“เห้ยยย แกร เราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันสองคนนานแล้วนะเว้ยย”
นี่คือคำพูดที่ผมพูดกับเพื่อนชะนีสุดเลิฟที่มักจะไปเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ แต่หลังจากนางมีผัว เราก็ไปเที่ยวด้วยกันน้อยลง ผมก็ไม่อะไรครับ โทษผัวมันก่อนเลย แก! แกแย่งเพื่อนของฉันไป (จริงๆ ก็โทษไม่ได้หรอก ผัวนางอยู่ต่างประเทศ) ที่ไม่ค่อยได้ไปไหนด้วยกัน เพราะไม่มีเงิน ไม่มีเวลา ไม่มีแรงมากกว่า (สรุปจะมีอะไรบ้าง?)

ตอนแรก เราวางแผนกันดิบดีครับ วางปีนี้เราจะไปเที่ยวกรีซกัน เพราะปกติทุกปีเราต้องมีทริปยุโรปช่วงสงกรานต์ ผมก็เริ่มเลยครับ เปิดรีวิว ซื้อหนังสือ Guide Book มาอ่าน แต่สุดท้ายครับ พล็อตทวิสต์ เพิ่งมาสำเหนียกตัวเองได้ว่าเป็นคนมีค่ามาก (ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าผ่อนโน้นนี่ ค่าเปย์ผู้ชาย) ผมกับเพื่อนเลยตกลงกันว่า “เห้ยยย แกร เราไม่มีตังค์เลยว่ะ เราไปไหนที่แบบไม่ต้องใช้เงินเยอะได้เปล่า” และสุดท้ายจาก “กรีซ” เราเลยต้องเปลี่ยนมาเป็น “แม่ฮ่องสอน” (แหม แกร ตัดงบจาก 80,000 มาเหลือ 8,000 เลยนะ)

และนี่คือจุดเริ่มต้นของทริป แม่ฮ่องสอน ของเราสองคนครับ วันนี้เราเลยจะพาเพื่อนๆ ไปดูกันว่า ทริปนี้เราจะไปอ่อยชาวเขาชาวดอยที่ไหนกันบ้าง และเส้นทางไปจะโหดมันฮาขนาดไหน ไปเบยยย

วันแรก

อย่างที่บอกไปว่า นี่คือทริปบัดเจ็ต จะให้นั่งเครื่องไปเหรอ โหย เอ้าต์เว่อออ เราต้องไปรถทัวร์สิ! จริงๆ ก่อนไปเพื่อนผมก็แอบเตือนแล้วนะว่า แกรร ทางไปมันโค้งแบบต้องดริฟต์รัวๆ เลยนะเว้ย ผมก็แบบ โอ้ย ไม่เป็นไร โค้งได้ อย่าตกเหวพอ

ขอแอบบอกว่า ทริปนี้เราจะใช้บริการขนส่งสาธารณะหมดเลยนะครับ จะให้ขับรถน่ะเหรอ โนว เราไม่ทำอะไรตามกระแสครับ (จริงๆ ไม่มีรถ) เพราะฉะนั้น ใครอยากไปแต่ไม่มีรถเป็นของตัวเอง ตามมาเที่ยวกับเราได้เลยครับ ทริปนี้เดสติเนชั่นหลักของเราคือ ปางอุ๋ง บ้านรักไทย และตัวเมืองแม่ฮ่องสอนครับ

เราเลือกใช้บริการของ “สมบัติทัวร์” โดยรถจะออกจะท่ารถที่หมอชิตเวลา 17:20 น. (ซึ่งก็ออกเลทตามปกติ) แล้วจะไปถึงสถานีขนส่งที่แม่ฮ่องสอนประมาณ 8 โมงเช้า นี่ยังบ่นกับเพื่อน “ทำไมเวลาเดินทางมันนานจังวะแกร นานขนาดนี้ เรานั่งเครื่องไปปารีสแล้วได้นะ” (เพื่อนก็คงมองบนแล้วคิดว่า ก็แกรบอกว่าไม่มีตังค์เอง – -”) ที่สถานีเขาก็สะดวกนะ มีห้องอาบน้ำให้อาบ (ค่าบริการ 10 บาท) มีร้านอาหาร มี 7-11 อยู่ใกล้ๆ มีร้านส้มตำ ลูกชิ้นปิ้ง ผลไม้ โอ้ยมากมาย เอาเป็นว่าไม่ต้องกลัวหิว

