พอเข้าสู่ช่วงปลายปี พวกเราก็คิดถึงลมหนาว อยากหาที่ไปสัมผัสอากาศเย็นๆ และถ่ายรูปสวยๆ แล้วก็ได้ข้อสรุปว่าควรจะไปเที่ยวเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะตอบโจทย์กับเวลาว่างของพวกเราเลยกับเวลา 2 วัน 1 คืนไปเที่ยวเสาร์ขอาทิตย์ได้ หรือถ้าใครต้องลางานก็สะดวกๆ เพราะแค่ 1คืน2วันแค่นั้นเองตามพวกเรามาเลยค่ะว่าจะไปเที่ยวเช็กอินที่ไหนกันดี

พวกเราเลือกลางานและเดินทางไปเขาค้อตอนเช้าวันศุกร์ เพราะอยากถ่ายรูปในแต่ละที่นานๆ โดยไม่ต้องเกรงใจคนต่อคิวถ่ายรูปในสถานที่ดังๆ จึงนัดเจอกันแต่เช้า ไปถึงเขาค้อราวเที่ยง ก็เสิร์จหาร้านส้มตำ เห็นมีคนแนะนำ ร้านไก่ย่างเขาค้อ – ส้มตำไก่ย่างลุงอู๊ดเก่า อยู่ริมถนนหมายเลข 2196 เยื้องๆ กับร้านอาหารมาลี ก็เลยอาศัย Google Map ช่วยนำทาง

พอถึงร้านก็ลองสั่งไก่ย่างมาชิม ตามด้วยส้มตำที่แต่ละคนอยากกิน ใครกินเผ็ดน้อย เผ็ดมาก จะได้กินตามใจชอบ บนโต๊ะเราจึงมีตำไทยใส่ปู, ตำข้าวโพดไข่เค็ม และตำซั่ว แถมยังมียำมาม่า หมูแดดเดียว กินจนอิ่มยันมื้อค่ำ

จากนั้นจุดแรกที่เราไปเช็กอินถ่ายรูปสวยๆ ก็คือ ทุ่งกังหันลมเขาค้อ หรือ ทุ่งกังหันลมบ้านเพชรดำ ที่โดดเด่นด้วยกับกังหันลมขนาดสูงใหญ่ ราวยี่สิบกว่าต้น แรกเริ่มเดิมทีนั้นสร้างขึ้นมาด้วยโครงการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานลม และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตอนนี้ใครๆ ไปเขาค้อก็ต้องมาเช็กอินที่นี่

ด้านหน้าทางเข้าทุ่งกังหันลมมีรถรางนำเที่ยวด้วยนะคะ พวกเราไปวันธรรมดา คนน้อย เลยพากันถ่ายรูปด้านหน้าทางเข้า และก็เดินดูสินค้าที่ร้านค้านำมาขาย ซึ่งก็มีทั้งของกิน ของใช้ และเสื้อผ้าชาวเขา ที่ละลานตาไปหมด

จุดต่อมาเราไปเช็กอินกันที่ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ชมความงามของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ซึ่งเราคิดถูกที่มาวันศุกร์เพราะคนค่อนข้างน้อย ทำให้เราเลือกมุมถ่ายรูปกันได้เต็มที่

เสร็จแล้วเราก็เดินดูรอบๆ วัดจนไปถึงโรงเจ และเห็นว่าฝั่งตรงกันข้ามกับโรงเจมีร้านอาหารหลายร้าน เลยเลือกเข้าร้านพิซซ่าชื่อ “Uncle Tom’s Pizzeria” เพราะเพื่อนบอกว่าเป็นเจ้าของเดียวกับ “Uncle Tom’s Cabin at Khaokho – กระท่อมน้อยของลุงทอม” ที่พักที่พวกเราจองไว้ว่าจะไปพักกันในคืนนี้

พอเข้ามาในร้านแล้วก็ไม่ผิดหวังกับทิวทัศน์เลยค่ะ หันไปทางขวามือจะเห็นด้านหลังองค์พระพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ หันไปทางซ้ายมือเห็นภูเขาที่มีหมอกไหลคลอเคลียตลอด

จากนั้นพวกเราเลยลองสั่งพิซซ่ามากินกัน เพราะที่นี่เป็นพิซซ่าเตาถ่านที่หากินได้ยาก แล้วก็ไม่ผิดหวังกับแป้งบางกรอบเลยค่ะ คุยไปคุยมาเลยทราบว่าเจ้าของร้านนี้เคยทำร้านพิซซ่ากับเพื่อนที่ชื่อร้าน Fabio Italian Steak House ที่อยู่แถวประชาชื่น

นั่งชมวิวกินพิซซ่าจนอิ่มท้องอิ่มใจก็ได้เวลาเข้าสู่ที่พักที่ เดอะ บลู สกาย รีสอร์ต เขาค้อ (The Blue Sky Resort @ Khao Kho) โรงแรมที่สร้างขึ้นในสไตล์หมู่บ้านแถบชนบทของอังกฤษ

ด้วยความเพลียกับการเดินทางเลยไม่ได้ถ่ายรูปห้องพักมาอวด ห้องที่เราพักเป็นแบบ Deluxe ราคาเริ่มต้น 5,999 บาท โดยราคาห้องพักของที่นี่สำหรับที่พักเขาค้อก็ค่อนข้างสูงแต่เมือเทียบกับความสวยงามของห้องพักและบรรยากาศรอบๆ แล้วที่นี่สวยจริงๆ คุ้มค่ากับที่จ่ายไปเลย

