ผมกับอุ๋ยอยากจะไปสัมผัสอากาศหนาวหนาว บรรยากาศดีดีท่ามกลางธรรมชาติที่หาไม่ได้ในเมืองกรุงแน่นอน
เชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกแรกที่เราสองคนและอีกหลายหลายคนคงนึกถึงแน่นอน นับเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่โครตจะเยอะไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก แก่ง และอีกมากมาย เที่ยวทั้งปีก็เก็บไม่ครบ 5555+

สำหรับทริปนี้ผมกับอุ๋ยวางแพลนกันไว้ว่าจะไปเช่ามอไซด์ขับตะลุยเชียงใหม่กัน การเดินทางไปเชียงใหม่ก็มีหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน,รถทัวร์,รถไฟ ,รถส่วนตัว แต่สำหรับทริปนี้ขาไปเชียงใหม่เราเลือกใช้บริการรถไฟไทย โดยเป็นขบวนรถไฟนอนรุ่นใหม่ที่แสนจะสะดวก สบายแถมตรงเวลาด้วยจ้า
สำหรับราคาเราเลือกรถไฟนั่ง-นอนปรับอากาศชั้น 2 ผมนอนเตียงล่างราคา 1,041 บาท ส่วนอุ๋ยนอนเตียงบนราคา 941บาท

จองตั๋วรถไฟล่วงหน้าได้ที่ : https://www.thairailwayticket.com/eTSRT/ 

*สามารถจองล่วงหน้าได้ 60 วันนะครับ*

 

สำหรับขากลับจากเชียงใหม่เราเลือกเดินทางด้วยเครื่องบิน
โดยเราจองตั๋วเครื่องบินผ่านแอพฯ Traveloka แอพฯ ที่ผมกับอุ๋ยใช้บ่อยๆในการหาตั๋วเครื่องบิน หาที่พัก เพราะมันทั้งสะดวก สบาย แถมสามารถหาตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่และที่พักเชียงใหม่ราคาถูกถูกได้ แอพฯเดียวเอาอยู่เชื่อเราเถอะ!!ทั้งตั๋วเครื่องบินและที่พักราคาถูก มันช่างดีต่อใจเราสองคนซะจริงจริง

ตั๋วเครื่องบินคนละ 1,800 บาท
ที่พักคืนแรกที่เชียงใหม่ 750 บาท

จองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ กับ Traveloka 

จองที่พักเชียงใหม่ กับ Traveloka 

 

ถ้าพร้อมแล้วไปเชียงใหม่กับเราสองคนกันเลยครับ

Day1
07.15 : รถไฟเข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟเชียงใหม่ เราสองคนแบกเป้ใส่บ่าลงจากรถไฟเพื่อไปตะลุยเชียงใหม่ บอกเลยพร้อมมาก สำหรับทริปนี้เราเลือกใช้ยานพาหนะสำหรับการเดินทางคือรถจักรยานยนต์ แถวบ้านเขาเรียกว่ามอไซด์ เราสองคนนั่งรถแดงจากสถานีรถไฟมาลงที่ประตูท่าแพ เพื่อเช่ามอไซด์ในราคาคนละ 40 บาท พอลงรถแดงเท่านั้นละ ยังไม่มีร้านไหนเปิดเลย ร้านส่วนใหญ่เปิด 08.30น. ถ่ายรูปเล่นรอไปก่อน

 

สวัสดีเชียงใหม่ อีกแลนด์มาร์คของเมืองเชียงใหม่ “ประตูท่าแพ”
08.30น. ร้านเริ่มเปิด ได้เวลาไปเช่ารถแล้ว สำหรับใครคิดว่าจะขึ้นเขาผมแนะนำ 125 CC ขึ้นไปหรือให้ดีเป็นเกียร์ธรรมดาจะดีกว่านะ ผมว่า 555+ แต่เราสองคนเช่าเกียร์ออโต้จ้า

