“สุโขทัย” เมืองรุ่งอรุณแห่งความสุข ราชธานีแรกแห่งชนชาติไทยที่ทิ้งรอยอดีตทางประวัติศาสตร์ไว้เป็น “มรดกโลก” แก่ลูกหลานชาวไทยไว้อย่างมากมาย เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาเยี่ยมชมความวิจิตรบรรจงของโบราณสถานสำคัญๆ อย่างยาวนานเป็นพิเศษ มีเวลาเที่ยวน้อยแต่ก็อย่าเพิ่งถอดใจนะคุณๆ โดยเฉพาะนักเที่ยวสายบุญ Traveloka จัดทริปไหว้พระไว้ให้สะสมบุญเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต ใช้แค่เวลาเพียง 2 วัน 1 คืน มาไหว้พระ 10 วัด โบราณสถานที่สำคัญอันดับต้นๆ ของเมืองสุโขทัยกันดีกว่า

 

การเดินทางไปสุโขทัย

  • หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ถ้าอยากไปเที่ยวสุโขทัยก็ไม่จำเป็นจะต้องขับรถไปอย่างเดียวแล้ว เพราะว่าสามารถจองตั๋วเครื่องบินสุโขทัยบินไปกับ Traveloka ได้แบบง่ายๆ เหมาะกับคนที่ประหยัดเวลา และต้องการความสะดวก อย่างนี้อยากไปไหว้พระเมื่อไหร่ ก็จองตั๋วเครื่องบินไปได้เลย
  • สำหรับคนที่ไม่สะดวกเรื่องตั๋วเครื่องบิน ก็สามารถขับรถยนต์ส่วนตัว หรือนั่งรถทัวร์ไปเที่ยวที่สุโขทัยได้ ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 5-6 ชั่วโมง ถ้าใครจะไปก็ควรเผื่อเวลาเอาไว้ให้ดีๆ

จองตั๋วเครื่องบินไปสุโขทัย กับTraveloka 

 

DAY 1

เริ่มต้นทริปด้วยการสักการะพระมหากษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรสุโขทัย ประมาณว่าต้องทำความเคารพเจ้าของบ้านเสียก่อนประมาณนี้ พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตั้งอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2518 เพื่อเป็นอนุสรณ์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งราชวงศ์พระร่วง

 

พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (King Ramkhamhaeng Monument)

เป็นพระบรมรูปหล่อด้วยโลหะทองเหลืองผสมทองรมดำ มีขนาด 2 เท่าขององค์จริง เฉพาะพระองค์สูง 3 เมตร อยู่ในท่าประทับนั่งบนพระแท่นมนังคศิลาบาตรจำลองจากพระแท่นมนังคศิลาองค์จริง ขนาดยาว 4 เมตร กว้าง 2.88 เมตร พระหัตถ์ขวาทรงถือสมุดไทยหมายถึงสรรพวิทยาต่างๆที่ทรงรอบรู้และพระราชทานให้แก่ชาวไทย พระหัตถ์ซ้ายแสดงลักษณะที่ทรงสั่งสอนพสกนิกร มีพานพระขรรค์วางไว้ด้านซ้ายมือ ลักษณะพระพักตร์ของพระบรมรูปเอาแบบมาจากพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยตอนต้น ฉลองพระองค์เลียนแบบมาจากเทวรูปศิลปะสุโขทัย

 

ด้านหลังพระบรมรูปมีภาพจำหลักนูนต่ำจำนวน 4 รูป แสดงถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ฐานตกแต่งด้วยศิลปะแบบสุโขทัยประกอบด้วยลวดลายกลีบบัว ด้านหน้าเป็นลานกว้าง มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ ผู้คนส่วนใหญ่มักขอพรด้านสติปัญญา ความก้าวหน้าและความสำเร็จทางอาชีพข้าราชการ ด้วยเหตุเพราะพระองค์ทรงปรีชาสามารถ ทั้งทางทหาร กฎหมาย การค้า การภาษี การฑูต และผู้ยังทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้แผ่ไพศาล

 

วัดมหาธาตุ (Mahathat Temple)