พอขึ้นรถไป ก็โอเคนะ เสียอย่างเดียว ที่นั่งแอบแข็งไปหน่อย แถมแอร์นี่เหมือนส่งตรงมาจากขั้วโลกเหนือ จะหนาวอะไรเบอร์นั้นครับ! บนรถก็มีผู้โดยประมาณ 20 คน ขึ้นไปก็มีน้ำกับขนมให้ทานแก้หิว ขับไปเรื่อยๆ พอประมาณ 4 ทุ่ม เขาก็ปลุกให้พวกเราไปทานข้าวมื้อค่ำกันครับ (ก่อนขึ้นรถเขาจะแจกคูปอง ก็เก็บไว้ด้วยนะ เดี๋ยวอดกิน) ไลน์อาหารก็ไม่ไก่กาเลยนะ มีข้าวต้ม ข้าวผัด ราดหน้า สารพัด ทานกันอิ่มแล้วก็ขึ้นรถต่อ เตรียมนอน

ด้วยความที่คิดว่าตัวเองเก่ง คือไม่เมารถ ไม่เมาเครื่อง ไม่เมาเรือ ไม่เมาเหล้า เอ้ยไม่เกี่ยว! ผมเลยไม่ได้กินยาแก้เมาไป รู้สึกตัวอีกทีตอนประมาณตี 5 พอตื่นขึ้นมา ขุ่นพระ! นี่เรากำลังนั่งรถหรือรถไฟเหาะตีลังกาเนี่ย คือจะเหวี่ยง จะเลี้ยว จะตีลังกาอะไรเบอร์นั้นนนน ผมเลยรีบขอยาแก้เมาจากเพื่อนมากินด่วนๆ พร้อมถามอากู๋ว่า ทางไปแม่ฮ่องสอนกี่โค้ง ผลคือ 1,864 โค้ง! วินาทีนั้นอยากจะบอกคนขับรถเลยว่า พี่ครับ ปล่อยผมไว้ตรงนี้เลยก็ได้ครับ ผมยอมเดินกลับ แต่พอยาออกฤทธิ์ก็ดีขึ้นหน่อย หลับยาว ตื่นมาอีกทีก็ถึงสถานีขนส่งแม่ฮ่องสอนแล้วเจ้าาาา

เข้าห้องน้ำเสร็จสรรพ แล้วก็เรียกตุ๊กๆ ไปตลาดสายหยุดเพื่อจะนั่งรถสองแถวขึ้นไปปางอุ๋งกันต่อ (นี่ผมยังต้องไปเจอโค้งมรณะอีกแล้วใช่ไหม) พี่ตุ๊กๆ เขาคิด 80 บาท นั่งไปประมาณ 15 นาทีก็ถึงครับ

พอถึงตลาด ก็ไปหาข้าวทานซึ่งก็มีตามสั่งอยู่ร้านเดียวที่เปิด พร้อมติดต่อลุงขับรถสองแถวให้ไปส่งที่ปางอุ๋ง ตอนนั้นประมาณ 9:30 แล้วครับ นั่งรถขึ้นเขาไปปางอุ๋งก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ใครมากันเป็นกรุ๊ปใหญ่ ก็สามารถเหมาทั้งรถให้เขาพาขึ้นไปได้ครับ ใครเมาง่าย ก็เตรียมโด้ปยาไปอีกรอบนะครับ อย่าหาว่าไม่เตือน

