“อุดรธานี” เมืองแห่งประวัติศาสตร์และอารยธรรมโลก นับเป็นเมืองใหญ่แห่งภาคอีสาน มีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อ ติดอันดับมากมายหลายแห่ง แน่นอนว่าต้องใช้เวลาไม่ใช่น้อยในการสำรวจสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้าง ชมความงามของสถาปัตยกรรมอันวิจิตรบรรจงของวัดวาอาราม ชิมอาหารพื้นถิ่นหลากหลายเมนู ทริปอุดรธานีจึงเป็นอะไรที่หาจังหวะลงตัวยาก

ขอแนะนำทริปสำหรับคนมีวันหยุดน้อย แค่ 3 วัน 2 คืน ตะลุยเที่ยวในเมืองและรอบเมืองใกล้ๆ แวะชิมอาหารท้องถิ่นริมฟุตบาท สไตล์ Street Food ราคาเบาๆ แต่รสชาติได้ใจเต็มๆ จัดแจงจองตั๋วเครื่องบินไปอุดรกับ Traveloka เพื่อประหยัดเวลา
จากนั้นก็จัดการแพ็คกระเป๋าให้พร้อม เที่ยวอุดรธานีให้หนำใจกันไปเลย

จองตั๋วเครื่องบินไปอุดรธานี กับTraveloka 

 

Day 1 

อาหารเช้าริมหนองประจักษ์

เราเลือกบินเช้า เพื่อไม่พลาดชิมอาหารเช้าริมหนองประจักษ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ ลงเครื่องปุ๊บก็ตรงดิ่งไปที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ที่สุดแสนจะคึกคัก มีสารพัดร้านอาหารให้เลือกชิมเพียบ เมนูเด่นๆ หลักๆ คืออาหารเช้า ทั้งไข่กระทะ ข้าวเปียกเส้น ต้มเลือดหมู แกงเส้น หมูปิ้ง โจ๊ก ขนมปังทรงเครื่อง น้ำผลไม้ ชา กาแฟ ไข่ลวก แค่เดินดูร้านนั้นร้านนี้ก็รู้สึกหิวขึ้นมากะทันหัน ว่าแล้วก็แวะหม่ำเลยดีกว่า

 

เช้าวันแรก ขอประเดิมด้วยไข่กระทะ และขนมปังทรงเครื่องที่ใครๆ ก็บอกว่ามาแล้วห้ามพลาด ปรุงแต่งเพิ่มรสตามใจชอบ เหยาะพริกไทยนิด ซอสพริกหน่อย หรือจะซอสมะเขือเทศ ก็แล้วแต่เลย

 

สวนสาธารณะหนองประจักษ์

อิ่มอร่อยเรียบร้อยแล้ว เดินย่อยอาหารชมวิวชมธรรมชาติสวยๆ ภายในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ต่อกันเลย ที่นี่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดอุดรธานี มีกิจกรรมต่างๆ ไว้รอคอยผู้มาเยือนมากมาย

 

เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งเมืองอุดรธานี เดิมเรียกว่า “หนองนาเกลือ” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “หนองประจักษ์” เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี โดดเด่นสะดุดตาด้วยเป็ดเหลืองยักษ์ ที่ใครไม่ได้แชะรูปคู่กับเป็ดเหลืองแม่ลูก แสดงว่ามาไม่ถึงอุดรธานี แถมยังมีเรือเป็ดให้ถีบเล่น ชมอาณาบริเวณของหนองประจักษ์อีกด้วย

บริเวณทางเดินตรงฝั่งพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีข้างๆ เป็ดเหลือง จะมองเห็นภาพศิลปะ 3 มิติ ซึ่งเป็นภาพเป็นวาดสีสันสะดุดตา รูปไหบ้านเชียง และทะเลบัวแดง เอกลักษณ์ของจังหวัดอุดรธานีในเรื่องของการท่องเที่ยว ถือเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ที่ห้ามพลาด

 

ในปี 2530 ได้มีการปรับปรุงหนองประจักษ์ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 5 รอบ จัดทำสวนหย่อมบริเวณตัวเกาะกลางน้ำ และทำสะพานเชื่อมระหว่างเกาะ อีกหนึ่งจุดถ่ายรูปยอดนิยม จะวิ่งรอบสวนหรือวิ่งในสวน ก็มีเลนให้วิ่งได้ตามอัธยาศัย ตกเย็นจะเห็นชาวเมืองผู้รักสุขภาพในทุกมุมของสวนประจักษ์

