไปเลย ถึงที่พักปุ๊บ ผมก็อาบน้ำทันที เพราะผมเริ่มจะไม่ไหวแล้วกับการอยู่มาเกือบ 48 ชม. ผมอาบน้ำที มึนยากันยุงไปเลยทีเดียว เพราะที่โรงแรมมันมีทั้งคลองมีทั้งต้นไม้ขนาดนี้ แมลงก็จะเยอะตามไปด้วย เพราะฉะนั้นที่นี่เค้าก็จะมียาทากันยุงให้บริการด้วย พอตอนเย็นเค้าก็จะมาจุดยากันยุงให้ในห้องน้ำ ผมนอนเอาแรงก่อนนะ 

อรุณสวัสดิ์…วันที่ 2 ของผมเริ่มด้วยกินอาหารเช้าที่โรงแรม อาหารเช้าของโรงแรมเป็นแบบContinental ง่ายๆคือเซตเมนูอาหาร ทางโรงแรมจัดมาให้เลย มีให้เลือกทั้งหมด 4 เซต เรา 2 คนเลือกเป็นแบบอเมริกันเบรคฟาสต์ มีกาแฟ ชา น้ำผลไม้ให้ทานด้วย วันนี้ผมตั้งใจจะเที่ยวรอบเกาะเลยเลือกมอเตอร์ไซด์จะได้ซอกแซกตามตรอกซอกซอยได้ แต่ถ้าใครขับรถมอไซด์ไม่แข็ง ผมไม่ค่อยแนะนำนะครับ ทางบนเกาะค่อนข้างลาดชันและเป็นหลุมเป็นบ่อบ้าง แต่ทางเทศบาลก็มีการซ่อมแซมอยู่นะครับ วันนี้ผมอยากไปถ่ายรูปที่ตลาดเก่ากับแหลมโตนด ซึ่งอยู่คนละฟากกับที่พักเลย

คนพร้อม รถพร้อม ออกเดินทางกันเลยยยยยยยยยย   

จุดหมายแรกของวันคือตลาดเก่า อยู่บ้านศรีรายา ใครไม่รู้เส้นทาง เปิด Google Mapโลด ไม่ยากและไม่พาหลงชัวร์ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง พอไปถึงเราก็จะเจอตลาดที่มีแต่บ้านไม้ตลอด 2 ข้างทางเป็นบ้าน 2 ชั้น มีนักท่องเที่ยวไม่มากเป็นมีมาตลอด ทั้งไทย จีน ฝรั่ง เราสองคนก็แวะร้านกาแฟก่อน เรายอมรับเลยว่าดูรายการพี่เรย์ แมคโดนัลด์มา เลยดิ่งไปหาร้าน The old house สั่งกาแฟที่เคาน์เตอร์ก่อน แล้วเลือกที่นั่ง เราเลือกที่นั่งริมทะเลเพื่อจะถ่ายรูปๆๆๆๆ แต่ถ้าคุณมาพักผ่อน มุมนี้ก็เหมาะ จิบกาแฟไป ชมคลื่นไป เหมือนเวลาหยุดหมุนกันเลย นั่งได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ

 

เมื่อเรามีภารกิจอื่น ก็ต้องออกจากร้านกาแฟมาสำรวจข้างนอกกันบ้าง บ้านที่นี่ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ากับโรงแรม แต่ก็ยังรักษาเสน่ห์ความเป็นตลาดเก่าไว้ได้ดีทีเดียว คนบนเกาะส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามที่นี่ก็เช่นกัน แต่ก็มีศาลเจ้าแบบจีนให้คนสักการะด้วย ตลาดแห่งนี้เป็นเพียงถนนสั้นๆ ใช้เวลาเดินไปกลับ 20-30 นาทีก็ทั่วแล้ว แต่สำหรับคนบ้าถ่ายรูปแบบผม อาจจะใช้เวลานานซักหน่อย เพราะผมอยากนำความประทับใจกลับไปด้วย รูปภาพถือว่าเป็นการเก็บความทรงจำที่ดีของผม

