เริ่มต้นด้วยวันแรก…เราออกเดินทางจาก กทม  มุ่งหน้าไปยังเชียงใหม่ ด้วยการจองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่กับ Traveloka  ที่แรกที่เรามาเลยก็คือร้าน COFFEE NGEGGEE (อ่านว่า ‘”เง็กกี่”) ร้านนี้เปิดแต่เช้าเลยค่ะ มีกาแฟและอาหารเช้าขายค่ะ อาหารเช้าก็จะเป็นเมนูง่ายๆค่ะ แต่ดี ราคาไม่แพง ส่วนกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆก็จะมีให้เลือกหลายแบบ อย่างวันนี้ที่เราลองสั่งก็จะมีคอฟฟี่เง็กกี่เย็น (50.-) / ลาเต้ร้อน (45.-) / อเมริกาโน่ร้อน (40.-) รสชาติกาแฟคือดีเลยค่ะ หอม ราคาไม่แพง

จองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ กับTraveloka

 

หลังจากอิ่มท้องก็มาไหว้พระเพื่อขอพรในการเริ่มต้นทริปนี้ที่วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารกันค่ะ ซึ่งวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองจอมทอง และเป็นวัดประจำปีชวดนะคะ ใครที่เกิดในปีนี้อยากให้มาสักการะสักครั้งหนึ่ง…

ไหว้พระเสร็จก็มุ่งหน้าขึ้นดอยอินทนนท์กันเลยค่ะ ที่แรกที่แวะเลยก็คือ “ตลาดม้ง” มีผลไม้และผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านต่างๆมาวางขายมากมาย เราได้สตรอเบอร์รี่มากล่องนึงค่ะ (60.-) ส่วนเพื่อนๆก็ซื้อกระเป๋าชาวดอย ยางมัดผม เอาไปฝากคนที่บ้าน

แวะสักการะ “พระมหาธาตุนภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ” กันต่อค่ะ อากาศดีมาก เย็นสบาย (ค่อนไปทางหนาว) วิวก็สวยมากๆเลยค่ะ

อ้อ! ที่นี่มีค่าเข้าชมด้วยนะคะ

– คนไทยผู้ใหญ่ 50 บาท / เด็ก 20 บาท
– ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท / เด็ก 100 บาท

พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ตั้งอยู่บนกิโลเมตรที่ 41.5 ทางด้านซ้ายมือ สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทย โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2530 และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2535

พระมหาธาตุนภเมทนีดล มีความหมายว่า “พระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุที่ยิ่งใหญ่เพียงฟ้าจดดิน” และพระมหาธาตุนภเมทนีดล มีความหมายว่า “พระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุที่ยิ่งใหญ่เพียงฟ้าจดดิน” ซึ่งพระมหาธาตุนภเมทนีดล-นภพลภูมิสิริ ทั้ง 2 องค์นี้ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอยู่บนยอด และพระพุทธรูปบูชา มีลักษณะที่สูงสง่าและตั้งอย่างโดนเด่น โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล นั้นองค์จะเป็นสีน้ำตาล ส่วนพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ องค์จะเป็นสีม่วงอมชมพู อีกทั้งรอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างสวยงามค่ะ

เสร็จแล้วก็แวะเข้าที่พักไปเช็คอินค่ะ… วันนี้เราพักที่ “อินทนนท์คีรีมายา” ต้องโทรจองตรงกับพี่สมศักดิ์นะคะ ที่นี่นักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะมากค่ะ พี่สมศักดิ์ก็ใจดี ชงกาแฟที่ปลูกเองให้เราชิม คุยสนุก ตลก คุยอยู่นานสองนานกว่าจะพาเข้าที่พักค่ะ เม้าท์เพลิน 555