อากาศที่รีสอร์ทนี้ดีมากๆ ค่ะ แค่นั่งเฉยๆ รับลมเย็นๆ ก็มีความสุขและอยากหยุดเวลาเอาไว้เลยทีเดียว ใครจะตามรอยพวกเรามาพักที่นี่แนะนำให้ใช้บริการจองที่พักกับ เดอะ บลูสกาย เขาค้อ Traveloka  เพราะจะมีส่วนลดที่พักออกมาใหม่ๆ เรื่อยๆ ทุกสัปดาห์เลย 

สำหรับคนที่ไม่ได้พักในรีสอร์ทแห่งนี้ ก็สามารถเข้าไปชมสวนดอกไม้ได้ติดต่อซื้อบัตรเข้าชมสวนได้ที่ทางเข้าสวนดอกไม้ ในอัตราคนละ 100 บาทค่ะ ที่นี่มีจุดถ่ายรูปสวยๆ เยอะมาก ใครอยากได้รูปสวยๆ ต้องมาค่ะ

พวกเราทานอาหารเย็นกันที่ The Bluesky Restaurant ห้องอาหารสวยๆ ของรีสอร์ท ที่เห็นมีผู้มาเยือนแวะเข้ามานั่งชิลล์กินขนมหวาน ถ่ายรูปสวยๆ กันมากมาย โดยที่นั่งมีทั้งแบบอินดอร์เพื่อหลบลมหนาว และแบบเอาท์ดอร์สำหรับคนที่อยากนั่งสูดอากาศ

ภายในร้านอาหารตกแต่งด้วยดอกไม้แลดูละลุนละไมและสดชื่นมากค่ะ มีมุมให้ถ่ายรูปรอบตัวเลย แม้กระทั่งห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยตุ๊กตาแมวน่ารักๆ

จุดเช็คอินในวันที่สองนี้เราเลือกไปเที่ยวถ่ายรูปกับทะเลหมอกและร้านกาแฟสวยๆ ของเขาค้อ ก่อนจะกลับกรุงเทพฯ ซึ่งจุดแรกที่ต้องมาก็คือ วัดกองเนียม ที่อยู่ถัดจากจุดชมวิวเขาค้อไปราว 7 กิโลเมตร ภายในวัดมีจุดชมวิวที่มองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลเลยค่ะ ส่วนจะได้เห็นหมอกมากน้อยหรือหนาแน่นแค่ไหนก็แล้วแต่สภาพอากาศของแต่ละวัน

ดูหมอกเสร็จแล้วก็ได้เวลาอาหารเที่ยง พวกเราย้อนลงมากินมื้อเที่ยงที่ร้าน “ครัวชมวิว เขาค้อ ลูกเจ้าคุณ” อยู่ตรงข้ามกับสถานีดับไฟป่าทุ่งแสลงหลวง (เต่าปูลู) อาหารแนะนำของร้านมี ไก่ดำตุ๋นสมุนไพรม้ง, ต้มยำปลาคัง, เห็ดหอมซาโยเต้ ที่พวกเราสั่งก็ครบ แถมด้วยเห็ดหอมทอดซีอิ๊วอีกจาน

ไก่ดำตุ๋นสมุนไพรม้ง

เห็ดหอมทอดซีอิ๊ว

ในร้านยังมีเสื้อผ้าชาวเขาและของฝากขายด้วยนะคะ ส่วนพวกเรานั้นไม่ได้แวะช้อปเพราะเดินกันต่อไปอีกหน่อยก็เป็นร้านขายของฝากของที่ระลึกดอยปูลู ตรงนี้ถ้าใครอยากได้เสื้อผ้าชาวเขาควรแวะค่ะ เพราะบางร้านตัดเย็บเอง ราคาก็น่าช้อป

เสื้อผ้าชาวเขาที่ดอยปูลู

ถัดจากดอยปูลูไปอีกหน่อยก็เป็นที่ตั้งของร้าน “Bud The Café-บั๊ด คาเฟ่” ซึ่งเป็นทั้งร้านกาแฟและสถานที่จัดแสดงวิถีชีวิตชาวม้ง

ร้านนี้ตกแต่งสไตล์โรงนาผสมลอฟท์ ดูแล้วเท่ ดิบดีค่ะ

ของใช้ในชีวิตประจำวันของชาวม้ง

แถมด้านหลังร้านยังกว้างขวาง มีที่นั่งชมวิว สนามหญ้า และกระท่อมเล็กๆ สำหรับนั่งทานอาหาร

กาแฟหอม อร่อย ที่ทางร้านคั่วเอง

กระท่อมนั่งชมวิวและทานอาหารที่อยู่ด้านหลังร้าน

พวกเราแอบเสียดายตรงที่มีเวลาเดินเที่ยวในร้าน Bud The Café-บั๊ด คาเฟ่ น้อยไปหน่อยเพราะต้องเดินทางกลับเมืองกรุง ได้แต่หมายตาเอาไว้ว่าถ้ามาเที่ยวเขาค้ออีก จะมาใช้เวลาที่ร้านนี้นานๆ หน่อยค่ะ

ส่วนใครที่อยากตามมาเที่ยวเขาค้อ แต่ไม่อยากเดินทางหลายชั่วโมงด้วยรถยนต์ ก็สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินไปลงที่พิษณุโลก แล้วนั่งรถต่อมาที่เขาค้อได้เลยนะ ซึ่งก็สามารถค้นหาเที่ยวบินไปพิษณุโลกได้กับ Traveloka เช่นกัน

จองที่พักเขาค้อกับ Traveloka