“หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง” คำขวัญประจำจังหวัดที่นิยามความเป็น “แม่ฮ่องสอน” ได้ครบถ้วนที่สุด เชื่อว่าใครหลายคนต้องเคยมีทริปกระชับมิตรภาพที่แม่ฮ่องสอน ตัวเราเองก็เช่นกันเคยไปเยือนแม่ฮ่องสอนมากว่า 7 ปีแล้ว จำได้ว่าช่วงนั้นหายใจเข้าออกก็ “จะไป จะปาย” การเดินทางเที่ยวแม่ฮ่องสอนตอนนั้นต้องพากันไปต่อรถที่เชียงใหม่ก่อน หลังจากนั้นก็ใช้เวลาร่วม 6-7 ชั่วโมง สนุกสุดเหวี่ยงไปกับ 1,864 โค้ง เมื่อถึงปลายทางก็ไปยืนยิ้มหวานรับประกาศนียบัตร “คุณคือผู้พิชิต 1,864 โค้ง” ที่หน้าหอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมหันไปยินดีกับเพื่อนผู้ร่วม “นอนพิชิต 1,864 โค้ง” ที่บอกว่านอนพิชิตเพราะระหว่างนั่งรถทำอยู่แค่ กินยาแก้เมา นอน ตื่น วนอยู่อย่างนี้จนถึงปลายทาง แม้ระหว่างทางอาการจะหนักแต่พอถึงปลายทางมีแต่ “Wow!” 

มารื้อฟื้นวิชาสังคมศาสตร์กันสักนิด “แม่ฮ่องสอน” เป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือของไทย ด้วยลักษณะเมืองที่เป็นขุนเขารายล้อมสลับกับเมฆหมอกที่ลงมาปกคลุมตลอดเวลาจึงเป็นที่มาให้คนขนานนามว่าที่นี่คือ “เมืองสามหมอก” เสน่ห์ธรรมชาติของแม่ฮ่องสอนผลัดเปลี่ยนสีสันอวดความงามให้ได้ชมทุกฤดูกาล ต้นปีขาวโพลนด้วยไอหมอกที่ปกคลุม กลางปีเขียวขจีด้วยขุนเขาและทุ่งนารับสายฝน ปิดท้ายปลายปีด้วยความเหลืองอร่ามของดอกบัวตองที่บานรับขุนเขา ธรรมชาติผสมผสานกับวิถีชีวิตคนจากหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งคนเมือง(ไทใหญ่) จีนฮ่อ พม่า และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ สะท้อนออกมาเป็นประเพณีและวัฒนธรรมที่งดงาม นำมาซึ่ง “แม่ฮ่องสอน สุขนครแดนสามหมอก”

เส้นทางตะลุย “เมืองสามหมอก” 

“แม่ฮ่องสอน” เที่ยวไหนได้บ้าง หลายคนนึกถึงปาย หลายคนนึกถึงทุ่งดอกบัวตอง หลายคนนึกถึงปางอุ๋ง ถ้าให้รวบรวมจริง ๆ แม่ฮ่องสอนนั้นมีที่เที่ยวอีกมาก ขึ้นอยู่กับรสนิยมการท่องเที่ยวแต่ละคน บางคนชอบธรรมชาติ บางคนชอบวิถีถิ่น หรือบางคนชอบอาหารอร่อย บางสถานที่ไม่คิดว่าจะเที่ยวได้แต่ดันได้เที่ยว เอาเป็นว่าสถานที่เที่ยว “แม่ฮ่องสอน” นั้นครบรสและสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ทุกสไตล์ การเดินทางครั้งนี้เรามีเวลา 3 วัน 2 คืน เพื่อนบอก “เฮ้ย! 3 วัน 2 คืน แค่นั่งรถก็หมดเวลาแล้ว” ทุกวันนี้เที่ยวแม่ฮ่องสอนมีเวลาสัก 3 วันเอาอยู่ หมดยุคเที่ยวแบบสิ้นเปลืองวันลา เพราะตอนนี้สายการบินนกแอร์มีเที่ยวบิน ๆ ตรงสู่แม่ฮ่องสอนแล้วนะ “สะดวก สบาย และประหยัด” 