บ้านพักอื่นๆ ที่ปางอุ๋ง

ในที่สวดดดด เราก็มาถึงที่พักของเราที่ปางอุ๋ง ที่ปางอุ๋ง จะมีที่พักอยู่ 2 แบบ ก็คือ บ้านพักแบบโฮมสเตย์ และเต็นท์ อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบเนอะ แต่แต่ละที่ก็จะไม่ห่างกันมาก คืนนี้เรามานอนกันที่ ลุงปาละ โฮมสเตย์ ที่เขาว่ากันว่ากาแฟของลุงคือนัว คือดีมาก

เราจองบ้านพักที่ชื่อ “บ้านไม้ไผ่” ไว้ ห้องพักอยู่ติดกับต้นไผ่ที่สูงราวตึกใบหยก (นี่ก็เว่อร์ตลอด) แถมมีวิวมองออกไปยังภูเขาเลากา อะไรจะสวยขนาดนี้ ห้องนี้ราคาคืนละ 800 บาทเท่านั้นครับ นี่แหละที่เขาเรียกว่าจ่ายหลักร้อย บรรยากาศหลักล้านจริงๆ

ที่นั่งทานอาหารเช้าพร้อมวิวสวยๆ

อาบน้ำอาบท่ากันแล้ว เราก็เริ่มหิวกันอีกแล้ว ก็เลยไปสั่งข้าวที่โฮมสเตย์ทานกัน พร้อมดื่มกาแฟที่ขึ้นชื่อ กาแฟอร่อยจริงครับ คอนเฟิร์ม มันคือความนัวของรสชาติกาแฟแท้ๆ ผสมกับนมอุ่น พร้อมฟองนุ่มๆ ท่ามกลางลมเย็นๆ ฟินครับ!

มื้อนี้ทานหมูผัดพริกแกง แหนมผัดไข่ แล้วก็ยำใบชาครับ

คาปูชิโนพร้อมฟองนมสุดนัว

หลายๆ คนอาจเคยได้ยินชื่อ “ปางอุ๋ง” มาบ้าง จริงๆ แล้วปางอุ๋ง มีชื่อเต็มๆ ว่า “โครงการพระราชดำริปางตอง 2” อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 44 กิโลเมตร (บอกแล้วให้กินยาแก้เมาด้วย ไกลอยู่นะเธอ)

รอบๆ อ่างเก็บน้ำ มีระเบียงให้ไปพลอดรักกันด้วย

ปางอุ๋งมีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำ มีภูเขาและผืนป่าเขียวขจีห้อมล้อม กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมักจะไปทำก็คือ ล่องแพ กางเต็นท์พักแรม ถ่ายรูป Slow Life สุดๆ ค่าเข้าปางอุ๋งก็ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ส่วนใครอยากล่องแพ ก็มีค่าบริการลำละ 150 บาท นั่งได้ประมาณ 3-4 คน

วันนี้ทั้งบ่ายและเย็น เราก็ไปเดินทอดน่องรอบๆ อางเก็บน้ำ เก็บภาพบรรยากาศไปเรื่อยๆ อากาศก็ไม่เย็นมาก ประมาณ 18-20 องศา คนไม่เยอะด้วย อาจจะเป็นเพราะเป็นหน้าโลว์ซีซั่นแล้ว

เรารอถ่ายรูปจนถึงช่วงพระอาทิตย์ตก เรียกได้ว่าช่วงพีกเลย

เราก็กลับมาโฮมสเตย์เพื่อมาลิ้มรสหมูกระทะอันโด่งดังที่ใครมาปางอุ๋งก็ต้องกินทุกคน ก็เพราะทุกโฮมสเตย์เหมือนจะมีเมนูนี้กันหมดเลย ฮ่าๆ

ชุดนึง 300 บาท ทานกัน 2 คน ไม่อิ่ม เราเลยสั่งลาบคั่ว ข้าวไข่เจียวมาเพิ่ม อิ่มอร่อย นอนหลับฝันดีละครับ

