ขวัญได้มีโอกาสรู้จักที่นี่ผ่าน หนังสือ “70 เส้นทางตามรอยพระบาท” เดิมทีคิดว่าตัวเองรู้จักน่านดีแล้ว (มีหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป แต่คิดว่าก็น่าจะทำการบ้านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหมดแล้วนะ เหลือแค่รอโอกาสเหมาะๆเดินทางไปเก็บแหล่งท่องเที่ยวให้ครบ)

หลังจากที่ได้อ่านเจอ  “บ้านสะจุก-สะเกี้ยง และบ้านเปียงซ้อ”  จากหนังสือ 70 เส้นทางตามรอยพระบาท จ.น่าน ตื่นเต้นมาก ที่ที่มีหุบเขากว้างใหญ่ นาขั้นบันได และไร่ชา ถึงกับต้องถามตัวเองว่าไม่ไม่เคยรู้เลยว่ามีที่สวยๆแบบนี้อยู่ที่เมืองน่านด้วย เส้นทางนี้จึงถูกปักหมุดไว้ในใจตั้งแต่วันนั้นเลยค่ะ

การเดินทางของเราเริ่มขึ้นที่ตัวเมืองน่าน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับไฮไลท์ของทริปนี้ พวกเราเลือกที่จะมุ่งหน้าตรงไปสู่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน กันก่อน นัดรถแดงให้มารับ จากนั้น ลุยกันเลย!!!!

รถแดงพาวิ่งคดเคียวตามไหล่เขา ระหว่างทางพวกเราเพลิดเพลินกับธรรมชาติสองขางทางกันมากเลยค่ะ  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงเราก็มาถึง ตำบลบ่อเกลือเหนือ  จุดสังเกตุคือป้าย “ต้นกำเนิดแม่น้ำน่าน”   ที่นี่มีนาขั้นบันไดตลอดสองข้างทาง วิวพาโนราม่าสวยมากๆ สวยจนพวกเราต้องหยุดเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก จากนั้นแค่อึดใจเดียว เราก็เข้าสู่บ้านขุนน้ำน่าน พวกเราต้องจอดรถไว้ที่นี่และเดินทางต่อด้วยรถ 4WD ที่ทางโครงการแนะนำให้ค่ะ

ต้นกำเนิดแม่น้ำน่าน

 

ระยะทางต่อจาก โรงเรียนบ้านขุนน้ำน่าน ค่อนข้างชัน คดเคี้ยว และโหดอยู่ไม่เบาเลย ไม่นานนักเราก็มาถึง “สถานีพัฒนาเกษตรที่สูง ตามแนวพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง” ที่นี่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดอยขุนน่าน ตำบลขุนน่าน  อำเภอเฉลิมพระเกียรติ  จังหวัดน่าน เป็นหนึ่งในโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล
อดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริให้สร้างโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงขึ้นในหมู่บ้าน เนื่องจากทรงพบว่า จ.น่าน มีการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้เป็นจำนวนมาก จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว นับเป็นโครงการพระราชดำริแห่งที่ 3 ที่พระราชทานให้แก่จังหวัดน่าน เพื่อให้ความรู้เรื่องการทำนาแบบขั้นบันได การเกษตรที่สูงที่ช่วยรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างไปกับกระแสน้ำช่วงหน้าฝน ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำหลากทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายให้เหมาะกับภูมิประเทศ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และยังเพิ่มรายได้ที่มากขึ้นแก่ชาวบ้านอีกด้วย

สิ่งที่ดึงดูดใจให้มาที่นี่ นอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรแล้ว ขวัญว่าคือความสวยของที่นี่ค่ะ ที่นี่มีบ้านพักเล็กๆ ท่ามกลางไร่ชา  ซึ่งบริเวณโครงการมีอาคารสำหรับปรุงอาหาร ห้องน้ำ และจุดกางเต้นให้ด้วย ค่าใช้จ่ายในการเข้ามาเสพธรรมชาติที่นี่ก็ตามแต่เราจะสมทบกับทางโครงการค่ะ

  

  

