“ผ้าห่มปก ดอยต้องห้าม…พลาด”
อยากให้ไปเพราะ มันนนนนน ดียยยยย์ มากกกกก แกรรรรรรร
(จริงๆอยากจะตั้งชื่อว่า ทริปใส่เสื้อ9ชั้น ด้วยซ้ำ อยากรู้ว่าทำไมก็ต้องอ่านดู)

ใครเป็นสายธรรมชาติ ชอบแคมป์ปิ้งนอนเต็นท์ ชอบเดินป่า ไม่ควรพลาด!!
เพราะที่นี่ที่เดียวมีครบ ได้ทั้งเดินป่าและนอนเต็นท์เลย แถมยังเป็นจุดการเต็นท์ที่สูงที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย เรื่องวิวไม่ต้องห่วงเลย สามารถมองได้ 360องศากันเลยที่เดียวหรือใครจะมองยัน 720 องศาก็มอง ฮ่าๆๆ
อยากบอกว่าพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกที่นี่สวยมากกกกกกกก สวยจนต้องร้องขอชีวิตตตตต

ที่นี่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี คงเป็นเพราะอยู่สูงมั้ง เหมือนที่เขาว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว ใครอยากหนาวจัด ๆ ก็มาหน้าหนาว หนาวจนด้านบนมีแม่คะนิ้งขึ้นเลยแต่คนก็จะพอสมควร ส่วนใครชอบคนน้อย ๆ ก็มาหน้าร้อนก็ได้อากาศหนาวเหมือนกัน ส่วนหน้าฝนดอยปิดนาจา เพราะทางก็เป็นดินๆหินๆไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ฮ่าๆๆ แต่ก็มีทางปูนนิดหน่อยเป็นช่วงสั้น ๆ ฝนตกทีก็เละ รถขึ้นลำบาก

 

“การเดินทาง”
เราไปแบบประหยัด ก็นั่งรถไฟชั้น3 ไปลงเชียงใหม่ ก็ 200 กว่าบาทเอง ปวดตูดนิดหน่อย แต่เมื่อยขายมากกกกกกกว่า คนเยอะที่นั่งเต็มเลยต้องยืนตั้งแต่ กทม.-น่าน T-T บอกแล้วปวดตูดนิดหน่อย ฮ่าๆๆ / ถึงเชียงใหม่ก็ต่อรถแดงไป ขนส่งช้างเผือก / จะนั่งรถบัสหวานเย็นหรือจะนั่งรถตู้ก็แล้วแต่ ใช้เวลาประมาณ3ชั่วโมง และบอกเขาว่าไปลงโลตัสอำเภอฝาง / แล้วจะโบกรถต่อหรือขึ้นวินไปลงที่ ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติผ้าห่มปกก็ได้ ราคา 100กว่าบาทก็พอรับได้เพราะมันไม่มีรถผ่านไป / พอถึงทางขึ้นอุทยาน ก็ไปติดต่อรถเจ้าหน้าที่ ราคาไปกลับประมาณ 1200บาท ไปหารกับคนอื่นก็ได้นะหรือใครมาเป็นกลุ่มก็หาเบอร์โทรอุทยานแล้วให้เขาไปรับที่โลตัสฝางเลยก็ได้จะสะดวกกว่า

“สรุปค่าใช้จ่าย 2คน โดยประมาณ”
ค่ารถไฟไป-กลับ= 1000
ค่ารถแดงไปขนส่งช้างเผือก = 60
ค่ารถตู้ไปอำเภอฝาง = 260
ค่าอาหาร = 500
รวม 1820 ตกคนละ 910บาท ถูกมากกกก

แต่ถ้าหากว่าใครอยากจะประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเวลานั่งรถ แนะนำให้จองตั๋วเครื่องบินกับ Traveloka เพราะง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด อยากได้ตั๋ววันไหน ราคาเท่าไหร่ หรืออยากให้หาตั๋วราคาถูกสุดก็แค่คลิก ระบบก็จะเลือกตั๋วเครื่องบินมาโชว์ให้เลือกทันที แต่ด้วยความที่ผมไม่รีบ ก็เลยนั่งรถไฟไปครับ

จองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ กับ Traveloka 

 

ทริปนี้เรามาแบบไม่ได้ตั้งใจ เลยไม่ค่อยได้เตรียมอะไร ความทรมานปนความฮาเลยบังเกิด จะเป็นยังลองไปดูกันดีกว่า…… โกวววววว

