“วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ฉันเจอนกตัวหนึ่ง มันถามฉันว่าจะไปไหน” ฉันจึงตอบ “อยากไปให้ไกล ไกลเกินกว่าที่ฉันทำงาน” ได้ยินเพลงนี้ขึ้นมาระหว่างพักเบรกจากงาน นี่เราอยู่หน้าจอคอมฯ มากี่วันแล้วนะ ไม่ได้การละ ร่างกายต้องการสีเขียวด่วน “ถ้าเราเหนื่อยล้า…จงเดินเข้าป่า” ปิดคอมฯ และหยิบมือถือ call หาเพื่อนในทันที หลังจากชักแม่น้ำทั้งห้ามาเชื้อเชิญ ได้เพื่อนร่วมเดินทางมา 3 คน เมื่อวานอากาศร้อน วันนี้ฝนตก พรุ่งนี้กรมอุตุฯ บอกจะหนาว ที่ไหนเที่ยวได้ไม่แคร์ฤดูกาลบ้าง ก็ ก็ ก็ ‘สังขละบุรี’ ไงหล่ะแก

‘อำเภอสังขละบุรี’ จังหวัดกาญจนบุรี เมืองที่มาเติมเต็มคนอยากเที่ยวที่มีเวลาน้อย ไม่มีรถส่วนตัว แถมงบประมาณจำกัด เป็นสถานที่ๆ ใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกลเกินใจจะไป มีเวลา 2-3 วัน ก็สุขเหลือล้นแล้ว การเดินทางก็มีรถประจำทางสาธารณะให้เลือกหลากหลาย ค่าครองชีพก็ไม่สูง และสำคัญคือ เมืองอะไรจะสวยไปทุกฤดูกาล ไม่แปลกใจเลยที่สังขละบุรียังคงความฮิต & ฮ็อต มายาวนานไม่เอ้าท์สักที

การเดินทาง

การเดินทางไปสังขละบุรีนั้นถ้ามีรถส่วนตัวก็จะสบายหน่อย แต่สำหรับคนไม่มีรถหรือเหนื่อยกับการต้องขับรถไกลก็มิใช่ปัญหา เพราะปัจจุบันมีรถโดยสารสาธารณะวิ่งตรงถึงสังขละบุรีมากมาย จะรถตู้เอย รถบัสเอย สะดวกสบายมาก เอาใจด้วยการรวบรวมการเดินทางด้วยรถสาธารณะสายหลักๆ ที่จะพาเราไปสังขละบุรีได้ ดังนี้

สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ (ตลิ่งชัน): มีรถบัสปรับอากาศ 81 และรถตู้ วิ่งถึง บขส. ตัวเมืองกาญจนบุรี เท่านั้น หลังจากนั้นต้องต่อรถบัสหวานเย็น สายกาญจนบุรี – สังขละบุรี หรือรถตู้ไปสังขละบุรีอีกต่อหนึ่ง วิธีนี้สำหรับคนอยากนั่งโต้ลมชิว ก็จะนั่งรถแค่ประมาณ 4 ชั่วโมงเอง (เหรอ !) หลับบ้าง เม้าท์บ้าง ชมธรรมชาติบ้าง โดยรวมแล้วชอบเลย สายใต้รถจะวิ่งทางถนนบรมราชชนนี – นครปฐม – บ้านโป่ง – กาญจนบุรี

เราเลือกวิธีนี้เพราะบ้านสมาชิกอยู่ละแวกใกล้สายใต้ใหม่ทั้งนั้น และอยากโต้ลมชมธรรมชาติข้างทางไปเรื่อย คนอยากเนิบๆ แนะนำเลย

สถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต): มีรถบัสปรับอากาศ 999 และรถตู้วิ่งถึงตัวอำเภอสังขละบุรีเลย วิธีนี้สำหรับคนอยากถึงเร็ว สะดวกสบาย และไม่ต้องต่อรถ สายเหนือรถจะวิ่งทางถนนบางบัวทอง – บางเลน – พนมทวน – บขส. กาญจนบุรี – บขส. สังขละบุรี

ฟิน ‘สังขละบุรี’

บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตัวเองมาเที่ยวฤดูไหน แต่รวมๆ แล้วอากาศสบายกำลังดี มาร่วมมีความสุขไปกับ 4 กุลสตรีสาวสวย (เรื่องจริง !) ที่จะพาทุกคนแบกเป้ขึ้นรถสาธารณะตะลอนไปเรื่อยพาเที่ยวสังขละบุรี 3 วัน 2 คืน ด้วยงบแบบเบาๆ เพียง 1,500 บาท เป็นทริปที่เหนื่อยเหมือนกันนะ แต่ไม่เข้าใจทำไมยิ้มไม่หุบเลย

DAY 1

06.00 น.

