“เชียงใหม่” ใครไปก็ชอบ เราเป็นคนหนึ่งที่มีเวลาว่างทีไรเป็นต้องหาตั๋วไปนอนชิลล์เชียงใหม่ทุกครา แต่เชื่อไหมจังหวัดอะไรเที่ยวเท่าไหร่ก็ไม่ครบสักที ก็เมืองเขามีดีเยอะ ที่เที่ยวเก่ายังตามรอยไม่ทันหมดก็มีเส้นทางเที่ยวใหม่มาให้ปักหมุดตลอดเวลา ถ้าถามว่าทำไมถึงชอบไปเชียงใหม่คำตอบพากันมารออยู่ในหัว “เสน่ห์ธรรมชาติผลัดเปลี่ยนสีสันหมุนเวียนไปทุกฤดูกาล วิถีผู้คนถิ่นเมืองยังน่ารักเสมอต้นเสมอปลาย พิกัดกินและชิลล์ยังมีมาให้ไปลิ้มลองเสมอ” เมื่อมีวันหยุดพักผ่อนจึงไม่ต้องแปลกใจถ้าเชียงใหม่จะเป็นจุดหมายแรกที่อยู่ในใจ มีคนเคยถามไปเชียงใหม่เที่ยวอะไรได้บ้าง คำตอบนั้นยากนะเพราะแล้วแต่รสนิยม อยากจับมือแฟนไปกอดธรรมชาติ อยากควงเพื่อนไปตะลอนคาเฟ่ หรืออยากพาครอบครัวไปไหว้พระทำบุญ ถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองปลายทางไม่กี่แห่งที่ตอบสนองคนอยากเที่ยวได้ทุกรูปแบบ

ในฤดูฝนพรำแบบนี้ เสน่ห์ของธรรมชาติสีเขียวคลอสายฝนช่างน่าดึงดูดใจนัก สายหมอกจะลงมาเคียงคู่ขุนเขา นาขั้นบันไดพากันเขียวขจีล้อมรอบเมือง น้ำตกจะสวยกว่าฤดูไหน ๆ เป็นที่มาให้รีบเก็บกระเป๋าแล้วกอดคอเพื่อนไปตะลุยทริปรับหน้าฝน สไตล์เที่ยวเชียงใหม่ของเราทริปนี้ “น้อยแต่มาก” วันน้อย เงินน้อย แต่สุข(มาก) เวลา 3 วัน 2 คืน กับเงิน 3,000 บาท ทำไมมันเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าได้มากเหลือเกิน จะสายธรรมชาติ จะสายคาเฟ่ หรือจะสายประหยัด ก็เชิญมาร่วมยิ้มและมีความสุขไปกับรีวิว “เชียงใหม่ ไปกี่ทีก็ไม่เบื่อ”

วันน้อย เงินน้อย แต่ “บิน” ได้

ถ้าถามสาวกตั๋วโปรทั้งหลาย ว่าเส้นทางในประเทศปลายทางไหน “ลดบ่อย ลดเยอะ และมีเที่ยวบินเกือบทุกชั่วโมง” เชื่อว่าเชียงใหม่จะเป็นหนึ่งในคำตอบ เทศกาลตั๋วโปรมาทีไรเหมือนมีภารกิจอันยิ่งใหญ่ ยิ่งได้ตั๋วราคาถูกเท่าไหร่ยิ่งดีต่อใจเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าทุกวันนี้เรานั่งเครื่องบินในราคาตั๋วที่ถูกกว่ารถทัวร์ อยากหาตั๋วราคาถูกแบบกระชับฉับไว แนะนำผู้ช่วยในทุกทริปของเรา Traveloka Mobile App เพียงกรอกข้อมูลเส้นทางและวันที่ต้องการเดินทาง ระบบจะประมวลผลและจัดลำดับตั๋วเครื่องบินจากสายการบินต่าง ๆ  อาทิ Thai Airways , Thai Smile , Nok Air , Air Asia , Lion Air ไปจนถึงสายการบินของต่างประเทศอย่าง VietJet Air เรียงตามระดับราคาให้เราเลือกมากมาย

เช็คราคาตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ที่ Traveloka คลิก!