ยานพาหนะสำหรับทริปนี้ของเรา ราคาเช่า 300 บาท/วัน
ได้รถละไปกันเลย เราสองคนเข้าโรงแรมที่พักเพื่อไปฝากของไว้ที่โรงแรมก่อนเพราะสามารถเช็คอินได้บ่ายสองโมง ฝากกระเป๋าเรียบร้อยเราก็ขึ้นดอยสุเทพไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ เพื่อเป็นสิริมงคลสำหรับทริปนี้กันก่อน

 

สถานีต่อไปพระตําหนักภูพิงคราชนิเวศน์ (ปล.เราสองคนแต่งตัวไม่สุภาพ ผมใส่ขาสั้น อุ๋ยกางเกงขาด 555+ เลยไม่สามารถเข้าได้ มีชุดให้เช่านะ แต่เราเลยตัดสินใจไม่เข้าครับ)
เลยขับรถไปต่อดอยปุยเป้าหมายของเราวันนี้ คือไปล่าพญาเสือโคร่งที่ขุนช่างเคี่ยนกัน

***คำเตือน: ทางไปดอยปุยจนถึงขุนช่างเคี่ยนทางทั้งแคบมาก ทั้งชัน โค้งหักศอก ในการขับรถจะใช้สัญญาณแตรตลอดทาง ควรขับขี่ด้วยความระมัดระวัง สำหรับรถยนต์ใครไม่แน่ใจหรือไม่ชินเส้นทางจริงจริงแนะนำเหมารถแดงไปครับ (คือตอนรถสวนกันผมลุ้นมาก มันสวนกันได้ไง คือแคบมาก)

 

พญาเสือโคร่งที่ดอยปอยยังไม่บาน (ภาพ 01 ม.ค.2561) เจ้าหน้าที่บอกประมาณกลางเดือนมกราคม-ต้นกุมภาพันธ์จะบาน100 %

 

บรรยากาศที่ดอยปุยน่ากางเต็นท์มาก เราสามารถมากางเต็นท์ที่นี่ได้นะครับมีห้องน้ำ ร้านกาแฟไว้บริการด้วย กาแฟอร่อย อีกอย่างที่แนะนำสตรอเบอรี่ทั้งสด ทั้งใหญ่ นั่งฉิบกาแฟร้อนร้อนกับบรรยากาศ สิบกว่าองศามันช่างฟินมากบอกเลย สถานีต่อไปขุนช่างเคี่ยน แอบผิดหวังเล็กน้อยเพราะพญาเสือโคร่งที่นี่บานแค่ต้นเดียวเอง555+ แต่ที่นี่ต้นพญาโคร่งเยอะมาก ถ้าบาน 100% คงสวยน่าดู (ประมาณกลางเดือนมกราคม-ต้นกุมภาพันธ์จะปลาย100 %)

 

ต้นที่บาน100%มีต้นเดียวจ้า

หลังจากกินข้าวที่ขุนช่างเคี่ยนเรียบร้อย บ่ายสามโมงเย็นถึงเวลาเข้าที่พักแล้ว โดยขากลับเราแวะไปชมความสวยงามของอ่างแก้วภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วยละ

 

บรรยากาศอ่างแก้ว

ใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมงจากขุนช่างเคี่ยนก็ถึงที่พัก กลับมาอาบน้ำนอน พักเอาแรงแล้วไปตะลุยเชียงใหม่ยามค่ำคืนกัน ค่ำนี้เราไปเดินไนท์พลาซ่า ของเยอะดี ส่วนใหญ่มีแต่ชาวต่างชาติ แล้วเราก็ไปล่าหาไส้อั่วที่ตลาดวโรรสกัน ของกินเยอะดี ราคาถูก เรามีไส้อั๋วอร่อยอร่อยแนะนะพิกัดหน้าเซเว่นตลาดวโรรส ใครไปเชียงใหม่แวะไปอุดหนุนได้นะครับ อร่อยจริง อิ่มแล้วไปขับรถชมเมืองเชียงใหม่ยามค่ำคืนกัน

 

สะพานเหล็ก

เกือบสี่ทุ่มกลับเข้าที่พักอาบน้ำนอนพรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้าไปสันป่าเกี๊ยะแต่เช้า

