พอลมหนาวเริ่มโชยมา อารมณ์โหยหาการท่องเที่ยวมันก็จะคุกรุ่นขึ้นหน่อยๆ แถมช่วงนี้ก็ลุยงานมาแบบหนักหน่วงเลยอยากหาที่พักกายพักใจแบบไม่ต้องใช้แรงกำลังในการเดินทางมากมาย แล้วภาพเรือนไม้แถวยาวริมแม่น้ำโขงก็ผุดขึ้นมา!! … เลยนึกขึ้นได้ว่าไปเชียงคานดีกว่า หลังจากไปมาครั้งแรกเมื่อ 6 ปีที่แล้วโน่นนน ดูซิว่าเชียงคานในปลายปี 2018 น่ะ อะไรๆ จะเปลี่ยนไปแค่ไหนกัน!

สมัยสาวๆ น่ะ เราเลือกใช้วิธีเดินทางไปเชียงคานด้วยการโดยสารรถทัวร์ นั่งบ้าง หลับบ้าง ไปตลอดระยะทาง 9 ชั่วโมงกว่าๆ แต่ยุคนี้มีวิธีที่ชิลล์และเพลียน้อยกว่าเยอะ ก็เครื่องบินไงล่ะ ง่าย สะดวก ประหยัดเวลา แถมราคาก็ไม่ได้ต่างจากการนั่งรถทัวร์ VIP ซักเท่าไหร่ ยิ่งพอเปิด Traveloka เช็คราคาและเที่ยวบินแล้วก็ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะ จองตั๋วสิคะ จะรออะไร!!!

จองตั๋วเครื่องบินไปเลย กับ Traveloka 

 

แลนดิ้งที่สนามบินในตัวจังหวัดเลยปุ๊บ เราก็เดินทางต่อไปยังเชียงคานได้แบบไม่ยาก ถ้าใครอยากใช้เงินแก้ปัญหาก็เช่าแท็กซี่จากสนามบินไปได้เลยจ้ะ ราคาก็ประมาณ 800 บาท แต่สายประหยัดอย่างเราน่ะ ใช้วิธีนั่งสองแถวสีฟ้าจากหน้าสนามบิน มาลงที่สถานีขนส่งจังหวัดเลย ไม่ถึงยี่สิบนาที กับราคา 25 บาท ชื่นนนนนใจ 555555 จากขนส่ง เราก็นั่งรถทัวร์ต่อไปลงยังเชียงคาน ค่ารถก็สบายๆ อีกแค่ 75 บาทเท่านั้นจ้า นับว่าคุ้มค่ากับความสบายเลยละ!

 

***รถสองแถวสีฟ้าจะจอดอยู่บริเวณหลังป้ายนี้น้า ถ้าออกมาจากตัวอาคารสนามบิน จะอยู่ฝั่งซ้ายมือเด้ออออ

 

*** จุดบริการรถเช่า อยู่ด้านหน้าของตัวอาคารสนามบินเลยจ้า

 

บอกก่อนว่าเพราะการมาเยือนเชียงคานคราวนี้ของเราเป็นครั้งที่สอง เป้าหมายหลักในการเดินทางจึงเน้นไปที่การมาพักร่างแบบชิลล์ๆ กินๆ นอนๆ เป็นหลักใหญ่ ดังนั้น อย่าแปลกใจที่จะเห็นพิกัดของกินมากกว่าที่เที่ยวในรีวิวนี้ 5555 อ่ะ ไม่พิมพ์มาก เมื่อยนิ้ว เริ่มกันเลยดีกว่า สำหรับสายแซ่บที่มาเยือนเชียงคาน อาหารจานเด็ดที่ถือว่าเป็น signature dish ในละแวกนี้อย่างหนึ่งเลย นั่นคือ ‘ตำด๊องแด๊ง’ ชื่อมุ้งมิ้งมากกกกก แต่รสนี่เด็ดเผ็ดกว่าชื่อเยอะจ้า ว่ากันง่ายๆ มันก็คือส้มตำปลาร้ารสแซ่บที่ใส่แป้งชิ้นยาวๆ กลมๆ อารมณ์แบบเกี้ยมอี๋ผสมลอดช่องแบบนั้นละ ร้านส้มตำละแวกนี้มีให้ชิมเกือบทุกร้านจ้ะ ตามหารสที่ใช่กันเอาได้เลยเด้อออออ