วันที่สอง

เช้าวันต่อมา เราตื่นกันตั้งแต่ 5:30 (ไม่ใช่ขยันนะ แต่ห้องข้างๆ อาบน้ำกันเสียงดังโช้งเช้งมาก นี่อาบน้ำหรือตีกลองกีฬาสี) แต่จริงๆ ก็ตั้งใจตื่นเช้าไปเก็บแสงเช้าที่อ่างเก็บน้ำอยู่แล้วครับ พอออกไป โอ้โห คนเยอะเชียว รถตู้ก็เข้ากันมารัวๆ แต่บรรยากาศก็ดีมากๆ ครับ อากาศเย็นๆ มีหมอกจางๆ ลอยเหนือผิวน้ำ

แสงแดดอ่อนๆ ค่อยๆ อาบผืนป่าอันเขียวขจี

สะพานรักที่เราทอดไปให้เธอ เอ้ยไม่ใช่!

คนบนเรือมองตาขวางละครับ คงคิดว่าไอนี่บ้าปะ

สักพักเราก็กลับที่พักมาทานข้าวเช้ากันครับ ที่นี่มีให้เลือกว่าจะเป็นข้าวต้ม หรือพวกขนมปัง แฮม ไข่ดาว อะไรพวกนี้ครับ ถ้าไม่อิ่ม ตามร้านรวงตามทาง เขาชอบขายพวกถั่วเหลืองทอด (หน้าตาเหมือน French Fries) ปาท่องโก๋ ไข่กระทะก็มี ไปหาทานได้ตามสะดวกครับ

ประมาณ 11 โมง คุณลุงสองแถวคนเดิม ซึ่งเราดีลไว้เมื่อวาน ก็มารับเราที่หน้าที่พักเลย เดสติเนชั่นต่อไปของเราก็คือ บ้านรักไทย ซึ่งอยู่ห่างจากปางอุ๋งไปประมาณ 30 นาที

บ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนานในอดีต บ้านพักต่างๆ นานา เลยมีศิลปะของจีนผสมอยู่ และด้วยความที่เป็นหมู่บ้านที่อยู่ที่สูง จึงทำให้เด่นเรื่องการปลูกชา จึงทำให้มีร้านขายชา ชิมชาอยู่เยอะ แถมเวลาไปทานข้าว ร้านอาหารก็จะเสิร์ฟชาให้เราชิมกันด้วย

วันนี้เรามาพักกันที่ ชาสารักไทย รีสอร์ท ซึ่งบ้านพักก็จะมีการตกแต่งแบบจีน และตั้งเป็นลำดับชั้นลดหลั่นลงมา เราไปถึงที่พักประมาณเที่ยงพอดี ทำการเช็กอินเสร็จเรียบร้อย ห้องพักถือว่าดีมาก คุ้มกับราคา 1500 แต่เสียอย่างเดียว เราจองช้าไป เลยต้องไปพักบ้านที่อยู่บนสุด ซึ่งเราต้องแบกสังขารของเราขึ้นบันไดไป 300 ขั้น (เว่อร์ไป) กว่าจะถึงเล่นเอาหอบ ถ้าจะสูงขนาดนี้ กรุณาทำ Cable Car ด้วยครับ

เรานั่งพักสักแป๊บพร้อมทำใจว่า นี่ฉันต้องลงบันไดไปอีกแล้วเหรอ ลงไปแล้วไม่ขึ้นแล้วได้ปะ (ขี้เกียจอะไรเบอร์นั้น) เที่ยงกว่าแล้ว เราก็หิวกันพอดี เลยลงมาทานข้าวที่ร้านอาหารของทางที่พัก คนที่พักที่นี่จะได้ส่วนลดค่าอาหาร 10% ด้วยนะครับ

จริงๆ เมนูที่คนที่มาเที่ยวบ้านรักไทย (จะต้อง) สั่งก็คือ ขาหมูหมั่นโถว แต่ผมกับเพื่อนก็แบบเคยกินมาก่อนแล้ว แล้วก็ไม่ค่อยอินกับหมั่นโถวเท่าไหร่ เราเลยสั่งอย่างอื่นแทน

เมนูที่เราสั่งมี หมูพันปี (Braised Pork Millennium) เกลียดชื่อภาษาอังกฤษมาก ปลาสามรส แล้วก็ผัดผักคะน้าฮ่องเต้ครับ