 

ศาลเทพารักษ์

จากนั้นแวะสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอุดรธานี บริเวณริมหนองประจักษ์ ติดกับพระตำหนักหนองประจักษ์ “ศาลเทพารักษ์” ชาวเมืองได้สร้างขึ้นตามความเชื่อแต่โบราณ และได้ประกอบพิธีอัญเชิญดวงพระวิญญาณของพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ทรงสถิตย์ ณ ศาลแห่งนี้ ที่นี่มีเคล็ดลับของการขอพรก็คือ การกลั้นหายใจเวลาขอพรจากศาลเทพารักษ์ แล้วปิดทอง 3 แผ่น อานิสงส์ของการสักการะกราบไหว้ จะทำให้มีโชคลาภทั้งด้านการเงินและการงาน เมื่อสมหวังดังขอพรไว้ อาจนำตุ๊กตาช้าง ม้า หรือนางรำมาถวาย เพื่อเป็นบริวารให้แก่เจ้าพ่อเทพารักษ์

พระตำหนักหนองประจักษ์

“พระตำหนักหนองประจักษ์” ที่ประทับของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เมื่อครั้งที่พระองค์มาทรงงานที่มณฑลอุดรธานี ต่อมาเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชกรณียกิจที่จังหวัดอุดรธานี

 

ศาลหลักเมือง

จากหนองประจักษ์ มุ่งหน้าสู่ทุ่งศรีเมือง เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองอุดรธานี “ศาลหลักเมือง” ศูนย์รวมความเคารพและความศรัทธาของชาวอุดร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2502 โดยได้อัญเชิญดวงพระวิญญาณของพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี ทรงสถิตย์ ณ เสาหลักเมืองนี้ด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการสร้างศาลหลักเมืองหลังใหม่ แทนหลังเดิมที่ทรุดโทรมไป และได้อัญเชิญองค์ท้าวเวสสุวรรณ อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองอุดรธานีมาประดิษฐานเคียงคู่กับศาลหลักเมืองใหม่แห่งนี้

ภายในศาลยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญ ได้แก่ “พระพุทธโพธิ์ทอง” สันนิฐานว่าสร้างมาแล้วกว่าพันปี ซึ่งการสักการะพระพุทธโพธิ์ทองนั้น เชื่อว่าจะทำให้มีร่มโพธิ์ร่มไทร มีผู้ใหญ่สนับสนุนค้ำจุน ใครจะเก็บใบโพธิ์ที่ร่วงหล่นทางด้านหลังศาลกลับไปบูชาก็ไม่ว่ากัน

 

ร้านส้มตำพริกแห้ง

ได้เวลาพักเที่ยง หาอะไรอร่อยๆ ใส่ท้องแล้ว ถ้างั้นแวะร้านส้มตำพริกแห้งในตำนาน อายุเฉียด 40 ปี แห่งเมืองอุดรธานี พิกัดความอร่อยอยู่บนถนนศรีชมชื่น ด้านหลังโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ใกล้กับบ้านพักเจ้าหน้าที่เรือนจำอุดรธานี

“เจ้ติ๊ก” ขายมาตั้งแต่ยังสาวๆ เรียก “เจ๊” จนติดปาก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ละ ต้องเรียก “ป้า” ถึงจะถูกกาลเทศะ ร้านส้มตำริมทางหน้าตาบ้านๆ แต่รสชาติจัดจ้าน เน้นส้มตำเป็นหลัก ลาบ น้ำตก ซุปหน่อไม้ ไม่ต้องถามหา เพราะไม่มี แหนมห่อใบมะยม คือเมนูห้ามพลาด แก้เผ็ดด้วยแคปหมู ปลานิลทอด หรือไก่ทอด ก็มีให้เลือกอยู่หน้าร้าน อ้อ! หมูยอก็มีนะจะบอกให้