บ้านที่เราพักชื่อ “บ้านอิงน้ำ” มีทั้งหมด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ หลังบ้านมีที่นั่งเล่นติดลำธาร นั่งกินข้าวกันชิวๆ ส่วนหน้าบ้านก็มีลานไว้นั่งผิงไฟได้นะคะ มีเครื่องทำน้ำอุ่นนะคะ แต่ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลมเลย อากาศธรรมชาติล้วนๆ

หลังจากเก็บของเสร็จพี่สมศักดิ์แนะนำให้ข้ามสะพานไม้ไผ่ข้างที่พักมาค่ะ มีร้านอาหารเปิดใหม่ ชื่อร้าน “กินอิ่ม ฮิมนา” ตรงนั้นมีที่พักเปิดใหม่ด้วยค่ะ เห็นวิวท้องนาเต็มๆ

อาหารที่เราสั่งจริงๆมีเยอะกว่านี้นะคะ แต่ด้วยความหิวถ่ายมาได้แค่นี้จริงๆ 55555 ต้มยำกุ้งรสชาติโอเคค่ะ กุ้งสดอยู่ ผัดกระเพรา กับเห็ดหอมผัดน้ำมันหอยหมูสับก็อร่อย แต่ที่เด็ดเลยคือขาหมูหมั่นโถวทอดค่ะ คือหมั่นโถวอร่อยมาก ก.ไก่ล้านตัว แป้งเป็นรสเผือกกับรสฟักทอง ร้านนี้แนะนำค่ะ อร่อย ราคาไม่แพง มีหมูกะทะด้วยค่ะ ชุดละ 500.- เป็นหมูล้วนๆ ก็เลยให้ร้านส่งให้ที่ที่พักเลย

หลังจากนั้นก็พักผ่อน นั่งชิวกับธรรมชาติ พอตกดึกก็ถึงเวลาหมูกะทะค่ะ 5555

วันที่สอง… ตื่นตั้งแต่ตี 4 แปรงฟันล้างหน้าเพื่อจะออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ตื่นมาคือหนาวมากถึงมากที่สุด! คือเราไม่ได้เตรียมใจเอาชุดหนาๆมาเลย ต้องใส่เสื้อกันหนาว 3 ตัวค่ะถึงจะอยู่ ตอนไปถึงนี่คือ 6 องศาค่ะ โหดมาก! หนาวมากจนต้องหาอะไรร้อนๆกินแก้หนาว แล้วค่อยลงมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่กิ่วแม่ปานกันค่ะ

กลับมาอาบน้ำ เก็บของ เช็คเอาท์ เราก็มาที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ค่ะ ตอนแรกเราตั้งใจจะมาทานอาหารเช้ากันที่นี่ แต่ว่าอาหารเช้าที่นี่เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ค่ะ ส่วนตอนเที่ยงก็มีกรุ้ปมาจองโต๊ะเต็มหมดแล้วค่ะ เราเลยมาซื้อกาแฟกินรองท้องกัน กาแฟคือดีมากค่ะ ราคาไม่แพงด้วย แล้วก็มาเดินเล่นถ่ายรูปต่อ ข้างในมีต้นไม้ดอกไม้เยอะมากค่ะ มุมสวยๆเยอะเลย

โดยสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ราษฎรที่อาศัยบนพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงและเผ่าม้ง ซึ่งบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าวไร่ ข้าวโพด และฝิ่น ส่งผลให้ป่าที่เคยสมบูรณ์กลายสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวเขาเหล่านั้นให้มีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง และได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ทางด้านการเกษตรแผนใหม่ ปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ด้วยการหันมาทำการเกษตรแบบถาวร อันเป็นที่มาของการจัดตั้งเพื่อเป็นสถานีวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงอีกแห่งหนึ่ง ดำเนินงานวิจัยด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก และไม้ผล รวมทั้งถ่ายทอดผลงานวิจัยไปสู่การส่งเสริมให้เป็นรายได้ของครอบครัวเกษตรกรทั้งชาวกะเหรี่ยง และม้งในหมู่บ้านรอบๆ สถานีฯ พร้อมกับการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานพัฒนาด้านสังคมและการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารและโปรดให้เป็น “สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์” ในปี พ.ศ.2550 ค่ะ