รสชาติอาหารดีเลยครับ อิ่มจัง แต่ตังค์อยู่ไม่ครบ มื้อนี้ค่าเสียหายประมาณ 700 (นี่ขนาดลดแล้ว)

ทานอาหารเที่ยงเสร็จ เราก็แพลนจะไปเดินเที่ยวรอบๆ อ่างเก็บน้ำกันครับ แต่เนื่องด้วยผมเกิดและเติบโตแถว Scandinavia ที่อากาศติดลบและเย็นสบายมาตลอด เลยไม่ชินกับแดด 40 องศาเมืองไทยครับ เราเลยตัดสินใจว่า “แกรรร เราค่อยออกมาเย็นๆ ไหม ตอนนี้ร้อนมากเลย” เพื่อนก็เออออด้วย เพราะมันก็ร้อนพอกัน

เรารอจนถึงประมาณ 5-6 โมงเย็น ก็เดินออกมาถ่ายรูป ชมพระอาทิตย์ตก บรรยากาศโรแมนติกมากๆ ครับ เสียดายจังที่มากับเพื่อนชะนี ถ้ามากับผู้ เสร็จไปถึงไหนต่อไหนแล้ว คิดแล้วก็หงุดหงิด

มุมเดิมเพิ่มเติมคือแสงม่วง

เดินเล่นจนมืดค่ำ เราก็หิวข้าวกันแล้ว เลยแวะกินอาหารตามสั่งข้างทาง เพราะไหนบอกทริปบัดเจ็ตไงแกร จะให้จ่ายมื้อละ 700 ทุกมื้อ ก็ไม่ใช่ปะแกร

คืนนี้เราเข้านอนกันเร็วครับ เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นมารับออร่าแสงพระอาทิตย์แต่เช้า

วันที่สาม

ตื่นขึ้นมาตอนเกือบๆ 6 โมง ล้างหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมจะลงไปเก็บภาพแสงเช้า แด่คุณเพื่อนสุดที่รักดันตื่นไม่ไหว ไม่เป็นไรครับ ผมเลยลุยเดี่ยว

บรรยากาศตอนเช้าคือดีย์มากกกกก (ก.ไก่ล้านตัว) มีหมอกบนผิวน้ำเบาๆ อากาศประมาณ 13 องศา เมืองเงียบสงัด มีเพื่อนช่างกล้องบางคนที่มาเก็บบรรยากาศยามเช้าเหมือนกัน

วันนี้เราจะต้องเข้าเมืองกันแล้ว รถสองแถวรอบช้าสุดที่จะมารับเราที่ชาสารักไทยคือรอบ 8 โมงครับ ข้าวเช้าที่รีสอร์ทคือเริ่ม 8 โมง เราก็แบบ อ่าวแบบนี้ก็อดอะสิครับ ไม่ได้ดิเรื่องกินเรื่องใหญ่ แต่ถ้าตกรถ เราก็ไม่อยากเดินลงเขานะครับ แต่โชคดีมาก ทางที่พักบอกว่า เดี๋ยวรถจะมาประมาณ 8 โมงกว่าค่ะ ไปทานอาหารเช้ากันได้ ส่วนใครอยากออกเลทกว่านั้น ก็อาจจะต้องติดต่อรถสองแถวแบบเหมาไปก่อนครับ

อาหารเช้าเริ่ดมากครับ เรามากันสองคน ก็จะมีไข่เจียว ยำเห็ด แล้วก็ผัดผัก พร้อมข้าวต้ม 2 ชามครับ ส่วนใครมากันมากกว่านั้น เค้าก็จะเสิร์ฟข้าวต้มเป็นหม้อไปแบ่งกันเองครับ ส่วนกับข้าวก็มีเยอะกว่านี้ด้วย (ขอโทษด้วยครับ หิวจัดเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา)