วัดมัชฌิมาวาส

อิ่มท้องแบบจี๊ดจ๊าดแล้วก็ตะลอนเที่ยวต่อ โปรแกรมต่อไปคือเข้าวัดเข้าวา เริ่มที่วัดแห่งแรกของเมืองอุดรธานี “วัดมัชฌิมาวาส” หรือ “วัดเก่า” เนื่องจากวัดแห่งนี้เคยเป็นวัดร้างมาก่อน ภายในวัดมีพระพุทธรูปหินสีขาวปางนาคปรกประดิษฐานอยู่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อนาค” ชาวบ้านมักนิยมมานมัสการขอพรให้หายป่วย ขอให้สอบได้ ขอให้สมหวังในความรัก หรือของหายก็ได้คืน

 

วัดมัชฌิมาวาส ถือเป็นวัดคู่เมืองอุดรเพราะเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการสร้างเมือง กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงโปรดให้สร้างวัดขึ้นที่วัดร้างโนนหมากแข้ง และให้ชื่อว่า “วัดมัชฌิมาวาส” ทางวัดได้นำเอารูปหลวงพ่อนาคมาเป็นสัญลักษณ์โดยกำหนดให้เป็นตราประจำวัดอีกด้วย

 

วัดโพธิสมภรณ์

เดินทางต่อไปยังวัดแห่งที่ 2 ของเมืองอุดร “วัดโพธิสมภรณ์” เดิมเรียกว่า “วัดใหม่” เพราะในสมัยรัชกาลที่ 5 มีเพียงวัดมัชฌิมาวาส ที่เรียกว่าวัดเก่า อยู่เพียงวัดเดียวเท่านั้น สร้างโดย มหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ์ เนติโพธิ์) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ที่เห็นว่าควรสร้างวัดขึ้นอีกสักวัดหนึ่ง เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของราษฎร ในเวลาต่อมา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามได้ให้ชื่อว่า “วัดโพธิสมภรณ์” เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงมหาอำมาตย์ผู้สร้างวัด วัดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่สำหรับทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาอีกด้วย

ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธรัศมี” พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีสัตตนาคนหุต (เวียงจันทร์) อายุประมาณ 600 ปี และพระประธานองค์นี้ยังมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระเศียร หลังพระอุโบสถมีซุ้มฝาผนังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาแลง ปางประทานพรอายุราว 1,300 ปี ชาวเมืองอุดรนิยมไปกราบไหว้ขอพร จนมีอีกชื่อหนึ่งว่า “พระขอ” เพราะเชื่อว่าจะสำเร็จได้ดั่งใจทุกสิ่งที่ขอ ภายในวัดยังมีพระบรมธาตุธรรมเจดีย์ ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และพิพิธภัณฑ์บูรพาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานด้วย

ยอดก๋วยเตี๋ยวดาวเทียม

ตะลอนมาทั้งวัน ได้เวลาพักร่าง เติมพลังในมื้อเย็นย่ำกันที่ “ยอดก๋วยเตี๋ยวดาวเทียม” หรือชื่อเดิมคือ “ยอดก๋วยเตี๋ยวเนื้อ” เป็นก๋วยเตี๋ยวผักสด มีกะปิ+พริกสดย่าง ไว้กินแกล้ม เปิดร้านตั้งแต่ยามเย็นจนถึงดึกดื่น ณ ฟุตบาท ถนนอุดรดุษฎี ใกล้สี่แยกชลประทาน ร้านตั้งอยู่หน้าสำนักงาน CAT เทเลคอม ที่มีเสาส่งรับสัญญาณสื่อสารตั้งเด่นเป็นสง่า อันเป็นที่มาของชื่อใหม่ว่า “ยอดก๋วยเตี๋ยวดาวเทียม” มีหลากหลายเมนูให้เลือก ทั้งก๋วยเตี๋ยวน้ำตกทั้งเนื้อและหมู, ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส, แคปหมู + น้ำพริกเผา, ยำเนื้อ, ลวกรวม ลูกชิ้นปิ้งก็มีนะ

