ทริปนี้เราจะพาทุกคนไปฟอกปอดกันที่ภูสอยดาว ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่อง ป่าสน หมอก ดาวและทางช้างเผือก ทางช้างเผือกที่นี่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลย ไม่ต้องไปรอดูจากกล้องให้เสียเวลาเลย
และที่นี่ยังเป็นที่แรกที่ทำให้เราได้เห็นทางช้างเผือกและยังเป็นการเดินป่าครั้งแรกของเราอีกด้วย เห็นมั้ยเดินป่าไม่ยากหรอก เราไปได้ทุกคนก็ไปได้.

ถ้าถามว่าทำไมภูสอยดาวถึงเห็นดาวชัดกว่าที่อื่น เป็นเพราะภูสอยดาวอยู่กลางเขาต้องเดินข้ามเขาไปหลายลูกเลย จึงไม่มีแสงจากเมืองมารบกวน ยิ่งเราอยู่ห่างไกลจากเมืองมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้เราเห็นดาวชัดมากขึ้นเท่านั้น แต่ภูสอยดาวก็ไม่ได้ มีแค่ดาวนะ เพราะครั้งนี้เราจะไปกันหน้าฝน หน้าฝนที่หลายคนคิดว่าไม่น่าเที่ยว เที่ยวไม่สนุก มันเปียกมันเลอะ แต่บอกเลยหน้าฝนเป็นอะไรที่ฟินสุดแล้วและยิ่งเดินป่าหน้าฝนด้วยแล้วบอกเลยว่าทั้งสนุกทั้งลำบากเราเลย แต่เราจะลำบากไปพร้อมกับได้ยินเสียงหัวเราะของชาวแก๊งตลอดทางเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ

 

ครั้งนี้เราได้ไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน ไปกันทั้งหมด 6คน โดยขับรถคันเล็กๆไปหนึ่งคัน ถ้าสงสัยว่าเล็กแค่ไหน เรามีภาพประกอบ(อยู่รูปสุดท้าย) คน6คนกับเป้เดินป่าอีก6ใบ นั่งหน้า 4 คน นั่งท้ายอีก 2 คนแถมต้องนั่งอัดอยู่กับเป้อีกด้วย ฮ่าๆๆ น่าสงสาร
เราเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯกันตอนประมาณ 5ทุ่มกว่า มุ่งหน้าสู่พิษณุโลก อำเภอชาติตระการตลอดทางไปเจอทั้งฝนตกรถติดเลยเพื่อนที่นั่งหลัง 2 คนแทบจะเปียกชุ่มกันเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ และสองคนนั้นให้ชื่อทริปนี้ว่า “ ชุ่มฉ่ำ เฉอะแฉะ ” ชุ่มฉ่ำตั้งแต่เดินทางเลย และเราก็ไปถึงตลาดที่อำเภอชาติตระการประมาณ 8โมงกว่า เพื่อแวะซื้อของขึ้นไปกินข้างบน หลังจากเตรียมเสบียงเรียบร้อยเราก็ขับต่อไปยังอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มาถึงเวลา10โมงกว่าแล้ว กว่าแต่ล่ะคนจะทำอะไรกันเสร็จอีกเกือบเที่ยง ถึงจะได้เริ่มเดินขึ้น แต่บอกเลยไม่มีใครได้นอนกันสักคน นั่งรถมาก็ไม่มีใครได้หลับเลย อย่างว่าแต่จะหลับเลยแค่นั่งธรรมดาก็ปวดตูดไปหมดแล้วไหนจะต้องอยู่เป็นเพื่อนคนขับอีกถ้าเหลับกันหมดเดี๋ยวมันหลับตามขึ้นมาจะยุ่งเอา ฮ่าๆๆ ทริปนี้เลยต้องอดหลับอดนอนเดินขึ้นดอยกัน สภาพเหมือนซอมบี้อพยพแล้วแบกกระสอบข้าวสามาก ฮ่าๆๆ

