ระนองเป็นจังหวัดที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กเพราะเป็นบ้านเกิดของแม่เรา ทุกวันหยุดปิดเทอมเราต้องเดินทางไปที่ระนองเกือบทุกปี แต่ช่วงนั้นระนองยังเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่บางคนไม่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อเสียด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าล่าสุด ระนองจะกลายมาเป็นจังหวัดยอดนิยมที่มีโฮสเทลและคาเฟ่เก๋ๆ ขึ้นเยอะแยะเต็มไปหมด

ไม่ต่างจาก “เกาะพยาม” เกาะเล็กๆ กลางทะเลอันดามันที่เลื่องชื่อเรื่องความสวยงามและเงียบสงบ ซึ่งเราเพิ่งมีโอกาสได้ไปเยือนเมื่อไม่นานมานี่เอง พอไปถึงก็แอบนึกในใจเบาๆ ว่า เฮ้ยย นี่เราไปอยู่ไหนมา เกาะเล็กๆ ที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตชาวบ้านที่เรียบง่ายและสวยงามขนาดนี้ ทำไมถึงมองข้ามไปได้ซะตั้งนาน วันนี้ก็เลยอยากมาแบ่งปันประสบการณ์การไปเยือนเกาะพยายาม อยากชวนให้ทุกคนได้ลองไปสัมผัสความง่ายงามในความเงียบสงบแบบไม่ต้องพยายามด้วยกัน : )

 

การเดินทางไปเกาะพยาม

โชคดีมากที่ทุกวันนี้มีเที่ยวบินตรงถึงระนองเยอะขึ้น ซึ่งเราได้จองตั๋วเครื่องบินไประนองผ่าน Traveloka จึงทำให้ยิ่งสะดวกสบายยิ่งขึ้นไปอีก โดยสมัยเด็กๆ ตอนเราไปนี่ต้องนั่งรถกันไป 8-9 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว เพราะระนองเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่อยู่ในหุบเขา ถนนหนทางก็ยังไม่ค่อยดีเหมือนในทุกวันนี้ แต่ปัจจุบันสามารถบินปรู๊ดเดียวถึงระนองได้ด้วยสายการบินแอร์เอเชียหรือนกแอร์ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง จากนั้นจะแวะเที่ยวในตัวเมืองระนองสัก 2-3 วันก็เป็นตัวเลือกที่ดีมาก เพราะถึงแม้ระนองจะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจและมีเสน่ห์มากทีเดียว

หลังจากนั้นสามารถไปขึ้นเรือเพื่อข้ามไปเกาะพยามได้ที่ท่าเรือเทศบาลตำบลปากน้ำ โดยมีเรือให้เลือก 2 แบบคือ เรือช้าธรรมดา ราคา 150 บาท/คน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง กับ Speedboat ราคา 350 บาท/คน ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แต่ทริปนี้เราเลือกพักที่ The Blue Sky Resort ซึ่งจะมีเคาน์เตอร์สำหรับขายตั๋วเรือของรีสอร์ทชื่อ Blue monkey ก่อนถึงวันเดินทางจะมีเจ้าหน้าที่จากรีสอร์ทโทรมานัดหมายเวลาเพื่อจองเที่ยวเรือ ส่วนขากลับสามารถแจ้งตอนเช็คอินเพื่อจองตั๋วเรือได้เลย ราคา 350 บาท เช่นเดียวกับบริษัทเรืออื่นๆ เลย

จองตั๋วเครื่องบินไประนอง ที่ Traveloka คลิก!

 

The Blue Sky Resort

ทริปนี้เราพักที่โรงแรม The Blue Sky Resort ซึ่งนับเป็นโรงแรมดังของเกาะพยาม เพราะได้รับฉายาว่า “มัลดีฟส์เมืองไทย” ด้วยความที่ห้องพักทุกห้องถูกออกแบบให้มีพื้นที่ยื่นลงไปในน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศรื่นร่ม เขียวขจีของป่าโกงกาง โดยมีการเชื่อมทางเดินถึงกันด้วยสะพานไม้ เวลาน้ำทะเลหนุนสูงจนเอ่อล้นเข้ามาเต็มพื้นที่ของรีสอร์ท จะทำให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศและกลิ่นอายกลายบ้านพักกลางทะเลเหมือนประเทศมัลดีฟส์นั่นเอง

 