ฮาโหวววววว เชียงใหม่หนิ เดี๋ยวนะคนเหนือเขาพูดหนิกันเหรอ ต้องจ้าวสิ / ตอนนี้เราอยู่ที่สถานีขนส่งช้างเผือก เราจะนั่งรถไปฝางกัน จะนั่งรถสีส้มแบบในรูปก็หวานเย็นสะเหลือเกิน เลยเดินไปขึ้นรถตู้ด้านหลังรถส้ม รถตู้ก็จะไวกว่าแต่ก็จะแพงกว่านิดนึง บอกเขาว่าไปลง “โลตัสฝาง” แค่นี้แหละ นอนหลับได้

 

พอมาถึงโลตัสฝางก็เข้าไปซื้อเสบียง(โลตัสฝางแล้วจะไปได้ไง…นั้นมันขวางเว้ย/ไม่ต้องเล่นมุกในใจนะ ฮ่าๆๆ ) ซื้อของเสร็จก็ไปผ้าห่มปกกันแนะนำให้นั่งวินไป ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ตอนนั้นงกไง เลยหารถโบกไป โบกคันแรกก็ได้เลยด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูไง เขาเลยไปส่งให้ถึง อช. ผ้าห่มปกเลย ปรากฏว่ามันคือคนละที่กันที่นี่มีแต่บ่อน้ำร้อน บ้าเอ้ยยยย มาผิดที่ ฮ่าๆๆ ป้าก็เลยพาออกไปส่งที่สี่แยก เราก็เดินตามทางกันไปจนเจอพี่ๆที่เขาทำทางกันอยู่เลยเข้าไปถามทาง แล้วพี่เขาก็ใจดีอาสาไปส่งแต่ส่งแค่ครึ่งทางนะ ส่วนรถที่เอาไปส่งก็เป็นรถสิบที่ข้างหลังบรรทุกทรายไว้เต็มกระบะเลย และก็โบกรถกระบะเลี้ยงกุ้ง ต่อด้วยรถบรรทุก จนมาถึงด่านทางขึ้นอุทยาน โคตรเป็นประสบการณ์ที่ใหม่เลย โบกรถมาก็เยอะ ยังไม่เคยขึ้นรถขนทรายรถสิบล้อเลยมันมากกก แต่ๆๆ จากด่านตรวจยังต้องขึ้นเขาไปอีก 19 ประมาณกิโล จะเหมารถเจ้าหน้าที่ขึ้นไปก็ไม่มีตัง นั่งสักพักมีรถกระบะมาก็เลยขอติดรถพี่เขาขึ้นไปด้วย

 

สภาพทางก็เหมือนวิ่งอยู่บนดวงจันทร์ ทั้งหิน ทั้งร่อง ทั้งหลุม ไหนจะทางชันอีก แล้วพี่แกก็เหยียบมิดเลย คนนั่งข้างหลังสภาพตอนนี้เหมือนป๊อปคอร์นที่เด้งไปมาอยู่ในกระทะ ฮ่าๆๆ ตูดแทบหัก

 

พี่เขาแวะให้พักตูด เฮ้ยไม่ใช่แวะให้ชมวิว หรือเขาให้เราพักตูดนะ ฮ่าๆๆ

 

จากจุดชมวิวขับต่อไปอีกไปไกลก็มาถึง อุทยานแห่งชาติผ้าห่มปก ลานกางเต็นท์ที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย ไทยย ไทยยย ไทยยยย (เสียงแบบเอคโค่) ระหว่างทางที่ขึ้นมาว่าหนาวแล้ว ข้างบนนี้หนาวกว่าจ้า ลมแรงมากพัดตลอดเว สมกับชื่อกิ่วลมจริงๆ

 

หาที่ตั้งแคมป์กันเสร็จเรียบร้อย ก็ไปจ่ายค่ากางเต็นท์ที่สำนักงาน เต็นท์ล่ะ30บาท

 

เดินเล่น สำรวจรอบๆ และก็ถ่ายรูปเล่นกันนิดหน่อย

 

ไม่ทันไรพระอาทิตย์ก็เริ่มตกดิน แสงสีส้มทองแผ่ไปทั่ว เห็นภูเขาซ้อนกันเป็นชั้นๆๆเลย ซ้อนเกิน3ระวังโดนตำรวจจับนะ แฮร่! คนละเรื่องแล้ว

 

ช่วงพระอาทิตย์เป็นอะไรที่ไวมาก ไวกว่า4Gที่มีตอนนั้นอีก ถถถ แต่หลังพระอาทิตย์ตกก็สวยไม่แพ้กัน หลังจากชมวิวถ่ายรูปจนสาแก่ใจแล้วก็กลับไปก่อไฟทำอาหารกิน รีบกินรีบนอน ไม่ใช่เด็กอนามัยอะไรนะ แต่ตี4ต้องเดินขึ้นเขาไปชมพระอาทิตย์ขึ้นอีก GN