ประมาณ 8:30 รถก็มารับเราครับ ปลายทางคือตลาดสายหยุดเหมือนตอนที่เรานั่งรถขามา ระหว่างทาง เราก็กะจะแบบนั่งรบลมเย็นๆ ฟินๆ เพราะอยู่เมืองกรุง ยากที่จะมีอากาศแบบนี้ โดยมิได้สำเหนียกว่าทางลงมันก็ต้องโค้งพอๆ กับทางขึ้น! รถดริฟต์ลงเขาแบบเต็มสปีดเพราะพี่คนขับเหยียบเร็วกว่านรกมาก แล้วยังแซงรถคันหน้าตอนเข้าโค้ง ตอนนั้นไม่มีกะจิตกะใจนั่งรับลมละครับ ได้แต่สวดภาวนาพร้อมตั้งสมาธิไม่ให้อ้วก ในใจก็คิดว่า ฉันจะไม่มาอีกแล้ววววว!

เราถึงตลาดสายหยุดอย่างปลอดภัยครับ แต่สภาพคือเกือบอ้วกและเย็นจนก้านสมองชาไปแล้ว พอไปถึงตลาด เราก็ถามแม่ค้า พี่วินแถวนั้นครับ ว่าอยากจะเหมารถตุ๊กๆ ไปเที่ยวที่ต่างๆ ในเมือง จริงๆ เมืองแม่ฮ่องสอนมีอะไรให้เที่ยวเยอะเลยนะครับ ที่ที่เขามักจะไปเที่ยวกันก็มี สะพานซูตองเป้ ถ้ำน้ำลอด หมู่บ้านกะเหรี่ยง

แต่ด้วยเราจะต้องไปสนามบินก่อนบ่าย 2 แล้วตอนนี้ก็ประมาณ 9:30 น. แล้ว เราเลยบอกพี่ตุ๊กๆ ว่า งั้นไปไหว้พระสักการะตามวัดในเมืองก็ได้ครับ อะ สายบุญก็มา วัดที่เราไปมีดังนี้ครับ

 

วัดจองคำ

ปิดท้ายด้วยวัดพระธาตุดอยกองมู

ที่วัดพระธาตุดอยกองมู เขามีจุดชมวิวด้วยนะครับ ใครขึ้นไปไหว้พระแล้ว ก็อย่าลืมแวะถ่ายรูป ซื้อของฝากกันได้ครับ

 

และแล้วก็ถึงเวลาต้องบินกลับเมืองกรุงของเรา เวลา 3 วันผ่านไปเร็วเสียจริง ดีนะขากลับเราไม่จองรถทัวร์ ไม่งั้นมีอ้วกของจริงครับคราวนี้ ขากลับเราได้จองตั๋วเครื่องบินกลับ ตอนแรกก็คิดว่า มันจะแพงไหมอะแกร แต่เราได้ราคาตั๋วถูกมากครับเพราะจองผ่านแอป Traveloka นั่นเอง ก็ไม่ได้อยากจะเม้าท์นะครับ (ฉันรู้ แกอยากเม้าท์!) ก็เขามีโปรเด็ดๆ ปล่อยมาตลอด แถมมีสายการบินมากมาย ครอบคลุมทุกเส้นทาง แล้วเวลาจ่ายเงิน ไม่มีบัตรเครดิตก็จ่ายได้ครับ เรียกได้ว่าสะดวกสุดๆ

เราจองตั๋วเครื่องบินของ ไฟลท์ 15:40 น. ครับ มาถึงกรุงเทพประมาณ 17:00 น. ซึ่งใครอยากได้ตั๋วเครื่องบินถูกๆ เหมือนเรา บวกโค้ดส่วนลด แบบลดเว่อร์ ก็ไปดูกันได้ที่ Traveloka

จองตั๋วเครื่องบิน Thai Smile กับ Traveloka คลิก

สุดท้าย อยากฝากขอบคุณเพื่อนรัก ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด คุยได้ทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องซีเรียสคอขาดบาดตาย ไปจนถึงเม้ามอยเรื่องผู้ชาย เลิฟครับ

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่กำลังวางแผนไปเที่ยวปางอุ๋ง บ้านรักไทย แล้วก็แม่ฮ่องสอนนะครับ