เปิดประเดิมทริปแรกของไปยัง? ในบล็อกของ Traveloka ต้องพาไปสถานที่ที่ใครๆ ก็ไปได้ในวันเสาร์ – อาทิตย์ ถึงแม้วันจันทร์จะต้องทำงานแต่เราก็ชิลได้ทุกครั้งที่ไป เมื่อนึกถึง ‘เขาใหญ่’

เขาใหญ่เป็นสถานที่ที่จะไปกับครอบครัวก็ดี กลุ่มเพื่อนก็มีที่พักหลากหลาย หรือจะไปกับคนรักก็มีที่พักเขาใหญ่สุดโรแมนติกให้เลือกอยู่มากเช่นกัน และด้วยเหตุที่เขาใหญ่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นัก เราเลยขับรถกันได้เรื่อยๆ แบบไม่เมื่อยเมื่อถึงจุดกหมายปลายทาง

ขับมาเรื่อยๆ แบบชิลๆ จนถึงปากช่องเราก็นึกขึ้นได้ว่ามีร้านไอศกรีมเด็ดๆ อยู่ร้านหนึ่งจึงเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น 2090 วนเป็นครึ่งวงกลมแล้วขับรถต่อมาอีกประมาณ 500 เมตรก็ถึงที่หมายของเรา

 

ร้านนี้ชื่อว่า ‘บาร์ไอติม’ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องไอศกรีมค่อนข้างมากในเว็บรีวิวอาหาร ด้วยรสชาติที่หลากหลายและแปลกใหม่อย่างน้อยร้านนักที่จะเหมือน

ทางเราก็จัดมาแบบเด็ดๆ แปลกๆ ได้ประมาณหนึ่งเพราะมากันแค่สองคน กลัวจะกินกันไม่ไหวเสียก่อน (ที่ร้านมีอาหารคาวขายด้วยนะ น่ากินไม่แพ้ของหวานเลย)

ซ้าย – ไอศกรีมยำแซบ (129 บาท) ประกอบด้วยไอศกรีมตะลิงปิงซึ่งเปรี้ยวน้อยสุดในบรรดาไอศกรีมทั้งหมดของเมนูนี้ ต่อด้วยรสมะม่วงน้ำปลาหวาน ปิดท้ายด้วยรสตะคร้อพริกเกลือที่เปรี้ยวที่สุด
ขวา – ทริปเปิลเซ็ต เมนู Best Seller ของทางร้าน เราสามารถเลือกรสไอศกรีมที่ชอบได้ถึงสามรส มาในราคาเบาๆ (149 บาท) ก็ฟินได้ง่ายๆ เราเลยเลือกรสโฮจิฉะ ฮอกไกโดมิลค์ และคาราเมลป๊อปคอร์นมา ซึ่งรสชาติดีทั้ง 3 รสเลย

ไอศกรีมของที่ร้านเนื้อเนียน กินเพลินมากถึงมากที่สุด ใจจริงอยากสั่งเพิ่มอีกสักเมนูด้วยซ้ำไป แต่ยิ่งกินของหวานก็ยิ่งอยากของคาว เราเลยต้องพอแค่นี้ เพราะมื้อเย็นเรามีร้านเด็ดกำลังรออยู่

 

อิ่มท้องจากไอศกรีมแล้วก็มุ่งหน้าไปที่พักกัน เราขับรถออกมาจากร้านบาร์ไอติมแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่พักของเราในคืนนี้ ครั้งนี้เราเลือก Dusit D2 Khaoyai เป็นจุดหมายในการหนีเมืองกรุง ซึ่งบรรยากาศยามเย็นโรแมนติกประมาณหนึ่งเลยแหละ ถ้าใครสนใจที่พักดีทู เขาใหญ่อยู่ ก็เข้าไปดู ไปเช็ครายละเอียด และราคาได้ใน Traveloka ที่ขอแอบกระซิบเลยว่า นอกจากจะจองง่ายมาก ยังได้ราคาดีกว่าที่อื่นอีกด้วยนะ

จองที่พัก Dusit D2 Khaoyai กับ Traveloka 

 

 

ที่พักของเราอยู่ชั้น 1 จึงสามารถเดินออกมาชมวิวด้านหลังห้องพักได้สบายๆ (ที่นี่พาน้องหมาเข้าพักได้ด้วยนะ แต่มีข้อแม้คือน้องหมาต้องหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม และจะต้องเสียค่าเข้าพักคืนละ 1,000 บาทต่อตัว)

 

วิวหลังห้องเป็นอะไรที่ดีงามมาก อากาศเย็นสบายด้วย อาจเป็นเพราะช่วงที่เราไปเป็นหน้าฝนพอดีด้วยแหละ

 

จากหลังห้องพักชั้น 1 ของเรา เปิดมาก็เจอวิวแบบนี้เลย ผนังทึบๆ ที่เห็นคือสระว่ายน้ำและส่วนกินอาหารที่วิวดีมากๆ เลย

 

ภายในที่พักมีกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการปีนหน้าผาจำลองให้เล่นด้วย รวมไปถึงสระว่ายน้ำให้ว่ายเพลินๆ ได้เช่นกัน