เสร็จสิ้นภารกิจพิชิตเมนูเด็ดที่ร้านยอดก๋วยเตี๋ยวดาวเทียมกันแล้ว ขอพาไปสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์กลางเมือง ไม่ว่าใครจะไปจะมาต้องมาสักการะขอพรที่นี่ เข้าทำนอง “ไปลามาไหว้” “อนุสาวรีย์พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม” พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดา สังวาลย์ ผู้ก่อตั้งเมืองอุดรขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2436 ทรงปกครองบ้านเมืองและทำคุณแก่ชาวอุดรนานัปการ ชาวเมืองอุดรฯ จึงได้สร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดีของพระองค์ ทรงยืนผินพระพักตร์ไปทางเมืองหลวงหรือกรุงเทพฯมหานคร ฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเต็มพระยศ พระหัตถ์ซ้ายทรงพระแสงกระบี่ เด่นเป็นสง่า ณ บริเวณวงเวียน “ห้าแยกน้อย”

ถือเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวอุดรที่ต่างพากันมากราบไหว้สักการะ เพื่อความเป็นสิริมงคล และบนบาน ขอพรให้สมหวัง ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงาน การสอบราชการ การสอบเรียนต่อ เมื่อคำอธิษฐานประสบผล ก็จะมาวิ่งรอบอนุสาวรีย์ฯ และถวายม้ากับดาบเป็นของแก้บน

ครั้นเวลาล่วงเลยมา 44ปี อนุสาวรีย์กรมหลวงฯ ถึงเวลาบูรณะใหญ่ จึงมีการอัญเชิญรูปหล่อองค์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมมาประดิษฐานชั่วคราว ณ.บริเวณลานประจักษ์อุดร รอปรับปรุงใหญ่นาน 10 เดือน ให้เสร็จทันเฉลิมฉลองการก่อตั้งเมือง ในวันที่ 18 มกราคา 2563 ซึ่งตั้งอยู่ด้านซ้ายของอนุสาวรีย์ติดกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พระพักตร์หันไปในทิศทางเดิม สามารถสักการบูชาได้ตามเดิม แถมยังวิ่งแก้บนได้ตามอัธยาศัยอีกด้วย

Day 2

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่ร้านข้าวเปียกเส้นในตำนานอีกแล้วครับทั่น “ร้านข้าวเปียกอาโกว” อยู่ถนนศรีชมชื่น เยื้องกับมัสยิด ทางไปโรงเรียนบ้านหมากแข้ง ร้านข้าวเปียกดั้งเดิมกว่า 40 ปี จากรุ่นแม่สู่ลูก รสชาติความอร่อยยังคงเดิม

 

นอกจากข้าวเปียกเส้น แกงเส้น ขนมปังทรงเครื่อง ไข่กระทะ อาหารเช้าท้องถิ่นของชาวอุดรแล้ว ยังมีขนมจีนแกงไก่ยอดมะพร้าว น้ำยากะทิ พร้อมเสิร์ฟอีกด้วย ของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านก็มีพร้อม เส้นข้าวเปียก ซื้อกลับไปทำกินเองที่บ้าน หรือซื้อฝากเพื่อนพ้อง หมูยอมีทั้งหมูล้วนและหมูยอหนัง เคี้ยวกรึ้บๆ เพลิดเพลินยิ่งนัก

เริ่มตะลอนเที่ยวในวันที่ 2 กันที่ใจกลางเมือง ริมถนนโพศรี ใกล้สำนักงานที่ดิน วัดโพธิสมภรณ์และหนองประจักษ์ “พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี” จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับจังหวัดอุดรธานี รวมถึงพระประวัติและพระเกียรติคุณของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี

เดิมนั้นเป็นอาคารเรียนของโรงเรียนสตรีนาม “ราชินูทิศ” ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นอาคารแบบโคโลเนียล 2 ชั้น มีลักษณะสถาปัตยกรรมคลาสสิกมาประยุกต์เข้ากับแบบไทย ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงปั้นหยา หน้าต่างโค้ง มีมุขยื่นออกมาด้านหน้าซุ้มประตู ถือเป็นอาคารเก่าแก่ของเมืองอุดรธานีที่มีการปรับปรุงมาต่อเนื่อง อาคารโครงสร้างเหล็กด้านข้างอาคารพิพิธภัณฑ์ ในมุมมองจากหนองประจักษ์ โดยถูกออกแบบให้แนวรั้วด้านหลังอาคารสามารถเดินข้ามระหว่างพิพิธภัณฑ์กับหนองประจักษ์ได้ ความเชื่อมโยงนี่ทำให้พื้นที่สาธารณะทั้งสองส่วนใช้พื้นที่ร่วมกันได้ เรียกได้ว่าสามารถชมร่องรอยประวัติศาสตร์ได้อย่างใกล้ชิดทุกมุมมองเลยทีเดียว