เดินถ่ายรูปไปพักใหญ่ใกล้เที่ยง ภรรยาผมบอกว่ากินข้าวเหอะ จะเที่ยงแล้ว ผมนี่นึกในใจ “หิวอีกล่ะ..เพิ่งกินกาแฟมาเองนะ” ก็ได้แต่นึกละครับ ผมเลยตอบไปว่า ……. จะกินร้านไหนดีจ้ะเมีย …… ภรรยาก็เดินไปซักพักนึง ก็เห็นร้าน “เฟรช” ร้านนี้น่านั่ง พนักงานก็อัธยาศัยดี มีแกงเหลืองที่ผมชอบทานด้วย เลยเลือกร้านนี้ครับ เข้ามาภรรยาผมก็นั่งดูเมนูเลยครับ จนน้องพนักงานมารับออเดอร์ ผมก็เลยสั่ง แกงเหลืองยอดมะพร้าวกุ้ง ปลาหมึกย่าง แล้วก็ใบเหมียงผัดไข่ ส่วนภรรยาผมก็ยังนั่งดูผมสั่งแล้วบอกว่า นี่คนไม่หิวใช่มั้ยที่สั่ง ผมนี่…เอ่อ…หรือผมจะหิวจริงๆ 555 ภรรยาผมสั่งเหมือนเดิม สะตอผัดพริกแกงกุ้งสด ร้านนี้ติดทะเลเหมือนร้านกาแฟเลยครับ แถมมีชิงช้ายื่นออกไปในทะเลด้วย เป็นจุดเช็คอินเลยครับ ใครเข้าร้านนี้ต้องมาถ่ายรูปตรงนี้เลย

ส่วนเรื่องรสชาติจัดจ้านเหมือนกันครับ แต่ผมคิดว่าอร่อยกว่าร้านเมื่อวานนิดหน่อยนะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าผมชอบกินกุ้งมากกว่าปลาด้วยมั่ง อ่อ…แต่ร้านนี้มีการทำอาหารออกมาผิดพลาดนิดหน่อย สั่งอีกอย่าง…ได้อีกอย่างประมาณนี้อ่ะครับ แต่ทางร้านก็ใจดีเปลี่ยนให้เราด้วย ผมเลยทิปน้องพนักงานที่จัดการให้เราด้วย อิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ไปถ่ายรูปชิงช้าจุดเช็คอินของร้านซะหน่อย คราวนี้ไปต่อครับ ก่อนออกจากตลาดเก่า บริเวณใกล้ๆมีท่าเรืออยู่ด้วย ซึ่งผมก็ไม่พลาดที่จะวนรถไปถ่ายคลิปมาด้วย แต่ผมลืมถ่ายรูปเก็บมาฝากนะครับ ท่าเรือนี้ยังมีการใช้งานอยู่นะครับ ใครนั่งสปีดโบ้ทมาก็มาลงท่าเรือนี้ได้

ออกจากตลาดเก่ามา ผมนี่มุ่งหน้าไปแหลมโตนดเลยครับ อยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติเกาะลันตาใช้เวลาขับไปอีกประมาณครึ่งชม. แต่ผมก็แวะตามหาดไปเรื่อย เพราะถนนที่จะไปเป็นเส้นเลียบหาดครับ แต่ถนนบนเกาะบริเวณแหลมโตนดไม่มีทางเชื่อมนะครับ ต้องผ่านถนนเส้นกลางเกาะไปก่อน ไม่เชื่อมกันเป็นวงกลม ขับไปสองข้างทางที่เราจะต้องขึ้นเขา มีแต่ป่าครับ ต้นไม้ครึ้มตลอดทางซึ่งโชคดีมากที่วันนี้ฝนไม่ตกเลยทั้งๆที่มรสุมเข้า พอลงเขาได้ก็วิ่งเส้นเลียบหาดครับ สุดทางก็คืออุทยานแห่งชาติเกาะลันตา มีค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท ค่ารถมอไซด์ 20 บาท เป็น 100 บาทพอดีครับ ถ้ารถยนต์น่าจะเสียมากกว่านี้ ผมไม่ทราบว่าเท่าไหร่ ลืมดูมา

ที่นี่มีประภาคารของกองทัพเรือตั้งอยู่บนแหลมซึ่งยังใช้การอยู่ จึงเป็นเขตห้ามเอาโดรนบินนะครับ เพราะเดี๋ยวจะบดบังทัศนวิสัย เราสามารถเดินขึ้นไปดูความสวยงามบนแหลมได้นะครับ ส่วนของประภาคารไม่อนุญาตครับ หาดที่นี่มี 2 ฝั่ง ฝั่งนึงเป็นหินและโขดหินนะครับ อีกฝั่งเป็นหาดทรายกับหินเล็กน้อยครับ สวยคนละแบบ ส่วนใครที่จะเดินไปปลายแหลมแล้วละก็…นึกถึงแหลมพรหมเทพไว้ครับ ถ้าใครเคยเดินไปปลายแหลมพรหมเทพ ทางจะประมาณนั้นอ่ะครับ แต่ระยะทางสั้นกว่าและชันกว่านิดหน่อย แต่พอเดินไปแล้วคุ้มครับ นึกถึงเหิรฟ้าสมัยผมเด็กๆ นั่งพักเหนื่อยบนนั้นกินลมชมวิวดูบรรยากาศได้ ใครจะดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ก็ดีเลยครับ แต่วันนี้ฟ้าไม่อำนวย ถึงฝนจะไม่ตกแต่มีเมฆมากไม่เห็นพระอาทิตย์เลย ผมเลยเก็บบรรยากาศมาได้นิดๆหน่อยๆ คราวหน้าถ้าได้มาผมไม่พลาดแน่