ที่นี่อาจไม่ได้เดินยากแต่แค่ขึ้นชื่อว่าเดินตูก็เหนื่อยแล้ว #ซอมบี้ขึ้นดอย #เที่ยวเองนักเลงพอ

 

“การเดินทาง”
1.รถส่วนตัว ใครขับรถไปเองก็ตั้งใน Map ไปเลย ขับตาม GPS ไปไม่หลงหรอก
2.รถโดยสาร
– วิธีที่1 นั่งรถไปลง บ.ข.ส. พิษณุโลก จะมีรถเหมาจากที่นั้นไปถึงอช.เลย ระยะทางประมาณ 170 กิโล ราคาหลักพันแล้วแต่จะตกลงกัน
– วิธีที่2 นั่งรถไปลง บ.ข.ส. พิษณุโลก แล้วต่อรถไปยังอำเภอชาติตระการ ระยะทางประมาณ100 กิโล แล้วติดต่อให้ เจ้าหน้าที่อุทยานมารับ(มีค่าบริการ)
3.รถไฟ นั่งรถไฟมาลงพิษณุโลก ต่อรถ สามล้อมาลง บ.ข.ส.พิษณุโลก เลือกวิธีเดินทางต่อจากข้อ2เลย)

ปล. แนะนำให้ไป 3วัน2คืน ถึงจะคุ้มไม่งั้นเที่ยวไม่ทั่วหรอก
#ซอมบี้ขึ้นดอย #เที่ยวเองนักเลงพอ #Traveloka

*Tips*

สำหรับใครที่ไม่อยากเสียเวลา ไม่อยากนั่งรถ รีบจองตั๋วเครื่องบินไปเลย โดยสามารถไปลงที่เชียงใหม่ หรือน่านก็ได้ ใครไม่อยากยุ่งยาก แนะนำให้จองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่และน่านกับ Traveloka ได้เลย เพราะนอกจากจะมีบริการจับคู่ตั๋วเครื่องบินให้ได้ราคาถูกกว่า ยังโชว์ตั๋วราคาที่ถูกที่สุดให้ได้เลือกกันแบบฟินๆ แค่ไม่กี่คลิกเท่านั้น

จองตั๋วเครื่องบินกับ Traveloka 

 

Let’s go follow let’s go
จัดสัมภาระ จ่ายค่าบริการเข้าอุทยานคนละ 40 บาท ค่ามัดจำขยะอีก 100 บาท
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ลุยกันเลย เอากระเป๋าไปชั่งน้ำหนักดูตกคนละ 15-16 กิโล เอามาชั่งดูเฉยๆนะไม่ได้จะใช้บริการลูกหาบ สายประหยัดต้องแบกเองอยู่แล้วววว

 

นี่แค่น้ำตกตรงทางขึ้นเองนะ ยังสวยขนาดนี้ ถ้าข้างบนจะขนาดไหน
จุดเริ่มเดินตอนนี้ทุกคนยังดูร่าเริงกันอยู่

 

ตอนรับกันด้วยสะพานไม้ไผ่ ดีนะยังไม่เจอฝน / เดินไปจัดเป้ไปตลอดทาง

 

ขนาดท้องฟ้ายังเป็นใจให้กับการมาของพวกเราเลย ฮ่าๆๆ / พระอาทิตย์ทรงกลด

 

ตั้งแต่จุดเริ่มเดิน เราก็เดินกันมาไกลพอสมควรก็นึกว่าเขานับระยะกันตั้งแต่ตรงนั้น ที่ไหนได้เดินมาอย่างนานกว่าจะเจอจุดเริ่มนับ คือ เนินส่งญาติ ตูแทบจะส่งตัวเองกลับ ใครเคยมาแล้วเราจะเข้าใจกัน ถถถ / จุดนี้น่าจะเดินมาสัก 4-5 กิโลแล้วมั้ง เหมือนเดินอยู่ในหุบเขาเลย