ลงจากดอยมาเราก็ตรงเข้าเมืองเลยค่ะ หิวมาก พาเพื่อนๆมากินร้าน “ก๋วยเตี๋ยวอัญชัน” เพราะคราวที่แล้วเรามาลองเราชอบมากเลย อาหารของเค้าจะใช้อัญชันเป็นส่วนผสมเกือบทุกเมนูเลยนะคะ ก็จะดูเฮลตี้หน่อยๆ ร้านนี้อยู่บน ถ.ศิริมังคลาจารย์ ซอย 9 ที่จอดรถจะหายากนิดนึนะคะแถวนั้น ราคาสบายกระเป๋าค่ะ แต่ช่วงที่เราไปเป็นช่วงเทศกาล ของหมดค่อนข้างเร็ว เหลือแต่หมูเด้ง

กินคาวเสร็จก็มากินหวานต่อค่ะ แต่คือไม่มีที่จอดเลย เพื่อนเลยกระโดดลงไปซื้อแล้วหิ้วมากินที่ที่พักค่ะ ร้าน “พายจริณ” เป็นอีกร้านที่หลายคนแนะนำให้มาลองกัน อยู่ในนิมมาน ซ.17 อร่อยดีค่ะ นุ่มมาก ส่วนตัวเราชอบมะพร้าวกับมะม่วงชีส ส่วนลูกตาลเราเฉยๆค่ะ ที่นี่เค้ามีกาแฟลาเต้อาร์ทที่ทำเป็นรูปเหมือนของเราได้ด้วยนะคะ แต่ว่าเราไม่ได้ลองเพราะอย่างที่บอกคือไม่มีที่จอดเลยจริงๆ

ส่วนที่พักของเราครั้งนี้…คือ “BEDGASM Poshtel x Cafe” เราเคยมานอนแล้วครั้งนึงค่ะ เพราะว่าที่นี่ถูกมาก ทำเลก็ดีมากๆ อยู่ในนิมมาน ซ.2 แต่ครั้งนี้เราจองผ่านแอป Traveloka คือถูกกว่าครั้งที่แล้วอีก! เพราะแอปนี้เราสามารถใช้โค้ดส่วนลดได้ทันที โดยไม่ต้องคอยสะสมคะแนนแบบที่อื่นค่ะ ข้อดีของที่นี่อีกอย่างคือมีน้ำเปล่าให้เราหยิบมาดื่มได้ตลอดเวลาด้วยค่ะ

หลังจากที่เข้าที่พัก แล้วพักผ่อนให้หายเหนื่อยจากการเดินทาง… เราก็ลุยเที่ยวกันต่อค่ะ

คุณเพื่อนอยากไปร้าน “มีใจให้มัทฉะ” ตอนได้ยินชื่อร้านคือแบบ เฮ้ย ชื่อน่ารักมาก แล้วเราเป็นคนชอบดื่มชาอยู่แล้วด้วยค่ะ ร้านนี้อยู่ติดถนนศรีดอนไชย เลยสี่แยกไนท์บาซ่ามาหน่อยๆ ไม่มีที่จอดนะคะ ต้องลองหาใกล้ๆแถวนั้น หรือจอดที่วัดศรีดอนไชยแล้วเดินมาก็ได้ค่ะ

ร้านนี้มีชาเขียวให้เลือกหลายแบบค่ะ แต่ละแบบก็จะมีรสชาติ ความเข้มข้น และให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน มีราคาตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อย มีทั้งร้อน ทั้งเย็น ทั้งใส่นม ไม่ใส่นม อันนี้เราเลือกได้เลยแล้วแต่ความชอบค่ะ แต่ว่าต้องรอนานนิดนึงนะคะ เพราะว่ามันมีขั้นตอนในการชงชา บวกกับคนเยอะมากๆๆๆ ส่วนขนมทุกอย่างก็ต้องมี (ใจให้) มัทฉะเหมือนกันค่ะ 5555