มาต่อกันด้วยวัดที่ 2 วัดมหาธาตุ อารามหลวงในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตั้งอยู่ใจกลางอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตามคติการตั้งเมืองในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่มักจะนิยมสร้างเจดีย์ไว้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้กลางเมือง มีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ ภายในวัดประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูม รายล้อมด้วยปรางค์ทิศศิลปะขอม 4 องค์ และเจดีย์ประจำมุมอีก 4 องค์ เป็นเจดีย์ทรงปราสาท 5 ยอดศิลปะล้านนา เป็นทรงดอกบัวตูม ที่ฐานมีลายปูนปั้นประดับ และมีซุ้มมณฑปอยู่ตามทิศ ข้างในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ เป็นปางมารวิชัย 3 ด้าน ส่วนด้านหน้าเป็นปางไสยาสน์

 

ด้วยรูปแบบและที่ตั้ง ทำให้เชื่อว่า เจดีย์นี้เป็นที่เก็บอัฐิของพระมหาธรรมราชาลิไท รอบฐานเจดีย์ประธานประดับด้วยภาพปูนปั้นรูปพระสาวกในท่าอัญชุลีเดินประทักษิณโดยรอบ จำนวน 168 รูป เจดีย์ประธานนี้ขนาบข้างด้วยมณฑป 2 หลัง ภายในประดิษฐานพระอัฏฐารศหรือพระพุทธรูปยืนสูง 18 ศอก เบื้องหน้าของเจดีย์ประธานเป็นที่ตั้งของพระวิหารหลวง ท้ายพระวิหารปรากฏฐานชุกชี ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ “พระศรีศากยมุนี” ซึ่งปัจจุบันประดิษฐาน วิหารหลวงวัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์รายมากมายถึง 200 องค์ มีบรรยากาศยามเย็นที่สวยงามโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดิน จะได้เห็นดวงกลมโตลาลับขอบฟ้า

 

วัดพระพายหลวง

วัดพระพายหลวง เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่มีความสำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากวัดมหาธาตุ สร้างขึ้นก่อนที่จะก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 18 โดยดั้งเดิมได้สร้างเพื่อเป็นเทวสถาน ต่อมาได้สร้างเพิ่มเติมเพื่อเป็นพุทธสถาน บริเวณวัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน้ำล้อมรอบ 3 ชั้น คูชั้นนอกเรียก “คูแม่โจน” โบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดของวัด คือ “พระปรางค์ 3 องค์” เป็นปรางค์ประธานของวัด ก่อด้วยศิลาแลง ประดับด้วยลวดลายปูนปั้นเรื่องราวตามพุทธประวัติ ศิลปะเป็นเขมรแบบบายน ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันองค์กลางและองค์ทางด้านทิศใต้ได้ผุพังเหลือเพียงฐาน คงเหลือเพียงองค์ทางด้านทิศเหนือเท่านั้นที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่ นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานที่สำคัญอื่นๆ อีก คือ วิหาร 5 ห้อง อยู่ทางด้านหน้าพระปรางค์ เจดีย์ทรงเหลี่ยมแต่ละชั้นมีพระพุทธรูปนั่งลดหลั่น อยู่ภายในทั้ง 4 ซุ้ม ส่วนรอบเจดีย์มีระเบียงคด และมีร่องรอยตั้งพระพุทธรูปปูนปั้น

 

ถัดจากเจดีย์เหลี่ยมจะมีมณฑปก่ออิฐ มีพระพุทธรูปปูนปั้นเป็นพระพุทธรูปยืน ติดกับด้านหน้ามณฑป 5 องค์ ที่ปรากฏชัดเจน คือ พระพุทธรูปปางลีลา ถัดจากมณฑปมีวิหารพระนอน และมีวิหารเจดีย์ราย ด้านหน้าของวัดเป็นมณฑปพระสี่อิริยาบถ ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น 4 อิริยาบท คือ นั่ง นอน ยืน และเดิน ปัจจุบันได้ปรักหักพังตามกาลเวลาลงไปเกือบทั้งหมดคงเหลืออยู่เฉพาะอิริยาบทเดิน (ปางลีลา) ที่มีลักษะค่อนข้างเด่นชัด ส่วนบริเวณหน้าพระปรางค์ มีวิหารที่เหลือเพียงเสาที่ก่อด้วยศิลาแลงขนาดใหญ่ แม้จะเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความสวยงามและยิ่งใหญ่ของอาณาจักรไทยในครั้งอดีต

 

วัดศรีชุม (Sri Chum Temple)