วัดทิพยรัฐนิมิตร หรือ วัดป่าบ้านจิก

จากนั้นเราต่อไปกันที่ “วัดทิพยรัฐนิมิตร” หรือ “วัดป่าบ้านจิก” วัดป่าที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง ตั้งอยู่สี่แยกบ้านจิก ถนนนเรศวรตัดกับถนนอัศวมิตร ตำบลหมากแข้ง ชมความงดงามของ “เจดีย์พิพิธภัณฑ์ หลวงปู่ถิร ฐิตธัมโม” เจดีย์องค์ใหญ่ ฐานคล้ายทะนานที่ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุในครั้งพุทธกาล ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุของครูบาอาจารย์องค์สำคัญๆ รวมทั้งหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ถิร อดีตเจ้าอาวาส ในท่านั่งสมาธิภาวนา พระพุทธชินราช และอัฐบริขารเครื่องใช้ ตลอดจนเหรียญและวัตถุมงคลต่างๆ ที่เป็นรูปหลวงปู่ที่ลูกศิษย์ทำขึ้นถวายหลวงปู่

เมื่อเดินเข้าไปภายในวัด จะเห็นอุโบสถ 3 ชั้น อยู่ทางด้านขวาของสระน้ำ ตั้งตระหง่านสง่างามด้วยศิลปะผสมระหว่างสมัยสุโขทัยและอยุธยา ซึ่งแต่ละชั้นจะมีลักษณะต่างกัน คือ ชั้น 1 เป็นชั้นล่างเจาะลึกลงไปใต้ดิน ใช้เป็นที่เก็บน้ำฝนและที่นั่งพักผ่อน เพราะเป็นที่โปร่งระบายอากาศได้ดี ชั้น 2 เป็นวิหารการเปรียญ เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน พระพุทธรูปสีทองปางมารวิชัย พระพักตร์มีรอยยิ้มดูอ่อนโยนเปี่ยมด้วยเมตตา ส่วนชั้นที่ 3 เป็นพระอุโบสถ

 

พรแหนมเนือง

เยือนอุดรธานี ถ้าไม่ได้ชิม “แหนมเนือง” ถือว่ายังมาไม่ถึง เมนูเด็ด เมนูหลักคล้ายๆ ไข่กระทะนั่นแหละ สรุปว่า มื้อเที่ยงวันที่ 2 ของทริปนี้ ขอแนะนำ “พรแหนมเนือง” ร้านดังอันดับต้นๆ ของเมืองอุดร อยู่เยื้องๆ เทศบาลนครอุดรธานี ใกล้กับโรงแรมต้นคูณ บนถนนอธิบดี เมนูแนะนำ นอกจากแหนมเนืองก็ต้อง “ขนมเบื้องญวน” ที่แผ่นแป้งบางกรอบได้ใจจริงๆ  “บั้นหอย” หมูสามชั้นหมักผงพะโล้กลิ่นหอม ย่างจนเนื้อสุกนิ่ม หนังกรอบเคี้ยวเพลิน ๆ พร้อมด้วยน้ำจิ้มและผักแนมแก้เลี่ยน นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำอีกหลากหลาย อาทิ กุ้งพันอ้อย, กระยอทอด (เปาะเปี๊ยะเวียดนามทอด), กระยอสด (เปาะเปี๊ยะสด) ,แหนมซี่โครง,หมูยอทรงเครื่อง, บั่นแบ๋ว (ขนมครกเวียดนาม) อิ่มอร่อยที่ร้านแล้ว ยังมีมุมของฝากให้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

หมู่บ้านดอกไม้

อิ่มท้องแล้วก็ตะลอนเที่ยวต่อเพื่อไม่ให้เสียเวลา เปลี่ยนบรรยากาศไปทัวร์นอกเมืองเยือน “หมู่บ้านดอกไม้” ชมทุ่งดอกไม้แสนสวยที่บ้านห้วยสำราญ ตำบลหนองไฮ จากตัวเมืองไปตามถนนอุดรธานี-หนองบัวลำภู ประมาณ 10 กิโลเมตร

 

