จูงมือพาเที่ยวสังขละบุรีแบบคนท้องถิ่น นอนอย่างคนพื้นที่ นี่คอนเซ็ปต์การท่องเที่ยวในครั้งนี้ สำหรับใครที่ยังไม่เคย
ไปเหยียบเมืองน่ารักอย่างสังขละบุรีมาก่อน โอกาสนี้แหละที่จะทำให้คุณได้รู้จักความเป็นสังขละมากขึ้นผ่านสถานที่ท่องเที่ยว
สำคัญๆ

แต่ถ้าท่านไหนที่เคยไปมาแล้วก็เดินทางไปซ้ำกันได้นะคะ เพราะเราเชื่อว่าไปกี่ครั้งสังขละบุรีก็ยังเผยเสน่ห์ออกมาให้
เราได้ตกหลุมรักเสมอ รวมถึงที่พักสังขละบุรีในแบบโฮมสเตย์ก็เช่นกันที่จะช่วยให้ทริปนี้ของคุณมีความหมายมากขึ้นด้วย ซึ่งเว็บไซต์จอง
ที่พักออนไลน์ของ Traveloka นั้นมีที่พักประเภทนี้ในสังขละบุรีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบบใกล้ชิดธรรมชาติหรือตั้งอยู่ในย่าน
เมือง ที่ทราเวลโอก้าก็มีพร้อมให้คุณได้เลือกกันตามสะดวก ชอบแบบไหนจิ้มเล้ยยย!           

เช็คที่พักสังขละบุรีกับ Traveloka คลิก

  1. สะพานมอญ

จากแรงศรัทธาของชุมชนแถบสังขละบุรีเกิดเป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองกาเรียสู่หมู่บ้านมอญที่ยาวที่สุดใน
ประเทศไทย สัญลักษณ์ของเมืองสังขละที่ไม่ว่าใครก็ตามต้องไปเยี่ยมเยือนและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักครั้ง ซึ่งสะพานมอญที่เราเรียกกันจนติดปากหรือในอีกชื่อหนึ่งคือสะพานอุตตมานุสรณ์นั้นเปรียบเสมือนกับสายใยที่เชื่อมโยง
ระหว่างชาวมอญและชาวไทย และยังเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยสดงดงามอีกแห่งนึงด้วย แนะนำเลย

  • ไม่เสียค่าเข้าชม
  • ปักหมุด Google Maps

2. เจดีย์พุทธคยา

เจดีย์องค์ใหญ่สีเหลืองทองอร่ามที่เราสามารถมองเห็นได้จากฝั่งแม่น้ำซองกาเรีย ปูชนียสถานสำคัญทางศาสนา
คู่วัดวังก์วิเวการามอีกแห่งที่ไม่ควรพลาดของสังขละบุรี ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่หลวงพ่ออุตตมะอัญเชิญมาจาก
ประเทศศรีลังกา หลายคนจึงเดินทางมาเพื่อสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต อีกทั้งด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในจุดอัน
งดงามอย่างเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำ ทำให้พระเจดีย์พุทธคยาเป็นเจดีย์ที่งดงามน่าเลื่อมใส ทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการประกอบ
พิธีในวันสำคัญทางพุทธศาสนา รวมถึงเทศกาลต่างๆ เช่นวันสงกรานต์อีกด้วย 

  • ไม่เสียค่าเข้าชม
  • ให้บริการตั้งแต่ 8:00-16:30 น.
  • ปักหมุด Google Maps

3. จุดเล่นน้ำซองกาเรีย

จุดเล่นน้ำซองกาเรีย” คือสถานที่พักผ่อนของเมืองสังขละที่คนโลคอลมักจะแห่ไปคลายร้อนในช่วงซัมเมอร์ ซึ่ง
ความน่าสนใจของที่นี่ก็คือเป็นจุดเล่นน้ำคล้ายกับลำธาร น้ำตื้น ใสแจ๋ว และเย็นชื่นใจ ทั้งมีแพมุงจากเล็กๆ ริมน้ำให้คุณได้
สั่งอาหารมาทานร่วมกันในบรรยากาศผ่อนคลาย (ขอบอกว่าอาหารอิสานที่นี่คือเด็ด) พออิ่มท้องก็ค่อยเช่าห่วงยางลอยน้ำ
กันได้ตลอดทั้งวัน จะห่วงเล็กหรือใหญ่ก็ราคาเป็นมิตร ลองไปเที่ยวกันดูค่ะ น่าจะประทับใจกันไม่ยาก  