วัดศรีชุม ตั้งอยู่บริเวณรอบนอกเมืองเก่าสุโขทัยทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ภายในเป็นที่ตั้งของพระมณฑปที่ภายในมีพื้นที่คับแคบมาก ทว่าความคับแคบนี้กลับสร้างความโดดเด่นให้กับ “พระอจนะ” พระประธานองค์ใหญ่ พระพักตร์เปี่ยมด้วยรอยยิ้มและความเมตตา พระพุทธรูปปูนปั้นกลางแจ้ง แกนในก่ออิฐและศิลาแลง พุทธศิลปะสุโขทัย หน้าตักกว้าง 11.30 เมตร สูง 15 เมตร ประทับนั่งปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ แม้จะแลดูคับแคบ แต่กำแพงมณฑปกลับมีความกว้างร่วม 3 เมตร ผนังหนามากก่ออิฐเป็นกำแพง 2 ชั้น เจาะทำเป็นบันไดทางเดินขึ้นสู่หลังคา ที่เรียกว่า “อุโมงค์วัดศรีชุม” มีทางเข้าทั้งด้านซ้ายและขวา แต่ด้านซ้ายเท่านั้นที่เข้าได้ถึงช่องลมด้านข้างและช่องหลังพระเศียรพระพุทธรูป

 

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จมาประชุมทัพ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อจะยกไปปราบเมืองสวรรคโลก พระองค์ท่านต้องการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เหล่าทหาร จึงได้มีพิธีเสี่ยงทายว่า หากได้รับชัยชนะขอให้พระอจนะกล่าวตอบ แล้วก็มีเสียงตอบกลับมาจริงๆ นั่นเป็นเพราะ พระองค์ได้ส่งคนขึ้นไปอยู่ด้านหลังเศียรพระอจนะเพื่อส่งเสียงตอบกลับมา ฟังเหมือนกับองค์พระพุทธรูปพูดได้จริง อันเป็นที่มาของตำนานเล่าขานว่าเป็น “พระพูดได้” และเป็นที่ยึดเหนี่ยวขอพรให้มีจิตใจที่แน่วแน่ มุ่งมั่นทำการใดๆ ก็สำเร็จ มีความเมตตา และความสุขสืบไป

 

DAY 2

หลังจากที่เที่ยววัดกันจนหนำใจกันไปในวันแรกแล้ว วัดสำคัญๆ ของเมืองสุโขทัยก็ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะวันที่สองนี้ เราก็จะไปตะลุยชมวัดสวยๆ ของสุโขทัยกันต่อ สำหรับคนที่ต้องการมาเที่ยวแค่วันเดียว ไม่มีเวลา ก็สามารถเลือกลิสต์วัดเหล่านี้ แล้วจัดเป็น One Day Trip กันได้เลย หรือถ้าหากใครมีเวลามากหน่อย แนะนำให้มาเที่ยวกันแบบ 2 วัน 1 คืน ก็จะกำลังดี

 

วัดตระพังทอง (Traphang Thong Temple)

วัดตระพังทอง ตั้งอยู่ทางตะวันออกของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง วัดแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนใหม่ และเป็นวัดโบราณเพียงวัดเดียวในสุโขทัยที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ ตั้งอยู่กลางตะพังทอง มีสะพานไม้ขนาดใหญ่ทอดข้ามไปสู่บริเวณเกาะกลางสระน้ำ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานสำคัญอันประกอบไปด้วย “มณฑปจัตุรมุข” ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท จำหลักเป็นลายมงคล 108 และลายดอกจันโดยรอบ โดยเป็นการย้ายมาจากเขาพระบาทใหญ่ (เขาสุมนกูฎ) “พระอุโบสถ” ตั้งอยู่ด้านหลังเจดีย์ประธาน พระอุโบสถก่ออิฐถือปูน ด้านหน้าเป็นมุขโถง ไม่มีเสาพาไลรองรับหลังคา หน้าบันไม้แบบลูกฟัก หลังคาทรงจั่วลดหลั่น 2 ชั้น มีหางหงส์ปูนปั้นรูปมังกร และใบเสมาหินชนวนคู่ตั้งอยู่รอบพระอุโบสถ

 

