ดอยมณฑา จังหวัดตาก 

จริงๆแล้วเราก็เดินป่ามาหลายที่มาก

แต่ยังไม่มีที่ไหน ที่มีระหว่างทางเดินสวยได้ขนาดนี้ : ))

อยากพาทุกคนไปเดินป่าขึ้นดอยมณฑาให้เห็นกับตา ทริปเดินป่าสุดแสนไกล แต่ระหว่างทางคือโคตรประทับใจ ที่เดินไปกลับรวมๆแล้ว 20 กม.ได้ (ไป 12.5 กม. กลับ 8 กม.) ถ้าทุกคนพร้อมแล้ววววว ไปเดินป่ากัน ^^

— 01 เริ่มต้นการเดินทาง

จริงๆการเดินทางมาเที่ยวจังหวัดตากมีหลายวิธีมาก ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับทางรถซะมากกว่า ซึ่งรอบนี้เราเดินทางด้วยรถตู้ รวมตัวกันให้ได้ 10 คน และเหมากันไป แต่ก็ใช้เวลาที่แบบ นานแสนนาน เราเลยขอแนะนำการเดินทางมา จ.ตาก แบบหนีโค้งและหนีการเดินทางนานๆ

เพราะตอนนี้ตากมีบินตรง กรุงเทพฯ-แม่สอดแล้ว จากที่เราต้องใช้เวลา 7-8 ชม. ในการเดินทาง แต่เครื่องบินใช้เวลาแค่ 1 ชม. 15 นาทีเอ๊งงงงง

หากเพื่อนๆยังไม่แน่ใจว่าสายการบินไหนเปิดให้บริการบินลงไปแม่สอดบ้าง เราแนะนำให้เพื่อนใช้ Traveloka ในการช่วยค้นหา รอบขึ้นให้เพียบเลย ไวและสะดวกมากกกก

จองตั๋วเครื่องบินไปตาก กับTraveloka 

 

 

จุดหมายปลายทางของเราคือ อช.ตากสินมหาราช ซึ่งห่างจากสนามบินแม่สอด แค่ 1 ชม.เอง

ส่วนตัวพวกเรานั้นก็เริ่มเดินทางจาก กรุงเทพฯ ตรงดิ่งมาที่ อช.เลย ใช้เวลาเกือบ 6 ชม. ในการเดินทาง

 

 

— 02 ช่องทางการติดต่อดอยมณฑา

สามารถติดต่อ เบอร์อุทยาน 064-925-3024 คนนำทางพี่พงษ์ 055-511429

แนะนำให้โทรหา อช. ก่อนค่ะ

ซึ่งดอยมณฑาจะเปิดให้ขึ้นช่วงฤดูหนาว คือ พ.ย.-ธ.ค. เท่านั้นค่ะ หรือสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่เพื่อความชัวร์ก่อนได้เลย

 

— 03 ดอยมณฑา ฉันจะเดินไปหาเธอ

หลังจากมาถึง พวกเราใช้เวลาจัดเตรียมของ เสบียงต่างๆ เพื่อใช้สำหรับแคมป์ข้างบน หลังจากจัดแจงเตรียมเรียบร้อย ก็มีรถอิแต๊กมารอรับพวกเราไปที่จุดเริ่มเดินกัน

ซึ่งรถอิแต๊ก 1 คัน สามารถนั่งได้ 5 คน พวกเรามีกัน 10 คน เลยแบ่งกันเป็น 2 คัน จากจุดที่เราเตรียมเสบียงมาที่จุดเริ่มเดิน นั่งรถใช้เวลาประมาณ 15 นาที ทางมันส์ใช้ได้ ลงหลุมลงบ่อ ลุยน้ำมันเลยยย 5555

พอเราเห็นฝูงน้องวัว ทำให้รู้ว่า นี่แหละ เป็นจุดเริ่มเดินเท้าของพวกเรา

จุดเริ่มเดินในช่วงแรก จะเป็นทางราบ ชิลๆ เดินลุยทางน้ำไปเรื่อยๆ อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจนเกินไป

เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักกัน พวกเราอาจจะเหนื่อยไม่เท่ากับพี่ลูกหาบแน่นอนน

ป่าไม้ที่นี่อุดมสมบูรณ์มากๆ

หลังจากชิลกับทางราบไม่นาน เราต้องปีนป่ายเดินขึ้นกันแล้ว หลังแบกเป้ 1 ใบ ค่อยๆเดินขึ้นเรื่อยๆ กับทางที่ไม่รู้ว่า เราจะเจอทางราบเมื่อไหร่ TT

