พูดถึงสกลนคร หลายคนอาจจะนึกกันแทบไม่ออกเลยละว่ามีที่ไหนให้เที่ยวหรือมีอะไรให้ทำ ถ้ากำลังคิดว่าก็คงมีแค่วัดวาอารามที่ถือเป็นหมุดหมายหลักๆ ส่วนใหญ่ของภาคอีสานนั่นละน่า โนวววจ้า คิดใหม่ได้เลย เพราะเมืองสกลฯ น่ะ มีที่ชิคๆ คูลๆ ให้แวะเที่ยวแวะดูกันอยู่ไม่ใช่น้อยเลยเด้อ ยิ่งถ้าใครเป็นสายช้อปนะ ขอบอกว่าของน่าซื้อเพียบ อาจทำเอากระเป๋าเบาได้ง่ายๆ แบบไม่ทันได้ตั้งตัวเลยนะ ส่วนการเดินทางก็ยิ่งง่าย จองตั๋วเครื่องบินจาก Traveloka แล้วเก็บเสื้อผ้าไปเลยจ้า ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงแล้วนะ หรือจะดูที่เที่ยวที่เราเอามาแนะนำกันก่อนก็ได้นะ จะได้รู้ว่าที่เมืองนี้เค้าคูลจริงนะจ๊ะ ไม่ได้โม้!

จองตั๋วเครื่องบินไปสกลนคร กับTraveloka 

 

11 แหล่งเช็คอินเมืองสกลฯ

1. วัดพระธาตุเชิงชุม

มาเมืองสกลฯ ขอบอกว่าต้องได้กราบนมัสการองค์พระธาตุเชิงชุมกันเด้อ เพราะที่นี่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองสกลนครมานานแสนนาน โดยมีความเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะต้องเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ที่วัดแห่งนี้ ตัวเจดีย์เป็นสีขาวไม่มีลวดลาย สูง 24 เมตร ด้านบนเป็นยอดฉัตรทองคำน้ำหนัก 247 บาท สร้างครอบรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ อันได้แก่ พระกกุสันทะ พระโกนาคม พระกัสสะปะ และพระโคดม (หรือพระศรีอารียเมตตรัย พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) เอาไว้ ด้านในโบสถ์ยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระองค์แสน ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปคู่เมืองสกลนคร ที่ว่ากันว่าถ้าได้มากราบจะเกิดสิริมงคลมีเงินหมื่นเงินแสนตามชื่อท่านนั้นเองนะ เอ้า สาาาธุ

 

2. พญาเต่างอย

ใครเคยฟังเพลงดังแห่งยุคที่เจ๊จินฯ ร้องเอาไว้ มั่นใจว่าต้องคุ้นเคยกับชื่อพญาเต่างอยกันแน่นอน จริงๆ แล้วเต่างอยเป็นชื่ออำเภอที่มีความเป็นมาในตำนานกว่า 400 ปี โดยสมัยก่อนบริเวณนี้มีเต่าอาศัยอยู่มากมาย เต่าจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอนี้มาจนถึงปัจจุบัน และนั่นเป็นที่มาของการสร้างรูปปั้นพญาเต่างอย ที่ลายด้านบนกระดองเต่ามีการปั้นเป็นรูปพระเกจิชื่อดังเอาไว้มากมาย บนตัวเต่ามีรูปดอกบัวปั้นซึ่งบรรจุเครื่องรางของขลังเอาไว้อีกเพียบ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในแต่ละวันจะเห็นผู้คนเดินทางมากราบไหว้ขอโชคลาภกันอยู่ไม่ขาดสาย ใครอยากได้เลขเด็ดหรือโชคดี มีโอกาสก็แวะไปเด้ออออ

 