ตกเย็นเราไปกินอาหารเหนือที่ “ต๋องเต็มโต๊ะ” ค่ะ ร้านอยู่ในนิมมาน ซ.13 คิวยาวมาก เรารอประมาณ 30 คิว พอถึงคิวก็สั่งอาหารแบบรัวๆ เมนูวันนี้ก็จะมีออเดิร์ฟเมือง หมูสามชั้นทอดน้ำปลา ยอดมะระผัดไข่ ไส้อั่ว แกงฮังเล ลาบคั่ว แกงผักหวานไข่มดแดงค่ะ ที่นี่เหมาะสำหรับคนที่กินอาหารเหนือครั้งแรก เพราะเค้าทำอาหารรสชาติถูกปากคน กทม ค่ะ

อิ่มท้องแล้วก็มาเดินเล่นถนนคนเดินท่าแพกันต่อค่ะ ปกติถนนคนเดินเชียงใหม่จะมีแค่เสาร์-อาทิตย์นะคะ วันเสาร์จะเป็นถนนคนเดินท่าแพ ส่วนวันอาทิตย์เป็นถนนคนเดินวัวลาย ยังไงใครจะไปก็อย่าหลงวันไปผิดที่นะคะ

วันที่สาม… เริ่มต้นด้วยมื้อเช้าที่ “กู๊ดมอนิ่งเชียงใหม่” อยู่บน ถ.ราชมรรคา ซ.6 ที่นี่มีทั้งห้องพักและส่วนร้านอาหารให้แขกที่มาพักและนักท่องเที่ยวค่ะ ใครที่อยากจะมานอนโรงแรมนี้สามารถจองผ่านแอป Traveloka ได้เลย ชื่อโรงแรม “Good Morning Chiang Mai Tropical Inn” ค่ะ

ภายในร้านตกแต่งแนววินเทจ น่ารักมากๆเลยค่ะ และยังมีส่วนที่เป็น Outdoor บรรยากาศสบายๆริมสระน้ำเล็กๆ ต้นไม้ร่มรื่น ชิวมากๆ อาหารเช้าที่นี่เป็น Homemade Breakfast ค่ะ มีให้เลือกหลายเมนูเลย แต่ละเมนูนี่ก็จัดเต็มทั้งคุณภาพและปริมาณมากๆ เครื่องดื่มก็มีให้เลือกหลากหลาย กาแฟคือดีค่ะ 555

อิ่มท้องแล้วก็แวะไปไหว้พระที่วัดพระสิงห์กันต่อค่ะ ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังมีสถาปัตยกรรมล้านนาอันงดงามด้วย และยังถือเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดปีมะโรง เชื่อกันว่าถ้าได้มาสักการะสักครั้ง จะเป็นมงคลสูงสุดทำให้อายุมั่นขวัญยืน มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไปค่ะ

เสร็จแล้วก็ไปที่วัดอุโมงค์หรือสวนพุทธธรรมกันต่อค่ะ ตั้งอยู่ที่ ถ.สุเทพ ที่นี่สร้างขึ้นในสมัยพญามังรายราวๆ ปี พ.ศ.1839 ซึ่งถ้านับถึงวันนี้ก็ราวๆ 700 กว่าปีแล้ว ต่อมาพญากือนา ทรงสร้างอุโมงค์ขึ้นที่นี่เพื่อให้พระมหาเถระจันทร์ใช้เป็นที่วิปัสสนากรรมฐานค่ะ กำแพงภายในจึงเป็นหลายช่องทางเดินทะลุกันได้ รวมถึงยังมีภาพวาดจิตรกรรมผาผนังที่มีความเก่าแก่อยู่ภายในอุโมงค์อีกด้วย นักท่องเที่ยวจึงมักมาเดินชมความสวยงามภายในอุโมงค์ของที่วัด