เดินมาเหนื่อยๆ ก็หาจุดพัก ดื่มน้ำบ้างกินขนมกันบ้าง

เดินกันไปสักพัก เราก็เจอจุดที่เป็นทางแยก จุดตรงนี้เราจะแยกกับลูกหาบบางกลุ่ม เพราะทางที่เราไปจะเห็นวิวภูเขา แต่ทางที่พี่เค้าไป เป็นทางป่าที่ตรงดิ่งขึ้นไปแคมป์เลย ถ้าแนะนำควรมาทางที่เห็นวิว รับรองคุ้มมากแน่นอน

 

 

— 04 ดอยมณฑา วิวระหว่างทางเดิน ที่ทุกคนจะต้องหลงรัก —

อย่างที่บอกเลยว่า ที่นี่คือที่แรกที่เรารู้สึกว่าวิวระหว่างทางสวยมาก เดินไปทางไหนก็สวย ภูเขาสีทองอร่ามกับแสงอาทิตย์กระทบกัน คือฟินสุดๆ แดดร้อนๆ ลืมเหนื่อยไปเลย พูดมาขนาดนี้ ป๊ะเพื่อนๆ เดินกันต่อดีกว่า

ที่เราเดินมาเรื่อยๆ เราก็มองเห็นสันเขาที่ต้องเดินไปแล้ว แค่เห็นก็แอบหอบไป 3 รอบแล้ววว

ทางราบเริ่มหาไม่ได้อีกต่อไป เราเดินขึ้นกันรัวๆ เลย

เดินไต่ขึ้นแล้ว ก็เดินไต่ขึ้นไปอีก จนพบว่า ….

ต้องไต่ขึ้นขนาดนี้เลยเหวยยยยย พวกเราตั้งสติสักพัก และลุยกันต่อ แอบคิดถึงตอนเริ่มเดินเนอะ 5555

คิดหรอ … ว่าความชันจะหมดไปง่ายๆ หึ ที่อื่นอาจจะใช่ แต่ไม่ใช่กับดอยมณฑาจ้า

จากจุดที่เราเดินขึ้นมา ยิ่งอยู่สูง ถ้ามองกลับไป ก็พบว่า โอะ สวยอะไรได้ขนาดนี้ ไม่เสียงแรงที่เดินขึ้นรัวๆมาขนาดนี้

สาบานเลย นี่ไม่ใช่วิวปลายทางนะ นี่คือวิวระหว่างทางจริงๆ สวยจนแบบ รู้สึกคุ้มแล้ววว

มองกลับไป แอบคิดว่า นี่เรามาสูงขนาดนี้เชียวรึ

หลังจากขึ้นรัวๆ เราก็เริ่มเดินทางราบ เลาะป่าไปเรื่อยๆอีกครั้ง

ระหว่างทางก็ยังคงสวยเหมือนเดิม

เพิ่มเติมคือทางเดินที่แคบขึ้น และแสงอาทิตย์กระทบกับภูเขา ทำให้ภาพตรงหน้าเป็นสีเขียวทองอร่ามแบบนี้

ถ้านึกภาพไม่ออกว่าแคบแค่ไหน อยากให้ซูมไปที่ 2 ภาพนี้ ถึงความแคบของทางเดิน

เดินเลาะกันไปสักพัก เราก็เจอจุดที่มองกลับไปแล้วสวยจนต้องแวะถ่ายรูปกันนานเลย

เพราะจริงๆ เราเชื่ออย่างนึงว่า อย่ารอคำว่าเดี๋ยวก่อน เพราะอีกวัน หรือ อีกช่วงเวลา

ภาพตรงหน้าอาจจะไม่สวยเหมือนตอนนี้ก็ได้

 

— 05 ตั้งแคมป์ รอพระอาทิตย์ตกดอยมณฑา

ถ้าจะบอกว่าใช้เวลาไม่นานก็มาถึงแคมป์ ก็อาจจะดูโกหก 5555

คงต้องบอกว่าหลังจากเราปีนป่าย ลัดเลาะมาร่วม 12 กม. เราก็ถึงแคมป์สะที !!!

พี่ลูกหาบที่แยกมาอีกทางมาถึงก่อน และตักน้ำใช้เตรียมให้พวกเราเรียบร้อย

พวกพี่ลูกหาบคนนำทาง เริ่มก่อไฟ เพื่อให้พวกเราได้ทำอาหารกันแล้ว

พวกเราเริ่มลงมือสำหรับมื้อนี้ นอกจากทำสำหรับเรา 10 คนแล้ว พวกเราต้องทำอาหารเผื่อ จนท อีก 4 ท่าน (คนนำทาง 1 , ลูกหาบ 2 , จนท 1)

นี่คือเมนูประจำ และเมนูเด็ดทุกครั้งที่เข้าป่า เอาจริงๆ ขาดไม่ได้เลย หมูย่างร้อนๆ กับฟิลกลางป่าแบบนี้

 