*** ตำด๊องแด๊งร้านส้มตำลืมผัว ถนนคนเดินเชียงคาน ร้านนี้จานใหญ่สมราคา แต่จะมาในรสแบบติดหวานนิดๆ น้า

 

ไฮไลท์อีกอย่างของการมาเชียงคาน นั่นคือการเดินเล่นบริเวณถนนคนเดินชายโขง ที่เริ่ดกว่าที่อื่นคือถนนคนเดินที่นี่เค้ามีกันทุกวัน จะมาเมื่อไหร่ วันไหน ก็ได้เดินกันแน่นอน แต่ถ้าอยากมาเห็นร้านรวงจัดเต็มจัดหนัก ก็ต้องมาให้ตรงกับวันศุกร์และเสาร์นะ รับรองว่าเค้าฟูลทีม!! ตลอดสองข้างทางของถนนคนเดินเป็นอาคารไม้ให้อารมณ์วินเทจนิดๆ จะมีร้านขายของและร้านอาหารสารพัดสารพันให้เลือกช้อปเลือกชิมกันไปตลอดทาง บอกก่อนว่าเรามาในวันจันทร์ เพราะฉะนั้น บรรยากาศที่ได้เจอก็จะค่อนข้างสบายๆ ไม่แออัด เดินกันได้แบบเพลินๆ นะ

แล้วถ้ามาถนนคนเดินที่เชียงคานทั้งที เมนูทื่ถือว่าพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะหากินได้แค่ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น นั่นคือ ‘กุ้งจิ๋วปิ้ง’ เพราะนี่คือกุ้งสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่มีให้กินในแม่น้ำโขงบริเวณนี้เท่านั้น หน้าตาคล้ายกุ้งแม่น้ำที่เราเคยเห็นนั่นละ แต่ว่ามาในไซส์ที่คล้ายๆ จะโดนไฟฉายย่อส่วนมา ชาวเชียงคานจะนำมาหมักให้รสชาติออกเค็มๆ หวานๆ แล้วนำมาเสียบไม้เรียงไว้ ตัวเล็กหน่อยราคาขายก็อยู่ที่ไม้ละ 10 บาท ถ้าตัวใหญ่ขึ้นมาอีกนิดก็ 20 บาทเด้อ กรอบ อร่อย เคี้ยวได้ทั้งตัว เพลินมากกกกกก ขอกระซิบว่าสมัยที่เรามาครั้งแรกน่ะ เค้ามีแค่กุ้งจิ๋ว แต่เดี๋ยวนี้มีออพชั่นเพิ่มจ้า นั่นคือปูจิ๋ว ที่กินไปกินมาก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่ปูจะมีความกรอบกว่ากุ้งนะ เคี้ยวกร๊อบแกร๊บในปากได้ทั้งตัว นี่อยากซื้อส่งไปรษณีย์กลับมาเคี้ยวต่อที่กรุงเทพเลย เอาจริง!

*** เปรียบเทียบให้ดูระหว่างไซส์เล็กที่วางตามแนวนอนอยู่ด้านหน้า ราคาไม้ละ 10 บาท กับไซส์ใหญ่ที่อยู่ทางฝั่งขวามือ ไม้ละ 20 จ้า ชอบแบบกรอบๆ หรือชอบแบบมีเนื้อกุ้งให้เคี้ยวหน่อย ก็เลือกตามศรัทธาของทุกท่านได้เลย

 