นอกจากนี้ Traveloka Mobile App ยังเป็นผู้ช่วยชั้นดีในการหาที่พัก กรองราคาพร้อมส่วนลดเสร็จสรรพโดยไม่ต้องร้องขอ ไปเชียงใหม่ไม่ต้องกลัวไม่มีที่นอน เพราะเชียงใหม่นั้นมีที่พักให้เลือกสรรเยอะมาก โรงแรม รีสอร์ท โฮสเทล แม้กระทั่งโฮมสเตย์ จะพักในเมืองหรือนอกเมืองมีหมดตามใจต้องการ ใครชอบแสงสีแถมมีของกินอร่อยแนะนำนอนย่านถนนนิมมานเหมินทร์ ใครชอบตะลอนคาเฟ่บรรยากาศชิลล์ ๆ แนะนำนอนย่านวัดอุโมงค์หรือย่านประตูท่าแพก็ดี ส่วนใครชอบนอนท่ามกลางธรรมชาติขุนเขาแต่ไม่ไกลเมืองก็มีหลากหลายพิกัดที่คนนิยม ฮ็อตฮิตมากก็จะย่านอำเภอแม่ริม อำเภอแม่ออน หรืออำเภอจอมทอง

เช็คราคาที่พักในเชียงใหม่ คลิกที่ Traveloka

เส้นทางเที่ยว “เชียงใหม่” ฤดูฝน

เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เชียงใหม่จะเขียวชอุ่มไปด้วยพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะความเขียวขจีของทุ่งนาขั้นบันไดที่เริ่มปลูกกันตามอำเภอต่าง ๆ ล้อมรอบเมือง อย่างที่เรารู้ว่าลักษณะภูมิประเทศทางภาคเหนือของไทยรายล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ดังนั้นคนจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม การทำนาขั้นบันไดจึงเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวไทยภูเขา ตั้งแต่ต้นกล้าเริ่มปักดำจนกระทั่งออกรวงเหลืองอร่าม เป็นสีสันและความสวยงามที่เกิดขึ้นแค่ปีละครั้ง มีนักเดินทางมากมายเฝ้ารอช่วงเวลานี้ของปี พวกเราเองก็เช่นกัน จึงเป็นที่มาของแพลนกิจกรรมหลักนอนกลางทุ่งย่ำค่ำชมดาวกันที่นาขั้นบันไดบ้านป่าบงเปียง เก็บครบทั้งทุ่งนา ภูเขา และน้ำตก นอกเหนือจากสัมผัสธรรมชาติแล้ว ก็จะมาอัพเดทว่าตอนนี้เชียงใหม่มีพิกัดไหนบ้างสุดชิค ของกินอร่อยตรงไหนที่ต้องโดน เรียกได้ว่า 3 วัน 2 คืน กับเพื่อนรักทั้ง 6 คนนั้นครบรส

สิ่งที่ควรรู้ในการแพลนเดินทาง :

  • การเดินทางสู่บ้านป่าบงเปียงนั้น ถนนก่อนถึงตัวหมู่บ้านเป็นทางลูกรังค่อนข้างลาดชัน ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ทั้งเละและลื่น การขับรถเข้าไปเองต้องเซียนมากจึงสามารถฝ่าถนนเข้าไปได้ รถที่เหมาะแก่การเข้าไปควรเป็นรถกระบะ 4WD หรือรถที่มีแรงขับเคลื่อนสูงเท่านั้น ซึ่งเมื่อเข้าถึงบ้านป่าบงเปียงแล้วแนะนำนอนพักสักคืน เพราะที่นี่ทำให้เรารู้ว่าวลีที่คนชอบพูดกัน “ที่พักหลักร้อย แต่วิวหลักล้าน” มันมีอยู่จริง โดยสามารถติดต่อเพื่อจองบ้านพักและรถรับ-ส่ง ได้ที่ พี่วิชัย เจ้าของบ้านพักมาฉิโพ เบอร์โทรศัพท์ 081 020 1691
  • นาขั้นบันไดไม่ได้มีตลอดปีนะ เขาปลูกกันเป็นฤดูกาลตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนพฤศจิกายนของทุกปี ถ้าอยากพบทุ่งนาสีเขียว ต้องเที่ยวช่วงเดือนกันยายน-ต้นเดือนตุลาคม หลังจากนั้นรวงข้าวจะเริ่มผลิกลายเป็นสีทองเหลืองอร่าม ในช่วงปลายเดือนตุลาคม และเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน แต่ก็ใช่ว่าหมู่บ้านต่าง ๆ นั้นเก็บเกี่ยวพร้อมกันเสมอไป บ้านแม่กลางหลวงจะเริ่มเก็บเกี่ยวเร็วกว่าใครในละแวกนั้นประมาณปลายเดือนตุลาคม-สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่บ้านป่าบงเปียงเริ่มเก็บเกี่ยวช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน และบ้านแม่กองกานเก็บเกี่ยวช้าสุดช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน

 

วันที่ 1

07.00 น.