 

Day2
06.00 น.เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น อาบน้ำแต่งตัวเก็บกระเป๋าเช็คเอาท์ สถานีต่อไปสันป่าเกี๊ยะ ดอยแม่ตะมาน อำเภอเชียงดาว ระยะทางจากเชียงใหม่ถึงเชียงดาวประมาณ 70 กิโลเมต ระยะทางจากเชียงดาว – สันป่าเกี๊ยะ 20 กิโลเมตร ทางเข้าอยู่ทางซ้ายมือกิโลเมตรที่ 66 – 67 (แนะนำเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนขึ้นสันป่าเกี๊ยะ)
สำหรับยานพาหนะ YAMAYA GT125 บางช่วงรถเราไม่สามารถขึ้นได้เพราะทางค่อนข้างชัน อุ๋ยได้แบกกระเป๋าเดินกันเลยที่เดียว นางเดินเกือบ 2 กิโลเมตรเลยจ้า สำหรับถนนเป็นถนนลูกรัง และบางช่วงทางแคบทางชัน รถเก๋ง รถตู้ ไม่แนะนำครับเพราะขึ้นไม่ได้แน่นอน ขับขี่ด้วยความระมัดระวังนะครับ ถ้าฝนตกผมว่ามอไซด์แบบผมหมดสิทธิ์แน่นอน

 

เราขับมอไซด์จากปากทางเข้าระยะประมาณ 20 กิโลเมตรใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดนิดก็ถึงจุดกางเต็นท์สันป่าเกี๊ยะ โอ๊ย!!!ถึงแล้ว พอถึงเท่านั้นเห็นวิวแล้วหายเหนื่อยเลยครับ คือมันสวยมาก อากาศหนาวเย็นสบาย

 

ได้เวลากางเต็นท์ครับ ค่ากางเต็นท์ เต็นท์ละ 100 บาท บอกได้คำเดียวว่า บรรยากาศดีมาก เป็นจุดกางเต็นท์อีกจุดหนึ่งเลยที่เราสองคนชอบมาก ต้องมากันสักครั้งนะครับ
สำหรับที่สันป่าเกี๊ยะนอกจากวิวเด็ดและบรรยกาศดีสุดสุดแล้ว ที่นี่ยังมีพญาเสือโคร่งที่กำลังเบ่งบานเต็มต้นอยู่หลายต้น (จำนวณต้นที่บานประมาณ 40 % กลางเดือนมกราคมน่าจะบานเต็มที่100%) เดินเล่นเก็บภาพบันทึกการเดินทางสวยสวยของธรรมชาติผ่านกล้องถ่ายรูปวนไป

 

ความสวยงามของพญาเสือโคร่งที่สันป่าเกี๊ยะ

หลังจากเก็บภาพเสร็จเรียบร้อยได้เวลานั่งมองธรรมชาติที่สวยงามของสันป่าเกี๊ยะ วิถีชีวิต slow life ที่แท้จริง เราโครตชอบที่นี่เลย

 

บรรยากาศยามเย็นที่สันป่าเกี๊ยะ

ฟ้าค่อยค่อยมืดลงพร้อมอากาศที่เย็นลงเช่นกัน ได้เวลาอาบน้ำ บอกได้คำเดียวเลย ยังกะอาบน้ำแช่น้ำแข็ง หนาวมาก!!! ส่วนอุ๋ยนางบอกว่าไม่อาบหนาวเกิน สำหรับมื้อเย็นเราฝากท้องไว้ที่ร้านค้าบนสันป่าเกี๊ยะ ที่นี่มีร้านค้า 2 ร้านมีอาหาร ส้มตำ ไก่ย่าง ไส้อั่ว กาแฟ ม่าม่า และอีกมากมาย ไว้บริการ  รายงานสภาพอากาศยามค่ำคืนที่สันป่าเกี๊ยะอุณหภูมิตอนกลางคืนประมาณ 10 องศา น้ำค้างแรงครับ

 

