คำโปรย หรือ คำเตือน !!
เที่ยวสบายๆ เตียงนุ่มๆ น้ำอุ่นๆ แอร์ฉ่ำๆ WiFi แรงๆ อาหารสวยๆพร้อมถ่ายลง IG ห้องน้ำกว้างๆ หลายคนคงเคยไปมาเยอะแล้วใช่ม๊ะวันนี้บังจะพาเที่ยวทั้งที ธรรมดาเป็นที่ไหนกัน

 

สาระ เบาๆก่อนจัดของยัดใส่กระเป๋า
หลายคนคงคิดว่า ทะเลหมอกคงจะมีแต่ภาคเหนือ หน้าฝนมันจะมีอะไรให้เที่ยวน๊า… บังบอกเลย ถ้าคิดได้แค่นั้น เรียกได้ว่าคิดผิดอย่างแรงงงง!! ที่ที่บังจะพาไปเที่ยววันนี้ มันคือ เขื่อนที่อยู่ที่ จังหวัด สุราษฎธานี ชื่อทางการคือ เขื่อนรัชชประภา มีความหมายว่า แสงสว่างแห่งราชา

เป็นชื่อที่ได้รับการพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่ก่อนแรกเริ่มเดิมที่เค้ามีชื่อเรียกกันว่า
เขื่อนเชี่ยวหลาน เขื่อนแห่งนี้จะถูกสร้างขึ้นในปี พศ.2524 และเสร็จสิ้นในปี พศ.2530 ภายในพื้นที่ 168 ตร.กม. หรือประมาณ 105,000 ไร่ ความยาวของเขื่อนจากด้านเหนือสุดถึงใต้สุดมีระยะทางถึง 65 กิโลเมตร ได้แบ่งแยกผืนป่าเขาสก-คลองแสง-แก่งกรุง ออกเป็น 2 ส่วน  เอาแค่นี้พอก่อนเดี๋ยว สาระเยอะไปจิไม่หร๊อย!!

 

ล้อหมุน
บังกับแฟนและพี่สาว เลือกเดินทางทริปนี้โดยการ ขับรถไปที่เขื่อนกันเองและจอดรถไว้ที่จอดรถของเขื่อน ก่อนจะนั่งเรือไปยังที่พัก
ซึ่งที่พัก ที่เราจะไปนั้นมีชื่อว่า “ โตนเตย ” บังโทรจองที่พัก กับ “ พี่สอง 092 946 0899 ” ทุกอย่างบังทำเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไปทำ เว้นแต่บังบอกพี่สองว่า บังอยากเที่ยวส่วนตัวนั่งเรือไปเที่ยวกันเอง เพราะว่าเราชอบถ่ายรูปกลัวว่าจะรบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่น ทำให้คนอื่นต้องเสียเวลารอเรา พี่สองก็จัดสิครับรอไร “ พี่สายชล “ บอกได้คำเดียวว่าเที่ยวทริปนี้ นอกจากธรรมชาติสวยๆที่บังประทับใจแล้ว ก็มี พี่สายชล อีกคน ที่บังประทับใจสุดๆๆ ทั้งใจดี ใจเย็น ตรงไปตรงมา ให้คำแนะนำที่แม่งโคตรจะดี

แต่ถ้าใครที่ไม่อยากขับรถไป หรืออยากจะประหยัดเวลา บังก็ขอแนะนำให้บินไปเลยจะดีกว่า โดยบินไปลงที่สนามบินสุราษฎร์ธานี โดยเข้าไปดูตั๋วเครื่องบินได้ใน Traveloka ที่ง่าย และคุ้มค่า แค่กดไม่กี่คลิกก็จะได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูกมาไว้ในครอบครอง จะทั้งตั๋วเครื่องบิน หรือว่าที่พักก็สามารถจองง่ายภายในที่เดียว

จองตั๋วเครื่องบินไปสุราษฏร์ธานี กับ Traveloka 

 

วิธีเลือกที่พักของบังและชาวคณะ เราเลือกที่พักที่เรียกได้ว่า ความสบายแบบที่คุณๆเคยเจอ มันจะหาไม่เจอเลย ในที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณมือถือ สัญญาณอินเตอร์เน็ต ไฟฟ้ามีที่ให้ชาทแบตและอุปกรณ์ต่างๆมีแค่ที่โรงอาหาร (และใช้ได้ 18.00-22.00) ห้องพักไม่มีไฟฟ้า ไม่มีพัดลม ขนาดห้องประมาณ 2.2 x 2.2 เมตร หน้าต่างไม่มีกรประตู ประตูก็ไม่มีกร ถ้านึกภาพไม่ออก บังมีรูปให้ชม
แต่ก่อนจะชมรูปที่พงที่พัก บังเก็บภาพ ระหว่างทางนั่งเรือไปที่พักมาให้แลกันว่ามันสวยแรงจริงมั๊ย