ออกเดินทางโดยสายการบิน Air Asia จากกรุงเทพฯ สู่ สนามบินเชียงใหม่ ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงกว่า หมู่เฮามาถึงเจียงใหม่แล้วเจ้า ฝึกอู้กำเมืองกันตั้งแต่เครื่องแลนดิ้งเลยทีเดียว (ฮ่า ฮ่า) หลังจากนั้นก็มองหารถสองแถวด้านหน้าสนามบินเพื่อเหมารถให้ไปส่งที่วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 66 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 108-1009 (เชียงใหม่-ดอยอินทนนท์) ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของเรา

โดยแพลนวันแรกเราจะเที่ยวและนอนกลางทุ่งนาขั้นบันไดกันที่บ้านป่าบงเปียง เรานัดพี่วิชัยหนุ่มหล่อแห่งบ้านป่าบงเปียงให้มารอรับที่วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองประมาณชั่วโมงครึ่งชาวคณะก็มาถึงวัดพระธาตุศรี

จอมทองวรวิหาร (สำหรับใครไปน้อยคน ไม่มีคนช่วยหารค่ารถ สามารถขึ้นรถสองแถวสีเหลืองสายเชียงใหม่-จอมทอง ไปได้นะ แต่ต้องเสียเวลาไปขึ้นรถที่สถานีขนส่งช้างเผือกหรือตรงประตูเชียงใหม่ ค่ารถ 35 บาทตลอดสาย)

09.00 น.

“บ้านแม่กลางหลวง” ตั้งอยู่ในอำเภอจอมทอง ระหว่างเส้นทางจากตัวอำเภอจอมทอง-ดอยอินทนนท์ ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 26 ซึ่งเป็นทางผ่านเพื่อไปบ้านป่าบงเปียงด้วยเช่นกัน บ้านแม่กลางหลวงนั้น เป็นหมู่บ้านหุบเขานาขั้นบันได เป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทยภูเขาเผ่าปกาเกอะญอ จุดดึงดูดของที่นี่คือการได้ชมนาขั้นบันไดที่ลดหลั่นกันไปตามขุนเขา จิบกาแฟพันธุ์อาราบิก้าเก็บสดจากต้น และเดินศึกษาธรรมชาติเส้นทางน้ำตกผาดอกเสี้ยว สนับสนุนรายได้ชุมชนด้วยการจ้างไกด์ชาวเขานำทางได้เพียง 200 บาท ระยะทางประมาณ 3 กิโล (ใครไม่มีรถส่วนตัวสามารถนั่งรถสองแถวสีเหลืองสายเชียงใหม่-จอมทอง แล้วต่อรถสองแถวสายจอมทอง-แม่แจ่ม เพื่อไปเที่ยวบ้านแม่กลางหลวงได้)

“น้ำตกผาดอกเสี้ยว” เป็นน้ำตกสูงใหญ่และงดงาม น้ำตกแห่งนี้เคยเป็นหนึ่งในฉากของภาพยนตร์ดังสมัยก่อนเรื่องรักจัง เป็นที่มาให้นักท่องเที่ยวพากันไปตามรอยและเรียกกันจนติดปากว่า “น้ำตกรักจัง” จุดเด่นของน้ำตกแห่งนี้คือสะพานไม้ไผ่ที่ทอดผ่านลำธารด้านหน้าน้ำตก ซึ่งชาวบ้านไว้ใช้สัญจรข้ามห้วยไปมา

“กาแฟพี่สมศักดิ์” กาแฟพันธุ์อาราบิก้าที่เก็บมาคั่วและบดให้ชิมสมกับคำว่า “กาแฟสด” ที่แท้จริง กาแฟเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งผลผลิตของบ้านแม่กลางหลวงที่ปลูกกันหลายหลังคาเรือนเป็นรายได้เสริมนอกจากการปลูกข้าว

13.00 น.