ภายนอกก่อเป็นกำแพงแก้ว ภายในประดิษฐาน “หลวงพ่อขาว” พระพุทธรูปปูนปั้นสีขาวปางมารวิชัย “เจดีย์ประธาน” ตั้งอยู่ระหว่างพระอุโบสถและมณฑปจัตุรมุข เป็นเจดีย์ทรงระฆังสมัยสุโขทัย ฐานก่อด้วยหินศิลาแลง ส่วนบนก่อด้วยอิฐ ตั้งอยู่บนฐานบัวลูกแก้วอกไก่รูปสี่เหลี่ยม ส่วนบนเป็นฐานกลมลดหลั่นขึ้นไป ถึงชั้นบัวถลา ถัดขั้นไปเป็นชั้นบัลลังก์ ก้านฉัตร และปลียอด มีเจดีย์รายล้อมจำนวน 8 องค์ จุดเด่นของวัดนี้คือ นักท่องเที่ยวสามารถใส่บาตรรับอรุณให้อิ่มเอมใจไปตลอดทริปเลยทีเดียว

 

วัดสะพานหิน (Saphan Hin Temple)

วัดสะพานหิน ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านตะวันตก เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง 200 เมตร ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ชื่อวัดเรียกตามลักษณะทางที่ปูลาดด้วยหินชนวนจากเชิงเขาด้านทิศตะวันออก จนถึงบริเวณลานวัด เป็นระยะทาง 300 เมตร กอนถึงตัววัดบนเนินลาดมีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ขนาดเล็ก บนยอดเนินเป็นวิหารพระยืน ผนังรับองค์พระก่อด้วยอิฐ พระวิหารใช้เสาศิลา สิ่งสำคัญในวัด คือ “พระอัฎฐารส” พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย มีขนาดใหญ่สูง 12.50 สร้างตามคติแบบลังกา ซึ่งประทับยืนอยู่ในวิหารบนยอดเขาวัดสะพานหินมายาวนานกว่า 700 ปี ผู้คนนิยมขอพรให้รอดพ้นอุปสรรค ขจัดปัดเป่าทุกข์ภัย เพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ที่วัดสะพานหินแห่งนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยอีกด้วย

 

วัดพิพัฒน์มงคล (Pipatmongkol Temple)

วัดพิพัฒน์มงคล ตั้งอยู่ที่อำเภอทุ่งเสลี่ยม เป็นวัดที่สวยงดงามด้วยศิลปะโบราณทรงไทยล้านนา สำหรับถาวรวัตถุอันทรงคุณค่าด้วยศิลปะล้านนาภายในวัดพิพัฒน์มงคล ประกอบด้วย พระธาตุ 5 ดวง พระธาตุ 12 จอมนักษัตร หอมณเฑียรธรรม ศาลาเจ้าฟ้า ศาลาทัพโพชา สถานที่ปฏิบัติธรรม เจดีย์ศรีมงคลพิพัฒน์พระธาตุเจ้าจอมล้านนา หอคำน้อย พิพิธภัณฑ์โบราณ หอคำหลวง วิหารต่างๆ และมหาวิหารหลวงพ่อทองคำ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสุโขโพธิ์ทอง หรือที่ชาวบ้านเรียก “หลวงพ่อทองคำ”

 

หลวงพ่อทองคำ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์หนัก 9 กิโลกรัม สร้างด้วยศิลปะสมัยสุโขทัยที่มีความงดงาม เดิมองค์พระพอกปูน มีอายุประมาณ 700 ปี นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำที่ขุดพบพร้อมกับพระพุทธสุโขโพธิ์ทอง อีกจำนวนนับร้อยองค์ นอกจากนี้วัดแห่งนี้ยังเป็นแหล่งสถานที่ศึกษาเชิงพุทธศาสนา และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอีกด้วย

 

วัดทุ่งเสลี่ยม (Thung Saliam Temple)

วัดทุ่งเสลี่ยมตั้งอยู่ที่ตำบลเสลี่ยม เป็นวัดที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อศิลา” พระพุทธรูปปางนาคปรกทรงเครื่องแกะสลักจากหินทราย ฝีมือประณีตงดงามมาก องค์พระประทับนั่งบนขนดพญานาค 7 เศียรแผ่พังพาน ศิลปะลพบุรีที่ได้รับอิทธิพลจากขอม ประดิษฐานเป็นพระพุทธปฏิมาประธานในมณฑปเรือนยอด วัดทุ่งเสลี่ยม มีความงดงามทางศิลปกรรม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2520 ได้เกิดเหตุการณ์มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน เข้ามาโจรกรรมพระศิลาไปจากอุโบสถใหญ่ วัดทุ่งเสลี่ยม พระศิลาจึงได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย กาลต่อมาพบว่าถูกโจรกรรมหายไปยังประเทศอังกฤษ นานถึง 19 ปี จึงได้อัญเชิญกลับมาประดิษฐาน ณ วัดทุ่งเสลี่ยม อยู่คู่ชาวสุโขทัยสืบไป ชาวทุ่งเสลี่ยมศรัทธาในความศักดิ์สิทธ์ของหลวงพ่อศิลา ไม่ว่าจะเป็นการบนเมื่อมีของหายหรือถูกขโมย มักได้ของคืนตามความเชื่อที่ว่า “หายไปแล้วได้คืน” อีกทั้งยังเชื่อว่า หลวงพ่อศิลา สามารถป้องกันอันตรายคุ้มครองให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง เมื่อต้องเดินทางไกลชาวบ้านมาขอพรให้หลวงพ่อคุ้มครอง