ถนนคนเดินยังมีให้ลองกันอีกหลายเมนูนะ ก็บอกแล้วว่าเรามาเพื่อกิน!! คราวนี้โชคดีมาเจอ ‘ลูกชกลอยแก้ว’ ที่เค้าแปะป้ายเอาไว้ว่า 30 ปี จะมีให้กินครั้งนึง อุ๊แม่เจ้า! จัดไปอย่าให้เสีย วิธีกินก็เหมือนน้ำแข็งไสใส่ลูกชิดนั่นละ ราดน้ำเชื่อม โปะน้ำแข็ง กินกับลูกชกนุ่มๆ อั๊ยย่ะ!! ชื่นนนนนใจ อีกเมนูที่จัดมาคือ ‘ปาท่องโก๋ยัดไส้’ เราเลือกปาท่องโก๋ไส้กล้วย รสชาติและความรู้สึกเหมือนกินโรตีไส้กล้วยนั่นละ ใครชอบของหวานอารมณ์นั้น จัดได้เลย! ระหว่างทางเดินเรายังเห็นไอศกรีม นมสด ข้าวจี่ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ท้องบรรจุไม่ไหวละจ้า เลยได้แต่ดู เอาไว้เดี๋ยวคราวหน้าจะไปกินอีกที 5555

*** ลูกชกลอยแก้ว ชื่นนนนใจ

 

*** ปาท่องโก๋ไส้กล้วย อร่อย อิ่ม อ้วน ในถ้วยเดียว 5555555 #แล้วไงใครแคร์!!

 

*** ถนนคนเดินในวันธรรมดา ถึงไม่ฟูลออพชั่นแต่ก็ถือว่าเดินได้เพลินๆ นะ กินไปถ่ายไป มันก็จะเอียงหน่อยๆ แบบนี้ละ 5555

 

กินอิ่มนอนหลับในภาคค่ำกันไปเรียบร้อย มาว่ากันถึงกิจกรรมในยามเช้ากันบ้างดีกว่า สิ่งหนึ่งที่หลายคนมาเชียงคานแล้วไม่พลาดลอง ต้องยกให้การใส่บาตรข้าวเหนียว คือต้องอาศัยแรงศรัทธาลืมตาตื่นมาตอนเช้ามืดกันซักนิดนะ เพราะพระจะเริ่มมาบิณฑบาตตอนตีห้าครึ่งนิดๆ เด้อออ ล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย แล้วก็มาคอยใส่บาตรกัน นานๆ จะได้แปลงร่างเป็นคนดีซักทีนี่เนอะ! ส่วนเรื่องของใส่บาตรไม่ต้องกังวลนะ เพราะเกือบทุกที่พักเค้ามักจะมีเตรียมการไว้ให้ เพียงแต่เราแจ้งเอาไว้ก่อนล่วงหน้าซักนิดก็แล้วกันว่าอยากใส่บาตร แล้วพอถึงเวลาพาร่างลงมาให้ทันก็พอ

 

สำหรับสายธรรมชาติ แนะนำว่าให้ตื่นในเวลาใกล้เคียงกันกับการลุกมาใส่บาตรนั่นละ แล้วนั่งรถสกายแล็ปสัญลักษณ์ของเชียงคานมายังภูทอก เพื่อชมทะเลหมอกในยามเช้า จากเชียงคานนั่งสกายแล็ปมาประมาณเกือบ 20 นาที จะถึงบริเวณตีนภู จากนั้นต้องต่อรถกระบะที่มีให้บริการเพื่อขึ้นไปยังยอดภูทอก แล้วก็รอชมทะเลหมอกกันได้เลย ในส่วนของทะเลหมอกน่ะ ขึ้นอยู่กับวาสนาส่วนตัวด้วยนิดนึงนะ เพราะว่าต้องได้เวลาที่ความชื้น ความหนาว และแสงแดดพอเหมาะพอเจาะกันลงตัว ถึงจะได้ชมกันแบบเต็มๆ ตา บอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่มาหรอกนะที่จะได้เห็น ยังไงก็เผื่อใจเรื่องดวงกันไว้ก่อนละกันเด้อ เรามาสองครั้ง ยังเห็นไม่เหมือนกันเลยจ้า

*** ทะเลหมอกที่เราได้เห็นตอนมาเชียงคานครั้งแรกเมื่อหลายปีที่แล้ว

 

*** ในส่วนของทะเลหมอกที่ได้เห็นในคราวนี้ ><

 

*** ทะเลหมอกไม่มา ถ่ายต้นไม้ใบหญ้าแทนก็ได้!

 