ครั้งก่อนเราเที่ยว “ปาย” สะท้อนความเป็นเมืองเล็กที่น่ารัก ครั้งนี้เราอยากรู้จักแม่ฮ่องสอนให้มากขึ้น เส้นทางการเดินทางจึงออกแบบเป็น “เที่ยวชมธรรมชาติ เข้าถึงวิถีชีวิต วัดวาก็ไม่ลืม” ยังคงกลับไปเยือนบ้านรักไทยและปางอุ๋งที่คิดถึง หลบหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ไปสะสมความสุขจากเมืองเล็ก ๆ บ้านแม่ลาน้อย และให้เวลากับตัวเมืองแม่ฮ่องสอนให้มากขึ้น แนะนำหากใครมีเวลาหลายวันนอนตัวเมืองสัก 1-2 คืนก็ดีไม่น้อย ที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนมีที่พักให้เลือกเยอะเลย ทั้งแนวโรงแรม รีสอร์ท โฮสเทล หรือโฮมสเตย์ ชอบแนวไหนก็ลองค้นหาข้อมูลจาก Traveloka Mobile App กันได้นะจ๊ะ แค่กรอกชื่อที่พักหรือพิกัดที่ต้องการไปนอน ใส่วันที่เข้าพัก เราจะเห็นที่พักมากมายเรียงราคาและรายละเอียดมาให้เลือกสรรเสร็จสรรพ

สะดวก สบาย ประหยัด เมื่อบินตรงกับ .. นกแอร์ 

วิธีการเดินทางสู่แม่ฮ่องสอนที่คนนิยมมากที่สุด คือ การเดินทางมาเริ่มต้นจากที่เชียงใหม่ แล้วค่อยต่อรถโดยสารขึ้นแม่ฮ่องสอน รู้หรือไม่ ? จากเชียงใหม่-ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ใช้เวลาร่วม 7 ชั่วโมง หรือบางคนขี้เกียจต่อรถไปมาก็เลือกโดยสารรถสาธารณะวิ่งตรงจากกรุงเทพฯ-ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ใช้เวลาร่วม 14 ชั่วโมง เที่ยวรอบนี้เรามีทางเลือกใหม่เสริมทัพความสบายที่ทำให้การเที่ยวแม่ฮ่องสอนนั้นไม่ยุ่งยากอีกต่อไป ด้วยเส้นทางบินตรงเปิดใหม่ กรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน จากสายการบินนกแอร์ เรียกรอยยิ้มให้กับคนอยากเที่ยว “สะดวก สบาย ประหยัด” กว่าเดิม สะดวกกับการลดขั้นตอนการเดินทางหันมาบินตรงใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที หันหลังให้พันกว่าโค้งแล้วมานั่งสบายบนเครื่องบินแบบเอทีอาร์ ขนาด 72 ที่นั่งเพื่อเตรียมพร้อมเที่ยวให้เต็มที่ ประหยัดทั้งเงินและกระชับเวลาเที่ยวได้อย่างดี เที่ยวรอบนี้พวกเราเลือกบินสบาย Nok X-tra เลือกที่นั่งได้ล่วงหน้า กระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ 7 กิโลและโหลดกระเป๋าได้อีก 15 กิโล พร้อมน้ำดื่มนกชื่นใจ โดยเที่ยวบินกรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน มีบริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน คือ วันพุธ วันศุกร์ และวันอาทิตย์ วันละ 1 เที่ยวบิน

