ช่วงนี้ทำงานก็เหนื่อย ฝนก็ตก รถก็ติด ก็เลยเกิดอาการภูมิแพ้กรุงเทพฯ ขึ้นมาซะอย่างนั้น ประกอบกับเห็นพักนี้กระแส Cafe Hopping กำลังมาแรง แต่ถ้าจะให้ไปนั่งคาเฟ่ในกรุงเทพฯ ก็คงจะธรรมดาจนเกินไป ด้วยความคิดเหล่านี้จึงเกิดเป็นทริปนี้ขึ้นมา แล้วสองมือก็เร็วเท่าใจคิด ไม่รอช้า ลองเปิดเช็คตั๋วเครื่องบินราคาถูกในแอปฯ Traveloka ทันที!!

เหตุผลที่เราเลือกใช้ Traveloka ก็เพราะว่าง่าย สะดวก และรวดเร็ว แค่ใส่รายละเอียดการเดินทาง แล้วเลือกดูวันที่ตั๋วถูกที่สุด จากนั้นก็เลือกช่วงเวลา และสายการบินที่ต้องการ คลิกกดจ่ายเงิน! ใช้เวลาแค่ 5 นาทีก็จองตั๋วเครื่องบินไปแล้ว และที่สำคัญคือราคาน่ารักมาก วิธีจ่ายเงินก็ง่ายสุดๆ หลังจากได้ตั๋วก็ไม่รอช้า รีบกดจองที่พักเชียงใหม่ต่อทันที

ปล. อย่าลืมกดปุ่ม ‘แสดงราคาต่ำที่สุด’ ด้วยนะ เพราะจะทำให้เราเห็นราคาตั๋วเครื่องบินที่ต่ำที่สุดของในแต่ละวัน

จองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ กับ Traveloka

 

หลังจากที่ได้ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ มาในราคาพันกว่าบาท แต่ไม่ถึงสองพัน ก็ทำการค้นหาที่พักเชียงใหม่ต่อเลย ซึ่งการไปเชียงใหม่รอบนี้ จุดหมายหลักก็คือการตะลุยคาเฟ่ เพราะฉะนั้นก็จะหาที่พักราคาประหยัด ที่ไม่แพงมาก เพื่อที่จะเผื่อเงินเอาไว้ไปสั่งกาแฟแทน และเนื่องด้วยร้านคาเฟ่ที่เราอยากไปรอบนี้ อยู่แถวริมปิงซะส่วนมาก เลยตัดสินใจเลือกที่พัก ‘Glur Chiangmai Hostel’ ด้วยราคาน่ารักๆ ห้อง Dorm แบบนอนรวม เริ่มต้นแค่ 2xx บาทเท่านั้น!! คราวนี้ไปกับเพื่อน เลยจองยกห้องไปเลย!!!! ก็จะเหมือนได้ห้องนอนส่วนตัวที่ได้นอนรวมกับเพื่อนหลายๆ คน

จองที่พักเกลอ เชียงใหม่ โฮสเทล กับ Traveloka

 

Day 1

เริ่มต้นการเดินทาง วันแรกที่บินนั้นเราตัดสินใจเลือกไฟลท์เช้าที่สุด เพราะนอกจากไฟลท์เช้าๆ นั้นจะมีราคาถูก (ถูกกว่าเวลาอื่น) ค่อนข้างเยอะ ทำให้ประหยัดเงินไปได้มาก การเลือกไฟลท์เที่ยวเช้าก็ยังทำให้เรามีเวลาเที่ยวเยอะ คือบินไปถึงแล้วก็เที่ยวต่อได้เลย

 

Khagee

ด้วยความที่มาถึงเชียงใหม่เช้าเกิน ยังไม่สามารถเข้าไปเช็คอินได้ ก็เลยขอแวะคาเฟ่แห่งแรกกันก่อนเลย ยังไม่ทันไรเราก็เริ่มตะลุยคาเฟ่กันแล้วกับ ‘Khagee’ ขจีคาเฟ่ที่อยู่ถัดจากที่พักเกลอ เชียงใหม่ โฮสเทลของเราแค่เพียง 100 เมตรเท่านั้น เดิน 2 นาทีก็ถึงแล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วขอแวะจิบกาแฟสักแก้ว ซึ่งร้านนี้ก็เปิดเช้าอยู่ เปิดประมาณ 10 โมงได้