*** บริเวณด้านล่างของภูทอก ที่เราต้องเปลี่ยนเป็นนั่งรถกระบะตามในรูปขึ้นไปด้านบน

 

ต่อจากภูทอก เรานั่งสกายแล็ปต่อมายังวัดพระบาทภูควายเงิน ซึ่งเป็นวัดที่อยู่คู่เมืองเชียงคานมาอย่างยาวนาน มาถึงแล้วต้องโทรตามรถกระบะจากด้านบนให้ลงมารับบริเวณทางเข้าวัดนะ ค่ารถคนละ 25 บาท ด้านบนมีรอยพระพุทธบาทจำลอง มีจุดชมวิว แต่สำหรับเราน่ะ ใช้เวลาอยู่ในโซนกระต่ายที่ทางวัดเลี้ยงเอาไว้นานกว่าการไหว้พระอี๊กกก คนบาปแท้ๆ 555555

*** โดนรุมขนาดนี้ ไม่ได้มีเสน่ห์แต่เพราะมีผัก!! ผักบุ้งให้กระต่ายกำละ 10 บาทจ้า มีขายบริเวณหน้าโซนเลี้ยงกระต่ายนั่นละ

 

เพลินกับน้องกระต่ายกันพักใหญ่ ก็ได้เวลาไปต่อที่แก่งคุดคู้ อีกหนึ่งสถานที่เช็คอินที่ต้องมา บริเวณนี้เป็นโค้งน้ำของแม่น้ำโขงที่มีวิวสวยงาม แก่งคุดคู้คือแก่งหินที่โผล่ขึ้นมาบริเวณกลางลำน้ำ ขวางแม่น้ำโขงอยู่นั่นเอง ถ้าอยากมาเห็นชัดๆ ต้องมาช่วงหน้าแล้งเน้อ

 

*** มีเรือบริการพาล่องแม่น้ำโขงด้วยนะ แต่เราไม่ได้นั่งอ่ะ เพราะจะรีบกลับไปกินข้าว 55555 #คนหิว2018

 

จากแก่งคุดคู้ ในเส้นทางกลับมายังเชียงคาน จะผ่านบริเวณร้านที่มีการทำมะพร้าวแก้วซึ่งเป็นของฝากขึ้นชื่อในละแวกนี้ มะพร้าวแก้วที่นี่มีความเริ่ดตรงที่เค้าแบ่งเกรดให้ด้วยค่ะคุณ เกรด B จะเป็นมะพร้าวแก้วเส้นเล็กๆ ที่เคลือบน้ำตาลจนค่อนข้างแข็งกรอบ หวานจัดและเก็บได้นานประมาณ 1 เดือน แต่เราเลือกช้อปมะพร้าวแก้วเกรด A ซึ่งจะใช้เนื้อมะพร้าวกะทินุ่มๆ เคลือบน้ำตาลบางๆ หวานอ่อนๆ เคี้ยวง่าย แต่เก็บไว้ได้แค่ประมาณ 10 วันเท่านั้นน้า อันนี้คือดี เพราะไม่ค่อยเคยเห็นที่จังหวัดอื่นทำ มาแล้วควรลองจ้ะ แถมที่ร้านขายมะพร้าวแก้วเนี่ย เค้าใจดีมาก เพราะมีน้ำมะพร้าวแช่เย็นไว้ให้กินกันแบบฟรีๆ แถมใครจะกรอกใส่ขวดเอากลับมากินที่ที่พัก เค้าก็ไม่ว่านะ เราแวะชิมมาหนึ่งแก้ว หวาน หอม ชื่นนนนใจ

ใครที่อยากมาตามรอยทริปช่วงเช้าแบบนี้ ถ้าไม่มีรถมาเองแนะนำให้ติดต่อเหมารถสกายแล็ปเอาไว้ล่วงหน้าซัก 1 วันเด้อ เราออกสตาร์ทจากที่พักประมาณตีห้านิดๆ ถ้าไม่รู้จะติดต่อที่ไหน ขอเบอร์จากที่พักที่คุณพักได้เลย ส่วนใหญ่นางมีให้ทุกที่ ตามทริปที่เรามาทั้งหมดนี้ ลุงคนขับคิดราคาที่ประมาณ 600 บาท สำหรับ 3 คนนะ ตอนแรกนี่ก็ว่าแพง แต่พอเห็นระยะทางทั้งหมดที่ไปก็เข้าใจเลยจ้า เอาไปเลยค่ะลุง!!