เช็คราคาตั๋วเครื่องบินนกแอร์ ไปแม่ฮ่องสอน ที่ Traveloka คลิกที่นี่


สามวัน ใน เมืองสามหมอก 

การเดินทางรอบนี้เรามีสมาชิก 4 คน เป็นการท่องเที่ยวที่เหมือนได้มารีเฟรชตัวเองและรีชาร์จพลังไปในตัว เมื่อเครื่องแลนดิ้งแล้วไปต่ออย่างไร คนไม่มีรถส่วนตัวที่ตัวเมืองมีบริการรถสองแถวสาธารณะวิ่งไปยังหลายปลายทางแต่รอบรถอาจจะน้อยหน่อย เพราะระยะทางแต่ละเส้นนั้นค่อนข้างไกล ส่วนใหญ่จะมี 1-2 เที่ยว/วัน/เส้นทาง ส่วนถ้าใครมีก๊วนเพื่อนหลายคนการเช่ารถส่วนตัวก็ดีไม่น้อย สะดวก สบาย และสามารถคุมเวลาได้ ซึ่งที่ตัวเมืองก็มีร้านเช่ารถอยู่หลายแห่ง โดยถ้าใครไม่มั่นใจในเส้นทางอันคดเคี้ยวแนะนำให้เช่ารถพร้อมคนขับ ซึ่งพวกเราเองก็เลือกเช่ารถพร้อมคนขับ ง่วงก็นอน ตื่นมาก็แชะ อยากไปไหนก็บอกคนขับไม่หวั่นแม้ทางโค้งมาก    

วันที่ 1 

เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยสายการบินนกแอร์ เที่ยวเวลา (13.40 น.) ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 30 นาที ก็เดินทางถึงสนามบินแม่ฮ่องสอน สนามบินแห่งนี้มีขนาดเล็กเดินนิดเดียวก็ถึงด้านหน้าสนามบินแล้ว ตามแพลนวันแรกเราจะไปเที่ยวและนอนค้างคืนที่บ้านรักไทย ซึ่งการเดินทางไปบ้านรักไทยนั้น ถ้าเหมารถไปส่งราคาอยู่ที่ประมาณ 800-1,000 บาท/เที่ยว แต่ถ้าอยากประหยัดเอาหน้าโต้ลมรับความสดชื่น สามารถใช้บริการรถสองแถวสีเหลือง สายแม่ฮ่องสอน – ปางอุ๋ง ได้ ราคาคนละ 150 บาท รถสองแถวสายนี้จะมีวันละ 2 รอบ เที่ยวออกจากตัวเมือง เวลา 09.00 น. และ 15.30 น. เที่ยวกลับเข้าตัวเมืองเวลา 05.30 น. และ 14.00 น. ต้นสถานีอยู่แถวตลาดสายหยุด โดยถ้าจะไปบ้านรักไทยเส้นทางจะแยกไปอีกทางก่อนถึงปางอุ๋งเล็กน้อย ต้องโทรแจ้งคุณลุงเจ้าของรถล่วงหน้าที่เบอร์โทรศัพท์ 081-288-0841 คุณลุงจะแวะมารับถึงที่สนามบินและแวะไปส่งที่บ้านรักไทย 

“บ้านรักไทย” สถานที่เที่ยวลิสต์ลำดับต้น ๆ ของคนเที่ยวแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 45 กิโลเมตร เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 1095 (แม่มาลัย-ปาย) เลี้ยวซ้ายขึ้นเขาช่วง กม. 8 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า เส้นทางเป็นทางโค้งชันสลับกับหมู่บ้าน บ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนาน ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเราหลงเข้าไปอยู่ในเมืองจีนจริง ๆ เสน่ห์ทางทัศนียภาพดีเยี่ยม หมู่บ้านล้อมรอบทะเลสาบ ช่วงฤดูฝนและช่วงฤดูหนาว หมอกจะลอยตัวขึ้นเหนือผืนน้ำ สวยยิ่งกว่าสวย คณะเราเองก็จิบชาไป ถ่ายรูปไป พอกลางคืนเล่นเอาตาค้างนอนไม่หลับน่าจะชิมชาจีนมากไป (ฮ่า ฮ่า)  

“ลีไวน์รักไทย รีสอร์ท” ที่พัก ไร่ชา ร้านอาหาร และร้านกาแฟ เรียกว่าครบวงจรในที่เดียว รีสอร์ทแห่งนี้มีจุดเด่นคือการจำลองที่พักเป็นบ้านสไตล์จีนยูนนาน ตั้งเรียงรายบนขุนเขาสลับกับแปลงไร่ชาขนาดใหญ่ ราคาบ้านพักเริ่มต้นตั้งแต่ 900-5,000 บาท มีที่พักทั้งแบบจะเดี่ยว จะคู่ หรือจะทัวร์ยกแก็งค์ก็นอนได้ บ้านทุกหลังไม่มีแอร์แต่หลายคนขอผ้าห่มเพิ่มซะงั้น สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าพักทางรีสอร์ทเปิดให้สามารถแวะเข้าไปถ่ายรูปเล่นในไร่ชาได้ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. มีจักรยานให้เช่าปั่นเที่ยวรอบหมู่บ้านด้วยคันละ 20 บาทเท่านั้น 