 

จุดเด่นของคาเฟ่ขจี ก็คือเมนูเบเกอรี่ทั้งขนมปัง และเค้กอบใหม่ๆ ตลอด แถมในแต่ละวันก็จะมีเมนูที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงระหว่างวันด้วยนะ ถ้าอยากกินเมนูไหนก็เล็งให้ดี แล้วมาแต่เช้า ถ้าหากว่ามาช้า ก็อาจจะอดกิน ซึ่งร้านนี้ก็ขายดี และคนเดินเข้า-ออกตลอดเวลา การตกแต่งร้านก็จะเน้นความมินิมอลเป็นหลัก เมนูที่อยากจะแนะนำก็คือ Carrot Cake, Canale และ Scone ที่ขายดีเป็นพิเศษ

แผนที่: Google Maps

เวลาเปิดปิด: 10.00 – 17.00 น. ปิดทุกวันจันทร์ และอังคาร

 

Glur Chiangmai Hostel

ถัดจากร้านขจีมาไม่ไกล ออกจากร้านแล้วเลี้ยวซ้ายตรงมาเรื่อยๆ ผ่านร้าน VT แนมเนือง พอเห็นร้านสำรับกับข้าวก็เตรียมเลี้ยวเข้าที่พัก สำหรับที่พักเชียงใหม่ในทริปนี้เราเลือก ‘Glur Chiangmai Hostel’ ด้วยจากทั้งราคา และทำเล อย่างที่กล่าวไปทางข้างต้น ซึ่งพอมาเห็นจริงๆ ก็พบว่าเป็นโฮสเทลที่กว้างขวางไม่คับแคบ มีที่จอดรถ และที่เวิร์คสุดๆๆ ก็คือมีสระว่ายน้ำให้ด้วย!!!

 

นอกจากความอลังการยิ่งใหญ่ของสระว่ายน้ำที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจตอนแรกแล้วนั้น ภายในที่พักยังมีการคุมโทนสีเก๋ๆ เป็นสีน้ำเงินเข้ม แนะนำว่าถ้าใครจะมา ให้เตรียมเสื้อผ้าสีสดๆ หรือชุดว่ายน้ำสีสว่างๆ เอาไว้ รับรองถ่ายรูปออกมาสวยทุกมุมอย่างแน่นอน โดยห้องพักของที่เกลอนี้ ก็ไม่ได้มีแค่ห้องนอนรวม (Dormitory Room) แต่จะมีห้องแบบไพรเวทให้เลือกด้วย ถ้าพร้อมแล้วไปดูห้องพักกันดีกว่า

 

ห้องนอนก็มีขนาดกำลังดี ไม่ได้แคบจนเกิดความรู้สึกอึดอัด แต่ที่ชอบคือภายในห้องน้ำจะมีครีมอาบน้ำ และแชมพูให้ด้วย เหมาะกับคนที่ไม่ได้เตรียมมา ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปซื้อเพิ่ม ถ้าถามว่าห้องพักในราคาเริ่มต้นแค่หลักร้อย ประมาณ 2xx บาท ไม่เกินสามร้อยบาทต่อคืน นั้นคุ้มไหม ก็ต้องขอบอกเลยว่า คุ้มมาก!!

 

Forest Bake

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาหลังจากที่เช็คอินเสร็จแล้ว ก็ออกมาตะลุยคาเฟ่ต่อ สำหรับคาเฟ่แห่งที่ 2 ก็เลือกที่อยู่ใกล้ๆ กับที่พัก เนื่องจากไม่อยากเดินทางไกลมากนัก คาเฟ่นี้ชื่อว่า ‘Forest Bake’ เป็นคาเฟ่ดังอยู่เหมือนกัน เห็นล่าสุดมีสาขามาเปิดที่กรุงเทพฯ แล้วด้วย แต่ความคลาสสิกก็อยู่ที่สาขาแรกนี้แหละ ธีมร้านก็คือ Forest ตามชื่อ เหมือนมีร้านขนมปังเล็กๆ น่ารักๆ อยู่ในป่า ล้อมรอบไปด้วยความเขียวขจี มีที่นั่งให้เลือกทั้งด้านนอกด้านใน มีโซนขายเบเกอรี่ เครื่องดื่ม อาหารคาว – หวานมีครบ ใครหิวมาร้านนี้ร้านเดียวคือจบ