“บ้านป่าบงเปียง” มีผู้เคยไปเยือนหลายคนกล่าวขานว่านาขั้นบันไดบ้านป่าบงเปียงสวยไม่แพ้ที่ใดในโลก จริงหรือไม่ดูได้จากรูปที่เก็บมาฝากเลย บ้านป่าบงเปียง ตั้งอยู่ในอำเภอแม่แจ่ม เป็นหมู่บ้านที่ห้อมล้อมไปด้วยทุ่งนาขั้นบันได คนที่นี่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าปกาเกอะญอเช่นเดียวกับบ้านแม่กลางหลวง อาชีพหลักคือทำนาและไร่ข้าวโพด จุดเด่นที่ทำให้คนพากันมาเยือนคือ ทุ่งนาขั้นบันไดที่กว้างใหญ่และสวยงามมาก ยามเช้ามีหมอก ยามค่ำมีดาว

การเดินทางเข้าหมู่บ้านเข้าได้ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางจากฝั่งดอยอินทนนท์ทางเดียวกับน้ำตกแม่ปาน และเส้นทางจากตัวอำเภอแม่แจ่ม คณะเรานั้นเข้าจากฝั่งดอยอินทนนท์ ใช้เวลาเดินทางจากบ้านแม่กลางหลวงมาประมาณ 1 ชั่วโมง และออกทางอำเภอแม่แจ่ม

หากใครกำลังมองหาที่พักดอยอินทนนท์ราคาถูกอยู่  สามารถจองกับ Traveloka ได้เลย!

บ้านป่าบงเปียงนั้นไม่ได้เข้ามาเที่ยวได้อย่างเดียว ที่นี่มีบ้านพักไว้รองรับนักท่องเที่ยวเป็นโฮมสเตย์ของชาวบ้านมีระเบียงยื่นเข้าไปในทุ่งนาเลย ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ไม่มีไฟฟ้า แต่มีแสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า คิดราคาหัวละ 500 บาท รวมอาหารเย็นขันโตกและอาหารมื้อเช้า คณะเรานอน “บ้านมาฉิโพ” ของพี่วิชัยนั่นเอง

วันที่ 2

08.00 น.

พี่วิชัยมาเทียบรถรับถึงหน้าบ้าน เพื่อไปส่งพวกเราที่สถานีรถสองแถวตัวอำเภอแม่แจ่ม แพลนวันนี้จะไปต่อกันที่บ้านแม่กำปองแล้วนอนในเมือง ซึ่งระหว่างทางก่อนถึงตัวอำเภอแม่แจ่ม ยังได้แวะชมนาขั้นบันไดอีกหนึ่งแห่ง “บ้านแม่กองกาน” ที่นี่เดินทางง่าย ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่แจ่มประมาณ 2 กิโลเมตร หลังจากนั้นชาวคณะก็โดยสารรถสองแถวสายจอมทอง-แม่แจ่ม สู่วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เรานัดรถตู้เช่าเพื่อพาเที่ยวต่อ

12.00 น.

“บ้านแม่กำปอง” จากเส้นทางสีเขียวของทุ่งนาเข้าสู่เส้นสไตล์คูล ๆ แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติสูงเช่นกัน เชื่อว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหมู่บ้านแห่งนี้ได้ต้อนรับแขกที่แวะมาเยี่ยมเยือนเยอะเหลือเกิน “อากาศดี วิถีชีวิตดี มุมชิลล์เยอะดี” บ้านแม่กำปอง ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ออน ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก ใช้ทางหลวงหมายเลข 1317 (สันกำแพง-แม่ออน) ขับรถประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงแล้ว เส้นทางดี มีช่วงเขาสูงช่วงก่อนถึงหมู่บ้านเป็นระยะ รถทุกชนิดสามารถขึ้นได้ จะเที่ยวแบบวันเดียวก็ดี จะนอนค้างคืนก็ได้ หมู่บ้านแห่งนี้อยู่กลางขุนเขา ทุกวันนี้ถือเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ มีที่พักทั้งรีสอร์ทและโฮมสเตย์ ไว้รองรับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีร้านอาหารและร้านกาแฟไว้นั่งชิลล์กลางธรรมชาติหลากหลายแห่ง คัดเน้น ๆ มาฝากกันตามนี้เลย