3. วัดถ้ำผาแด่น

อีกหนึ่งวัดต้องห้ามพลาดของเมืองสกลฯ ที่มีผู้คนแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ทั้งกราบไหว้เคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีประดิษฐานอยู่มากมาย แถมวัดนี้ก็ยังเคยถูกใช้เป็นที่จำพรรษาของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังอีกหลายรูป นอกจากเรื่องของสายมูฯ แล้วนะ ขอบอกว่าวัดนี้ยังมีรูปสลักหินขนาดใหญ่อีกหลายจุด ซึ่งสวยงามเว่อร์วังอลังการน่าตื่นตาตื่นใจม้ากกกก ชมรูปสลักหินเรียบร้อยก็ยังแวะชมวิวมุมสูงแบบแจ่มๆ ของสกลนครได้ด้วยนะ กับทิวทัศน์พาโนรามา 180 องศา ที่จะมองไกลไปเห็นบึงหนองหานและตัวเมืองสกลนครกันได้แบบสุดสายตา ไปน่า พลาดแล้วจะเสียใจนะเอ้า

 

4. อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติ

ถ้าแวะไปบึงหนองหาน อย่าพลาดการแวะเข้าไปเที่ยวที่นี่ด้วยนะ เพราะอยู่ตรงข้ามกันพอดิบพอดี จากเดิมซึ่งตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่รวบรวมบัวสายพันธุ์ต่างๆ เอาไว้เพื่อการค้นคว้าศึกษา ก็ถือว่ามีผลพลอยได้จนกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของชาวสกลนครไปซะงั้น ก็ใครจะไม่อยากไปเที่ยวล่ะ เพราะนอกจากจะเป็นอุทยานบัวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศโดยกินพื้นที่ถึง 10 ไร่แล้วนะ เค้ายังอุตส่าห์สร้างสะพานไม้สีแดงสดเอาไว้ให้เดินเล่นกันได้กลางบึงบัวอีกด้วย ถ้าเป็นช่วงแดดร่มลมตกลมพัดเย็นสบายในช่วงเย็นๆ นะ หูยยย แค่นึกภาพตามก็โรแมนติกแล้วอ่ะ ว่าไม่ได้!!

 

5. ลองทำผ้าย้อมครามฝีมือตัวเอง ที่ร้าน Kramsakon

ภาพบางส่วนจากเฟซบุ๊ก https://web.facebook.com/KhramSklKramsakon/

บอกอีกครั้งเผื่อใครยังไม่รู้ สกลนครเนี่ยเค้าถือว่าเป็นเมืองแห่งผ้าย้อมครามกันเลยเด้อ แล้วไหนๆ มาถึงถิ่นทั้งที จะไม่มีโอกาสไปเรียนรู้ลองย้อมครามกันดูเลยมันก็ไม่ใช่อ่ะ ถ้าอยากลองไปเวิร์คช็อปเล็กๆ ทำผ้าย้อมครามด้วยฝีมือตัวเองดูละก็ เราขอแนะนำร้านครามสกล ที่นี่เป็นร้านขายข้าวของเครื่องใช้จากผ้าย้อมครามในรูปแบบทันสมัยน่าซื้อหา แล้วยังเปิดโอกาสให้เราได้ลงมือเวิร์คช็อปผ้าย้อมครามกันได้ด้วยตัวเองอีกด้วยนะ ราคาก็จะขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกทำอะไร แต่ถ้าไม่อยากมือเลอะ แวะไปช้อปอย่างเดียวก็ยังได้นะ เตรียมเงินไปให้พอก็แล้วกัน ขอบอกเลยว่าตอนนี่ไปอยากกวาดลงตะกร้าซื้อกลับมาทุกอย่างจ้า ดีนะว่ามีเงินไม่พอ!! อ้อ … เสริมให้ว่าถ้าเผื่อยังช้อปไม่สาแก่ใจ สกลนครเค้ามีถนนผ้าครามให้เดินช้อปกันได้ทุกวันหยุดและเสาร์ – อาทิตย์นะจ๊ะ ขอบอกเลยว่าของล่อตาล่อใจเพียบ กำเงินให้แน่นเข้าไว้แล้วทำใจให้หนักแน่นนะ ไม่งั้นอ่ะ รับรองว่าหมดตัว!