  • มีค่าบริการฝากรถ 20 บาท
  • ปักหมุด Google Maps 

4. เมืองบาดาล

ซากปรักหักพังของอุโบสถอีกทั้งหอระฆังที่โผล่พ้นน้ำเฉพาะในฤดูแล้งคืออันซีนไทยแลนด์ที่คุณต้องมาเห็นด้วย
ตาสักครั้งในชีวิต ซึ่งเมืองใต้ผืนน้ำแห่งนี้แต่เดิมคือวัดวังก์วิเวการามหลังเก่า ที่หลังจากก่อสร้างเขื่อนเขาแหลมขึ้นน้ำก็ได้ท่วม
เอาตัวอำเภอสังขละบุรีเดิมรวมทั้งวัดแห่งนี้ไปด้วย ปัจจุบันเมืองบาดาลได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง นักท่องเที่ยว
ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมักจะนั่งเรือกันเพื่อเข้าไปเยี่ยมชมโบราณสถานที่ปรากฏตัวขึ้นหลังจากจมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปีกันอย่างใกล้ชิด

  • ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวคือเดือนมีนาคมถึงเมษายน
  • ปักหมุด Google Maps

5. ตลาดสังขละบุรี

ก่อนกลับลองแวะตลาดหน่อยเป็นไง ตลาดสังขละบุรีแห่งนี้คือแหล่งช้อปปิ้งอาหารสด อาหารปรุงสุกนานาชนิด ไปจนถึงสินค้าพื้นเมือง ใครที่อยากจะซื้อหาของฝากก็มากันได้ที่นี่ แต่ถ้าใครที่ชอบเดินตลาดอยู่แล้วตลาดของสังคละนั้น
น่าตื่นตาตื่นใจอยู่เหมือนกันนะ ที่มั่นใจได้ก็คืออาหารพื้นบ้านอร่อยๆ เพียบแน่นอน

6. จุดชมวิวป้อมปี่

มาเยือนสังขละบุรีทั้งทีก็ต้องเก็บที่เที่ยวให้ครบสิถึงจะถูกต้อง ซึ่งจุดชมวิวป้อมปี่นั้นก็เป็นอะไรที่ห้ามพลาดค่ะ เค้า
ว่าที่นี่สวยอย่างกับปางอุ๋งแห่งเมืองกาญเชียวนะ ซึ่งจุดชมวิวแห่งนี้อยู่บริเวณริมเขื่อนเขาแหลมของเขตอุทยานแห่งชาติ
เขาแหลม ว่ากันว่าเป็นจุดชมพระทิตย์ตกที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง แนะนำให้กางเต็นท์นอนที่ริมเขื่อนคือฟินสุด เพราะ
บรรยากาศโดยรอบนั้นเงียบสงบไม่วุ่นวาย ร่มรื่น ทั้งยังเย็นสบายตลอดปี แน่นอนว่าสะดวกสบายอีกด้วยเพราะมีพร้อม
ตั้งแต่ห้องน้ำที่สะอาดสะอ้าน ร้านค้าสวัสดิการในอุทยานที่คุณไปฝากท้องได้ เห็นไหมว่าน่าเที่ยวแค่ไหน  

  • ค่าธรรมเนียมนำรถยนต์เข้าพื้นที่ 30 บาท
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เบอร์ 0-3451-0431
  • ปักหมุด Google Maps

7. เขาสันหนอกวัว

สายเดินป่าน่าจะถูกใจที่นี่ เพราะด้วยเส้นทางที่ค่อนข้างท้าทายบวกกับระยะทางที่ต้องเดินเท้ามากถึง 6 ชั่วโมง ทำให้ยอดเขาสันหนอกวัวแห่งนี้เป็นที่ต้องการของขาลุยอย่างมาก และด้วยความที่เขาสันหนอกวัวมีรูปร่างลักษณะพิเศษ
กว่าที่อื่น เพราะคล้ายกับสันนูนบนหลังของเจ้าวัว เลยทำให้ให้ยอดเขาแห่งนี้สามารถชมทะเลหมอกได้อย่างสวยงามที่สุด บวกกับวิวจากยอดเขาน้อยใหญ่ที่มองเห็นได้แบบ 360 องศาอีก ทั้งหมดที่ว่ามานี้สวยอย่าบอกใครเลยค่ะ

  • ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติ 40 บาท/คน
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เบอร์ 0-3451-0431  
  • ปักหมุด Google Maps

เอาล่ะได้เวลาออกเดินทางไล่เช็คอินได้ และอย่างที่ได้บอกไปเมื่อตอนข้างต้นว่าถ้าคุณลองเลือกพักแบบโฮมสเตย์ดู ไม่ว่าจะไปทริปที่ไหน นอกจากจะได้ใกล้ชิดกับความเป็นเมืองนั้นๆ มากขึ้นแล้ว วัฒนธรรมการเป็นอยู่ของคนในสังคมนั้น
ก็อาจจะทำให้คุณได้รู้หรือไม่ก็เข้ามาเปลี่ยนความคิดบางเรื่องของคุณไปตลอดกาลเลยก็ได้ หรืออย่างน้อยๆ ก็ทำให้คุณได้
เข้าใจถึงความแตกต่างของผู้คนบนโลกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนเรานั้นจะคิดหรือเชื่อไม่เหมือนกัน แค่เรานั้นเปิดใจให้ กว้างไว้ก็พอ ลองดูค่ะ