ถนนกลางหมู่บ้านแบ่งฝั่งตะวันออกเป็น “บ้านห้วยสำราญ” ฝั่งตะวันตก “บ้านห้วยเจริญ” หมู่บ้านคู่แฝดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ของจังหวัดอุดรธานี

 

หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ตั้งของแปลงดอกไม้ดอกประดับ พื้นที่ปลูก 645 ไร่ เกษตรกร 140 ราย ส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ เรียกว่าใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ว่าได้ มีไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายพันธุ์ เช่น มะลิร้อยมาลัย เบญจมาศ ดาวเรือง ดอกพุด คัตเตอร์ กุหลาบร้อยมาลัย ไม้ตัดใบ ซึ่งจะเบ่งบานสวยงามสุดๆ ในช่วงฤดูหนาว นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองอุดรธานีแล้ว ยังเป็นจุดถ่ายรูปห้ามพลาดอีกต่างหาก เสื้อผ้า หน้าผม เตรียมให้พร้อมนะจ๊ะสาวๆ

บ้านลุงโฮ 

ครั้งหนึ่งในอดีต ที่บ้านหนองฮาง ของเมืองอุดรธานีแห่งนี้ เคยเป็นที่พักพิงของ “ลุงโฮ” หรือ ประธานาธิบดีโฮจิมินห์” ผู้ได้รับการยกย่องว่า “บิดาแห่งชาติเวียดนาม ยุคใหม่” เมื่อครั้งที่เดินทางเข้ายังอุดรธานี เพื่อรวบรวมชาวเวียดนามพลัดถิ่น เพื่อดำเนินงานอย่างลับๆในการปฏิวัติ ปลดปล่อยเวียดนามจากชาติจักรวรรดิล่าอาณานิคม ในปี พ.ศ. 2471

 

บ้านพักลุงโฮ ฝาบ้านทำจากดินโคลนผสมกับฟางและแกลบ หลังคามุง หญ้าแฝก บริเวณรอบข้างมีสวนผัก เล้าไก่ เล้าหมู และยุ้งฉาง

 

บ้านนาข่า

จุดหมายปลายทางต่อไปจะพาไปชมผ้าขิตอันสวยงามประณีต ผ้าทอเอกลักษณ์ของผ้าอีสานที่ตลาดผ้า “บ้านนาข่า” หนึ่งในตลาดผ้าไหมคุณภาพของเมืองไทยและเป็นสินค้าโอทอประดับห้าดาวของชุมชนบ้านนาข่า จากตัวจังหวัดมาตามถนนมิตรภาพ สายอุดรธานี-หนองคาย ประมาณกิโลเมตร 18 จะมีจุดกลับรถ ตลาดผ้าบ้านนาข่าจะอยู่ด้านซ้ายมือ

ศูนย์รวมสินค้าของฝาก ของที่ระลึกจากผ้าหลากชนิด จากร้านค้ามากกว่า 100 ร้าน เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าขิต ผลิตและย้อมสีจากธรรมชาติ ออกแบบตัดเย็บโดยฝีมือชาวบ้านออกมาเป็นผลิตภัณฑ์อย่าง เสื้อ กางเกง กระโปรง ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ หมอนอิง หรือแม้แต่ผ้าเมตรก็มีจำหน่าย ถือเป็นแหล่งช้อปปิ้งตลาดสินค้าจากผ้าที่ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

 

เป็นการรวมกลุ่มทอผ้าของชาวบ้านนาข่าและหมู่บ้านใกล้เคียง มีสมาชิกทอผ้าครอบคลุมทั้ง 18 อำเภอในจังหวัดอุดรธานี ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางสำหรับการค้าปลีก-ค้าส่งผ้าทอรายใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศเลยทีเดียว และเป็นหมู่บ้านแห่งแรกในภาคอีสานที่มีการถวายผ้าไหมมัดหมี่แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรชาวภาคอีสาน

 

วัดนาคาเทวี

ใกล้ชิดติดตลาดผ้านาข่า คือวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของชาวตำบลนาข่า “วัดนาคาเทวี” พระเกจิชื่อดังในอดีต “หลวงปู่หน่อย” ได้นิมิตว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่อาศัยของพญานาคตัวเมีย ที่คอยปกปักรักษาคุ้มครองวัด หลวงปู่หน่อยจึงได้ตั้งชื่อว่า “วัดนาคาเทวี” และตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “ บ้านนาคา ” ต่อมาชื่อหมู่บ้านเรียกผิดเพี้ยนไปเป็น “ บ้านนาข่า ” ตราบจนทุกวันนี้