 

ตี 4 เสียงนาฬิกาปลุกก็ดัง ได้เวลาเหนื่อยแล้ว เปิดเต็นท์ออกมาด้วยเสื้อแขนยาว 1 ตัว ทันใดนั้นก็ต้องปิดเต็มท์กลับเข้าถุงนอนแบบเดิมแล้วเอาเสื้อที่มีทั้งหมดออกมาใส่ จะบอกว่าเอาเสื้อแขนยาวโง่ๆมาแค่2ตัว เพราะไม่ได้กะจะมาที่นี่ไง เอ้ามีกี่ตัวก็ใส่กัน สิริรวม9ชั้น ฮ่าๆๆๆ เสื้อแขนสั้นบางๆ7ตัวกับเสื้อแขนยาวกากๆอีก2 สงสารตัวเองจริงๆ ฮ่าๆๆ / ก่อนออกเดินทางรูปทางช้างเผือกอ่อนๆไว้สะหน่อย

 

คนอื่นเขาขึ้นกันไปตั้งแต่ตี3ตี4แล้ว แต่เราเคยมาแล้วรอบนึงเลยไม่ต้องจ้างคนนำ จะขึ้นตอนไหนก็ได้ แล้วระหว่างทางที่เดินคือมืดแล้วเงียบมากกกกกก มืดมากกกก น่ากลัวโคตร เสียวหลังสุดๆ ปิดไฟฉายทีมองอะไรไม่เห็นเลย แม้แต่มือตัวเองก็มองไม่เห็นไม่ต่างอะไรจากหลับตาเลย เดินไปเรื่อยๆทางหมอกทั้งความหนาวทั้งอยู่สูงและอากาศก็น้อยกว่าปกติ มันก็จะเหนื่อยๆหอบๆกันไง แล้วทำไงล่ะก็ต้องนั่งพักไง รอบด้านก็มืดยังต้องมาหยุดพักกลางป่าอีก ได้ยินเสียงอะไรข้างหลังทีนี่ใจหาบแวปปปเลย ระยะทางขึ้น3.5กิโล ใช้เวลาไปชั่วโมงกว่า เป็น1ชั่วโมงที่โคตรยาวนาน

 

ถึงด้านบนแล้ว ขึ้นมาถึงไม่นานฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้นมานิดๆ นี่ไม่ใช่อุโมงค์รถไฟหรือHyper loop นะแค่แสงจากไฟฉาย

 

เริ่มมองเห็นวิวแล้ว มีทะเลหมอกด้วยแต่ไม่อลังการเท่าไหร่

 

ลืมบอก ข้างบนยอดโคตรหนาวมากเว่อร์วังอลังการเลย แค่อากาศก็หนาวแล้วยังเจอลมแรงยอดดอยอีก ตายๆๆมือไม้ปากเปิกแข็งไปหมดแล้ว

 

พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ก็ยังไม่อุ่นขึ้นเลย / ไปชมบรรยากาศกันดีกว่า ว่าจะสวยงามแค่ไหน จะหนาวจนต้องร้องขอชีวิตมั้ย เอ่ย ไม่ไช่ๆ จะสวยจนต้องร้องขอชีวิตมั้ย ไปดูกัน

มีความยืนดูพระอาทิตย์ขึ้นคู่กัน

 

จุดหลบลม ฮ่าๆๆ ใครจะถ่ายอะไรกันก็ถ่ายไป เราขอมานั่งหลบลมตรงก่อนนี้ดีกว่า ไม่ไหวแล้วจะแข็งเป็นแม่คะนิ้งแล้ว อุณหภูมิตอนนี้ 1-2องศา เย็นกว่าแอร์ที่บ้านหน่อยนึง

 

ไม่หนาวเท่าไหร่หรอก ไม่เท่าช่อง Freeze หรอก แค่หลายๆจุดบนนี้ตามพื้นตามดอกไม้ใบหญ้า เต็มไปด้วยแม่คะนิ้ง ตอนแรกนึกว่าราขึ้น ฮ่าๆๆ ดูใกล้เกล็ดน้ำแข็งนี้หว่า

 

มีใครเป็นแบบเรามั้ย เห็นมอสตามต้นไม้ไม่ได้เลยชอบเข้าไปลูบ ออกแนวโรคจิต ฮ่าๆๆ แต่มันนุ่มมือมากเลย ยิ่งลูบยิ่งเพลิน ลูบจนเลขจะขึ้น ฮ่าๆๆ