 

แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่า ที่เราเคยเห็นใน หนังในสารคดี มันเทียบไม่ได้กับการได้เห็นด้วยสายตาตัวเองเลย

 

มีบางช่วงระหว่างทางของการแล่นเรือของพี่สายชล พี่แกหยุดดับเครื่องยนต์แล้วให้ เราฟังเสียงนกร้อง เสียงชะนี ตะโกนร้องก้องกังวาน มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่เราสามคนจะไม่มีวันลืมเลย

 

การนั่งเรือจากสันเขื่อน มาที่พักเรานั้น ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง แต่เป็น 2 ชั่วโมงที่เร็วมาก เพราะระหว่างทางที่นั่งเรือมานั้น พี่สายชลแกสายแวะ แวะพาชม แนวทิวเขา สันผา ระหว่างพาชมหยุดชมก็มวนยาเส้น กลิ่นยาเส้นบางๆบวกกับบรรยากาศทำให้ เหมือนเราหลุดไปอยู่ในหนังยัง ไงยังงั้น

 

นานๆทีจะมีรูปตัวเองบ้าง 5555

 

จุดเริ่มต้น
ที่บอกว่าจุดเริ่มตั้นนั้น บังหมายความแบบนั้นจริงๆ เพราะเมื่อถึงที่พัก มันคือจุดเริ่มต้นที่เราจะได้สัมผัสธรรมชาติกันแบบเต็มๆ เราจะไม่มีการติดต่อสื่อสาร เราจะไม่มีความสะดวกสะบายแบบที่เราเคยมีในทุกๆวัน ไม่มีอาหารจากเชฟดังๆ แต่ทั้งหมดที่ โตนเตยมีให้เราคือการที่ให้เราได้เอาตัวเองเข้าใกล้ธรรมชาติ ได้รู้จักตัวเราเอง ได้รู้จักคนข้างตัวเรามากขึ้น เพราะการอยู่ที่นี่นั้น มันจะไม่มีพฤติกรรมที่เรียกกันว่า สังคมก้มหน้าเลย

 

ที่พักที่นี่แบงเป็น 2 โซน (ซ้าย-ขวา) โดยมีท่าเทียบเรือและร้านอาหารเป็นจุดศูนย์กลาง ถ้าเราหันหน้าเข้าร้านอาหาร ซ้ายมือของเราจะเป็นโซนที่พัก
ที่เรียกได้ว่าโคตรอินดี้ อินดี้ยังไงเดี๋ยวเหลาให้ฟัง คือมันจะเป็นแบบที่บังบอกไว้ข้างต้นเลย ห้องน้ำแยกไปอยู่บนเนิน เป็นห้องน้ำรวมของโซนฝั่งซ้าย ส่วนขวามือ จะมีบางห้องที่มีพัดลม และมีปลั๊กไฟแต่สามารถใช้ไฟได้แค่ช่วงเวลา 18.00-22.00 น.ถ้าถามถึงห้องน้ำก็ไม่ต่างอะไรกับโซนฝั่งซ้ายเลย อยากบอกว่า ถ้าคนรักความสะดวกสบาย ไม่น่าจะเหมาะ แต่สำหรับคนที่ อยากรีเชทตัวเอง บังว่ามันเหมาะมาก บังว่าโตนเตยมันมีการผสมวิถีชีวิต ทักษะต่างๆของคนท้องถิ่น และทำให้เรารู้สึกว่าจริงๆแล้วเรามันก็ ตัวนิดเดียวเองเมื่อเทียบกับธรรมชาติ อีโก้ต่างๆว่า คุณเป็นอะไร ทำอะไร
มันไม่ความหมายอีกเลยเมื่ออยู่ที่นี่

 

นี่คือห้องที่บังเลือก (บังเลือกโซนฝั่ง ซ้าย) เห็นความไกล้ชิดธรรมชาติยัง?