 

บรรยากาศสระว่ายน้ำดีจนน่าแช่ตัวและถ่ายรูปสวยๆ อวดทุกคนลงโซเชียลมาก

 

ไฮไลท์เด็ดอีกจุดหนึ่งที่น่าถ่ายรูปคือ มุมโต๊ะอาหารเย็นที่ยื่นเข้าไปในสระว่ายน้ำ เหมาะกับกลุ่มเพื่อนขาเมาท์ที่อยากนั่งชิลท่ามกลางอากาศเย็นสบายของที่พัก หรือใครที่พาครอบครัวใหญ่มาก็นั่งรวมกันได้อย่างสบายโดยไม่เบียดกันจนอึดอัดเลย

 

ถึงที่พักได้ไม่นาน ฝนก็เทกระหน่ำลงมา เป็นอันว่าความตั้งใจเดิมที่จะดินเนอร์ใต้แสงจันทร์แบบโรแมนติกที่ห้องอาหารของโรงแรมเป็นอันต้องพับเก็บไปก่อน

ยิ่งเวลาผ่านไปท้องก็เริ่มร้อง ฝนก็เริ่มซาลงเรื่อยๆ เราได้ข้อสรุปว่าจะไปกินข้าวเย็นกันข้างนอกที่พัก ก็เลยไปกินที่ The Chocolate Factory กัน เราไม่ได้จองคิวล่วงหน้าไว้ ซึ่งโชคดีที่ยังพอมีที่ว่างให้เรานั่งกินอยู่บ้าง แต่ถ้าใครจะมากินมื้อเที่ยงหรือเย็น เราแนะนำให้จองไว้ก็ดีนะ ที่ร้านไม่รับจองโต๊ะช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์นะ เพราะลูกค้าหน้าร้านค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว

เราสั่งอาหารด้วยความหิวโหยเลยได้ออกมาอย่างที่เห็น ประกอบด้วยคารามารีพร้อมซอสวาซาบิมายองเยส (250 บาท) พิซซ่ามาการิต้าขนาด 8 ชิ้น (320 บาท) ซี่โครงหมูซอสบาร์บีคิว (380 บาท) และข้าวสวยหนึ่งจาน (20 บาท) เครื่องดื่มเราสั่งน้ำเปล่ามา (25 บาท) ทั้งหมดนี้คืออาหารสำหรับสองคนนะ (ฮา)

อาหารอร่อยทุกเมนู คุ้มค่ากับราคามาก โดยเฉพาะซี่โครงที่นุ่มมาก ร่อนออกจากกระดูกอย่างสวยงามเลย เป็นเมนูที่เราฟินมากที่สุดเลย เนื้อหมูนุ่ม กินง่าย กินเพลินมากจริงๆ

 

อิ่มของคาวแล้วต้องตบท้ายด้วยของหวานอย่างโยเกิร์ตพานาคอตต้า (180 บาท) รสชาติใช้ได้เลย ไม่หวานจนเอียน กินเพลินมาก

 

ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องช็อกโกแล็ตด้วยนะ ที่ร้านที่โรงงานช็อกโกแล็ตเป็นของตัวเองด้วย ตอนที่เราไปก็เห็นพนักงานกำลังเทช็อกโกแล็ตใส่พิมพ์อยู่พอดี และแน่นอนว่ามาถึงร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องช็อคโกแล็ตแล้วจะไม่ซื้อช็อกโกแล็ตได้ยังไงล่ะ

 

ครั้งนี้เราซื้อ1 bite chocolate กลับมากินที่ห้องพัก ซึ่งเจ้า 1 bite chocolate นี้มีทั้งแบบดาร์กช็อกโกแล็ตจนไปถึงช็อกโกแล็ตผสมเหล้าเลย รับรองถูกใจทุกคนแน่นอน

 

ราคา 1 bite chocolate จะอยู่ที่ชิ้นละ 30 – 40 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ราคา 30 บาท

 

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เช้าวันอาทิตย์มาถึงอย่างรวดเร็วไม่เหมือนวันธรรมดาที่ต้องนั่งทำงานเลย เราตั้งใจไว้ว่าจะตื่นสายหน่อย แล้วเช็กเอาต์ตอนใกล้ๆ เที่ยง จะได้กินข้าวเที่ยงพอดี มื้อเที่ยงนี้เราโทรจองโต๊ะ ณ ร้านที่เราเล็งไว้แล้วเรียบร้อยตอนช่วงสายของวันขับรถออกจากที่พักได้ไม่นานเราก็ถึงที่หมายอย่างร้าน The Mew ช่วงที่ไปก็เวลามื้อเที่ยงของหลายๆ คนพอดี ซึ่งถือว้าเราอ่านเกมชนะขาดเลย เพราะเราโทรจองโต๊ะไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงต้องรอโต๊ะว่างอีกพักใหญ่ๆ เลย (โทรจอง The Mew ได้ที่ 098-382-5433)

 