ผมนี่พักเหนื่อยอยู่นานจนเกือบ 5 โมงเย็น กลัวว่าถ้ากลับมืดมองทางไม่เห็นแน่ แถมทางก็ไม่ค่อยมีไฟบอกทางด้วย เลยกลับกัน แต่ระหว่างที่ผมกำลังจะกลับ ภรรยาผมอยากจะเก็บภาพลิงในอุทยานที่เค้ามาเล่นในบริเวณนั้นแต่ผิดคาดครับ ที่ภรรยาผมเห็นไม่ใช่ลิง แต่มันคือค่างแว่น ซึ่งตอนนี้เป็นสัตว์หายากมากๆแล้ว สุดท้ายได้แค่เห็นแต่ถ่ายไม่ทันเพราะเค้าค่อนข้างจะกลัวคนซักหน่อย

ผมออกมาจากแหลมเพื่อจะกลับที่พัก ระหว่างทางก็แวะหาของกินซะหน่อย ซื้อเสบียงตุนไว้นิดหน่อย มาถึงแถวๆที่โรงแรม พระอาทิตย์ยังไม่ตก ภรรยาผมอยากแวะไปสะพานบนเกาะก่อน เลยขับรถไปครับ

พอถึงบนสะพานผมนี้ถึงกับอึ้ง ฟ้ากำลังเป็นแสงสีทอง ตัดกับป่าชายเลนสีเขียว และคลองบนเกาะลันตา รีบจอดรถ หยิบอุปกรณ์มาถ่ายภาพทันทีเลย (แอบเสียดายนิดนึง…น่าจะรอที่แหลมโตนดจะได้ภาพสวยๆกลับไป) สะพานนี้นอกจากจะเป็นเส้นทางสัญจรระหว่างเกาะลันตาใหญ่กับเกาะลันตาน้อยแล้ว ยังเหมือนเป็นที่พักผ่อนของคนที่นี่เหมือนกันนะครับ ชาวบ้านขึ้นมาดูวิวบนสะพาน บ้างก็ออกมาปั่นจักรยาน บ้างก็ออกมาวิ่งออกกำลัง พากันมาถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินบ้าง ได้เห็นวิถีชีวิตแบบนี้ ผมนี่อยากลาพักร้อนอีกซักเดือนเลยครับ

ลงจากสะพานมาแล้วก็กลับไปกินข้าวที่ร้านอาหารหน้าโรงแรมครับ ชื่อว่า….. ตอนแรกจะสั่งอาหารจานเดียวมาทาน แต่ที่ร้านไม่มีจานเดียวครับ ต้องสั่งกับมา แล้วสั่งข้าวเพิ่ม เรา 2 คนเลยสั่ง กระเพราปลาหมึก พะแนงไก่ ผัดผักบุ้ง ข้าว 2 จาน ขอบคุณอาหารมื้อนี้ที่ทำให้เราอิ่มก่อนเข้าที่พัก ผมเข้าที่พักละ ต้องเตรียมเก็บของอีก พรุ่งนี้ต้องจากเกาะลันตาแล้ว…เสียจุย

เช้าวันที่ 3 ของผมคือการตื่น 6 โมงเช้าไปเก็บแสงพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพานเกาะลันตา ลากภรรยาสุดที่รักไปด้วย เพราะนางไม่ชอบตื่นเช้า..แต่อยากให้ไปเป็นเพื่อน ไปถ่ายรูปเสร็จก้อประมาณ 7 โมงกว่าๆ ผมนึกอยากกินติ่มซำเป็นอาหารเช้า เลยหาร้านบนเกาะ แล้วก็มีที่นึง ร้านลันตาติ่มซำ คนพื้นที่ก็ไปกินอยู่นะครับ คนไม่ได้เยอะมาก มีติ่มซำ โจ๊ก ปาท่องโก๋ ชา กาแฟ ผมกับภรรยาก็กินไป 176 บาท สำหรับผมก็ถือว่าโอเคอยู่ แต่เมียผมบอกไม่อร่อย เลยกลับเข้ามากินอาหารเช้าที่โรงแรมครับ