 

จบเรื่องการท่องเที่ยวในเชียงคานกันเพียงเท่านี้ เพราะต่อจากประโยคนี้เป็นต้นไป เราจะพาไปกินกันให้พุงหลาม! พร้อมว่ากันด้วยเรื่องของอาหารแบบรัวๆ เอ้า เริ่ม!! หลังจากทีมงานคนหิว 2018 เดินทางกลับมาถึงที่พัก เราก็เริ่มดำเนินการตามหาของอร่อยใส่ท้องกันต่ออย่างไม่รอช้า ท่ามกลางอากาศที่ยังสบายๆ ในช่วงสาย เราประเดิมมื้อแรกของวันกันด้วย ‘ข้าวเปียกเส้น’ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเมนูฮ้อตในละแวกนี้ จริงๆ มีให้กินอยู่หลายร้านนะ แต่เราขอแนะนำร้าน ‘บ้านคุณยาย’ เป็นเพิงเล็กๆ อยู่บริเวณต้นซอยศรีเชียงคาน 9 ฝั่งใกล้ๆ กับแยกไฟแดงนะ ร้านนี้ไม่มีป้ายร้านใหญ่โต เป็นแค่เพิงเล็กๆ ที่เปิดขายอยู่หน้าบ้าน แต่บอกเลยว่าอร่อยล้ำ! ถ้าคุณเป็นคนชอบกินน้ำซุปแบบเช็งๆ ที่กลมกล่อมและสดชื่นนะ ที่นี่คือฟิน! เพราะคุณป้าเจ้าของร้านแกตื่นมาต้มน้ำสต็อกไก่ใหม่ๆ สดๆ ตั้งแต่ตอนตี 2 ของทุกวัน น้ำซุปหอมมมมม กลมกล่อม อร่อยจนไม่ต้องปรุง เส้นนุ่มเหนียวหนึบหนุบหนับในปากระหว่างเคี้ยว หมูยอหอมอร่อย คือมาเหอะ อยากให้ลอง!

*** หน้าร้านบ้านคุณยาย

 

*** กินข้าวเปียกกับชานมร้อนแบบโบราณ มันคือความฟินที่แท้ทรู!

 

อีกหนึ่งเมนูดังที่รีวิวกันจังในเชียงคาน นั่นคือ ‘จุ่มนัวยายพัด’ ซึ่งเป็นเมนูเฉพาะทางที่หากินได้ที่ร้านนี้เพียงที่เดียวในประเทศไทย จุ่มนัวยายพัดอยู่ถัดไปบริเวณซอยศรีเชียงคาน 10 อารมณ์จะคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำใสแบบขลุกขลิก โรยด้วยถั่ว ใส่ผักสารพัดชนิด แล้วตามด้วยน้ำเต้าหู้ยี้คล้ายน้ำจิ้มสุกี้นั่นละ เมนูนี้จะมีเส้นให้เลือกสั่งเหมือนการกินก๋วยเตี๋ยวเลยนะ เราเลือกวุ้นเส้น เพราะเบาท้องหน่อย ซดน้ำไปซู้ดแรก หวานนิดๆ เค็มหน่อยๆ เหมือนยังไม่ค่อยโดนใจ เลยตัดสินใจปรุงน้ำปลา น้ำส้ม เติมพริกป่นเพิ่มอีกนิด เอ๊ออออ คราวนี้ดี ลงตัว นัวมากกกกก ใครอยากหาประสบการณ์ทางอาหารด้านใหม่ๆ อย่าลืมมาลองนะ มันอธิบายยากจริงๆ อ่ะ ว่าเหมือนอะไร เอาไว้มาโดนกันเองก็แล้วกัน!