 

เห็นภาพแล้วเหมือนที่บังพูดมั๊ย ของบังเป็น 2 หลังริมซ้ายสุด

 

เรือที่นี่ใคร ใคร่พายก็พายใครใคร่ถ่ายรูปก็ถ่าย เอาที่สบายใจกันไปเลย
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาพักที่นี่ 80-90% เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ตอนบังไป มี 2 หลังของบัง และอีก 3 หลัง
ที่เป็นคนไทย นอกนั้นชาวต่างชาติทั้งหมดเลย
คิดเล่นๆนะ คนไทยส่วนใหญ่สูงราวๆ 160-170cm. เรายังนอนในห้องแบบว่า อื่มมมม…
แต่ชาวต่างชาตินี่สิ สูงราวๆ 180 ขึ้นไป ไม่อยากจะนึกเลยว่ามันจะสุดขนาดไหน 55555 แต่มันคงเป็นเสน่ห์ของโตนเตยนะ
เพราะบังเองก็หลงเสน่ห์ที่นี่เข้าไปจังๆเหมือนกัน

 

เห็นโซร่าเซลล์มั๊ย? ที่นี่ล้ำแบบรักษาธรรมชาติ คือมีการติดตั้ง โซร่าเช็ลไว้หน้ากระท่อมทุกหลัง เพื่อตอนค่ำๆจะมีไฟดวงเล็กๆส่องให้เห็นอะไรบ้างเบาๆ

 

เที่ยวครั้งนี้เชื่อมั๊ยว่าบังพูดภาษาอังกฤษจนเมื่อยมือมากเลย 55555

 

และนี่คือเส้นทางสู่การชำระล้างและปลดทุกข์ของทุกคน
ใครชอบ out door แนะนำขวาล่าง ใครชอบแบบธรรมดาแนะนำ ซ้ายล่าง ใครขอบปีลึก แนะนำสองหลังบน ตามสะดวกกันเลยครับ

 

 

หิว!!!
เดินทางขับรถลงเรือกันมาแล้วก็เริ่มหิว บังก็ได้ไปกินข้าว ที่นี่เค้าเลี้ยงบังอย่างกับเป็นญาติที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน
บังไปกันแค่สามคน แต่อาหารที่ โตนเตย ให้เราแต่ละมื้อ บังคิดว่ากินได้ทั้งทีมฟุตบอล!!! มื้อๆนึงต้องมีกับข้าว 3 อย่าง
ผลไม้ต่างหาก มันเป็นอาหารบ้านๆ พื้นๆ หน้าตางั้นๆ แต่แม่งเอ๊ยยยย!!! อร่อยมาก!!!

 

นักท่องเที่ยวนั่งกินกันเป็นกลุ่มๆแต่ละกลุ่มอาหารก็อย่างที่บังบอกนั่นแหละ
ขนาดกินยังไม่ทันหมด พนักงานยังมีเดินมาถามว่าจะเอาอะไรเพิ่มมั๊ยครับ อยากตอบกลับไปจริงๆว่าเอาใครก็ได้มาช่วยบังกินด้วย
อิ่มยันหัวคิ้วเลย ไม่รู้จะเปรียบยังไง

 

เนี๊ยะ!!ข้าวต้มไก่ หมดมั๊ย? 3 คน

 

สดแค่ไหนถามใจเธอดู แพนเค๊ก พี่เค้าทำให้เสร็จ บังเดินไปถ่ายรูปแปปเดียวกลับมา เป็นอย่างที่เห็น

 

บรรยากาศตอนค่ำๆ เย็นสบายเงียบสงบมากๆ

 

เช้าแรก
หลังจากตื่นมาไม่มีไรมากแค่เดินออกมาจากกระท่อมแล้วนั่งเอาเท้าจุ่มน้ำ มองดูต้นไม้ เอาตัวเองสัมผัสหมอก ที่กำลังเคลื่อนตัวช้าๆ
สักพักค่อยเดินไปชงกาแฟที่ร้านอาหารแล้วเอากลับมานั่งกินหน้ากระท่อม กาแฟแบรนดังแค่ไหน ชั่วโมงนี้บังว่าสู้แก้วที่บังชงและบรรยากาศข้างหน้าไม่ได้เลย

 

แก้วนี้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม เพราะถ้ายอมบังต้องเดินไปชงใหม่ให้แฟนอีกรอบ 555

 

อากาศเย็นกำลังดีไม่ถึงกับหนาวมาก และการกินกาแฟบนเรือคายัก ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจนะ

 