 

พระพุทธรูปปางพระมหาภิเนษกรมณ์ มีหน้าตักกว้าง 8.99 เมตร สูงรวมฐาน 18.99 เมตร บนยอดพระเกศประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งได้รับการประทานจากสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ส่วนชั้นล่างจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เรียนรู้ชุมชน เล่ากันว่า ระหว่างปรับพื้นที่เพื่อวางรากฐาน พบโครงกระดูกเพศชายและเพศหญิง หลังจากพิสูจน์หลักฐานโดยกรมศิลปากรภาคที่ 9 จังหวัดขอนแก่น พบว่าเป็นมนุษย์ที่มีอายุไม่น้อยกว่า 5,000 ปี และจากการขุดค้นพบเศษภาชนะดินเผาประเภทเครื่องถ้วยชาม กล้องยาสูบ ก้อนอิฐ กระเบื้องดินเผา กำหนดอายุเบื้องต้นอยู่ในสมัยวัฒนธรรมล้านช้าง ราวพุทธศตวรรษที่ 22-24 สังเกตจากภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่มีลายเชือกธรรมดา ยังไม่มีสีสันแต่งเติมเหมือนของบ้านเชียง

ศาลเจ้าปู่-ย่า

กลับจากบ้านนาข่าไปต่อกันที่ “ศาลเจ้าปู่-ย่า” สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของเมืองอุดรธานี นับเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาว ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟใกล้ตลาดหนองบัว ถนนนิตโย ภายในบริเวณศาลเจ้าปู่-ย่า มีศาลต่างๆ ทั้งหมด 6 ศาล คือ ศาลเทพยดาฟ้า-ดิน หรือ ทีตี่แป่ม้อ, ศาลเจ้าปู่-ย่า ซึ่งเป็นศาลประธานตั้งอยู่ตรงกลาง, ศาลเจ้าพ่อหนองบัว, ศาลเจ้าที่ หรือ ตี่จู้เอี๊ย, พระสังกัจจายน์ และแงง่วนส่วย หรือ เทพแห่งปราชญ์ เป็นที่นิยมสักการะของนักเรียน นักศึกษา ในการจะไปสมัครสอบครั้งที่สำคัญแต่ละครั้ง

กราบไหว้ด้วยธูปรวม 30 ดอก จุดไหว้ตั้งแต่ศาลที่ 1 เรียงไปจนศาลที่ 6 ปักกระถางธูปตรงกลาง 3 ดอกหมายถึงความเคารพเลื่อมใสบูชา ปักด้านซ้าย-ขวาอีกข้างละ 1 ดอก เพื่อเป็นการบูชาองค์เทพอารักขาของเทพเจ้านั้นๆ ด้วย นอกจากนี้ ต้องถวายส้ม 4 ลูก พอกราบไหว้ครบทั้ง 6 จุดแล้ว ให้เดินไปที่สะพานเก้าเลี้ยวเชื่อกันว่าเป็นจุดเชื่อมต่อสวรรค์ และรับรู้ว่าขอพรอะไรไป เสร็จแล้วให้มากราบลาศาลปู่-ย่า พร้อมเอาส้มกลับมา 2 ลูก

 

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และชมความงดงามของสถาปัตยกรรมจีนจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว เดินทอดน่องกันไปที่ “ศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน” บริเวณด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าด้านทิศตะวันออก จุดศูนย์รวมอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีบรรพชนและหลักปรัชาของพี่-น้องชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดอุดรธานี

 

ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์

ออกจากศาลปู่ – ย่า ตรงดิ่งไปที่แหล่งช้อปปิ้งสุดฮิปของชาวอุดร “ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์” ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟอุดรธานี เป็นโอเพ่น แอร์ มอลล์ (Open Air Mall) บนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ภายในพื้นที่ 25 ไร่ ประกอบด้วย ศูนย์รวมร้านค้าแบรนด์ดัง ศูนย์อาหาร ตลาดนัดกลางคืน เรียกว่าช้อปกระจายกันทีเดียว

 