 

จุดนี้คือเนินมรณะ ไม่รู้ว่าตั้งชื่อตามสภาพคนที่เดินมาถึงจุดนี้รึป่าว ฮ่าๆๆ / ขึ้นมาสักพัก อยู่ๆหมอกก็ก่อตัวขึ้นเป็นทะเลหมอกแล้วเริ่มลอยฟุ้งอย่างที่เห็น หมอกก็เริ่มลอยขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนเราก็ยืนดู มันฟินมากเมื่อหมอกค่อยๆลอยจากด้านล่างขึ้นมาด้านบน แล้วก็ปะทะหน้าเรา หายเหนื่อยเลย พอเดินต่อก็เหนื่อยเหมือนเดิม ฮ่าๆๆ

 

ถึงยอดแล้วววว แต่เป็นแค่ยอดเนินมรณะ สมชื่อจริงๆ กว่าจะรากตัวเองขึ้นมาได้

จุดนี้หลายคนต้องแวะถ่ายรูปแวะพักเหนื่อยกันแต่เรา… ปักหลักกินข้าวเลยจ้า ฮ่าๆๆ ถือว่ารอเพื่อนที่อยู่ไหนก็ไม่รู้ละกัน
ข้าวเหนียวไก่ที่ซื้อตุนมาจากตลาด / อาหารหลักสิบวิวหลักล้าน

 

นั่งกินนั่งรอนอนรอจนเพื่อนมาถึง มาถึงแล้วก็ถ่ายรูปให้หน่อย ฮ่าๆๆ ต้องการแค่นี้แหละ เดินกันต่อได้

บรรยากาศและวิว คือดีมากกกกก ประเทศไทยสวยไม่แพ้ต่างประเทศเลย (ถึงจะไม่เคยไปก็เถอะ555)

 

เดินขึ้นยังไม่นานเท่าหยุดถ่ายรูปเลย ฮ่าๆๆ ถ่ายจนเย็นแสงกำลังจะหมดแล้ว ยังเดินกันไม่ถึงแคมป์เลย แต่ถ้าเห็นจุลานสนแบบนี้แสดงว่าใกล้ถึงแล้ว เดินต่อไปอีกไม่เกินครึ่งกิโล ก็น่าจะถึง

 

และเราก็มาถึงจุดตั้งแคมป์ เกือบมืด กางเต็นท์หุงข้าวเสร็จแทบจะหลับกลางอากาศ ทั้งเหนื่อยทั้งง่วง แต่สิ่งที่ทำให้เราตื่นคือ

 

นี่เลยยยยย หันไปเห็นแบบว้าววววววววมาก วางทุกอย่างที่ทำอยู่แล้วรีบไปหยิบกล้องออกมาถ่ายเลย ครั้งแรกของเราเลยที่ได้เห็นทางช้างเผือก ทริปนี้ถือว่าคุ้มแล้ว

 

แถมให้อีกรูป นอนแหละเพลียมากกกกก แจกันพรุ่งนี้

 

เช้าวันที่2 ได้เจอทะเลหมอกด้วย กลางวันเจอหมอก กลางคืนเจอทางช้างเผือก ตอนเช้าเจอทะเลหมอก โหยยยย มีใครให้ดีกว่านี้อีกมั้ย

 

เห็นทะเลหมอกได้ไม่นาน หมอกมาจากไหนก็ไม่รู้มองไม่เห็นอะไรแล้ว

 

ตั้งแต่มานี้ถ้าไม่นับข้างล่างคือแทบจะไม่เห็นแดดเลย แล้วกางเกงที่เปียกเหงื่อจะแห้งมั้ยเนี้ย เอาไปตากแดดไวแปปเดียวหมอกก็มา เหมือนตากหมอกมากกว่าตากแดด ทริปอันเปียกแฉะ ฮ่าๆๆ