“ชมนก ชมไม้” ไปไม่ถึงร้านนี้เขาจะหาว่ามาไม่ถึงแม่กำปองนะ ร้านกาแฟแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขา ความโดดเด่นคือระเบียงไม้ที่ยื่นออกไปทำให้เห็นหมู่บ้านในมุมสูง ใครมาเที่ยวต้องแวะมาจิบชาทานขนมเค้กกันทุกคน

“ลุงปุ๊ด & ป้าเป็ง” บ้านพักและร้านกาแฟสุดน่ารักริมลำธารตามธรรมชาติไหลริน ไม่นอนค้างคืนก็แวะมานั่งจิบชาทานขนมเค้กได้เช่นกัน

“Teddu Coffee” บ้านพักและร้านกาแฟที่มีน้ำตกไหลผ่านเป็นลำธารธรรมชาติ เอาขาแช่น้ำ จิบกาแฟ เม้าท์มอยกับเพื่อน ดีเหลือเกิน

17.00 น.

วันนี้เรียกว่าตะลอนกินกาแฟกันให้ตาค้างไปเลย สถานีต่อไปก่อนถึงตัวเมืองเชียงใหม่ ไม่พลาดจะแวะไปเช็คอินร้านกาแฟใหม่ล่าสุด “ชม คาเฟ่” เขาบอกที่นี่คือป่าหิมพานต์กลางเชียงใหม่ ด้วยบรรยากาศจำลองน้ำตกขนาดใหญ่ท่ามกลางสวนสวย มีบริการอาหารและเครื่องดื่มหลากสไตล์

19.00 น.

“ถนนนิมมานเหมินทร์” ค่ำคืนนี้เราจะนอนแบบมีสีสัน ใครกำลังมองหาที่พักเชียงใหม่แนะนำย่านนิมมานเป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพราะมีที่พักเยอะมาก อยากได้อารมณ์สวย ชิค หรือบูทีค มีทุกรูปแบบ วิธีหาที่พักแบบง่ายมากแค่มี Traveloka App เลือก “โรงแรม” ใส่ปลายทาง “นิมมานเหมินทร์” ที่พักมากมายจะเรียงรายมาให้เลือกสรร นอนย่านนี้ดีอย่างไร “วัยรุ่นคูลมาก อยู่ใจกลางเมือง ของกินอร่อยเด็ด บันเทิงพร้อมทั้งคาเฟ่ และผับบาร์”

“ไส้กรอกคุณยาย” หากเห็นคนจำนวนมากกำลังต่อแถวท่ามกลางควันขาว ๆ นั่นมิใช่สายหมอกแต่ให้มั่นใจคุณมาถึงร้านไส้กรอกคุณยายแล้ว ร้านรถเข็นเล็ก ๆ ริมถนนนิมมานเหมินทร์ ช่วงเวลาตั้งแต่ 11.00 น. จะขายบริเวณปากซอยนิมมาน 7 และหลังจากเวลา 19.00 น. จะขยับมาขายริมถนนนิมมานเหมินทร์ใกล้มนต์นมสด

“FRUITURDAY” คาเฟ่คนรักผลไม้ โดยเฉพาะเมนูมะม่วงโดนใจที่สุด ตั้งอยู่ปากซอยนิมมาน 15 เปิดเวลา 11.00 – 23.00 น.

วันที่ 3

07.30 น.

เราตื่นเช้าทุกวันเพราะไม่อยากพลาดของดี กิจกรรมยามเช้าภูมิใจนำเสนอพิกัดซอยที่พวกเราชอบที่สุด เรียกว่ามาเชียงใหม่ทีไรต้องแวะเวียนมาเสมอนั่นก็คือ “ซอยวัดอุโมงค์-วัดร่ำเปิง”  ในย่านนี้เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวในตัวเมือง เป็นย่านที่รวมร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขายของแฮนด์เมด ไปจนถึงวัดเก่าแก่

“ตลาดเช้า บ้านข้างวัด” เปิดเฉพาะวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-14.00 น. เป็นตลาดในสวน จำหน่ายอาหารเช้า ขนมพื้นเมือง งานแฮนด์เมด เรียกว่าเป็นความบันเทิงยามเช้าที่มิควรพลาด

“วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม” วัดเก่าแก่ที่มีอุโมงค์ซึ่งสร้างมากว่า 700 ปี อุโมงค์มีลักษณะเป็นกำแพงภายในเดินทะลุกันได้ บริเวณวัดมีสวนพุทธธรรม เป็นสวนป่าที่เหมาะแก่การนั่งวิปัสสนา

“No. 39 Cafe” ร้านกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่ ออกแบบเป็นเวิ้งรอบสระน้ำให้ทำหลากหลายกิจกรรม บางวันมีดนตรีสดมาขับกล่อมให้เพลิน ๆ ด้วย เปิดตั้งแต่เวลา 09.30-19.00 น.

