เรียกว่าเป็นกระแสอยู่พักใหญ่ กับ “กาญจนบุรี” ที่หลายๆ คนอาจได้เห็นการให้อาหารยีราฟ ถ่ายรูปสวยๆ กันที่ซาฟารี กาญจนบุรีผ่านตากันมาบ้างตามเพจต่างๆ ในเฟสบุ๊ค แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว กาญจนบุรี ถึงแม้จะขับรถไปไม่นานจากกรุงเทพฯ แบบที่เรียกได้ว่าไปเช้า-เย็นกลับก็ยังได้นี้ มีอะไรให้เที่ยวอีกเยอะ แถมกิจกรรมก็เพียบ ที่พักก็ฟิน ริมน้ำ สโลว์ไลฟ์ไปอีก เอาเป็นว่าครั้งนี้ทีมงาน Traveloka จะพาคุณไปเที่ยวพักผ่อนกันที่กาญจนบุรีแบบ 3 วัน 2 คืน ชาร์ตพลังกาย พลังใจกันซะใหม่ ตามไปกันเลย!

วันที่ 1

ออกสตาร์ทวันแรก เราแนะนำให้ออกจากกรุงเทพฯ เช้าซะหน่อย จะได้มีเวลาเที่ยวกันเยอะๆ ก่อนเข้าที่พักกาญจนบุรี ซึ่งเป็นไฮไลท์ของทริปครั้งนี้ก็ว่าได้ แต่ก่อนจะไปเที่ยวไหน ก็ต้องเติมพลังกันก่อน มาถึงกาญจนบุรี เราเลยขอพาคุณมารับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารบวกคาเฟ่บรรยากาศดี มีคอนเซ็ปต์ ชื่อว่า “ฟาร์มคาเฟ่เดอกาลเวลา (FarmCafé De Kalavela)

ความน่าสนใจของร้านนี้ นอกจากจะเป็นบรรยากาศสบายๆ จากการตกแต่งร้านอย่างที่บอกไปแล้ว ฟาร์มคาเฟ่เดอกาลเวลา ยังเป็นร้านที่เน้นอาหารเพื่อสุขภาพ โดบมีวัตถุดิบหลักๆ เป็นผักสดออร์แกนิคที่ปลูกเองจากฟาร์ม ซึ่งเมนูแนะนำก็อย่างเช่น  Coffee de’ Kan เมนูกาแฟที่นำเมล็ดกาแฟเชียงรายและกาญจนบุรีมาคั่วรวมกัน เป็นสูตรของทางร้าน ของหวาน ก็เช่น ปังนุ่มสังขยา และฟาร์มโทสต์ผลไม้ หรือใครอยากจัดของคาว ก็ผักสลัดต่างๆ รวมไปถึงเมนูไทยๆ เช่น กุ้งแม่น้ำคั่วกระเทียม และ ยำขนมจีน เป็นต้น

 

กินกันเสร็จจนอิ่มท้อง ก็ไปกันต่อที่นี่เลย “ซาฟารีปาร์ค & แคมป์ กาญจนบุรี” สวนสัตว์เปิดที่จะทำให้คุณได้ให้อาหารยีราฟและสัมผัสกับสัตว์น้อยใหญ่อย่างใกล้ชิด

โดยซาฟารีปาร์ค & แคมป์ กาญจนบุรี ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองกาญนฯ เพียง 28 กิโลเมตร เรียกว่าขับรถแป๊ปเดียวถึง และที่เราแนะนำว่าต้องมาเช็คอินที่นี่ ก็เพราะว่าที่นี่เป็นที่ๆ จะทำให้คุณสามารถกอดคอยีราฟถ่ายรูปได้เลย ซึ่งใครอยากมาก็มาได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–17.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับคนไทย ผู้ใหญ่ 200 บาท และ เด็ก 100 บาทเท่านั้น

Facebook : https://www.facebook.com/SafariparkOpenZoo/

 

จากนั้น เวลายังเหลือๆ อีกเยอะ เราจึงไม่พลาดพาคุณมายังแลนด์มาร์คที่ดังที่สุดในกาญนบุรีที่ “เส้นทางรถไฟสายมรณะ ถ้ำกระแซ

บอกเลยว่ามาถึงที่นี่ ช่วงบ่ายๆ กำลังดีเลยทีเดียว เพราะแดดไม่ร้อนจนเกินไป โดยทีทางรถไฟบริเวณถ้ำกระแซนั้น ถือเป็นจุดชมวิวที่โด่งดัง จากการเป็นจุดที่สวยที่สุดและอันตรายที่สุดของเส้นทางรถไฟสายมรณะ (The Death Railway) เส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนมาเพื่อมาชมวิวและถ่ายรูปกันมากมาย แม้เส้นทางเดินบนทางรถไฟจะยากลำบากและเสียวนิดๆ ก็ตาม

 

ไปเที่ยวกาญจนบุรีกันจนเต็มอิ่มสำหรับวันแรกแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะไปพักผ่อนกันยังที่พักที่เราได้เตรียมการไว้ ซึ่งเราได้จองที่พักริมน้ำสุดชิลล์ ที่ถึงแม้ไม่มีไฟฟ้า ไม่มี Wi-Fi แต่รับรองเลยว่า คุณจะมีความสุขมากเว่อร์ที่นี่ “ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ (River Kwai Jungle Rafts)”

ซึ่งวิธีการมายังที่พักแห่งนี้ก็ไม่ยาก เพียงปักหมุดกูเกิ้ลได้เลยที่ ท่าเรือพุตะเคียน เราจะจอดรถกันที่นี่ และล่องเรือไปยังที่พัก เตรียมตัดขาดโลกภายนอกกันได้เลย

ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ เป็นที่พักริมแม่น้ำแคว ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและธรรมชาติที่สวยงาม โดยนอกจากที่พักกาญจนบุรีแห่งนี้ จะทำให้คุณปล่อยตัวปล่อยใจไปกับธรรมชาติโดยการไม่มีไฟ ไม่มี Wi-Fi ให้ใช้แล้ว ลักษณะการตกแต่งก็ยังเป็นแนวอีโค่ ที่ใช้แนวคิดส่งเสริมและรักษาสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมมอญดั้งเดิมเอาไว้ จนได้รับรางวัล Unseen Paradise Thailand และ Top Ten Adventure Resort 2009 in Asia Pacific อีกด้วยแหนะ และถึงแม้อย่างที่บอกว่าคุณจะเข้าไม่ถึงโลกโซเซียลที่นี่ ไม่มีไฟ ไม่มีแอร์ แต่อากาศที่นี่ดีมากเว่อร์ เย็นสบายตลอดปี แถมไม่ต้องกลัวเบื่อ เพราะที่ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ เค้ามีกิจกรรมมากมาย เต็มไปหมด แต่ก่อนจะไปดูว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง ใครสนใจ ก็สามารถจองที่พัก ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ กันได้ที่ Traveloka รับรองเลยว่าคุ้มค่าแน่นอน

วันที่ 2

พอเข้าวันที่ 2 เราก็ลุยทำกิจกรรมที่ทางที่พักมีกันแถบทุกอย่าง ซึ่งว่ากันด้วยเรื่องกิจกรรมของที่ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ ที่จะทำให้คุณลืมโลกโซเซียลไปนั้น บอกเลยว่ามากมาย ตั้งแต่กระโดดน้ำจากที่พัก ล่องแพ พายเรือแคนู ชมการแสดงชาวมอญ นวดแผนโบราณ ขี่ช้าง ให้อาหารช้าง เดินเขาไปยังหมู่บ้านชาวมอญ ไปจนถึงชมวิวที่จุดชมวิวถ้ำพระมอญ ยิ่งมากับเพื่อนๆ ยิ่งสนุก ตกดึกก็ได้นั่งสังสรรค์ เม้ามอยกันไป เผลอๆ คุณอาจได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ และตื่นแต่เช้า สโลว์ไลฟ์แบบไม่เบื่อ เราจึงอยากจะแนะนำที่พักนี้มากๆ เลยสำหรับการมาเที่ยวที่กาญจนบุรีครั้งต่อไปของคุณ

 

วันที่ 3

สำหรับวันสุดท้ายก่อนกลับ เราก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า แวะเที่ยวอีกสักที่สองที่หน่อยเป็นไง เราจึงเลือกที่จะไปยัง “น้ำตกเอราวัณ

น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามในจังหวัดกาญจนบุรี แบ่งออกเป็นชั้นๆ ได้ 7 ชั้น ซึ่งทุกชั้นน้ำตก ก็มีน้ำที่ใสแจ๋ว สะท้อนเป็นสีฟ้าอมเขียวมรกตคล้ายสระว่ายน้ำ และแน่นอนว่านักท่องเที่ยวสามารถลงไปแหวกว่ายรวมกับฝูงปลาได้ และนอกเหนือจากนี้ ที่นี่ยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวจังหวัดกาญจนบุรีอีกด้วย ด้วยด้านในก็จะมีทั้งที่นั่ง ร้านค้า อากาศก็เย็นสบายไปอีก แต่ทั้งนี้ที่นี่ก็มีค่าธรรมเนียมในการเข้า ค่าธรรมเนียม โดยผู้ใหญ่มีราคา 40 บาท/คน และ เด็ก 20 บาท/คน และถ้าไม่อยากเดินไปยังชั้นน้ำตก ก็มีรถกอล์ฟคิดค่าบริการเที่ยวละ 30 บาท/คน

 

เล่นน้ำตกกันจนพอใจ ถัดมาก่อนกลับ เราขอพาคุณมาที่ “สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก กาญจนบุรี

หรือที่นี่เรียกอีกอย่างว่า “สุสานฝรั่ง” ซึ่งเป็นทั้งที่เที่ยวและอนุสรณ์สถาน เพื่อรำลึกถึงชาวต่างชาติที่เป็นเชลยศึกสงคราม ที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสุสานนี้มีหลุมศพถึง 6,982 หลุม ด้านในก็มีบรรยากาศร่มรื่น และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น.

 

และที่สุดท้ายที่เรามากันก่อนตรงดิ่งกลับกรุงเทพก็คือ Unseen ของจังหวัดกาญจนบุรีอย่าง “ต้นจามจุรียักษ์” ซึ่งถ้าหากดูในรูปอาจไม่ต่นตาตื่นใจ เท่าเห็นของจริว เพราะของจริงนั้นถือว่าใหญ่ยักษ์เลยทีเดียว ด้วยต้นจามจุรียักษ์นี้มีอายุมากกว่า 100 ปี แถมมีขนาด 10  คนโอบ บอกเลยว่าปัจจุบันหาชมต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้ได้ยากแล้ว ใครมากาญจนบุรีทั้งที ก็อย่าลืมแวะไปดูความใหญ่โตนี้กัน

 

เป็นอย่างไรบ้างกับทริปไปไหน ไปกาญนฯ ของเรา เรียกว่าครบรสเลยทีเดียว ทั้งกิน เที่ยว พักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ นานา เอาเป็นว่าหากใครไม่รู้จะไปไหนดี ก็ลองชวนเพื่อนๆ ไปตามรอยทริปนี้กันดูได้ และอย่าลืมไม่ว่าจะกาญจนบุรีหรือที่ไหนๆ ก็อย่าลืมจองที่พักกับเราที่ Traveloka