 

จุดเด่นของร้านนี้จะอยู่ที่เมนูเบเกอรี่ต่างๆ มีให้เลือกมากมาย แต่ถ้ามาช้าก็อดอีกเหมือนกัน เพราะขายดีมาก แต่เมนูซิกเนเจอร์ก็คือบราวนี่ ถ้าใครอยากกินคู่กับไอศกรีมก็มีแบบเซ็ตขาย ซึ่งจะสามารถเลือกรสชาติไอศกรีมได้ด้วยนะ สำหรับร้านนี้คุณจะต้องเลือกขนมปัง และเดินไปจ่ายเงินเอง เพราะทางร้านใช้ระบบ self service อยากกินชิ้นไหนก็หยิบโลด

แผนที่: Google Maps

เวลาเปิดปิด: 10.30 – 17.00 น. ปิดทุกวันอังคาร – พุธ

 

Magokoro Teahouse and Matcha Cafe – มีใจให้มัทฉะ

ขอปิดท้ายแผนตะลุยคาเฟ่ในเชียงใหม่ของเราวันนี้ไปกับร้านนี้ ‘Magokoro Teahouse and Matcha Cafe’ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ มีใจให้มัทฉะ นั่นเอง ซึ่งร้านนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากที่พักเกลอของเรา เพียงแค่เดินข้ามสะพานขัวเหล็กมา หลังจากเดินลงสะพานก็ให้เลี้ยวซ้าย ผ่านหน้าโรงแรมอนันตรา แล้วข้ามถนนอีกที เดินตรงมาเรื่อยๆ จากนั้นก็จะเจอร้านนี้ ความโดดเด่นก็คงไม่ต้องบอก ก็คือเมนูชาเขียวทั้งหลายนั่นเอง ใครชอบดื่มชาเขียวห้ามพลาด!! เพราะมีให้เลือกทั้งแบบชาเขียวเข้มๆ หรือชาเขียวร้อนแบบ traditional แท้ๆ กินคู่กับขนมญี่ปุ่น รวมไปถึงชาเขียวลาเต้หอมนม หวานๆ มันๆ ก็มีเสิร์ฟ

 

คาเฟ่ชาเขียวนี้ที่เราชอบมาก ก็คือมุมสวนญี่ปุ่นที่เราสามารถนั่งจิบชาไปชมสวนไปได้ด้วยนะ ซึ่งหลังจากที่สั่งเมนูที่เคาน์เตอร์เสร็จแล้ว ก็จ่ายเงิน จากนั้นพนักงานเสิร์ฟก็จะยกชามาเสิร์ฟโต๊ะที่คุณนั่ง เมนูที่ขายดีสุดเห็นจะหนีไม่พ้น ‘ชาเขียวลาเต้’ แต่จะบอกว่าถ้าใครไม่ชอบความหวานที่มากเกินไป แนะนำเมนู ‘Hojicha’ ชาเขียวคั่วจนได้กลิ่นหอมไหม้แบบร้อนก็ดีอยู่ไม่น้อย

แผนที่: Google Maps

เวลาเปิดปิด: 9.30 – 17.30 น. ปิดทุกวันจันทร์

 

Day 2

เช้าวันที่ 2 ของทริปนี้เราเลือกที่จะตื่นเช้าหน่อยเพื่อลงมารับประทานอาหารเช้าของโรงแรม ที่มีให้เลือกหลากหลายเมนู แต่ในวันนี้เราเลือกรับประทานไข่คน หลังจากกินอิ่มกันแล้ว เราก็พร้อมที่จะเดินทางต่อไปตะลุยคาเฟ่ที่เราแพลนไว้ แต่สำหรับวันนี้เราแพลนที่จะเข้าไปในเมืองกัน

 

A Day In Chiang Mai Coffee Brew

ร้านกาแฟแห่งแรกของวันที่ 2 นี้ เราขอเริ่มต้นด้วย ‘A Day In Chiang Mai Coffee Brew’ ที่ตั้งอยู่บนถนนระแกง อยู่ไม่ไกลมาจากที่พักของเรา เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่ค่อยรีบร้อนอะไร ก็เลยเดินจากที่พักเกลอ เชียงใหม่ ไปร้านกาแฟอะเดย์ อิน เชียงใหม่กัน เปิดกูเกิ้ลแมพแล้วลุยโลดด หลักๆ ร้านนี้จะมีที่นั่งสองฝั่งด้วยกัน ไม่ได้เล็กมาก แต่ถ้าไปวันที่คนแน่นๆ ก็เสี่ยงไม่มีที่นั่งเหมือนกันนะ นอกจากจะมีเมนูเครื่องดื่มให้ชาว Cafe Hopping สั่งกันแล้ว ยังมีเมนูของหวานหน้าตาน่ารักมากมายให้สั่งกันด้วย