 

6. ทะเลสาบหนองหาน หรือ หนองหานหลวง

ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย และใหญ่ที่สุดของโซนอีสาน ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยเพราะมีเนื้อที่ถึง 77,000 ไร่ สันนิษฐานว่าหนองหานแห่งนี้เกิดจากการยุบตัวลงของเปลือกโลกที่โดนกัดเซาะจนเกิดเป็นโพรงขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง และกลายเป็นหนองน้ำในเวลาต่อมา ถึงเป็นทำเลสาบน้ำจืดก็ไม่น้อยหน้าใครนะ เพราะเค้าก็มีเกาะเหมือนกันจ้า ในหนองหานมีเกาะอยู่ประมาณ 30 เกาะ และเกาะที่ใหญ่ที่สุดคือเกาะดอนสวรรค์ซึ่งมีพื้นที่กว่า 100 ไร่! แถมบนเกาะมีศาสนสถานและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือตั้งอยู่ด้วยนะ อยากรู้ว่าเป็นอะไรยังไง ต้องไปดูด้วยตาเด้อออออ

 

7. งานแห่ดาว

ใครชอบแสงสี ขอแนะนำงานนี้ไว้ในอ้อมใจเลยจ้า เพราะเป็นงานแห่ดาวที่ประดับไฟกับได้พรึ่บพรั่บดีแท้ และเป็นงานแห่ดาวคริสต์มาสที่ใหญ่ที่สุดของไทยด้วยนะ โดยจะจัดขึ้นที่หมู่บ้านท่าแร่ ซึ่งเป็นชุมชนคนนับถือคริสต์ที่เรียกว่าใหญ่ระดับท็อปของบ้านเราเลยละ งานนี้จะจัดขึ้นทุกวันที่ 23 – 24 ธันวาคมเด้อ โดยจะมีขบวนรถแห่ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม รวมถึงมีขบวนแห่ดาวที่ชาวบ้านประดิษฐ์ขึ้นเองบริเวณรอบโบสถ์คริสต์  มีละครเวที มีเวิร์คช็อปลองประดิษฐ์ดาวมือถือ บ้านเรือนในหมู่บ้านก็จะทำการประดับตกแต่งด้วยแสงไฟระยิบระยับ แล้วยังมีการออกร้านขายของกินของใช้ให้ได้ซื้อหาติดไม้ติดมือกลับมากันด้วยนะ ดีอ่ะ ปีนี้ไปเลยนะคะ ไม่ต้องรออออ

 

8. หมู่บ้านท่าแร่

เป็นหมู่บ้านเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ที่อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบหนองหานเท่าไหร่นัก หมู่บ้านนี้เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนนับถือศาสนาคริสต์มากที่สุดของไทย รอบหมู่บ้านยังมีความน่าสนใจเพราะมีตึกโบราณซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ฝรั่งเศสผสมเวียดนามที่ดูอินเต้ออออินเตอร์สวยแปลกตา ชาวบ้านรุ่นแรกเริ่มของที่นี่ส่วนใหญ่อพยพมาจากประเทศเวียดนามจึงมีการนำวัฒนธรรมติดตัวมาทั้งที่อยู่อาศัย ศาสนา และประเพณี ที่โด่งดังคืองานประเพณีแห่ดาวคริสต์มาสของที่นี่เค้านี่ละ ตื่นตา ตื่นใจ และควรไปดูให้ได้ซักครั้งนะเอ้า

 

9. อาสนวิหารอัครเทวดามิคาแอล

เป็นโบสถ์คริสต์ขนาดใหญ่สีขาวสะอาดตาและมีรูปร่างลักษณะไม่ซ้ำใคร สำหรับเราถือว่าโบสถ์นี้หน้าตาทันสมัยแปลกตาเลยทีเดียวละ ว่ากันว่าเค้าพยายามสร้างให้มองดูคล้ายรูปเรือเพื่อสื่อให้เห็นถึงพาหนะที่ใช้ในการอพยพมาตั้งถิ่นฐานของชาวบ้านที่นี่ ซึ่งมีการย้ายรกรากมาจากทางเวียดนามนั่นเอง โบสถ์แห่งนี้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในหมู่บ้านท่าแร่ และในช่วงวันคริสต์มาสของทุกปี จะมีการตกแต่งประดับประดาบริเวณโบสถ์ด้วยไฟหลากหลายสี รวมถึงมีการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นในหมู่บ้านท่าแร่และบริเวณรอบๆ แถบนี้นี่ละ ถ้าไปสกลนครเมื่อไหร่อย่าลืมแวะไปเช็คอินกันนะ ถ้าพลาดจะมาหาว่าเราไม่เตือนบ่ได้เด้อออ