สำหรับค่ำคืนนี้ นอนหลับไปพร้อมอากาศเย็นเย็นบรรยกาศดีดี๊ของสันป่าเกี๊ยะ พรุ่งนี้แอบหวังเล็กเล็กในใจว่าจะเจอทะเลหมอก

 

ตัดภาพมาตอนเช้าทะเลหมอกอยู่ไหน? เช้านี้ตื่นมากับหมอกขาวขาวฟรุ้งฟรุ้งเต็มพื้นที่ไม่สามามารถมองเห็นวิวดอยหลวงเชียงดาวได้

 

ดอกพญาเสือโคร่งในม่านหมอกขาวขาว

11.00 น. เก็บเต็นท์ เก็บกระเป๋าออกเดินทางมุ่งสู่ดอยอินทนนท์ ดูจาก GPS แล้วเกือบ 5ชั่วโมงอ่ะ
บอกเลยโครตชอบที่นี่ “สันป่าเกี๊ยะ”

สิ่งอำนวยความสะดวก
-มีบ้านพักไว้บริการสำหรับสันป่าเกี๊ยะอยู่ในความดูแลของ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลับเชียงใหม่ หรือโทร. 053 322 2014 , 053 944 052-สำหรับจุดกางเต็นท์ค่ากางเต็นท์ 100 บาท/เต็นท์
-มีร้านค้าไว้บริการ 2 ร้านมี กาแฟ ม่าม่า ไข่เจียว ไส้กรอก และอีกมากมาย
-มีเตาให้เช่าสำหรับปิ้งย่าง สามารถทำอาหารได้
-มีห้องน้ำ ห้องส้วม
ข้อแนะนำ
-รถยนต์ควรเป็นรถยกสูงเท่านั้น
-สำหรับมอไซด์แนะนำรถเกียร์ธรรมดาครับ สำหรับมอไซด์สายพานหน้าฝนหมดสิทธิ์จ้า
-ทางบ้างช่วงชันแคบและเป็นทางหักศอก เวลาขับขี่ควรให้สัญญาณแตรด้วยครับ
สำหรับติดต่อรถขึ้นสันป่าเกี๊ยะสามารถมาติดต่อคุณโย โทรศัพท์ 086-191 6149

 

หลังจากลงจากสันป่าเกี๊ยะเราสองคนมีความเห็นว่าควรไปเปลี่ยนรถที่ในเมืองเป็นสัก 150 cc ดีกว่า สำหรับรถคันใหม่ของเราเป็น PCX 150 cc สำหรับราคาวันละ 600 บาท/วันครับ ขับรถยาวไป ระหว่างทางขึ้นดอยอินทนนท์ที่เที่ยวเยอะมาก น้ำตกแม่ยะ ,บ้านแม่กลางหลวง น้ำตกวชิรธาร

18.00 น.เราสองคนถึงดอยอินทนนท์ เราใช้เวลาจากสันป่าเกี๊ยะถึงดอยอินทนนท์รวม 7ชั่วโมง สำหรับดอยอินทนนท์ใครไม่รู้อย่างเรา ที่ยอดดอยไม่มีจุดกางเต็นท์นะครับ เดียวหลงไปแบบเราสองคน แนะนำให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ทำการอุทยาน ที่ทำการอุทยานอยู่ทางขวามือป้ายใหญ่ใหญ่ เพราะที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์อนุญาติให้กางเต็นท์ที่ดงสนและน้ำตกแม่ปานเท่านั้น (อันนี้ไปสอบถามตอนหลงทางแล้ว 555+) และจุดกางเต็นท์ดงสนก็หายากไปหน่อย ป้ายบ่งชี้ไม่ชัดเจน ปล.คนหลงเยอะมาก สำหรับใครไม่ชอบกางเต้นท์ที่ดงสนก็มีอีกจุดที่คนนิยมไปกางเต็นท์กันก็คือ ดอยชัวร์ญ่าและก็มีจุดกางเต็นท์ของชาวบ้านไว้บริการ

 