*** จุ่มนัวยายพัด เมนูเฉพาะที่มีขายแค่ร้านเดียวในเชียงคานเท่านั้น

 

อีกเมนูเด็ดแห่งเชียงคานที่อยากชวนมาลอง สำหรับคนที่ชอบการกินอะไรจี๊ดๆ นั่นคือ ‘แหนมคลุกป้าแห่ว’ เมนูแหนมคลุกมีให้เลือกหลายร้านนะ ส่วนใหญ่จะอยู่ช่วงค่ำๆ ในถนนคนเดิน แต่เราขอบอกว่าลองแล้วไม่ติดใจ เลยต้องกลับมาซบอกป้าแห่วใหม่อีกรอบนึง เรากินร้านนี้ตอนมาเชียงคานครั้งแรกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว มาคราวนี้แกย้ายร้านมาอยู่ซอยศรีเชียงคาน 7 ใกล้ๆ กับวัดศรีคุณเมือง เราเลยต้องใช้เวลาตามหาถึง 2 วันกว่าจะตามรอยเจอ ว่าแล้วก็ไม่รอช้า จัดไป 1 ชุดใหญ่ ราคารวมประมาณ 100 บาท แต่บอกเลยว่ากินได้ประมาณ 3 – 4 คนอิ่ม เสิร์ฟพร้อมผักสดแบบจัดหนัก ถ้าชอบกินรสเผ็ด บอกป้าแห่วแกไปเลยนะว่าขอแบบจัดเต็ม เพราะไม่งั้นแกจะทำรสเกรงใจคนกรุงเทพมาให้ ซึ่งอร่อยนะ เปรี้ยว เค็ม รสจัด แค่ตัดรสเผ็ดน้ำตาคลอออกไปเท่านั้นเอง ชอบแซ่บๆ ก็กินได้ สู้ความเผ็ดไม่ไหวก็กินดี อันนี้คอนเฟิร์ม!!

*** ยิ้มหวานเจี๊ยบบบบ

 

*** อันนี้เป็นแบบพริกน้อยๆ เพราะแม่แห่วแกมาสารภาพทีหลังว่ายำแบบยั้งมือไว้ กลัวสาวเมืองกรุงจะสู้รสเผ็ดแบบจัดหนักไม่ได้นั่นเองจ้า แต่อร่อยนะ แซ่บนัว!

 

*** วัดศรีคุณเมือง วัดเก่าแก่ที่อยู่คู่เชียงคานมานานนม อยู่ติดกับซอย 7 ร้านแม่แห่วเลยจ้า แวะไปชมความงามกันได้

 

อีกหนึ่งร้านที่ขอแนะนำ สำหรับใครที่เป็นสายรักความแซ่บและเอ็นจอยกับปลาร้า สำหรับเรา ตั้งแต่กินส้มตำในเชียงคานมา ขอบอกว่าร้านนี้คือ The Best!!! ลักษณะร้านจะเป็นเพิงเล็กๆ ย้ำว่าเล็กมากกกก ตั้งขายหน้าบ้านริมถนนชายโขงหรือถนนคนเดินเชียงคานนั่นละ ร้านนี้มีโต๊ะให้นั่งหน้าร้านแค่โต๊ะเดียวนะจ๊ะ ลักษณะว่าแกเหมือนเปิดร้านไว้ให้เพื่อนบ้านมาเอ๊าท์ติ้งกันมากกว่า แต่คุณพระ!!!!!! รสมือแกเด็ดมากกกกกกกก นี่ไม่ได้ตั้งใจจะกินนะ เดินผ่านๆ เพื่อนชวนก็แบบ เออๆ ก็ได้ เลยไม่ได้ถ่ายรูปหน้าร้านมา แต่พอได้กินเข้าไปคำแรกคือแบบฟินเว่อร์ร์ร์ เราอ่านเมนูที่แขวนอยู่แผ่นเดียวด้านหลัง แล้วเลยลองสั่ง ‘ตำซั่วหัวไก่’ มากินกัน

 