จาก สถานีพัฒนาเกษตรที่สูง ตามแนวพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง พวกเราตื่นเช้าเดินทางไปชมวิวต่อ ที่ “บ้านเปียงซ้อ”  จากจุดนี้สามารถมองเห็นทั้ง บ้านสะจุก สะเกี้ยง และบ้านห้วยฟอง ที่สำคัญที่นี่ยังเป็นจุดพรมแดนเชื่อมต่อไทยลาว เราสามารถเดินไปชหลักเขตประเทศไทยได้ด้วยค่ะ

เวลาเริ่มคล้อยบ่าย หลังจากที่เราเที่ยวชมความงามตามธรรมชาติของพื้นที่สถานีพัฒนาเกษตรที่สูง ตามแนวพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง และหมู่บ้านเปียงซ้อ อย่างเต็มที่แล้ว  ต้องไม่ลืมที่จะรีบเตรียมตัวกลับน่าน เพราะการเดินทางค่อนข้างไกลทีเดียวค่ะ

ระหว่างทางพวกเราแวะไปชมความงามของ “ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” แต่เสียดายฟ้าฝนไม่เป็นใจ และในเวลาที่จำกัดเราเลยต้องขอเก็บไว้มาเยี่ยมชมใหม่รอบหน้าค่ะ

พวกเราถึงตัวเมืองน่านช่วงย่ำค่ำ  

ที่พักน่านของพวกเรา ค่ำคืนนี้ พักที่ “โรงแรมพูคาน่านฟ้า” ไม่ได้เขียนผิดแต่อย่างใดนะคะ “พูคา” ในทีนี่มีที่มาจาก ชื่อราชวงค์แรกของอาณาจักรน่าน เมื่อราว 700 กว่าปีมาแล้ว เขียนต่างกับชื่อต้น “ชมพูภูคา” ซึ่งหมายถึงภูเขาหรือก็คือชื่อดอยภูคาค่ะ … ที่พักของเราสวย สะอาด และมีเสน่ห์มาก

เช้าวันสุดท้ายก่อนกลับ พวกเราเลือกใส่บาตรเช้าที่ตลาดเช้าใกล้ๆที่พัก จากนั้นอาบน้ำแต่งตัว และเตรียมตัวออกไปไว้พระกันค่ะ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งแรก ที่ควรเข้ามาสักการะ เมื่อมาเยือนเมืองน่าน  “เสาหลักเมือง” หรือ ‘เสามิ่งเมือง’ เป็นท่อนซุงไม้สักไม้สักทองขนาดใหญ่ 2 คนโอบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 ฟุต สูงประมาณ 3 เมตร ลักษณะเป็นเสาทรงกลม ส่วนหัวเสาเกลาเป็นรูปดอกบัวตูม ฝังไว้กับพื้นดิน โดยไม่มีศาลหรืออาคารครอบปัจจุบัน ถูกบูรณะเป็นศาลาจัตุรมุขลวดลายปูนปั้นสีขาว ที่มีความวิจิตรตระการตา โดยมียอดพรหมสี่หน้าเป็นตัวอาคาร ซึ่งด้านในจะเป็นที่ประดิษฐานเสาพระหลักเมืองน่าน ที่ผู้มาสักการะได้ทำการปิดทองคำเปลวไว้โดยรอบ จนเสาเป็นสีทองเหลืองอร่ามอยู่กลางศาลาค่ะ

ภายในบริเวณเดียวกัน ด้านหลังศาลหลักเมือง จะเป็น “วัดมิ่งเมือง”  เดิมเป็นวัดร้าง มีเสาหลักเมืองที่เป็นท่อนซุงขนาดใหญ่สองคนโอบ พบที่ซากวิหาร ในราวปี 2400 เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าครองนครน่านสถาปนาวัดใหม่ ตั้งชื่อว่า วัดมิ่งเมือง ตามชื่อที่เรียกเสาหลักเมืองว่า เสามิ่งเมือง ต่อมาปี 2527ได้มีการรื้อถอนและสร้างอุโบสถหลังใหม่เป็นแบบล้านนาร่วมสมัยแบบในปัจจุบัน จุดสะดุดตาของวัด คือ ลายปูนปั้นที่ผนังด้านนอกของพระอุโบสถ มีความสวยงามวิจิตรบรรจงมากมาก เป็นฝีมือตระกูลช่าง เชียงแสน มีความวิจิตรงดงามมากจริงๆค่ะ