สำหรับคืนนี้เราสองคนกางเต็นท์ที่ดงสน จุดกางเต็นท์ของอุทยานและเจอน้องบริษัทอีก 2 คนด้วย เที่ยวใกล้ใกล้ไม่เคยเจอมาเจอกันซะไกลเลย หลังจากกางเต็นท์เสร็จอากาศหนาวหนาวแบบนี้ต้องหมูกระทะสิครับ สำหรับหมูกระทะที่นี่ชุดใหญ่ชุดละ500 บาทกินได้ประมาณ 4 คน นะครับ หลังจากท้องตึงหนังตาก็หย่อน ถึงเวลาอาบน้ำเข้านอนพรุ่งนี้ต้องเดินไปกิ่วแม่ปานแต่เช้ามืด

หากใครไม่ต้องการกางเต้นท์นอนก็สามารถจองกับ Traveloka ได้เลย ที่นี่มีที่พักดอยอินทนนท์ให้เลือกสรรมากมายในราคาน่าสนใจ

 

05.00 น.เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ล้างหน้าแปลงฟัน ขับมอไซด์ไปกิ่วแม่ปานกัน ระยะทางจากดงสน-กิ่วแม่ปานประมาณ 9 กิโลเมตร บอกเลยหนาวมากแถมหมอกลงหนักมาก ต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวัง พอถึงกิ่วแม่ปานเท่านั้นมือแข็งไปหมดเลยอุณหภูมิวันนี้อยู่ที่ 10 องศา สภาพอากาศหมอกลงหนักมาก

 

เมื่อมาถึงเราสองคนหาอะไรร้อนร้อนแก้หนาวและลองท้องก่อน ที่นี่มีทั้งร้านอาหารไว้บริการหลายร้านเลย เลือกได้ตามที่ชอบครับผม สำหรับกิ่วแม่ปานเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะประมาณ 3 กิโลเมตร การเดินทางลงชื่อและต้องมีไกด์นำทาง 1คนต่อกลุ่ม ราคาคนละ 100 บาท ไกด์ส่วนใหญ่เป็นชาวท้องถิ่นน่ารักมากครับ

 

น้ำตกลานเสด็จ

สำหรับบรรยากาศกิ่วแม่ปานวันนี้หมอกลงหนักมากตัดกับความเขียวชอุ่มของป่า ก็สวยไปอีกแบบนะนี่

 

จุดชมวิว กิ่วแม่ปาน

 

ดอกกุหลาบพันปีที่ดอยอินทนนท์สามารถเจอได้ในช่วงฤดูหนาว

สำหรับเส้นทางจะมีจุดให้เรานั่งพักเหนื่อยตลอดเส้นทาง แนะนำให้พกน้ำเปล่าไปด้วยนะครับ

 

มิตรภาพระหว่างการเดินทางงดงามเสมอ เจอน้องน้องระหว่างทางเดินกิ่วแม่ปานเก็บภาพเป็นที่ระลึกสักหน่อย

 

อากาศดีจริงจิรง ขอบคุณพี่ไกด์ด้วยครับที่ถ่ายภาพให้ผมกับอุ๋ยหลายภาพเลย

เราสองคนใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าสำหรับการเดินสำรวจเส้นทาง ไปต่อกันที่จุดสูงสุดกันของดอยอินทนนท์กัน หมอกก็ยังลงหนักเหมือนเดิม ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยหมอกขาวขาวมองไม่เห็นอะไรเลย เสียดายจัง ไว้มาแก้มือใหม่

กลับมาจุดกกางเต็นท์อาบน้ำ อุ๋ยบอกอยากกินหมูกระทะ กลางวันเนี่ยนะ นางบอกเอามาแก้หนาว ผมเลยโทรสั่งหมูกระทะของอุทยานมากินชุด 500 บาทเช่นกัน คือเยอะมากเราสองสามารถกินได้ 2 มื้อ ทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น หลังจากกินหมูกระทะจนอิ่ม ไปเที่ยวกันต่อ สถานีต่อไปศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ดอยอินทนนท์ อยู่ทางไปขุนวางห่างจากจุดกางเต็นท์ประมาณ 9 กิโลเมตร ระหว่างทางบรรยากาศดีมาก