ที่ด้านบนของอุโมงค์นั้นจะเป็นที่ประดิษฐานของ เจดีย์ 700 ปีศิลปกรรมล้านนา ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ค่ะ บริเวณโดยรอบมีความสวยงามด้วยต้นไม้ แมกไม้นานาพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่มอสสีเขียวชอุ่มจะขึ้นปกคลุมบริเวณรอบๆ ตัววัด เจดีย์ และด้านหน้าของอุโมงค์ ทำให้ที่นี่สวยงามมากๆ นักท่องเที่ยวจะนิยมมาถ่ายรูปสวยๆ เก็บไปเป็นที่ระลึกตรงด้านหน้าของอุโมงค์อีกด้วยค่ะ

เดินเล่นที่โครงการ “บ้านข้างวัด” กันต่อค่ะ อยู่ใกล้ๆกับวัดอุโมงค์นี่เอง เป็นคอมมูนิตี้มอลล์สไตล์พื้นเมือง ตั้งอยู่ในซอยวัดอุโมงค์ โดยมีแนวความคิดที่ต้องการสร้างชุมชนที่มีวิถีชีวิต มีปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนคล้ายกับการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสมัยก่อน มีการพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือกัน ดูแลซึ่งกันและกัน ภายใต้การออกแบบที่อยู่อาศัยที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ อิงบรรยากาศแบบสมัยเก่าผสมกับความร่วมสมัยในปัจจุบัน

เที่ยวในเมืองเสร็จก็มาเที่ยวแม่ริมต่อค่ะ แต่ว่าท้องเริ่มร้องแล้ว เราเลยพาเพื่อนๆมากินข้าวกันที่ร้าน “ม่อนม่วน” ซึ่งเป็นร้านโปรดของเรา คือทุกครั้งที่มาเชียงใหม่เราจะต้องมาทุกครั้ง และพาเพื่อนมาลองเพราะเราชอบมากๆ ทั้งรสชาติอาหารและบรรยากาศ หลายคนอาจจะคุ้นๆเหมือนจะเคยผ่านตามาบ้าง เพราะร้านนี้มีละครหลายเรื่องมาถ่ายทำค่ะ เช่น ธรณีนี่นี้ใครครอง ที่มีณเดชญาญ่าเล่น หรือจะเรื่องตามรักคืนใจ ที่มีหนูนาเป็นนางเอกนั่นเอง

อิ่มท้องแล้วก็มาเดินเล่นม่อนแจ่มต่อค่ะ คนเยอะมาก ต้องอาศัยสกิลหลบหลีกผู้คนเพื่อให้ได้รูปสวยๆไม่ติดคนกันเอาเอง 55555 ช่วงที่ไปเค้าปลูกมอสคอสพอดีค่ะ สวยมาก ชมพูทั้งเขาเลย

เดินเล่นถ่ายรูปเสร็จก็มาแว้นกับรถม้งกันต่อ 55555 ถ้านั่งคนเดียว 50.- แต่ถ้านั่ง 2 คน 80.- ค่ะ ระยะทางตอนแรกคิดว่าจะใกล้ๆนะคะ แต่ว่าไม่ใกล้เลย ประกอบกับถนนแบบขรุขระสุดๆ แอบหวาดเสียวนิดๆเหมือนกัน แต่มันส์ดีค่ะ