ลุย!!
หลังจากกาแฟ ตกถึงท้องสักพักไม่เกิน 6.30 น.พี่สายชล ก็พาบังไปชมวิวชมหมอกยามเช้า ระหว่างทางที่ร่องเรือไป ตัวเรานี่สัมผัสหมอกตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นหมอกที่อยู่บนผิวน้ำระหว่างที่เรือแล่นอยู่บังเอามือเอื้มจับได้สบายๆเลย พอยืนขึ้นหน้าก็ปะทะหมอกที่ลอยอยู่ตรงหน้าเราอีก ไม่รู้จะใช้คำไหนมาบรรยาย เอาเป็นว่าให้ภาพเล่าเรื่องเองละกันช่วงนี้

 

หน้าตาพี่สายชล ตอนบังเห็นครั้งแรกคิดว่า มอแกนฟีแมน มาขับเรือให้เราเลยหรอเนี๊ยะ

 

รูปคู่กับแฟนหน่อย ^^

 

 

โดดน้ำ
ชีวิตที่นี่ไม่มีไรมาก หิวก็กิน ง่วงก็นอน เบื่อๆก็โดดน้ำ แค่นั้นเอง ไม่มีไรยาก ไม่ซับซ้อน หลังจากที่พี่สายชล พาเที่ยวตอนเช้า เราก็บอกว่าวันนี้แค่นี้ก็ได้ครับ พี่แก บอกไม่ยอมมาทั้งทีแค่นี้ได้ไง เค้าเลยบอกให้พวกบังไปพักผ่อนโดดน้ำเล่นกันก่อน เดี๋ยวช่วงเย็น ราวๆ 17.30 น. จะพาเราไปดูพระอาทิตย์ตกยามเย็นแล้วหลับตาฟังเสียงนกเสียงลม บนเรือกัน พี่แกบอกแบบนี้บังจะปฎิเสธได้ไง เข้าทางบังเลย บังก็เลยทำตามคำแนะนำพี่แกอย่างเคร่งครัด

 

ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ ทำตามอย่างเคร่งครัด

 

หลังจากทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เราก็ได้จัดแจงอาบน้ำอาบท่า(ยังใส่ชุดเดิม ประหยัดชุด ใครสนใจทำตามได้นะ) เตรียมตัวรอ พี่สายชล และแล้วก็ถึงเวลาพี่สายชลทำตามสัญญา พี่แกตรงเวลาเป๊ะตรงพอๆกับเวลาใน iPhone เลยก็ว่าได้

 

หลังจากหลับตาฟังเสียงนกพี่แกก็พาเรากลับมากินข้าวแล้วบอกว่า 20.30 น. เค้าก็พานั่งเรือ นอนดูดาวยามค่ำ แต่พอดีแบตกล้องยังหมดเลยไม่ได้เก็บภาพบรรยากาศตอนนอนดูดาวมาให้ชมกัน

 

ลุยต่อ !!
เช้าที่สองของโตนเตย ไม่มีไรมากทุกอย่างเหมือนเดิม ต่างก็แค่วันนี้เราจะออกไปผจญป่า พิชิตถ้ำกัน บังเริ่มเคลื่อนทัพกันราว 10.30 น. นั่งเรือออกไปจากที่พักราว 15-20 นาที ก็ถึงจุดจอดเรือ สภาพเหมือนเนินดินเนินเลน แล้วเอาเรือผูกกับต้นไม้อะไรทำนองนั้น จากนั้นก็เป็นการเดินเท้าล้วนๆ ระยะทางประมาณ 2 กม. ถึงปาก ถ้ำ ก่อนจะเล่าถึงการเดินป่าเข้าถ้ำบังขอโชว์ภาพตอนเช้าของวันที่สองก่อนดีกว่า

 

ทีนี้มาว่ากันต่อถึงการเดินทางไปถ้ำการเดินนั้นทางที่พักเค้าจะมีการจัดเตรียมรองเท้าไว้ให้เรียบร้อย รองเท้าที่เราๆไปนี่มันใช้ไม่ได้กับการไปเดินถ้ำเลย เพราะด้วยทางที่ไปนั้นมีทั้งขี้โคลนขี้เลน เดินผ่านทางน้ำป่า ปีนช่องหิน ข้ามต้นไม้ล้ม ไหนจะเดินในถ้ำที่ต้องลุยน้ำและมีบางช่วงที่น้ำลึก ราวๆ เมตรครึ่งได้เลย นั่นจึงหมายความว่า สัมภาระที่จะเอาไปควรเอาไปให้น้อยที่สุดและควรมีกระเป๋าสะพายใบเล็กๆที่กันน้ำได้ไปด้วย เพื่อป้องกันสิ่งของสำคัญบางอย่างของเราเปียกน้ำและพัง เค้าเตรียมไฟฉายสวมหัวให้เราด้วย(ภาษาชาวบ้านก็ไฟส่องกบนั่นแหละ) แต่ทางที่ดี ถ้าคิดไปถ้ำควรเตรียมไปเอง ทำไมนะหรอ? ก็ไฟที่เค้าให้เรานั้น สว่างเกิ๊นนนนนนน สว่างกว่าเทียนนิดเดียว