 

น้ำตกเล็กเล็กระหว่างทางไปศูนย์วิจัยกล้วยไม้ สวยดีอ่ะผมชอบ

 

ให้มันเป็นสีชมพู!!! ดอกพญาเสือโคร่งที่นี่บานเกือบ 100%แล้ว และโดยปกติที่นี่จะบานเร็วกว่าดีอื่นเกือบทุกปี โดยจะบานประมาณปลายเดือนธันวาคม-กลางมกราคม (ภาพชุดนี้ผมถ่ายเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2561) นอกจากที่นี่จะมีพญาเสือโคร่งที่สวยงาม ยังมีกล้วยไม้พันธุ์รองเท้านารีหลายสายพันธุ์ให้ชมความสวยงาม เราสองคนเดินถ่ายภาพรอบสระน้ำสีชมพู คือมันละมุนมาก สวยจริงจริง สำหรับที่นี่ไม่อนุญาตให้กางเต็นท์และพักแรม

หลังจากเก็บภาพความสวยงามของพญาเสือโคร่งก็มานั่งฉิบกาแฟร้อนท่ามกลางอากาศหนาวหนาวและต้นไม้สีชมพูมันดีต่อใจจริงจริง เย็นแล้วได้เวลากลับ ขากลับเราได้แวะไปน้ำตกสิริภูมิ โดยราคาค่าเข้าคนละ 20 บาท

 

คืนนี้เรานอนกันที่ดงสนจุดกางเต็นท์ของอุทยานอีกคืน สำหรับมื้อเย็นวันนี้ก็ได้หมูกระทะที่เหลือจากมื้อกลางวัน อากาศหนาวหนาวกับหมูกระทะนี่เป็นของคู่กันจริงจริง คิดถึงพรุ่งนี้จะต้องกลับแล้ว อยู่ต่อเลยได้ไหม ไปไปอาบน้ำแล้วเข้านอนสะ

 

สำหรับจุดกางเต็นท์ดอยอินทนนท์

-มีทั้งจุดกางเต็นท์ บ้านพักของอุทยานไว้บริการ

-สำหรับอุปกรณ์กางเต็นท์ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์,ที่นอน,หมอน,ผ้าห่ม ไว้ให้เช่า

-มีหมูกระทะไว้บริการสมารถโทรสั่งได้ -มีห้องน้ำ และห้องอาบน้ำแถมสะอาดด้วยครับ

-มีจุดชาร์จแบตโทรศัพท์ทั้งแบบเสียตังค์และฟรี แต่ฟรีต้องไปเฝ้าเองครับ

 

08.00 น. เก็บของเตรียมตัวลงจากดอยไปคืนรถเดี๋ยวตกเครื่อง 5555+
ขากลับยังพอมีเวลาเราสองคนแวะชมความสวยงามของน้ำตกวชิรธารซะหน่อย

 

ความสวยงามและอลังการของน้ำตกวชิรธารน้ำแรงมากกระเด็นเปียกเลนส์กล้องหมดเลย ใครไปดอยอินทนนท์ไม่ควรพลาดเลยนะครับ

สถานีต่อไปเชียงใหม่ ประมาณ 11 โมงกว่าเราขับมอไซด์ถึงตัวเมืองเชียงใหม่คืนรถ แล้วขึ้นรถแดงไปสนามบิน ราคาจากประตูท่าแพไปสนามบิน 150 บาท จบทริป 5 วัน 4 คืน Road trip in Chiangmai ทริปนี้ทั้งเหนื่อย ทั้งมัน ทั้งเสียว (ขับรถนะ) ทั้งชัน ทั้งเกร็ง แต่เราโครตชอบที่นี่ เชียงใหม่มาแล้วต้องมาอีก แล้วเจอกันทริปหน้าครับ

 

ติดตามเพจของผมต่อได้ที่ > https://www.facebook.com/tiewtampasamanunngerndeuan/