4 กุลสตรีสาวรวมตัวกัน ณ สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ เราซื้อตั๋วรถบัส สาย 81 รถออกทุก 30 นาที ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (129 กิโล) ก็เดินทางถึง บขส. กาญจนบุรี หลังจากนั้นซื้อตั๋วรถบัสไปสังขละบุรี ตรงท่ารถสายกาญจนบุรี – สังขละบุรี รถออกทุก 1 ชั่วโมง เราได้รถเที่ยว 9 โมงตรง มีเวลาระหว่างรอประมาณ 1 ชั่วโมง จึงพากันเดินไปที่ถนนปากแพรกใกล้ๆ บขส. เห็นเขาว่าเป็นย่านชุมชนเก่าแก่ของกาญจนบุรี เลยอดไม่ได้ที่จะแวะไปเก็บภาพบรรยากาศสักหน่อย

09.00 น.

ล้อเริ่มหมุนออกจาก บขส. กาญจนบุรี มุ่งหน้าสู่อำเภอสังขละบุรี สะกิดถามพี่กระเป๋ารถบัสว่า “นั่งรถนานไหมพี่กว่าจะถึงสังขละบุรี” ตอบ “ก็ไม่นานนะน้อง 4 ชั่วโมงกว่าๆ เอง” นั่นแหละค่ะคุณผู้ชม 4 ชั่วโมงกว่าเอง (230 กิโล) ดิชั้นจะทำอะไรดีระหว่างนี้ แต่รู้ไหม! นั่งเพลินอะ โต้ลมเย็นชมธรรมชาติสองข้างทางสวยมาก

14.00 น.

รถบัสเหยียบเบรกดังลั่น บขส. เป็นการประกาศตัวว่าพวกเรามาถึงสังขละบุรีแล้ว หลังจากนั้นโบกวินมอเตอร์ไซค์ซิ่งไปที่พัก ณ Haiku Guesthouse (ไฮกุ เกสต์เฮ้าส์) ตั้งอยู่ฝั่งตลาด ห่างจาก บขส. ประมาณ 1.5 กิโล โดยเราจองที่พักสังขละบุรีผ่าน Traveloka Mobile App ขั้นตอนจองง่าย สะดวกรวดเร็ว และได้ราคาประทับใจ ที่คืนละ 700 บาท หลังจากนั้นยังได้รับ Code ส่วนลดจาก Traveloka อีก 20% คุ้มเหลือเกิน

Haiku Guesthouse แค่ชื่อก็ให้บรรยากาศความเป็นญี่ปุ่น เป็นที่พักขนาดเล็กที่ออกแบบคล้ายเรียวกังมีเพียงแค่ 4 ห้องพักเท่านั้น ภายใต้แนวคิดสงบ เงียบ เรียบง่าย

เช็คราคาและค้นหาที่พักในสังขละบุรี ที่ Traveloka คลิกที่นี่

 

ด้านหน้าที่พักมีคาเฟ่แสนน่ารักชื่อ Kaf Kafe ด้วย เราจึงขอใช้เวลาวันแรกกับการพักผ่อนหลังจากเดินทางมายาวนาน จิบชา ดื่มกาแฟ แล้วออกไปเช่ามอเตอร์ไซค์ร้านตรงข้ามที่พักเตรียมไว้ขี่เที่ยววันรุ่งขึ้นสักหน่อย ราคาเช่ามอเตอร์ไซค์ คันละ 200 บาทเท่านั้นนะจ๊ะ

DAY 2

05.00 น.