 

บรรยากาศสุดจะฟิน

เรากำลังลงไปน้ำตกกัน ทางทั้งลื่นและชัน ไม่เชื่อดู

 

น้ำตกที่นี่มีหลายชั้นอยู่นะ แต่กี่ชั้นจำไม่ได้ ใครจะมาเล่นน้ำก็ได้นะ

 

นี่เป็นน้ำตกชั้นล่างสุดเท่าที่จะลงมาได้

เขียวมากกกกก ดูเย็นสบาย เหมาะแกการฟอกปอดมาก

 

กลับจากน้ำตกพักกินข้าวสักแปปก็ออกมาเดินต่อเลย / บอกแล้วมาคืนเดียวไม่คุ้มหรอก ที่นี่มีอะไรเยอะแยะเลย มียอดสูงกว่าที่เราอยู่ด้วยนะ แต่เขาไม่เปิดหน้าฝนเลยอดขึ้น ยอดสูง 2000กว่าเมตร

 

ไม่ได้ขึ้นยอดสูงสุดก็เดินเล่นรอบๆก็ได้

 

เดินจนเย็นเลย

 

แสงละมุนมากก

 

แสงสุดท้ายกำลังจะหายไปแล้ว

 

แทนที่ด้วยทางช้างเผือก วันนี้เห็นชัดกว่าเมื่อวาน ความตื่นตาตื่นใจกว่ามากขึ้น ฮ่าๆๆ

 

แคมป์สุขสันใต้ท้องช้าง เป็นอะไรที่ชอบมากกก

 

เช้าวันที่ 3 วันนี่ต้องกลับแล้ว เมื่อคืนนึกว่ามาครั้งนี้จะไม่เจอฝนแล้ว แต่เมื่อคืนนี่เจอฝนตกหนักมาก ตกตั้งแต่ตี2ยันเช้าก็ยังไม่หยุด สนุกหละเดินลงวันนี้ด้วยจ้า ฮ่าๆๆ

 

ทางมันก็จะ เฉอะแฉะแบบนี้แหละ บอกเลยว่าโคตรลื่น เละเทะดีจัง ฮ่าๆๆ

 

เดินทางโคลนมาแล้วต่อด้วยทางป่าทึบเลย

 

ต่อด้วยทางไม้ไผ่ จุดนี้แหละเกือบตกน้ำ ของที่หลังก็หนักแล้วขยะที่ต้องขนลงมาก็หนัก ไหนจะสะพานไม้ไผ่ที่ลื่น แล้วไม้ไผ่มันกลมมันก็ดิ้นได้นั้นแหละเกือบได้ลงไปเล่นน้ำแล้ว ดีนะจับไม้ไว้ได้ทันไม่งั้นแย่แน่ / ขยะที่เอาขึ้นไปทั้งหมดต้องเอากลับลงมาข้างล่างด้วยนะครับ

 

สะพานไม้ก็มี

 

น้ำตกระหว่างทาง

 

ใกล้ถึงแล้วเอาซะหน่อย ลงมันทั้งชุดนี้แหละ ร้อนมากกกกก แต่พอลงน้ำ หนาวดิน้ำในภูเขานี่เย็นทุกที่จริงๆ

 

ลงมาอาบน้ำกินข้าวเตรียมตัวจะกลับ แต่รถดันสตาร์ทไม่ติด ดีนะได้พี่แถวนั้นมาช่วยทำให้ ไม่งั้นอดกลับบ้านแน่
สุดจริงทริปนี้ / นี่คือรถที่เรานั่งเบียดกันมา

 

จบแล้วกับทริปถ่ายรูปภูสอยดาว ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ

นักท่องเที่ยวสายลุย สายเดินป่า สายแคมป์ปิ้ง
ฝากติดตามด้วยนะ
เพจ เที่ยวเองนักเลงพอ
https://www.facebook.com/roammyself/