หัวไก่ที่ว่ามันคือแป้งขนมจีนสดที่ยังไม่ได้บีบเป็นเส้นๆ นั่นเองละ มีคนสั่งเมื่อไหร่ คุณป้ามือตำแกก็จะค่อยๆ เอาแป้งถุงใหญ่มาบิเป็นก้อนเล็กๆ แล้วเอาลงไปต้มในน้ำร้อน ก็จะได้แป้งก้อนๆ ตามภาพนั่นละจ้า แล้วก็เอาลงไปคลุกกับส้มตำที่ตำรอไว้ ที่เด็ดคือแกใช้พริกขี้หนูสวนในการตำทำให้ได้ทั้งรสเผ็ดและความหอม ความแปลกอีกอย่างคือจะมีสารพัดผักใส่ลงไปด้วยนะ หน้าตางงๆ แต่รสคืออร่อยน้ำตาไหล ใครชอบส้มตำสไตล์เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ไม่ติดหวาน ปลาร้าหอมกรุ่น คือต้องมา บอกเลยว่าร้านนี้อร่อยชนะเลิศ!!!

 

แป้งหัวไก่ที่ใส่ลงไปคือหนุบหนับมากกก นุ่ม ดึ๋งดั๋งในปาก เด็ดจริงอะไรจริง! เราสั่งขนมจีนเส้นสดมากินคู่กัน ป้าแกก็เอาเส้นจากถุงเดิมนั่นละมาใส่หัวบีบ แล้วบีบลงหม้อไปต้มในน้ำร้อน จานต่อจานอีกเช่นกันจ้า มาพร้อมผักลวก แกบอกว่าคนที่นี่จะกินขนมจีนแบบนี้ด้วยวิธีคลุกกับน้ำปลาและพริกกับกระเทียมสดที่โขลกแบบหยาบๆ ใส่โหลเอาไว้ ปรุงรสให้ได้ตามชอบแล้วซดเลย เราอยู่เฉยไม่ได้เลยต้องขอลองมั่ง ปรากฏว่าเฮ้ยยย แปลกดีอ่ะ อร่อย เผ็ด เด็ดไปอีกแบบ รักรสมือคุณป้าแกจริงๆ อ้อ … ร้านนี้ชื่อร้านว่า ‘ร้านป้าหนู’ ป้ายร้านอยู่หน้าแผงซึ่งจะถูกบดบังจากทุกอย่างจนแทบมองไม่เห็น!! เอาเป็นว่าถ้าจะมาตามรอย ให้สังเกตคาเฟ่เก๋ๆ ที่ชื่อ Royal เชียงคาน เอาไว้ ถ้าหันหน้าเข้าหาคาเฟ่ ร้านป้าหนูจะอยู่ติดกันทางฝั่งซ้ายมือจ้า บอกเลยว่าใครชอบความจี๊ดต้องมาโดน!!!

 

หลังจากกินกันจนเหมือนว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้วนั้น กระเพาะอาหารของเราก็ถึงขั้นบรรจุอะไรต่อไม่ไหว จึงได้เวลาแบกร่างขึ้นไปนอนย่อยกันแบบสงบๆ บนห้องพัก ซึ่งตอนครั้งแรกที่เรามาเชียงคานน่ะ เราเลือกนอนฝั่งถนนไม่ติดแม่น้ำโขงเพราะมันถูกกว่า ราคาก็แฮปปี้นะ แต่ในการมาครั้งนี้เราตั้งใจไว้เลยว่าจะขอลองนอนห้องที่เห็นวิวแม่น้ำโขงดูบ้าง ซึ่งบอกเลยว่าไม่ผิดหวังจริงๆ แม้ว่าราคาห้องจะสูงซักนิด แต่มันคุ้มค่า เพราะครั้งนี้เราอยากจะใช้เวลามาพักแบบชิลล์ๆ ให้เต็มที่ ซึ่งห้องริมแม่น้ำมันตอบโจทย์มาก ตื่นเช้ามาเดินออกไปหน้าระเบียง เห็นหมอกลอยอ้อยอิ่งอยู่บนผิวแม่น้ำ ยามเย็นก็เห็นแสงสวยๆ แต้มขอบฟ้า ช่วงกลางวันที่แดดแรง เราก็ยังหลบมานอนมองแม่น้ำโขงพร้อมย่อยอาหารแบบสบายๆ ได้จากในห้อง ยิ่งถ้ามาหน้าหนาวนะ บอกเลยว่าไม่ต้องง้อแอร์ เปิดหน้าต่างประตูรับอากาศดีๆ ให้เต็มที่เลย รับรองว่าชื่นนนนใจ