“Lee Wine Coffee” ร้านกาแฟริมทะเลสาบที่วิวพีคมาก เสิร์ฟชาจีนพันธุ์ดีสารพัดแบบให้ได้ชิมกันสด ๆ รวมถึงกาแฟรสกลมกล่อมซึ่งรวบรวมเมล็ดพันธุ์ชื่อดังมาจากหมู่บ้านต่าง ๆ รอบแม่ฮ่องสอน รับรองฟินแล้วฟินอีก

วันที่ 2 

เราออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่ (07.00 น.) วันนี้การเดินทางของเราใช้บริการรถเช่าของ P.A. Carrent เบอร์โทรศัพท์ 086-180-7031 เจ้าของชื่อพี่น้อยน่ารักและให้ข้อมูลสำหรับแพลนทริปดีมาก ทางร้านมีบริการให้เช่ารถยนต์ รถกระบะ และรถมอเตอร์ไซค์ พวกเรานั้นเลือกเป็นรถกระบะ 4WD พร้อมคนขับ ขับดีและเชี่ยวชาญเข้าโค้งไม่มีเหวี่ยงหมดปัญหาเรื่องเมารถ จะพาไปบุกป่าฝ่าดงที่ไหนก็บ่ยั่น ราคาพื้นฐานเท่ากับเจ้าอื่น ๆ คือ 1,800 บาทต่อวัน (ยังไม่รวมค่าน้ำมัน) แพลนสำหรับวันที่ 2 เราเลือกสถานที่เที่ยวในเส้นทางเดียวกับบ้านรักไทย หลังจากนั้นก็นั่งรถยาวข้ามขุนเขาไปยังบ้านแม่ลาน้อย  

“ปางอุ๋ง” หรือ “โครงการพระราชดำริปางตอง 2” ถ้ามาบ้านรักไทยแล้วไม่แวะปางอุ๋งถือว่าพลาด สถานที่ 2 แห่งนี้อยู่ห่างกันแค่ประมาณ 11 กิโลเมตร ที่นี่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย ท่ามกลางเวิ้งน้ำที่มีไอหมอกยามเช้าลอยเหนือผิวน้ำลับกับทิวต้นสนสูงตระหง่าน เป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพากันแวะมาเยือนและค้างกางเต้นท์ โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ปางอุ๋งจะสวยเป็นพิเศษ วันที่เราเดินทางฝนตกเล็กน้อย หมอกไม่ค่อยมีแต่ก็สวยไปอีกแบบ

“สะพานซูตองเป้” หรือ “สะพานอธิษฐานสำเร็จ” ตั้งอยู่บ้านกุงไม้สัก ต้นทางเลี้ยวขึ้นบ้านรักไทยช่วง กม. 8 ทางหลวงหมายเลข 1095 (แม่มาลัย-ปาย) ห่างจากตัวเมืองประมาณ 8 กิโลเมตร ซูตองเป้ เป็นภาษาไทใหญ่แปลว่า อธิษฐานสำเร็จ ตามความเชื่อหากมาอธิษฐานขอพรใดบนสะพานก็จะสมหวัง สะพานแห่งนี้มีความยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านกับสวนธรรมภูสมะซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ทุกวันจะมีพระสงฆ์เดินข้ามสะพานเพื่อมารับบิณฑบาตในหมู่บ้านช่วงเวลาประมาณ 06.00 น. และเดินกลับเวลาประมาณ 08.00 น.