ร้านนี้ใหญ่โตมาก มีโซนสำหรับครอบครัวใหญ่ที่อยู่แยกไปต่างหากซึ่งค่อนข้างส่วนตัวส่วนตัวไว้ให้บริการด้วย และที่สำคัญคือมีมุมถ่ายรูปเยอะมาก เหมาะกับสาวๆ และกลุ่มเพื่อนที่รักการถ่ายรูปเป็นที่สุด

 

สั่งอาหารแบบหน้ามืดตาลายเพราะความหิวอีกเช่นเคย มื้อนี้เราอยากกินเมนูเส้นๆ ก็เลยสั่งเฟตตูชินี่ทรัฟเฟิลมาลอง แต่ว่าเส้นเฟตตูชินี่หมดเลยเป็นเส้นสปาเก็ตตี้แทน (280 บาท) มีจานเรียกน้ำย่อยอย่างสลัดกุ้งรสแซบ (290 บาท) และเต้าหู้ทอด (85 บาท) จานนี้เราแนะนำเลย เพราะอร่อยมากและได้เยอะด้วยเครื่องดื่มเราเลือกน้ำเปล่าอย่างเคย (25 บาท) อ้อ ราคาอาหารยังไม่รวมภาษี 7% นะจ๊ะ

 

ตบท้ายด้วยของหวานเหมือนเดิม เราเลือกเครมบลูเล่มาลอง (125 บาท) อร่อยเลยแหละ ไม่หวานจนเกินไป กินสองคนกำลังดี หรือใครอยากกินคนเดียวก็ไม่เยอะจนเกินความสามารถ( ที่ร้านให้ถ้วยกลับบ้านด้วยนะ)

 

ของหวานอีกสักเมนู ลองเป็นโฮจิฉะ + มิลค์ซอฟต์ครีมดูบ้าง (55 บาท) รสชาติดี ไม่ข้นจนเกินไป แต่ก็ไม่เหลวจนเกินไปเช่นกัน แต่ว่าเราถือถ่ายรูปแป๊บเดียวละลายแล้ว เลยถ่ายได้ไม่กี่รูปเอง

 

ส่วนตัวว่าอาหารที่นี่ค่อนข้างแพงนะเมื่อเทียบกับปริมาณ แต่ถ้าเทียบกับบรรยากาศก็ถือว่าค่อนข้างโอเคอยู่ในระดับหนึ่ง
ระหว่างทางกลับเกิดอยากชาเขียวเย็นซะงั้น เราเลยเลี้ยวเข้าเส้นบ้านนาแล้วขับตามทางมาเรื่อยๆ จนเจอร้าน Deer Factory ตัวร้านไม่ใหญ่มาก แต่ป้ายหน้าร้านเด่น มองเห็นได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญคืออยู่ติดถนนใหญ่ ไม่ต้องเลี้ยวเข้าซอยซอกแซกไปมาจนปวดหัวและวุ่นวายแต่อย่างใด

 

ที่ร้านมีมุมให้ถ่ายรูปได้บ้างพอกรุบกริบ แต่ด้วยเวลาที่เราไปเป็นเวลาที่พระอาทิตย์กำลังส่องสว่างจ้าไปทั่วทั้งบริเวณ ซึ่งมุมที่จะถ่ายรูปนั้นเป็นมุมย้อนแสงพอดี เราเลยไม่ได้ถ่ายรูปกลับมาแม้แต่รูปเดียว ได้แต่ถ่ายรูปเครื่องดื่มที่ได้ภายในร้านเท่านั้น

 

เครื่องดื่มที่ร้านนี้ราคาไม่แพงเลยแหละ แฮปปี้มาก สองเมนูนี้เราจ่ายไปแค่ 115 บาทเท่านั้นเอง สบายกระเป๋าพอสมควรเลย

ทริปนี้จริงๆ จะบอกว่าเป็นทริปวันเกิดเราก็ได้นะ เพราะไปตอนเดือนเกิดพอดี (แต่ไม่มีส่วนลดใดๆ นะจ๊ะ) และก็บังเอิญว่าช่วงนี้งานหนักมาก ก็เลยถือว่าเป็นทริปพักผ่อน หนีเจ้านายและเมืองกรุงไปด้วยในตัว
ทริปแรกที่ไปยัง? เขียนลงบล็อกของ Traveloka อาจจะมีติดขัดอยู่บ้างแต่ ยังไงเราก็จะพัฒนาและปรับปรุงไปเรื่อยๆ นะ ช่วยเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วย

สำหรับใครที่สนใจ เห็นทริปเขาใหญ่นี้แล้วเกิดประกายอยากจะไปเที่ยวเขาใหญ่บ้าง อย่ารอช้า รีบเข้าไปจองที่พักเขาใหญ่ได้ใน Traveloka ดู มีให้เลือกเยอะแยะมากมาย จะทั้งแบบนอนใกล้ชิดธรรมชาติ นอนรีสอร์ทหรูๆ ก็มีหมด

จองที่พักเขาใหญ่ กับ Traveloka 

 

ฝากเพจเราด้วยนะ: https://www.facebook.com/haveyoueverbeenthere