เดินเล่นแบบชิลๆ ชมตลาดเปิดท้ายขายของ หรือถนนคนเดิน มีสินค้ามากมายมาวางขายให้ได้เลือกช็อป เลือกชิมกัน ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ สินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ เก๋ๆ ของฝากโดนใจ โดยจะมีความแปลก แหวกแนว และดีไซน์ไม่ซ้ำใครเลยทีเดียว ใครยังช้อปไม่หนำใจ หรืออยากเดินดูอะไรเรื่อยเปื่อย ข้ามถนนเล็กๆ ไปที่ “เซนเตอร์ พอยท์” แหล่งช้อปกระจายอีกเช่นกัน

 

ร้านนวยเนื้อกระทะ

ได้เวลาอาหารเย็นแล้วพี่น้อง ตะลอนหาร้านอาหารอร่อยหม่ำกันดีกว่า “ร้านนวยเนื้อกระทะ” ร้านเนื้อย่างธรรมดาๆ แต่ลูกค้าแน่นร้าน ด้วยความที่ว่าเปิดมายาวนาน และทำเลอยู่กลางใจเมือง ตรงข้ามโรงเรียนบ้านหมากแข้ง ถนนศรีสุข อ้อ! ร้านเปิดช่วงเย็น ใครหิวจนตาลายต้องเตรียมใจรอ เพราะลูกค้าแน่นมาก…ขอย้ำ

เมนูของร้านนี้สั่งง่ายดายมาก มีแค่ชุดใหญ่และชุดเล็ก จะหมูล้วน เนื้อล้วน หรือรวมมิตรก็จัดไป ผักของร้านนี้แปลกจากกรุงเทพฯ ตรงที่มีถั่วงอก ผักดอง คะน้า ส่วนน้ำจิ้มของทางร้านมีทั้งแบบเผ็ดกับไม่เผ็ด ใครชอบหมูกระทะมากินร้านนี้คงไม่ผิดหวัง

 

Day 3

เผลอแป๊บเดียว ได้เวลาอำลาเมืองอุดรกันแล้ว เช้านี้เปลี่ยนบรรยากาศไปชิม “เฝอ” ก๋วยเตี๋ยวเวียดนามเจ้าเก่าแถวๆ โรงหนังวิสต้า ทุ่งศรีเมือง ตรงหัวมุมสี่แยกพระธรรมขันธ์พอดิบพอดี

“เฝอ” หน้าตาละม้ายก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น หมูตุ๋นของไทย แกล้มด้วยผักชีฝรั่ง กะหล่ำปลีโหระพา ถั่วงอก และพริกขี้หนูเผา ใครชอบผักอะไรเติมได้ตามชอบ นอกจากนี้ยังมีซอสพริกศรีราชา และที่ขาดไม่ได้คือกะปิ

 

วัดป่าบ้านตาด

จุดหมายสุดท้ายก่อนบินกลับเมืองกรุง “วัดป่าบ้านตาด” หรือชื่อทางการว่า “วัดเกษรศีลคุณ” ที่พำนักของ “พระราชญาณวิสุทธิโสภณ” หรือที่คุ้นหูคุ้นปากกันว่า “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” หลวงตาผู้ช่วยชาติให้พ้นวิกฤติ ผู้มีเกียรติประวัติอันงดงาม ตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านบ้านตาด ออกจากเมืองอุดรฯไปทางขอนแก่นประมาณ 5 กิโลเมตรฯ แล้วยูเทิร์นเมื่อเห็นป้ายว่า ” บ้านคำกลิ้ง” เพราะถนนทางเข้าวัดอยู่ฝั่งเข้าเมืองอุดร

 

เมรุพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงตามหาบัว หน้าวัดบ้านตาด ซึ่งสร้างให้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมมีฐานสามชั้นและประดับด้วยดอกไม้สีขาวเน้นความเรียบง่ายเข้ากับบรรยากาศของวัด

โบกมือลาอุดรธานีแบบจำใจ วันหยุดหมดลงอย่างน่าเสียดาย วางแผนไว้ล่วงหน้าเลยว่า ทริปหน้าจะจัดกระเป๋าเตรียมไว้แบบมาเที่ยวยาวๆ สัญญาว่าจะตะเวนหาร้านอร่อยๆ ให้จุใจ ไปด้วยกันมั้ยละ…