 

โดยรวมถึงแม้ร้านกาแฟแห่งนี้จะค่อนข้างเล็ก มีที่นั่งน้อย แต่ก็มีการตกแต่งที่ดูดี เรียบง่าย ให้บรรยากาศสบายๆ เหมือนนั่งอยู่บ้านเพื่อน แถมยังมีมุมถ่ายรูปน่ารักๆ หลายมุม ถือว่าเป็นอีกร้านที่น่ารักดี นอกจากบรรยากาศดีแล้ว รสชาติกาแฟก็ยังดีอีกด้วย

แผนที่: Google Maps

เวลาเปิดปิด: 10.00 – 17.00 น. ปิดทุกวันอาทิตย์

 

ONE NIMMAN

ถ้าพูดถึงย่าน ‘นิมมานเหมินท์’ หลายคนอาจจะคิดถึงแต่ย่านเดิมๆ แต่คราวนี้เราจะพามาเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ของย่านนี้ ก็คือ ‘One Nimman’ ที่อยู่ทางด้านต้นซอยนิมมานกันเลยทีเดียว ติดกับโรงแรม U Nimman Chiangmai จะเป็นเหมือนคอมมูนิตี้มอลล์ มีร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ รวมไปถึงร้านขายของตกแต่งบ้าน ซึ่งเราก็แอบรู้มาว่า แต่ละร้านที่ขายอยู่ในนี้ นั้นเป็นร้านดังๆ ของเชียงใหม่ทั้งนั้นเลย เหมือนกับจับเชียงใหม่ย่อส่วน เอามาใส่ไว้ในที่นี้ที่เดียว

 

ซึ่งจริงๆ แล้วนอกจาก One Nimman จะมีร้านรวงน่ารักๆ ต่างๆ มากมาย ก็ยังมีโซนขายอาหารที่ได้รวมร้านเด็ดๆ จากในเมืองเชียงใหม่ เอามาไว้ให้ได้ชิมกันแบบที่ไม่ต้องนั่งไปไกล ถือว่าเป็นอะไรที่สะดวกอย่างมาก สำหรับนักท่องเที่ยวเวลาน้อยอย่างเรา หลังจากที่เดินเล่นกันเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาตะลุยคาเฟ่ในย่านนิมมานกันต่อ

แผนที่: Google Maps

เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 10.00 – 22.00 น.

 

RK Cafe by OMNIA

ร้านกาแฟแห่งใหม่ใจกลางนิมมานอยู่ระหว่างซอย 11 และ 13 พูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจจะงง ว่ามีคาเฟ่แห่งใหม่อยู่ในซอยนี้ด้วยหรอ แต่ถ้าบอกว่าคาเฟ่นี้ได้เปิดขึ้นด้านหน้าของ Rubber Killer Flagship Store หลายคนคงร้อง อ๋อ! ขึ้นมาทันที ซึ่งคาเฟ่แห่งนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะว่าได้ร้านคาเฟ่ในตำนานของเชียงใหม่อย่าง Omnia มาร่วมด้วย ถ้าใครไม่อยากไปไกลถึงเจ็ดยอด เพื่อลองชิมกาแฟของออมเนีย ก็มาชิมที่คาเฟ่ RK Cafe by Omnia ได้ที่นี่

แผนที่: Google Maps

เวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

 

Seen Space

หากใครเป็นสายอาร์ต ชอบงานศิลปะ เราอยากแนะนำให้ลองแวะมาที่ ‘Seen Space’ ซึ่งจะเป็นอาร์ตแกลอรี่ มีแสดงงานศิลปะอยู่บ่อยๆ โดยอาร์ตแกลอรี่แห่งนี้มักจะเป็นที่รวมตัวของเหล่าศิลปะจากต่างประเทศที่มาจัดแสดงงาน รวมถึงศิลปะของเชียงใหม่อยู่เสมอๆ หลังจากที่ดูงานแสดงจบแล้ว ก็สามารถผลักประตูเข้ามาสั่งกาแฟ นั่งเล่นบริเวณคาเฟ่ได้ เพราะว่าอยู่ติดกันกับร้าน SS1254372 Cafe นั่นเอง