ตื่นมาด้วยความสดใสหลังจากนอนพักอย่างเต็มอิ่ม ตื่นกันมาทำไมแต่เช้าเหรอคะ ก็เราจะซิ่งมอเตอร์ไซค์ข้ามไปฝั่งหมู่บ้านมอญเพื่อใส่บาตรยามเช้ากันที่ ‘สะพานมอญ หรือสะพานอุตตมานุสรณ์’ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลท์เมื่อมาเยือนสังขละบุรี พระสงฆ์จากวัดวังก์วิเวการามหรือที่ชาวบ้านเรียกวัดหลวงพ่ออุตตมะจะมารับบิณฑบาตเวลาประมาณ 06.30 น. ดังนั้น เราจึงมาก่อนเวลาเพื่อเตรียมซื้อชุดใส่บาตรซึ่งมีการจัดไว้อย่างสวยงามให้เลือกซื้อหลายร้าน แถมยังมีชุดหนุ่มสาวชาวมอญให้ยืมใส่ด้วย

‘สะพานมอญ หรือสะพานอุตตมานุสรณ์’ เป็นสะพานไม้เก่าแก่ที่เคียงคู่วิถีชีวิตชาวมอญสังขละบุรีมายาวนาน เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างฝั่งตลาดกับฝั่งหมู่บ้านมอญ จึงเป็นสะพานสำคัญที่ชาวบ้านใช้ในการเดินสัญจรไปมาในชีวิตประจำวัน  

07.30 น.

หลังจากใส่บาตรเสร็จแล้วเราก็แวะทานโจ๊กมอญเลื่องชื่อ และไปต่อกับการนั่งเรือหางยาวโต้ลมชมแม่น้ำซองกาเลีย ถ้าเหมาลำราคา 400 – 600 บาท ถ้าแบบ join group คนละ 60 บาท เรือพาท่องชมธรรมชาติสองฝั่งน้ำ ใช้เวลาไป – กลับ ประมาณ 1 ชั่วโมง

‘วัดใต้น้ำ’ เดิมคือวัดวังก์วิเวการาม เป็นจุดรวมแม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบ คือแม่น้ำบิคลี่ แม่น้ำซองกาเลีย และแม่น้ำรันตี เรียกพื้นที่นี้ว่า ‘สามประสบ’ ช่วงปี 2527 มีโครงการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ ทำให้พื้นที่เหนือเขื่อนมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจนท่วมอำเภอสังขละบุรีเก่า ชาวบ้านจึงอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน น้ำเขื่อนจะลดลง ทำให้เราสามารถเข้าไปเดินในโบสถ์เก่าได้  

10.00 น.

พวกเราซิ่งมอเตอร์ไซค์คู่ใจเข้าไปใน ‘หมู่บ้านมอญ’ ซึ่งก็อยู่ในละแวกเดียวกับสะพานมอญ เพื่อชมวิถีชีวิตชาวมอญ ระหว่างนั้นได้พบกับแม่ชีพม่าซึ่งเดินเท้าข้ามแดนมาจากฝั่งด่านเจดีย์สามองค์มารับบิณฑบาตที่หมู่บ้านมอญ ตามที่ชาวบ้านพูดกันเหมือนจะข้ามมาบิณฑบาตเฉพาะวันเสาร์ – วันอาทิตย์

ต่อด้วย ‘พระเจดีย์พุทธคยา’ เคียงคู่วัดวังก์วิเวการาม เป็นพื้นที่รวมความศรัทธาของชาวมอญสังขละบุรี และเป็นศูนย์กลางที่ใช้ประกอบพิธีในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งจำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยาในประเทศอินเดีย

15.00 น.

หลังจากไปเที่ยวฝั่งหมู่บ้านมอญมาครบแล้ว แม่หญิงทั้งหลายก็เข้าไปแอบงีบรอจนแดดร่มลมตกก็เริ่มเดินทางไปอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางนั่นก็คือ ‘ด่านเจดีย์สามองค์’ ซึ่งห่างจากตัวเมืองสังขละบุรีประมาณ 24 กิโลฯ เป็นสุดพรมแดนไทยติดกับเมืองพญาตองซู ประเทศพม่า มีความครึกครื้นอยู่นะ นักท่องเที่ยวเต็มเลย หลายคนรอข้ามแดนเพื่อไปเที่ยวตลาดชายแดนฝั่งพม่า ปัจจุบันมีบริษัททัวร์ตั้งเรียงรายสำหรับพาข้ามไปเที่ยวฝั่งประเทศพม่าด้วย ราคาแอบสูงอยู่เหมือนกันประมาณหัวละ 250 บาท แล้วแต่เจรจาต่อรอง