ถึงเวลาออกจากโรงแรม เรียกรถตู้มารับเหมือนเดิม เรียกก่อนเวลา 1 ชม. ให้เค้ามาส่งพวกเราที่สนามบิน พอลงสนามบินได้ ผมหาวิธีเข้าเมืองอยู่นาน ภรรยาบอกเช่ารถเถอะ ของเยอะ หนักมาก ไม่อยากแบกแล้ว ทำไงได้ครับ.. ก็ต้องเช่ารถตามระเบียบ เราเลยโทรหาผู้ให้บริการท้องถิ่น ได้รถวีออสราคา 900 บาท ถือว่าโอเคอยู่ครับ ราคาน่ารัก ผมแนะนำว่าจองก่อนซัก 1 วันล่วงหน้าก็ดีนะครับ จะได้ไม่ชุลมุนเหมือนผม พอขนของขึ้นรถได้ ภรรยาผมขอไปหาเพื่อนก่อน ก็เลยไปหาครับ เจอเจ้าถิ่นชวนกินข้าวก็เอาซะหน่อย จะได้ไม่เสียน้ำใจ เจ้าถิ่นพาผมไปกินร้านขนมจีนโกจ้อยครับ เป็นร้านขึ้นชื่ออยู่ในบริเวณ หลาดใน ขับรถจากสนามบินมา 5 นาทีเอง ถ้วยละ 20 บาทครับ เล็กๆน่ารัก แต่ที่ไฮไลท์เลยคือไก่ทอดครับ ไก่ทอดสูตรพิเศษของร้าน สีออกแดงๆหน่อย อร่อยมากครับ กินไก่ลืมถ่ายรูปเก็บไว้ ….. ขอบคุณเจ้าถิ่นที่พามาเลี้ยงครับ

คราวนี้ผมออกจากร้านขนมจีนไปเที่ยวท่าปอมคลองสองน้ำ ขับรถไปประมาณ 40 นาที หลายคนสงสัยว่ามีอะไรน่าเที่ยวหรอ ที่นี่มันคือป่าพรุครับ มีป่าชายเลนและทางเดินศึกษาธรรมชาติ และก็มีบริเวณให้เล่นน้ำด้วยครับ เป็นบ่อน้ำธรรมชาติในบริเวณนั้น ถ้าผมไม่บอกภรรยาว่า MV คนละชั้น ของลูกเจ เจตริน ถ่ายทำที่นี่ก็ไม่ยอมมา ใช่ครับ MV บางส่วนถ่ายทำที่นี่ครับ ที่นี่ค่าเข้าคนละ 20 บาท เปิดถึง 5 โมงเย็น ผมไปถึงตอนบ่ายสามแล้ว แต่สวยตามคาดครับ

ธรรมชาติสมบูรณ์มาก มีลมเอื่อยๆมาตลอด วิวเขาหินปูนกับต้นไม้ครึ้ม มีปลามากมายอาศัยอยู่ในบ่อน้ำนั้น เดินชมธรรมชาติไป ดื่มด่ำกับมันไป ถ่ายรูปเพลินๆ เอาขาลงไปแช่น้ำ ทางเดินวนเป็นวงกลมนะครับ ที่นี่มีเรือท่องเที่ยวบริการด้วยนะครับ หากใครอยากชมความสวยงามของป่าชายเลนโดยรอบบริเวณเชิญได้นะครับ ผมใช้เวลาเดินอยู่ภายในคลองสองน้ำอยู่ประมาณ 2 ชม. พอออกมาได้ถึงกับหอบเลยทีเดียว ผมยืนคุยกับเจ้าหน้าที่สอบถามข้อมูลพักนึง ส่วนภรรยาผมเดินดุ่ยๆกลับรถเลยครับ หมดสภาพกันเลย

เดินจนเหนื่อย ภรรยาก็ขับรถเข้าที่พักครับ เลือกโรงแรมนี้เพราะอยู่ใกล้ถนนคนเดิน โรงแรมนี้ก็คล้ายๆจะเป็นโฮสเทลนะครับ แต่ให้บริการห้องพักแบบส่วนตัว ห้องค่อนข้างโอเคนะครับ ดูสะอาดดี มีมุมที่อ่านหนังสือที่น่ารักด้วย      

                              