 

นี่คือป่าที่เราเดินกันขึ้นมาเมื่อคืน เหมือนป่าในเทพนิยายมากเลย 2ข้างทางเต็มไปด้วยดอกไม้ป่า มีแสงสีทองส่องเข้ามา โหวววว สวยเว่อรรรร์

 

ลงมาถึงแคมป์ ขอจิบโกโก้ร้อนแล้วถ่ายรูปเก๋ๆ สะหน่อย

 

หิวแล้ว ก็ต้องก่อไฟทำอาหาร เมื่อเช้าต้องกินเบาๆ เราทำแค่ ซุปขาวโพดใส่เส้นมักกะโรนี ไม่มีรูปให้ดูหรอก กลัวมีคนอ่านบทความนี้ตอนกลางคืน เดี๋ยวจะดิ้นเอา อิอิ

 

นี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วยังไม่เห็นแดดเลย วันนี้เมฆหมอกค่อนข้างจะเยอะ มันก็เลยหนาวขึ้นไปอีกหนาวกว่าเมื่อวานอีก หนาวแค่ไหนดูไอ้คนในถุงนอนดิ ฮ่าๆๆ / ใครชอบอากาศหนาว แนะนำที่นี่เลย

 

วันนี้มันก็จะเปื่อยๆหน่อย ถือเป็นการพักผ่อนจากการเดินทาง

 

อยู่ในหมอกทั้งวันจนปอดชื้นหมดแล้ว ฮ่าๆๆ

 

พอเริ่มเย็นๆหน่อยก็ออกไปเดินเล่นทางนี้เราไม่รู้ว่าเดินไปถึงไหน พระอาทิตย์ก็ใกล้ตกแล้วด้วยเลยกลับเต็นท์ไปเตรียมอาหารดีกว่า

 

บรรยากาศแบบนี้ ไม่กินมันเผาถือว่าพลาดมาก

 

พระอาทิตย์ตกวันที่ 2 ก็สวยไม่แพ้วันแรกเลย เดินไปหาจุดถ่ายไม่ทันก็ถ่ายมันหน้าเต็นท์นี้แหละ ไงล่ะๆ วิวหน้าเต็นท์เรา อากาศแบบนี้วิวแบบนี้ ไม่อิจกันนะจ๊ะ อิอิ

 

แสงสวยจนต้องยอมวางมันเผา แล้วไปหามุมถ่ายเลย

 

ชอบความเป็น Layer ของภูเขามากเลย

 

แสงหมดแล้วคืนนี้ขอลากันไปด้วยภาพๆนี้

 

สะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนตี 1 ด้วยเสียงที่ดังมาจากรอบเต็นท์ ฝนตกจ้า ตกหนักด้วยลมแรงด้วยอย่างกะอยู่ในใจกลางพายุ(เว่อร์จัง) อยากตกก็ตกไป ไม่ห่วงเพราะมีเต็นท์ดี อิอิ หลับต่อจนถึงเช้า

 

ตื่นมา 6 โมงกว่าก็ยังตกอยู่ เลยนอนต่อ 8โมง 9โมง 10โมงก็แล้ว ฝนก็ยังตกอยู่แต่เริ่มเบาเราก็เลยออกมาดูข้างนอก ข้างนอกก็ไม่ค่อยตกแล้วหนิ ฝนจะตกอยู่แค่เต็นท์เราเต็นท์เดียวมันเป็นไปไม่ได้

 

ที่ไหนได้ เราตั้งแคมป์อยู่ใต้ต้นไม้ แล้วน้ำค้างมันก็หยดตลอดเพราะลมพัด ไอ้เราก็ว่าทำไมฝนไม่หยุดซะที ฮ่าๆๆ อยากจะตบกระบานตัวเอง / รู้แหละว่าฝนตกไม่ควรกางเต็นท์ใต้ต้นไม้ แต่ใครจะไปรู้ว่าฝนจะตก

 

ที่ไหนได้ เราตั้งแคมป์อยู่ใต้ต้นไม้ แล้วน้ำค้างมันก็หยดตลอดเพราะลมพัด ไอ้เราก็ว่าทำไมฝนไม่หยุดซะที ฮ่าๆๆ อยากจะตบกระบานตัวเอง / รู้แหละว่าฝนตกไม่ควรกางเต็นท์ใต้ต้นไม้ แต่ใครจะไปรู้ว่าฝนจะตก

 

ติดตามต่อได้ในเพจ: https://www.facebook.com/roammyself/