 

ดูเองนะว่าเหมือนที่บังพูดไว้มั๊ย และเชื่อเถอะว่าถ้าไปเองสนุกกว่าในรูปเยอะ ต้องยอมรับจริงๆว่าพี่สายชลหรือคนนำทางเก่งมาก เพราะทางไปมันไม่มีป้ายบอกเลยว่าตอนนี้อยู่จัดไหนแล้ว หลายช่วงมากที่ไม่มีรอยทางเดินของคน มีแต่ต้นไม้ ก้อนหิน เถาวัณ ทางน้ำป่า ที่มีแต่ซากต้นไม่ ที่โดนน้ำพัด ไหนจะต้นไม้บางชนิดที่พี่สายชลบอกห้ามโดน เพราะมันมีพิษ คิดในใจตอนเดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ ว่า นี่กูมาทำอะไรตรงนี้วะเนี๊ยะ!!!
เพื่อเป็นการรักษาน้ำใจพี่สายชล เราทั้งสามจึงก้มหน้าก้มตา เดินตามพี่แกไปเรื่อยๆ 555

ปล.ที่นี่เค้าไม่อนุญาตให้เข้าถ้ำในช่วงหน้าฝน เพราะอย่างที่เห็นทางที่จะไปต้องเดินผ่านเส้นทางที่น้ำป่า ผ่าน

 

ต้นไม้ที่นี่ไม่ค่อยใหญ่เท่าไรหรอก !!! พี่สายชลบอกว่าต้นนี้มีชื่อว่า ต้นไม้ของพ่อ

 

 

ถ้ำ น้ำทะลุ
หลังจากเดินมาราวๆ ชั่วโมงครึ่งกว่า ในที่สุดบังก็ได้ถึงถ้ำน้ำทะลุ ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ความหมายมันตรงตัวเลย เป็นถ้ำที่เส้นทางของน้ำไหลผ่าน ช่วงหน้าฝนนั้น พี่สายชลบอกว่าน้ำมันจะเต็มเกือบถึงเพดานถ้ำ ตอนบังไปเป็นช่วงไม่กี่วันแรกหลังจากหมดหน้าฝน ทำให้ยังเห็นเศษซาก ต้นไม้ ต้นไผ่ ที่ถูกน้ำชัดเข้ามาติดตามซอกหินในถ้ำ

 

บังขอ ออกตัวเบาๆก่อนว่าภาพในถ้ำอาจจะไม่เยอะและ อาจจะมีเบลอบ้าง เนื่องจากในถ้ำมืดเหมือนหลับตา และไฟที่เรามีนั้น สว่างสุดเลย สามารถเก็บภาพมาให้ชมได้ไม่มากเท่าไร บวกกับบางช่วงของถ้ำมันแคบประมาณ 80-100 cm และมีน้ำลึกประมาณ 160-170cm. มันเลยทำนาทีนั้นบังคิดแค่ว่า ช่างแม่งละกัน กูเอาตัวกูเองให้รอดก่อนละกันรูปเริบ ไม่ถ่ายก็ได้วะ!!

 

ช่วงแรกของการเดินนี่ชิวมาก แต่พอเริ่มเดินได้สักพัก เสียงน้ำในถ้ำมันดังขึ้นเรื่อยๆ ดังแบบที่เดินอยู่ห่างกันประมาณ 2 เมตร ตะโกนคุยกันยังไม่ได้ยิน

 

อันที่จริงรูปนี้ตอนถ่ายมันมืดมากๆแต่บังอาศัยวางกล้องบนก้อนหินแล้วใช้เทคนิคการถ่ายนิดหน่อย

 

 

อิ่ม
เช้าที่สามของโตนเตย เราทั้งสามได้อิ่มกำลังดีกับการ พักผ่อนและเที่ยวชมธรรมชาติ แต่เหมือนเดิม พี่สายชลบอกก่อนกลับจะพาชม กุ่นหลินเมืองไทย และแล่นเรือเรื่อยๆไม่รีบเพื่อให้เราได้ถ่ายรูปกันให้เต็มที่

กุ่ยหลินเมืองไทย

 

จบบริบูรณ์

ติดตามพวกเราได้ที่: https://www.facebook.com/tumlaytravel/