แผนที่: Google Maps

เวลาเปิดปิด: 08.00 – 20.00 น. ปิดทุกวันจันทร์

Beast Burger

ขอปิดท้ายทริปนิมมานวันนี้ด้วยร้าน ‘Beast Burger’ เนื่องด้วยเริ่มจะเย็นแล้ว บางคาเฟ่ก็ทยอยปิดตัว เราเลยขอเติมพลังกันด้วยเบอร์เกอร์ร้านอร่อยร้านนี้ ที่เราเลิฟฟมาก เนื่องจากเบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่ แบ่งกันกินได้หลายคน นอกจากเบอร์เกอร์ที่ชอบแล้ว เฟรนซ์ฟรายก็ยังอร่อย ใครมีงบหน่อย หรือชอบกินชีส แนะนำให้เพิ่มอีก 50 บาท สั่งเพิ่มชีสไปเลย ถ้าใครอยากตามรอยมากิน แนะนำให้เช็คเวลาให้ดี เพราะปิดระหว่างวัน ปิดตอนบ่าย 2 เปิดอีกที 5 โมงเย็นนะจ๊ะ

แผนที่: Google Maps

เวลาเปิดปิด: 11.00 – 14.00 น. และ 17.00 – 21.30 น. ปิดทุกวันอาทิตย์

 

Day 3

The Baristro at Ping River

ก่อนจะขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ เราก็ขอปิดท้ายทริปนี้ด้วยร้านกาแฟอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งร้านนี้เป็นสาขาใหม่ของร้านกาแฟ ‘The Baristro’ ที่ตั้งอยู่ในย่านป่าตัน อยู่ริมแม่น้ำปิง ซึ่งรับรองเลยว่าจะไม่เหมือนสาขาไหนๆ ก็เพราะว่าจะมีวิวริมแม่น้ำปิงสวยๆ ให้คุณได้นั่งถ่ายรูป รับบรรยากาศธรรมชาติ โอบล้อมไปด้วยสีเขียวขจีของต้นไม้ ใครที่ชอบทั้งคาเฟ่ชิลล์ๆ และชมวิวธรรมชาติก็น่าจะชอบ ส่วนเมนูเครื่องดื่มก็มีให้เลือกมากมาย โดดเด่นก็คือเมนูกาแฟแบบ ‘Nitro’ สูตรเฉพาะของทางร้าน

 

และจุดนี้แหละก็คือมุมสวยๆ หลังร้านคาเฟ่แห่งนี้ ซึ่งนับว่าคุ้มค่าสำหรับการเดินทางมาร้านนี้ แต่จากที่พักเกลอ เชียงใหม่ก็ถือว่าไม่ได้ไกลมากขนาดนั้น แค่ตรงมาเรื่อยๆ ก็จะถึงคาเฟ่แห่งนี้ ใครอยากมีรูปสวยๆ ไปอวดเพื่อน หรืออยากลองชิมกาแฟไนโตร แนะนำให้จดคาเฟ่แห่งนี้เอาไว้ในลิสกันได้เลย

และแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องโบกมือลาเมืองเชียงใหม่ กลับไปกรุงเทพฯ ทำงานที่เรารัก ซึ่งเราเชื่อว่าทริปนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่อยากมาเที่ยวเชียงใหม่ไม่มากก็น้อย ยิ่งสำหรับใครที่มีเวลามาเที่ยวเชียงใหม่ไม่มาก แต่อยากมา ก็สามารถลอกทริปนี้ของเราไปได้เลย ส่วนใครที่อยากประหยัดเงิน อยากเที่ยวเชียงใหม่ในราคาประหยัดก็อย่าลืมจองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ และที่พักเชียงใหม่ได้ใน Traveloka ซึ่งมีข้อดี ทั้งไม่เก็บค่าธรรมเนียม ไม่มีบวกเพิ่ม นอกจากนั้นถ้าโอนเงินผ่านบัญชีค่าจองที่พัก และตั๋วเครื่องบินก็จะฟรีอีกด้วยนะ