ไม่ไกลกันนัก พวกเราเดินเท้าไปยัง “วัดภูมินทร์” ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการเที่ยวเมืองน่าน วัดภูมินทร์เป็นวัดหลวงเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 400 ปีที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองน่าน ด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นอาคารทรงจตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทย ทั้งนี้จิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารที่เรียกกันว่า “ฮูปแต้ม” ซึ่งได้เขียนขึ้นในช่วงที่วัดภูมินทร์มีภาพ “ปู่ม่านย่าม่าน” อันลือเลื่อง ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นภาพงามเยี่ยมและยังได้รับฉายาว่า “ภาพกระซิบรักบรรลือโลก”   อีกด้วย

หลังจากไหว้พระกันเรียบร้อย พวกเราเดินข้ามมาเก็บภาพกับ “ต้นลีลาวดี หน้าพิพิธภัณฑ์สถานน่าน”  ซึ่งที่นี่ถือเป็นหนึ่งสถานที่โรแมนติกประจำเมืองน่านเลยค่ะ

 

ปิดท้ายกันที่ “วัดพระธาตุเขาน้อย” ชมวิวพาโนราคาเมืองน่านกันนะคะ

จบการเดินทางเที่ยวเมืองน่านทริปค่ะ
น่าน… เมืองที่มีเสน่ห์ ไปแล้วต้องไปซ้ำ

มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังเรืองของการเที่ยวน่านใหม่ค่ะ


วิธีเดินทาง  : การเดินทาง มุ่งหน้าสู่เมืองนั้น เราสามารถเลือกใช้บริการของสายการบินและรถทัวร์ได้ทุกวันค่ะ โดย สำหรับรถทัวร์ แนะนำให้ใช้บริการจาก บขส. หรือ บริษัทสมบัติทัวร์ เพราะเดินทางตรงเวลามาก และสำหรับท่านที่มีเวลาน้อยหรืออยากใช้เวลาท่องเที่ยวนานเดินทางสบายเดินทางโดยเครื่องบินสะดวกกว่ามากค่ะ ปัจจุบันท่าอากาศยานน่าน มีบริการบินตรงจาก กรุงเทพฯ น่าน (นกแอร์ วันละ 4 รอบ และ แอร์เอเซีย วันละ 2 รอบ) ซึ่งการจองตัวเครื่องบินให้ได้ดีและถูก แนะนำให้จองผ่าน traveloka ค่ะ

ที่พัก : การเดินทางไปเทียวชมธรรมชาติ เส้นทาง บ้านสะจุก-สะเกี้ยง-เปียงซ้อ นั้น เป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกล และใช้เวลาในการเดินทางมาก จึงควรมีเวลาอย่างน้อย 3 วัน 2 คืน เพื่อพักบ้านพักของโครงการ 1 คืน และพักในตัวเมืองน่าน 1 คืน เพื่อชมวัดวาอาราม และวิถีชีวิตเมืองน่านด้วยค่ะ (แอบกระซิบว่าจองที่พักผ่าน traveloka มีที่พักในตัวเมืองน่านลดราคาเยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะวันจันทร์นะคะ)

จองที่พักในน่าน กับ Traveloka ได้ที่นี่

รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว  “สถานีพัฒนาเกษตรที่สูง ตามแนวพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง” เบอร๋ติดต่อ หัวหน้าโครงการ นายพงษ์ศักดิ์ : 084 818 1008

ค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ต่อการเดินทาง 2 คน)

  • ค่ารถไป-กลับ กทม. น่าน 2,044.00 บาท
  • ค่าเหมารถท้องถิ่นไปยังโรงเรียนบ้านขุนน้ำน่าน (ไป-กลับ) 5,000.00 บาท
  • ค่ารถ 4WD ไปสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงฯ 1,000.00 บาท
  • ค่าที่พักสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงฯ 1 คืน   1,200.00 บาท
  • ค่าที่พักโรงแรมพูคาน่านฟ้า 1 คืน 2,798.60 บาท
  • ค่าเหมารถเที่ยว ตัวเมืองน่าน 1,000.00 บาท

รวมค่าใช้จ่าย (ไม่รวมอาหาร/ของฝาก)        13,042.60 บาท

เขียนและถ่ายภาพโดย คุณมนัสพันธ์ พันธ์บุรี

จากกิจกรรม ค้นหา Blogger สายเที่ยว