*** วิวแม่น้ำโขงยามเช้ามองจากระเบียงห้องเราเอง ไม่ได้ถ่ายเบลอน้าาาา แต่หมอกมันลงงงง

 

*** อันนี้ตอนเย็นๆ จากหน้าระเบียงห้องอีกเช่นกัน

 

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มาดูวิวแม่น้ำโขงยามเย็นกันหน่อยละกันเนอะ เดินเลาะๆ ถนนเส้นเล็กๆ เลียบชายโขงไป อากาศก็ดี วิวก็งาม ดีต่อใจม้ากกกกก บอกเลย

*** ร้านอาหารคูลๆ ริมแม่น้ำโขง

 

*** เดินชมวิวเสร็จ ก็ปิดท้ายด้วยของกินที่ถนนคนเดินกันอีกรอบ ใครชอบกินเครปขอแนะนำร้านนี้นะ Crêpe De Loei เป็นร้านเครปพรีเมี่ยมที่มีไส้ให้เลือกพอประมาณทั้งแบบคาวและแบบหวาน เราเลือกสั่งเครปไส้ผักโขม แฮม ชีส มาลอง เครื่องแน่นมากกก อันเดียวอิ่ม พรีเมี่ยมสมราคาชิ้นละ 70 บาท ลืมถ่ายตอนพ่อค้าใส่ไส้มา เพราะมัวแต่มองพ่อค้าเพลินนน 5555 ร้านนี้อยู่ซอยศรีเชียงคานฝั่งต้นๆ นะ จำเลขซอยไม่ได้ แต่อยู่ละแวกไม่ไกลจากวัดศรีคุณเมืองจ้า

 

สารภาพเลยว่าก่อนมาเชียงคานเป็นครั้งที่ 2 ในคราวนี้ เรามีความกังวลนิดๆ เพราะกลัวว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้จะหมดเสน่ห์ที่เคยมีไปแล้ว แต่ปรากฏว่าระยะเวลา 6 ปีระหว่างสองครั้งที่เรามาไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของเชียงคานหดหายไป ถ้าจะถามว่ามันเปลี่ยนไปมั้ยจากครั้งแรก บอกได้เลยว่าเปลี่ยน ทัศนียภาพบางจุดเปลี่ยนไป มีคาเฟ่สไตล์ชิลล์ๆ เก๋ๆ เพิ่มขึ้นเยอะมาก แต่แอบดีใจตรงที่ว่าทุกคนยังพยายามคงอารมณ์คลาสสิคของเชียงคานไว้ได้อย่างตามสมควร ชนิดที่ยังไม่ถึงกับขัดตา และนอกจากอาหารแสนอร่อยท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ที่เราหลงใหลแล้ว สิ่งที่ทำให้เราหลงรักเมืองนี้คงเป็นที่คน บอกเลยว่าเหล่าบรรดาลุง ป้า ย่า ยาย รวมถึงคนยุคใหม่ๆ ที่เป็นชาวเชียงคานแท้ๆ น่ะ ส่วนใหญ่น่ารักมากกกกก ใจดี มีอัธยาศัย หัวเราะง่ายและช่างจำนรรจา และบอกเลยว่าเสน่ห์แบบนี้ละที่ทำให้เราอยากมาเมืองนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนต้องขอบันทึกเมืองนี้เอาไว้เป็น wish list ในดวงใจ ที่เราจะเอาไว้หลบภัย ผ่อนคลาย พักร่างกายและสงบจิตใจ ในวันที่อยากได้พลังงานบวกมาสำรองไว้ใช้ต่อสู้ในเมืองใหญ่อีกนานเท่านาน … แล้วเราจะได้เจอกันอีกแน่นอน!

 

***บินกลับบ้านแป๊บจ้ะ เดี๋ยวมาใหม่นะเชียงคานนนน