หวาดเสียวจากม่อนแจ่มแล้ว ก็มาต่อที่ “โป่งแยง จังเกิ้ล โคสเตอร์ & ซิปไลน์” กันต่อค่ะ ที่นี่มีเครื่องเล่นเยอะมากเลยนะคะ แต่ตัวที่ดังๆของเค้าก็จะเป็นจังเกิ้ล โคสเตอร์นี่แหละค่ะ อารมณ์รถไฟเหาะแบบมินิๆกลางป่าค่ะ ค่าเครื่องเล่นก็คนละ 150.-/เครื่องค่ะ หรือถ้าใครสนใจซื้อเป็นแพคเกจก็ติดต่อหน้าเคาน์เตอร์ได้เลย หรือถ้าใครไม่อยากเล่นเครื่องเล่นที่นี่เค้าก็มีร้านกาแฟจังเกิ้ล เดอ คาเฟ่ ไว้ให้นั่งชิวแบบเสียวๆด้วยค่ะ

อันนี้เป็นเครื่องเล่นจังเกิ้ลโคสเตอร์ค่ะ เด็กๆสามารถนั่งคนเดียวได้นะคะ เพราะเครื่องเล่นปลอดภัย มี safety belt และมีระบบเบรคออโต้ถ้าใกล้กับคันข้างหน้ามากเกินไป แต่ถ้าเกิดคุณพ่อคุณแม่ไม่กล้าให้น้องๆนั่งคนเดียว หรือใครอยากจะนั่งคู่กับแฟนกับเพื่อนก็สามารถนั่งได้ 2 คนต่อคันเลยค่ะ แต่ว่าค่านั่งคนเดียวกับนั่ง 2 คน ก็ต้องจ่ายคนละ 150.- ที่นี่มีกฎห้ามถ่ายรูประหว่างเล่นเครื่องเล่นนี้นะคะ เพราะว่าถ้าเราเบรคเพื่อถ่ายรูป อาจจะทำให้คันข้างหลังที่มาเร็วมากๆชนได้ค่ะ กับอีกอย่างคือระวังกล้องตกน้าาา มันสูงงงง 555

ฉันจะพาเธอลอย…ล่องไปในอวกาศ… อันนี้คือ Slider + Airbag ค่าาาา คนนึงเล่นได้ 2 รอบ อันนี้ก็หวาดเสียวประมาณนึงค่ะ กับไจแอนด์สวิงค่ะ มันคือชิงช้ายักษ์ค่ะ แต่อยู่บนความสูง 12 เมตรนะคะ 5555555 เหวี่ยงๆอารมณ์เล่นไวกิ้งค่ะ แต่ลองคิดดูสิคะว่ามันสูงมาก ขาเราก็ห้อยอยู่ มันจะหวาดเสียวขนาดไหน

เล่นจนเหนื่อยก็เข้าเมืองมากินข้าวเย็นกันค่ะ คราวนี้เรามาที่ “ฮ้านถึงเจียงใหม่” ร้านนี้มากี่ทีก็ไม่เคยผิดหวังค่ะ อร่อย เราชอบมากๆ เมนูในรูปก็จะมีหมูแดดเดียว ออเดิร์ฟเมือง หมูย่างพะเยา ยอดมะระผัดไข่ แกงผักบุ้งใส่ปลา ลาบคั่ว ข้าวซอย อ่องปู ค่ะ อร่อยทุกเมนู (สำหรับเรานะคะ) ช่วงที่ไปเป็นช่วงเทศกาล ที่ร้านเลยมีเมนูของหวานพิเศษด้วยนั่นคือบราวนี่นมสดค่ะ

กินเสร็จก็กลับที่พักเอารถไปจอด แล้วมาเดินย่อยที่ห้างวันนิมมานกันต่อค่ะ สำหรับโซน One Market นี่มีของกินเยอะมากเลยนะคะ ถ้าใครไม่รู้จะไปหาอะไรกินที่ไหนก็มาที่นี่ก็ได้ค่ะ เพราะเค้ารวมร้านดังในเชียงใหม่ไว้ที่นี่ ส่วนตัวเราลองร้านตือคาโคช้างม่อยค่ะ อร่อยจริงค่ะ