หลังจากนั้นเราออกเดินทางต่อยาวไปอีกหนึ่งปลายทางไฮไลท์ของทริป “อำเภอแม่ลาน้อย” อำเภอเล็ก ๆ กลางหุบเขาที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ ภูเขา และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 139 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง ตามทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) สองข้างทางเป็นขุนเขาและธรรมชาติสวยงาม ถนนโค้งชันเป็นช่วง ๆ การเดินทางมาอำเภอแม่ลาน้อยถ้ามาจากเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 253 กิโลเมตร ดังนั้นการบินตรงลงที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนจึงสามารถย่นระยะทางได้มากกว่าครึ่ง

“โครงการหลวงแม่ลาน้อย” ตั้งอยู่ในตำบลห้วยห้อม การเดินทางจากแม่ฮ่องสอนใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) ถึงช่วง กม. 132 ให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 1266 (แม่ลาน้อย-ละอุบ) เป็นทางขึ้นดอยระยะทาง 30 กิโลเมตร ถนนเส้นนี้ไม่มีรถประจำทางสาธารณะผ่าน ถ้าไม่มีรถส่วนตัวสามารถเหมารถสองแถวที่ตัวตลาดแม่ลาน้อยขึ้นไปเที่ยวได้ โครงการหลวงแม่ลาน้อย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ของทุกปี ทั้งขุนเขาจะเต็มไปด้วยความสวยงามของทุ่งนาขั้นบันได ความสวยงามควบคู่การเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชผักเมืองหนาว สามารถเข้าชมขั้นตอนต่าง ๆ ในการคัดสรรพืชผักเมืองหนาว เราจึงได้เห็นกับตาว่าพืชผักที่เราซื้อจากร้านโครงการหลวงต่าง ๆ กว่าจะส่งถึงมือเราสดและสะอาดเพียงใด

“บ้านห้วยห้อม” ตั้งอยู่ห่างจากโครงการหลวงแม่ลาน้อยประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงเผ่าปกาเกอะญอ ที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี จุดดึงดูดที่ทำให้ใครต่อหลายคนยอมบุกป่าฝ่าขุนเขาเข้ามา คือวิถีชุมชนที่น่าเรียนรู้ตามหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่นี่เป็นแหล่งปลูกกาแฟอาราบิกาพันธุ์ดีที่เลื่องชื่อ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ากาแฟจากยอดดอยแห่งนี้ส่งตรงสู่ Starbucks ด้วยนะ การมาบ้านห้วยห้อมจึงเหมือนได้เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งจิบกาแฟ Starbucks แบบออริจินอลกลางขุนเขา ซึ่งเมล็ดกาแฟจะเริ่มเก็บในช่วงปลายปี หลังจากหมดฤดูเก็บกาแฟ ชาวบ้านยังมีการปลูกข้าว และทำผ้าทอขนแกะ ที่นี่เขาเลี้ยงแกะกันหลายบ้าน ตัดขนแกะและทอให้ดูกันสด ๆ ทำเป็นสินค้าหมวก ผ้าพันคอ และเสื้อผ้า ไว้จัดจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวที่ไปเยือน ทุกวันนี้ภายในหมู่บ้านยังมีโฮมสเตย์ชาวบ้านหลายแห่งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มานอนสัมผัสวิถีเสน่ห์ห้วยห้อมแบบเต็มอิ่ม

ความสวยงามของระหว่างทางก็ไม่แพ้ปลายทางเลย ภูเขาที่แม่ลาน้อยสวยมาก เขียวขจีไปด้วยต้นถั่วเหลืองและต้นข้าวโพดปกคลุม พืชสองประเภทนี้ถือว่าเป็นผลผลิตหลักของที่นี่เลยก็ว่าได้ แต่นอกจากสร้างรายได้ยังสร้างความสวยงามให้แก่เมืองเป็นอย่างมาก

“เฮินไต รีสอร์ท” ตั้งอยู่ในตัวอำเภอแม่ลาน้อย พวกเราเลือกลงมานอนค้างในตัวอำเภอเพื่อความสะดวกในการเดินทางกลับตัวเมืองแม่ฮ่องสอนในวันรุ่งขึ้น ที่พักแห่งนี้ออกแบบผสมผสานความเป็นชาวไทใหญ่เข้ากับความทันสมัย ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติในแบบฉบับแม่ลาน้อย “อยากชวนหลบหนีความวุ่นวาย มาหย่อนกาย พักใจที่ เฮินไต รีสอร์ท” นอนท่ามกลางทุ่งนาเขียวขจี กลางคืนมีลานดูดาว นั่งผิงไฟ พร้อมปาร์ตี้ปิ้งย่างได้อีกด้วย และสำคัญคือรอยยิ้มของเจ้าของที่ให้ความรู้สึกเหมือนมาพักในบ้านญาติยังไงยังงั้นเลย จะมาน้อยคนก็นอนได้จะมามากคนก็นอนดี