บลูสกาย รีสอร์ท มีห้องพักอยู่ 2 แบบ คือ Maldives Villa Concept มี 2 โซน คือ โซน R และ L โดยโซน R จะอยู่ฝั่งติดกับป่าโกงกาง ฉะนั้นจึงได้เห็นวิวที่ดีกว่า แต่ก็ราคาสูงกว่าอีกโซน เวลาน้ำขึ้นสามารถออกมานั่งเอาเท้าจุ่มน้ำเล่นที่ริมระเบียงบ้านได้เลย ส่วนโซน L จะอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งตั้งอยู่ด้านใน ฉะนั้นจึงไม่เห็นวิวป่าโกงกาง แต่เวลาน้ำขึ้น น้ำก็จะหนุนเข้ามาท่วมบริเวณบ้าน ให้ความรู้สึกคล้ายบ้านพักที่มัลดีฟส์เหมือนกัน ซึ่งทริปนี้เราจองได้โซน L เพราะโซน R เต็มหมดแล้ว ฉะนั้นถ้าอยากได้ฟีลมัลดีฟส์จ๋าๆ แนะนำให้จองล่วงหน้านานสักหน่อยนะ เพราะโซน R เนี่ยฮ็อตฮิตมากทีเดียว

ส่วนห้องพักอีกแบบ คือ Villa Sea View เป็นบ้านพัก 2 ชั้น ติดริมชายหาด เพิ่มพูนความชิลขึ้นคูณสอง เหมาะสำหรับคนชอบนอนฟังเสียงคลื่น ตื่นขึ้นมาแล้วเปิดหน้าต่างเจอทะเลเลย โดยบ้านพักวิลลา 2 ชั้นแบบนี้จะมีอยู่อีกแบบคือ Villa Lagoon View ซึ่งเป็นบ้านพัก 2 ชั้นเหมือนกัน เพียงแต่ไม่อยู่ติดทะเลแต่จะได้เห็นวิวลากูนแทน

 

เราใช้เวลาอยู่ที่เกาะพยามทั้งหมด 3 วัน 2 คืน โดยวันแรกมาถึงก็นอนพักผ่อนชิลๆ รับลมทะเลอย่างเดียวเลย ส่วนเช้าอีกวันก็ออกมาพายเรือคายัคชมความสวยงามของรีสอร์ทตอนน้ำขึ้น ซึ่งจริงๆ สามารถพายออกไปในทะเลได้เหมือนกัน ทางรีสอร์ทมีบริการเรือคายัคให้ยืมฟรี แต่บริเวณรอบรีสอร์ทไม่ได้มีน้ำขึ้นตลอดเวลานะ โดยจะอิงกับช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติ ซึ่งน้ำจะขึ้นสูงสุดในช่วงวันพระจันทร์เต็มดวง (ขึ้น 15 ค่ำ) และในคืนเดือนมืด (แรม 15 ค่ำ) โดยเกาะพยามจะมีเวลาน้ำขึ้น 2 ครั้ง คือ ตอนเช้ากับตอนกลางคืน ตรงนี้เราสามารถสอบถามเวลาน้ำขึ้นที่แน่นอนจากรีสอร์ทได้เลย นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่น่าพลาดเมื่อมาพักผ่อนที่บลูสกายนาจา

จองที่พัก The Blue Sky Resort กับ Traveloka คลิก!

 

สุดท้าย สิ่งที่เราอยากให้กาดอกจันไว้เลยว่าห้ามพลาดคือขับมอเตอร์ไซต์หรือจักรยานไปดูพระอาทิตย์ตกที่อ่าวใหญ่ ซึ่งเราแนะนำว่าให้เช่ามอเตอร์ไซต์ขับไปดีกว่าถ้าใครพักที่บลูสกาย เพราะระยะทางค่อนข้างไกลเหมือนกัน โดยอ่าวใหญ่นับเป็นอ่าวที่ใหญ่ที่สุดในเกาะพยาม (สมชื่อ) เป็นหาดที่เหมาะสำหรับการมาดูแสงสุดท้ายของวันมากกก เพราะนอกจากสวยงามแล้วยังเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน ซึ่งเราว่าเป็นข้อดีของเกาะพยามมากๆ เพราะนอกจากคนท้องถิ่นก็มีแต่ฝรั่งที่นิยมมาพักผ่อนแบบชิลๆ ฉะนั้นถ้าใครกำลังมองหาที่พักระนองเพื่อพักกาย พักใจ เพื่อเติมพลังให้กับชีวิต เราว่าเกาะพยามนับเป็นสถานที่ที่เหมาะเจาะลงตัวมากทีเดียว : )

 

เรื่องและภาพ โดย Movearound Journey : http://www.movearound-journey.com/
Facebook : https://www.facebook.com/movearoundjourney/
IG : @movearound_journey