“ฮ้านถึงเจียงใหม่” ร้านอาหารพื้นเมืองรสชาติอร่อย มีอาหารเหนือแบบเบสิคไปจนถึงขั้นแอดวานซ์ เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น.

11.00 น.

ช่วงสายพากันออกไปตะลอนแถวอำเภอแม่ริม “Chic 39 Bed Bar & Bakery” ตั้งอยู่ตำบลเหมืองห้วยแก้ว อำเภอแม่ริม ที่พักและคาเฟ่สไตล์โมเดิร์นฟาร์มสเตย์ เราสะดุดตาที่แห่งนี้จากอินสตาแกรมของเพื่อนหลายคน ทุ่งดอกคัตเตอร์สีขาวโพลนมันคือที่แห่งใด ในที่สุดก็ได้มาตามรอย อยากนอนที่นี่เช็คราคาได้ที่ Traveloka App ไม่บวก ไม่ชาร์ต แถมส่วนลดอีก โซนคาเฟ่เปิดตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. การเดินทางออกจากเมืองมาทางอำเภอแม่ริม เส้นทางเดียวกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้

13.00 น.

“สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” พื้นที่รวบรวมพรรณไม้ตามหมวดหมู่ โดยจัดปลูกให้สอดคล้องกับธรรมชาติ แบ่งเป็นโรงเรือนที่สวยงามและให้ความรู้ Canopy Walkway หรือทางเดินลอยฟ้าเหนือเรือนยอดไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ระยะทางกว่า 400 เมตร ในระดับความสูงกว่า 20 เมตร การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข 1096 (แม่ริม-สะเมิง)

15.00 น.

ปิดท้ายความสุขกันที่ “ม่อนแจ่ม” สุขใจทุกครั้งที่ได้มา กินลม ชมวิว วิ่งเล่นเสมือนทุ่งหญ้าในดินแดนมหัศจรรย์ ก่อนจะพากันกลับเข้าเมือง เพื่อเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ

เมื่อเวลาแห่งการเดินทางจบลง แต่ความสุขและรอยยิ้มไม่ได้จบตาม ทุกครั้งที่ได้ออกเดินทางเหมือนได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ไปเชียงใหม่ครั้งแรกเห็นเสน่ห์และรอยยิ้มของคนเมือง ไปเชียงใหม่ครั้งที่สองตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามธรรมชาติบนยอดดอย ไปเชียงใหม่ครั้งที่สามติดใจกับรสชาติอาหารพื้นเมือง ไป .. เชียงใหม่ เที่ยวกี่ทีก็ไม่เบื่อ เตรียมจองตั๋วต่อทันที ..

 

งบประมาณ

(3 วัน 2 คืน สมาชิก 6 คน งบคนละประมาณ 3,000 บาท)

  • ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ สายการบิน Air Asia คนละ 550 บาท
  • ค่าที่พักคืนที่ 1 บ้านป่าบงเปียง คนละ 500 บาท
  • ค่าที่พักคืนที่ 2 The Artel Nimman คนละ 450 บาท
  • ค่าเหมารถสองแถวจากตัวเมืองไปอำเภอจอมทอง คนละ 100 บาท
  • ค่ารถรับเข้าบ้านป่าบงเปียง ราคา 700 บาท เฉลี่ยคนละ 120 บาท
  • ค่ารถสองแถวจากอำเภอแม่แจ่มไปวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร คนละ 80 บาท
  • ค่าเช่ารถตู้ พร้อมคนขับ จำนวน 2 วัน ๆ ละ 1,800 บาท เฉลี่ยคนละ 600 บาท
  • ค่าน้ำมันรถตู้ เฉลี่ยคนละ 150 บาท
  • เงินกองกลาง ค่ากิน เบ็ดเตล็ด คนละ 500 บาท