วันที่ 3

(06.00 น.) เราเช่ารถจักรยานจากที่พักออกมาโต้หมอกปั่นชมแม่ลาน้อยยามเช้า สัมผัสคำว่าสดชื่นให้เต็มอิ่ม หมอกอ่อน ๆ ล้อมรอบด้วยวิวทุ่งนา มันดีจริง ๆ นะ วิถีไทยยามเช้าที่ไปแห่งใดก็เห็นกับผู้เฒ่าผู้แก่ ชาวเมือง พากันนั่งรอตักบาตรหน้าบ้านยามเช้าด้วยรอยยิ้ม การตื่นเช้าให้ความสุขมากกว่าที่คิด

หลังจากเที่ยวชมชีวิตยามเช้าที่แม่ลาน้อยเสร็จ พวกเราก็เริ่มออกเดินทางกลับสู่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเวลา (07.30 น.) ขากลับไวกว่าขามาเสมอ ก่อนถึงตัวเมืองเราแวะไปยัง “หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว บ้านห้วยเสือเฒ่า” เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวที่อยู่ใกล้ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนที่สุด ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร และการเดินทางไม่ยากลำบาก ถึงแม้ที่นี่จะเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวแต่ก็ยังคงวิถีชีวิตให้ได้สัมผัส เราสามารถเดินเที่ยวชมและซื้อสินค้างานฝีมือของชาวกะเหรี่ยงคอยาวเป็นที่ระลึกกลับบ้านได้ โดยเฉพาะงานทอผ้า ทอเสร็จพร้อมขายทันที

เราเดินทางกลับถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเวลา (11.30 น.) จะเริ่มเก็บพิกัดห้ามพลาดในตัวเมืองกัน “วัดพระธาตุดอยกองมู” เจดีย์สีขาวสูงตระหง่านบนยอดเขา เป็นสัญลักษณ์สำคัญของแม่ฮ่องสอน วัดแห่งนี้ประดิษฐานพระธาตุอันเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวแม่ฮ่องสอน มีเจดีย์หรือที่ชาวไทใหญ่เรียก “กองมู” อยู่ 2 องค์ เจดีย์องค์ใหญ่ฐานเป็น 8 เหลี่ยมประดิษฐานพระพุทธรูปประจำปีเกิด สามารถเวียนเทียนรอบพระธาตุและไหว้พระขอพรได้ ส่วนเจดีย์องค์เล็กเป็นฐาน 4 เหลี่ยมซ้อนกัน 3 ชั้นด้านล่างประดับด้วยซุ้มพระแบบศิลปะมอญ

นอกจากขึ้นมาสักการะพระธาตุแล้ว ด้านบนวัดพระธาตุดอยกองมู เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นมาดูทะเลหมอกยามเช้าและชมตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไกลสุดลูกหูลูกตาแบบ 180 องศาอีกด้วย

“วัดจองคำ และวัดจองกลาง” ตั้งทางทิศตะวันออกเมืองแม่ฮ่องสอน แถวถนนชำนาญสถิตย์ เป็นเหมือนวัดฝาแฝดอีกสองวัดสำคัญคู่เมืองแม่ฮ่องสอน มีความโดดเด่นตามศิลปะแบบไทใหญ่ผสมผสานพม่า ที่วัดจองคำมีเจดีย์รูปทรงจุฬามณีภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย ด้านหน้าวัดเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ ชาวเมืองเรียก “หนองจองคำ” ในฤดูหนาว (พ.ย.-ม.ค.) จะมีถนนคนเดินบริเวณรอบหนองจองคำ ช่วงเวลา 17.00 – 22.00 น.