ในขณะที่ใครหลายคนรอข้ามด่าน ฝั่งแม่หญิงทั้ง 4 ทำกิจกรรมเด่นด้วยการไปยืนรอถั่วทอดพม่าจ้า แนะนำเลยเดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกต่อ เคยมาด่านเจดีย์สามองค์ครั้งแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มาวันนั้นจำได้ว่าก็เจอบังนั่งทอดถั่วแถวนี้ ผ่านมา 5 ปี บังก็ยังนั่งทอดถั่วอยู่ที่เดิม เรียกได้ว่ากิจการรุ่งเรืองเลยไม่ไปไหนแล้ว (ฮ่าๆ ) ถั่วทอดที่เห็นเรียกว่า ‘บาเยีย’ ส่วนที่เป็นสามเหลี่ยมเรียกว่า ‘ซามูซา’ ต้นตำรับมาจากอินเดีย ข้อมูลถามเขามาทั้งนั้น ลำพังพวกเราเองนั้นไม่ได้มีความรู้อะไร (ฮ่าๆ )

18.00 น.

หลังจากซิ่งมอเตอร์ไซค์มาทั้งวัน ยามค่ำคืนอากาศเย็นๆ แบบนี้ หิ้วท้องรอชิมที่ ‘ถนนคนเดิน สังขละบุรี’ ตั้งอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ คือของกินเยอะมาก มีสินค้าท้องถิ่น การแสดงพื้นบ้าน และอย่าลืมกินหมูจุ่มพม่าไม้ละ 1 บาท ไฮไลท์เด็ดของตลาดเลย มีให้เลือกจุ่มหลายร้านเลยทีเดียว ถนนคนเดินแห่งนี้เป็นการรวมตัวของชาวบ้านในพื้นที่ จะมีแค่วันเสาร์ – อาทิตย์ หรือวันหยุดยาว ในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ประมาณเดือนพฤศจิกายน – ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และคงปิดท้ายวันนี้ด้วยการเดินกินอยู่แถวนี้แหละคุณผู้ชม

DAY 3

09.00 น.

วันสุดท้ายของทริปขอนอนตื่นสายหน่อย เราปิดท้ายการเดินทางด้วยการไปนั่งชิลล์กันที่ ‘ชื่นใจเฮ้าส์’ ที่นี่เป็นที่พักบ้านหลังเล็กอบอุ่น ซึ่งมีคาเฟ่ให้นั่งชิลล์ด้วย บรรยากาศเงียบสงบมากๆ มีหนังสือหนึ่งเล่มนั่งอ่านระหว่างรอเที่ยวรถเดินทางกลับเวลา 12.00 น. สัมผัสถึงการได้เที่ยวและพักผ่อนอย่างแท้จริง มีพลังกลับไปทำงานเต็มเปี่ยม

“รอยยิ้มรอบตัวคือมิตรภาพ เสียงหัวเราะที่ได้ยินคือระดับความสุข สุดท้ายและท้ายสุดอยากจะบอกว่า สังขละบุรี ฟินได้ทุกฤดูจริงๆ นะ เวลาแค่ 3 วัน 2 คืน แต่เพิ่มพลังให้ตัวเองได้อีกนาน และเชื่อหรือยังว่างบความสุข 1,500 บาท เที่ยวได้ไกลขนาดนี้ .. #ยิ้ม”

งบประมาณ:

1,500 บาท/คน (จำนวน 3 วัน 2 คืน สมาชิก 4 คน)

  • ค่าที่พัก Haiku Guesthouse ราคาคืนละ 700 บาท (ส่วนลด 20%) 2 คืน เฉลี่ยคนละ 560 บาท
  • ค่ารถบัสเดินทางจาก กรุงเทพฯ – บขส. กาญจนบุรี (ไป-กลับ) เที่ยวละ 120 บาท คนละ 240 บาท
  • ค่ารถบัสไม่ปรับอากาศ เดินทางจาก บขส. กาญจนบุรี – บขส. สังขละบุรี (ไป-กลับ) เที่ยวละ 145 บาท คนละ 290 บาท
  • ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์ วันละ 200 บาท 2 วัน 2 คัน เฉลี่ยคนละ 100 บาท
  • เงินกองกลาง คนละ 400 บาท