 

10. สามอังคาร เมล่อน ฟาร์ม

ภาพจากเฟซบุ๊ก https://web.facebook.com/3angkarnfarm

เอ้าาาาา เดี๋ยวนี้ที่อีสานเค้าก็มีฟาร์มเมล่อนกันแล้วนะ จะมาคว่ำปากหาว่าอีสานแห้งแล้งกันน่ะ มันเชยแล้วเด้อ แถมฟาร์มนี้ยังอยู่ที่ตัวเมืองสกลนครกันเลยจ้า ว่าไม่ได้จริงๆ นอกจากจะมีโรงเรือนปลูกเมล่อนและมะเดื่อฝรั่งหรือลูก Figs แล้วนะ ที่นี่ยังมีการปลูกผักออแกนิกส์กันอีกด้วย ใครเป็นสายแชะชอบแวะถ่ายรูปน่าจะถูกใจ เพราะเค้ามีมุมอาร์ตๆ หลายมุมเชียวละสำหรับเอาไว้ให้คุณได้ใช้เป็นแบ็คกราวนด์ ปิดท้ายที่ขาดไม่ได้คือคาเฟ่จ้า มีอาหารสารพัดสารพันทั้งคาวทั้งหวานรวมถึงเครื่องดื่มอีกหลายเมนู ดูโรงเรือนเมล่อนแล้วก็ต้องลองชิมด้วยนะ พิสูจน์กันจะๆ ไปเลยว่าผลิตผลจากฟาร์มเค้าน่ะ เด็ดจริงมั้ย!

 

11. งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง

ถ้าใครมีโอกาสได้ไปเมืองสกลนครในช่วงวันออกพรรษา ถือว่าพลาดงานนี้ไม่ได้จริงๆ เพราะนี่คือประเพณียิ่งใหญ่ประจำปีของเมืองนี้เค้าเลยละ งานแห่งปราสาทผึ้งเกิดจากความเชื่อ 2 อย่าง บางคนก็ว่าเป็นการเนรมิตปราสาทเพื่อใช้รับเสด็จการลงมายังโลกมนุษย์ขององค์พระพุทธเจ้า บ้างก็ว่าเป็นการทำบุญใหญ่เพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์โดยต้องถวายปราสาทซึ่งมีความวิจิตรบรรจงเหมือนที่มีอยู่บนสวรรค์เป็นพุทธบูชา โดยการแห่ปราสาทผึ้งเนี่ย น่าจะมีอยู่ในหลายจังหวัดของภาคอีสาน แต่ถ้าวัดกันที่ความอลังการน่ะ ถือว่าสกลนครเค้ามาวินจ้ะ ถ้ามาทันก็มาดูกันเด้อออ จะได้เห็นให้เต็มตาถึงความล้ำค่าของช่างฝีมือไทยไงตัวเองงง

 

รู้กันแล้วใช่มั้ยล่ะว่าสกลนครเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ดีเด่นแค่ในเรื่องแหล่งธรรมะเท่านั้นแล้วนะ แต่ยังมีสถานที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของสายชิค สายคูล กันอยู่เพียบเลยละ ทั้งที่กิน ที่ทำกิจกรรม ที่เที่ยว ที่ช้อป มากมายแบบยกมาพูดกันไม่หมดในครั้งเดียว หลายจังหวัดในอีสานน่ะน่าเที่ยวนะ เพราะว่ายังไม่พลุกพล่านวุ่นวาย และผู้คนยังใช้ชีวิตในสไตล์เป็นตัวของตัวเองแบบไม่ต้องประดิษฐ์กันมากนัก เราจึงจะมีโอกาสได้เห็นความน่ารักแบบท้องถิ่นกันอยู่เรื่อยๆ ในทุกที่ที่ได้ไป เมืองเล็กๆ ในอีสานแห่งนี้ ยังมีของดีของเด็ดซ่อนอยู่อีกไม่น้อยเลยนะ ไว้เราจะรวบรวมมาเล่าให้ฟังกันใหม่ ตอนนี้ไปลองเช็คอิน 10 ที่นี้ให้ครบก่อนเด้อ แล้วค่อยมาเจอกันใหม่น้า