เมื่อเดินตามถนนจากหนองจองคำไปประมาณ 500 เมตร จะพบตรอกเล็ก ๆ ข้างที่ทำการไปรษณีย์แม่ฮ่องสอน ตรงนี้เรียกว่า “ตรอกแหล่จอมกั๋น” ตรอกเล็ก ๆ ที่ให้เรื่องราวใหญ่ ๆ กำแพงตลอดเส้นทางเป็นภาพวาด Street Art ที่สื่อถึงเรื่องราวและวิถีชีวิตของคนแม่ฮ่องสอนออกมาเป็นศิลปะที่งดงาม

“Coffee Morning” เพื่อนคนหนึ่งบอกว่ามาเที่ยวแม่ฮ่องสอนอย่าลืมแวะที่นี่นะ คาเฟ่บ้านไม้หลังเล็ก 2 ชั้น ริมถนนสิงหนาทบำรุง ที่รีโนเวทพื้นที่ด้านล่างเป็นร้านกาแฟด้านบนเป็นที่พัก ในร้านมีหนังสือดี ๆ ไว้ให้นั่งอ่านในวันพักผ่อนแสนสบายเยอะแยะเลย

“Meyou ice cream & bakery ” อีกหนึ่งคาเฟ่น่ารักอยู่ติดกับ Coffee Morning เลย ร้านนี้ไอศครีมนมสดอร่อย เมนูขนมหวานก็จะเน้นไปทางขนมที่มีไขมันต่ำและใช้โยเกิร์ตเป็นส่วนประกอบหลัก

ปิดท้ายการเดินทางด้วยอาหารพื้นเมืองเลื่องชื่อ “ข้าวซอยป้านูญ” ตั้งอยู่ถนนผดุงม่วยต่อ ข้าวซอยพื้นเมืองรสชาติเข้มข้น อร่อยเด็ดจริง นอกจากข้าวซอยยังมีก๋วยเตี๋ยวโบราณใส่หมูแดงและเมนูข้าวผัดกะเพราที่เด็ดมากจนต้องบอกต่อ

หลังจากนั้นรถก็มาส่งเรายังสนามบินแม่ฮ่องสอน เพื่อเตรียมเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ ซึ่งขากลับเราใช้บริการสายการบินนกแอร์ เช่นเดิม เที่ยวเวลา (15.15 น.) ถือว่าเวลาดีไม่ต้องรีบเที่ยวและถึงกรุงเทพฯ ไม่มืดเกินไป

เช็คราคาตั๋วเครื่องบินนกแอร์ ไปแม่ฮ่องสอน ที่ Traveloka คลิกที่นี่

เที่ยวแม่ฮ่องสอนครั้งที่ 2 ของเรา บทสรุปคือ สุขครบรส ถ้าให้บอกเป็นภาษาเหนือก็ต้อง ม่วนอ๊กม่วนใจ๋เหลือเกิน ตามแบบฉบับ 3 วัน 2 คืน ทุกความสวยงามของธรรมชาติ ทุกรอยยิ้มมิตรภาพของคนเมือง ทุกวิถีชีวิตอันงดงาม รวมกันเป็น “แม่ฮ่องสอน สุขนครแดนสามหมอก” เราคงได้พบกันครั้งที่ 3 เป็นแน่แท้

งบประมาณ

(3 วัน 2 คืน สมาชิก 4 คน งบคนละประมาณ 6,900 บาท)

ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ สายการบินนกแอร์ (Nok X-tra) คนละ 4,100 บาท

ค่าที่พักคืนที่ 1 ลีไวน์รักไทย รีสอร์ท นอนได้ 4 คนบ้านหลังละ 1,100 บาท เฉลี่ยคนละ 275 บาท

ค่าที่พักคืนที่ 2 เฮินไต รีสอร์ท จำนวน 2 ห้อง ๆ ละ 1,200 บาท เฉลี่ยคนละ 600 บาท

ค่ารถสองแถว แม่ฮ่องสอน-บ้านรักไทย คนละ 150 บาท

ค่าเช่ารถกระบะพร้อมคนขับ จำนวน 2 วัน ๆ ละ 1,800 บาท เฉลี่ยคนละ 900 บาท

ค่าน้ำมันตลอดการเดินทาง 1,400 บาท เฉลี่ยคนละ 350 บาท

เงินกองกลางคนละ 500 บาท