เดินเล่นเสร็จก็มานั่งชิวกันต่อที่ Beer Lab ค่ะ ใครคอเบียร์แนะนำเลย เพราะที่นี่มีเบียร์ให้เลือกเยอะมากๆ แต่ก็คนเยอะมากเช่นกันต้องรอคิวหน่อยนะคะ ที่นี่เปิดถึงเที่ยงคืนนะคะ เราก็อยู่ยันร้านปิดเลยค่ะ 555 แต่ถ้าใครยังไม่สุด แนะนำให้ไปต่อที่ Warm Up Cafe ได้เลยค่ะ

วันสุดท้ายของทริป…ตื่นเช้ามาดื่มกาแฟแก้แฮงค์กันหน่อย ร้านนี้เป็นร้านโปรดของเราอีกร้านเหมือนกัน เดินมาจากที่พักได้เลยเพราะใกล้มาก นั่นคือ Ristr8to ใครที่เป็นคอกาแฟและมาเชียงใหม่แล้วไม่มาร้านนี้ ถือว่ามาไม่ถึงค่ะ เพราะร้านนี้มีดีกรี Latte Art อันดับ 6 ของโลก เมนูที่นี่ก็มีให้เลือกเยอะมากค่ะ ใครชอบแบบไหนบอกพนักงานในร้านได้เลยค่ะ เดี๋ยวเค้าจะแนะนำเราเองว่าต้องสั่งตัวไหน

หลังจากกาแฟเสร็จ ก็เดินมากินข้าวที่โซนฟู้ดคอร์ทที่วันนิมมานกันค่ะ ที่นี่เป็นจุดรวมร้านอาหารดังๆของเชียงใหม่ค่ะ เราลองสั่ง 3 ร้านนี้ คือสุกี้ ข้าวมันไก่ แล้วก็เล้งแซ่บ อาหารรสชาติดีเลยค่ะ ไม่แพง ที่นี่มีให้เลือกหลากหลายด้วย ไม่ต้องมานั่งเถียงกับเพื่อนว่าจะกินอะไรดีเพราะต่างคนต่างเลือกที่ตัวเองอยากกินได้

กลับไปเช็คเอาท์กันแล้ว ก็พาเพื่อนๆมาต่อที่ร้าน “ชม” ต้องบอกว่าใครชอบต้นไม้โดยเฉพาะพวกเฟิร์นต้องห้ามพลาดร้านนี้ค่ะ ร้านแต่งสวนได้สวยมาก อาหารที่นี่รสชาติอร่อยเลยค่ะ เหมาะแก่การพาครอบครัวมากินข้าว แต่ว่าราคาก็จะสูงขึ้นมากว่าร้านที่เรารีวิวไปนะคะ แต่เทียบกับคุณภาพและรสชาติแล้วคือดีค่ะ ส่วนตัวเรากินข้าวมาแล้วเลยสั่งชีสสติ๊กกับเค้กและกาแฟมากินเล่นค่ะ เค้กคือดีมาก อร่อยมาก

แล้วก็มาไหว้พระขอพรก่อนเดินทางกลับ กทม ที่วัดพระธาตุดอยคำ อยู่ไม่ไกลจากร้านชม วัดพระธาตุดอยคำเป็นวัดสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ อายุเก่าแก่กว่า 1,300 ปี ตั้งอยู่บริเวณดอยคำด้านหลังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ มีลานชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์รอบเมืองเชียงใหม่ ที่เห็นได้ชัดในระยะใกล้ก็จะเป็นอุทยานหลวงราชพฤกษ์ค่ะ และยังเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าห้าร้อยปี

ไหว้พระเสร็จก็ลงมาซื้อของฝากกันต่อค่ะ เราแวะตลาดสดแม่เหียะเพื่อซื้อไส้อั่วที่ร้านไส้อั่วดอยคำค่ะ อร่อยดี แล้วก็กลับมาแวะที่ตลาดต้นพยอมต่อเพื่อซื้อแคปหมูที่ร้านสายทองค่ะ