 

ทุ่งทะเลหลวง (Thung Talay Luang)

เกาะรูปหัวใจ หรือแผ่นดินศักดิ์รูปหัวใจ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางทุ่งทะเลหลวง แหล่งน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลของเมืองสุโขทัยในอดีต ซึ่งปัจจุบันได้ถูกพลิกฟื้นขึ้นใหม่กลายเป็นโครงการแก้มลิง โครงการตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซาก โดยได้ทำการขุดลอกและขุดคลองเพื่อผันน้ำเก็บไว้ในพื้นที่ ซึ่งนอกจากประโยชน์ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวชมธรรมชาติที่โดดเด่นของจังหวัดสุโขทัย

 

โดยบริเวณใจกลางแผ่นดินแห่งนี้ได้สร้างพุทธมณฑล ประกอบด้วยพระพุทธรูปปางลีลา และมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์ “พระพุทธรัตนสิริสุโขทัย” พระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย อายุเก่าแก่กว่า 700 ปี คาดว่าสร้างในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย ราวปี พ.ศ.1845 พระพุทธรูปแห่งแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจองค์นี้อัญเชิญมาประดิษฐานเพื่ออำนวยพรให้อุดมสมบูรณ์พูนผล ทำกิจการอันใดก็สำเร็จ เป็นสิริมงคลแห่งเมืองสุโขทัย ร่มเย็นเป็นสุข น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ และขจัดอุปสรรคต่างๆ

 

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร (Phrasirattanamahathat)

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร เป็นศูนย์กลางของเมืองเชลียงในอดีต อันที่มาของอีกชื่อเรียก “วัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “วัดพระปรางค์” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้นอกกำแพงเมืองเก่าศรีสัชนาลัย มีโบราณสถานที่สำคัญภายในวัด ได้แก่ “ปรางค์ประธาน” ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน ลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา บริเวณเรือนธาตุด้านหน้ามีบันไดขึ้นองค์ปรางค์สู่ซุ้มโถง ด้านหน้าองค์ปรางค์มีวิหารภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชัย

 

ถัดจากพระพุทธรูปปางมารวิชัยทางด้านขวามีพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลา ซึ่งถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลาที่งามที่สุดองค์หนึ่งของศิลปะสุโขทัย ด้านหลังปรางค์ประธานนอกกำแพงแก้วมีเจดีย์ทรงมอญนาม “พระธาตุมุเตา” ซึ่งมีมณฑปพระอัฏฐารศอยู่ด้านหลัง ด้านซ้ายมีวิหารสองพี่น้อง และด้านข้างทางขวาของพระวิหารได้พบฐานรอยพระพทุธบาท นอกจากนี้ยังมี “กุฏิพระร่วงพระลือ” หรือเรียกอีกชื่อว่า ศาลพระร่วงพระลือ มีลักษณะเป็นมณฑปภายในประดิษฐานรูปหล่อพระร่วงพระลือจำลอง ชื่นชมความวิจิตรบรรจงของโบราณสถาน ตบท้ายด้วยการชมทัศนียภาพริมน้ำด้วยละกัน เพราะวัดนี้ต้องอยู่บนหัวแหลมของโค้งแม่น้ำยมพอดิบพอดี

 

จบทริปแบบอิ่มบุญอิ่มใจไปตามๆ กัน ดื่มด่ำความงดงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่อันทรงคุณค่า แม้กาลเวลาจะล่วงเลย โบราณสถานจะเหลือแต่ซากปรักหักพัง แต่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรไทย และความภาคภูมิใจถึงความเสียสละของพระมหากษัตริย์ไทย