มัวแต่นอนพักจนตกค่ำ..หิวมากสิทีนี้ ลงไปหาอะไรกินที่ถนนคนเดิน ของกินเยอะแยะมากมาย เลือกไม่ถูก อยากกินอะไรก็ซื้อแล้วมาหาโต๊ะบริเวณกลางตลาด มีเวทีแสดงดนตรีสด รวมถึงมีคาราโอเกะด้วย ใครอยากโชว์พลังเสียงก็ได้ไม่ว่ากัน แต่ถ้าคุณมาหลัง 2 ทุ่มไป ระวังจะอดกินนะครับ เพราะร้านรวงในตลาดทยอยปิดตั้งแต่ 2 ทุ่ม หมดไม่หมดก็ปิดครับ ร้านที่ผมเลือกไปนั่ง ผมนั่งได้แปบเดียวเค้าก็เริ่มเก็บของ แต่เค้าอนุญาตให้ผมกับภรรยานั่งได้ แต่ผมรู้สึกกดดันผมมาก เลยต้องรีบกินรีบออกมา กินเสร็จทิ้งขยะกันด้วยนะ ในตลาดส่วนใหญ่จะมีแต่ของฝากนักท่องเที่ยว แต่สิ่งที่คุณจะได้เห็นนอกจากนี้คือความสามารถของเด็กๆวัยเรียนที่เค้าใช้ความสามารถหาค่าเรียน ทั้งเล่นดนตรีไทย รำมโนราห์ ทั้งบีบอย รวมถึงศิลปินมากมายที่วาดรูปเหมือนและล้อเลียน แต่มีพี่คนนึงวาดรูปในหลวงร.9 เลยอุดหนุนซะหน่อย อยากได้อยู่พอดี แล้วก่อนออกจากตลาด ผมก็ซื้อของติดไม้ติดมือกลับไปกินที่ห้องด้วย

วันสุดท้าย…ต้องรีบตื่นไปสนามบินคราวนี้เช็คอินล่วงหน้าแล้วสบายใจไป ออกจากโรงแรมแบบยังไม่ได้กินข้าวเช้ากะว่าจะไปหาที่สนามบิน ระหว่างทางไปสนามบิน ผมคิดถึงสิ่งที่ผมประทับใจในการมาครั้งนี้ คือ ที่นี่เค้าใช้ชีวิตแบบไม่รีบเร่ง ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ที่สำคัญอีกอย่าง …. ทุกคนขายของเก่งมาก ดูจะขัดแย้งกันบ้าง แต่เป็นเมืองที่น่าเที่ยวมากสำหรับผม ไม่ว่ายังไงผมกลับมาแน่นอน

สรุบค่าใช้จ่ายทั้งหมด  

ค่า เดินทางไปกระบี่ + เกาะลันตา

  • ค่าเครื่องบิน  ไป-กลับ  –  1,728   บาท   ต่อ 1 คน      ( ไม่ร่วมซื้อใหม่เพราะตกเครื่องครับ )
  • ค่ารถตู้จากสนามบินไปที่พักบนเกาะลันตา    –  200  บาท ต่อคน ต่อ 1เที่ยว
  • ค่าเช่ารถ ที่กระบี่  1 วัน    900 บาท  ไม่ได้จองล่วงหน้าเลยแพงนิดหน่อย  
  • เช่า มอเตอร์ไซค์ Honda PCX   ที่เกาะลันตา  –  450  บาท   ต่อ 1 วัน

ค่าทีพัก  

  •    Costa lanta  กระบี่    2  คืน รวม อาหารเช้า 2 วัน     ราคาเต็ม 1,839  ได้ลดจากโปรโมชั่น  400 บาท  

1,439  x  2   =  2,878  บาท

  •   Just fine  กระบี่  พัก   1   คืน   ราคาเต็ม  751  ได้ส่วนลดจากโปรโมชั่น 187  บาท     =  563 บาท

ค่าอาหาร  

   วันแรก    

  •     ที่ห้องของที่พัก      –  910  บาท
  •     ครัวลานตา    –     510  บาท

วันที่สอง  

  • ค่ากาแฟกับขนม  ที่ร้าน The Old House    –   210   บาท  
  • ร้านอาหารเฟรช  – 680  บาท    

เที่ยวอุทยานต่างๆ

  • ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา      คนละ 20 บาท x 2  + มอไซค์  60  บาท  = 100 บาท
  • ค่าเข้าเที่ยวป่าพรุ ป่าทอมคลองสองน้ำ    คนละ 20 บาท x 2  =  40 บาท  

 

จองที่พักในกระบี่ ราคาประหยัด กับ Traveloka

เขียนและถ่ายภาพโดย คุณพรสง่า โพธิบัตร

จากกิจกรรม ค้นหา Blogger สายเที่ยว