เพลิดเพลินกับการทำอาหาร ก็ถึงเวลามาดูแสงเย็นแล้วว

จริงๆ แสงเย็นที่อยู่ตรงหน้า คืออยู่หน้าเตนท์เลย เราชอบฟิลแบบนี้มากๆ เดินมาไกลให้สุด ตั้งแคมป์ จุดชมวิวไม่ต้องเดิน คืออยู่ตรงหน้า ชอบบบบ

มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมากๆ

ที่ชอบคือ ขนาดแสงหมดแล้ว ยังถ่ายออกมาได้สวยเลย

คือพวกเรานั่งคุยเล่นเป็น ชม. ได้เลย บรรยากาศแบบนี้เข้าใจแล้วว่า อยากนั่งชมวิวโง่ๆ เป็นยังไง

เป็นอย่างงี้นี่เอง : ))

จุดตั้งแคมป์พวกเรา มีกันแค่ 3 กลุ่ม กลุ่มละแค่ 10 คน รวมจนท รวมๆแล้ว  ไม่เกิน 50 คน

ไม่ต้องแย่งถ่ายรูป ไม่ต้องแย่งกันเดิน ชอบฟิลนี้สุดๆ  ปล. เค้าลิมิตให้ขึ้นครั้งละ 30 คน (ไม่รวม จนท)

อีกข้อแนะนำเลย ตรงแคมป์ไม่ต้องเดินอะไรแล้ว สามารถเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะได้เลย

วันการเดินมาราธอนของวันแรกก็จบลง พวกเรามีแคมป์กันนิดหน่อย และแยกย้ายกันไปนอน เพื่อรอลุ้นหมอกพรุ่งนี้เช้ากัน

 

— 06 : บรรยากาศตอนเช้าที่ดอยมณฑา  —

สวัสดีตอนเช้า ที่สามารถตื่นเช้าได้เองโดยไม่งองแง

พอตื่นมาถึงกับร้องว๊าว เพราะหน้าที่พักเรามีหมอกละมุนอยู่ไกลๆ ไม่มาใกล้ๆ แต่แค่นี้ก็ฟินแล้ววว

จากแคมป์ เราจะขึ้นไปบนยอดนั้น เพื่อดูวิวอีกฝั่งนึงกัน ซึ่งสวยไม่แพ้กันเลย

ภูเขาฝั่งด้านซ้าย เป็นแนวภูเขาสลับซับซ้อนกัน ไม่มีหมอก แต่แสงตอนเช้ากระทบกับภูเขาคือสวยมาก

เราเดินออกมาจากจุดแรก และไปจุดทางเดินทางขวามือ และพบว่าสวยไม่แพ้กันเลย

และที่พิเศษคือ ทางด้านขวามีหมอกให้เห็นอยู่ไกลๆ ได้แต่คิดว่า ทริปนี้คุ้มแบบคุ้มจริงๆ

หลังจากชมวิวเสร็จ เราก็ใช้เวลาไม่นานเตรียมตัวกับไปด้านล่าง ทางเดินกลับจะอีกทางนึง ซึ่งเป็นทางที่พี่ลูกหาบอีกกลุ่มขึ้นมา ซึ่งจะไม่เห็นวิวแบบที่มา ส่วนระยะทางก็ … ไกลเหมือนเดิม 5555 ปลายทางยังคงลุยน้ำเหมือนเดิม และเจอฝูงวัวเหมือนเดิม

หลังจากเดินถึงเราก็นั่งอิแต๊กไปที่รถ อาบน้ำ เก็บของ และกลับกรุงเทพฯ กัน : )) เวลา 2 วัน ผ่านไปไวจังเนอะว่าไหม

 

— 07 : ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2 วัน 1 คืน  —

– ค่ารถไป-กลับ คิด 3 วัน 2 คืน (5,400 บาท / 10 คน)                                        540         บาท

– ค่าน้ำมัน (3,000 บาท / 10 คน)                                                                       300         บาท

– ค่าเจ้าหน้าที่อุทยาน (1,000 บาท / 10 คน)                                                      100         บาท

– ค่าลูกหาบ 2 คน (คนละ 1,000 บาท ไป-กลับ แบกได้ 20 โล ใช้ 2 คน)             200         บาท

– ค่าคนนำทาง 1 คน (1,200 บาท ไป-กลับ)                                                         120         บาท

– ค่ารถนำทางถึงจุดเริ่มเดินคันละ 200 บาท (ไป-กลับ ใช้ 2 คัน)                             40          บาท

– ค่าเข้าอุทยาน                                                                                                     80          บาท

– ค่าบำรุงหมู่บ้าน (1,000 บาท / 10 คน)                                                              100          บาท

– ค่าอาหารต่อคน                                                                                                 500         บาท

รวมแล้วประมาณ 1,980 บาท หรือ 2,000 บาทมีทอน

สามารถติดตามเรื่องราวการเดินทางของเราเพิ่มเติมได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/LifeBraryjourney/

IG: https://www.instagram.com/lifebraryjourney/

Twitter: https://twitter.com/Wawowwy