คุณเคยมีเหตุการณ์ “มือลั่น” จองตั๋วไหมครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่มือลั่นบ่อยๆ เนื่องจากตัวเองเป็นคนที่ชอบเช็คราคาตั๋วเครื่องบินอยู่ตลอดๆ อยู่แล้ว และช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาก็อยากจะไปเชียงใหม่ สัมผัสอากาศหนาวพอดี แต่ก็ติดที่ช่วงปีใหม่ทุกคนก็รู้ดีว่าราคาตั๋วจะโหดมาก ตั๋วไปเชียงใหม่แทบจะสามารถไปเที่ยวเมืองนอกได้เลย แต่แล้ววันหนึ่งผมก็ได้กดดูตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่จาก Traveloka ก็เจอกับราคาของสายการบิน Thai Viet Jet Air กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ แค่ 665 บาทเท่านั้น และขากลับ เชียงใหม่ – กรุงเทพฯ ของ Viet Jet เหมือนเดิม ที่ 1,157 บาท สิริรวมแล้วแค่ 1,822 บาทเท่านั้น เดินทาง 4 – 7 ม.ค. 61 ถือว่าราคาค่อนข้างโอเคเลยสำหรับช่วงนี้ แล้วถ้าเกิด Traveloka มีโค้ดลดเพิ่ม ซึ่งมีบ่อยๆ อยู่แล้ว ราคาก็จะยิ่งถูกลงไปอีก

เช็คราคาตั๋วเครื่องบิน Thai Viet Jet กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ที่ Traveloka คลิกที่นี่

เมื่อวัน-เวลาได้ ราคาได้ ก็เกิดอาการมือลั่นกดจองขึ้นมาทันที โดยไร้การปรึกษาใครทั้งสิ้น คิดว่าเดี๋ยวค่อยไปชวนเพื่อนทีหลังก็ได้ แต่เจ้ากรรมเพื่อนทุกคนที่ผมชวนกลับไม่มีใครว่างช่วงนี้พอดี ทริปลุยเดี่ยวครั้งแรกของผมจึงได้บังเกิดขึ้น โดยเมื่อเรารู้แล้วว่าต้องเดินทางคนเดียวจึงต้องมาเริ่มวางแผนการท่องเที่ยวคนเดียวของเรากัน โดยเริ่มจากการจองที่พักเชียงใหม่ โดยผมจะนอนที่นิมมานฯ ในคืนแรก และขึ้นไปนอนที่เชียงดาว ชมวิวดอยหลวงในคืนที่สอง และคืนสุดท้ายกลับมานอนที่ตัวเมืองเชียงใหม่ โดยการจองโรงแรมก็ใช้บริการของ Traveloka อีกเช่นเคย

โดยคืนแรกจอง Hostel ใจกลางนิมมานเหมินทร์ ที่ชื่อว่า 2 Gals and the Pig Hostel โดยเลือกห้องพักเป็นแบบ Single room with shared bathroom ในราคาคืนละ 367 บาท

เช็คราคาและจองที่พัก 2 Gals and the Pig ถนนนิมมาน เชียงใหม่ ที่ Traveloka คลิกที่นี่

ส่วนคืนที่สอง ผมพัก Homestay ที่เชียงดาว ชื่อบ้านวิวดอยหลวง โดยต้องโทรไปจองที่พักกับทางที่พักโดยตรง ซึ่งอาจจะโทรติดยากสักนิด เนื่องจากที่พักไม่ค่อยมีสัญญาณมือถือ ซึ่งที่บ้านวิวดอยหลวงนี้มีที่พักที่เป็นทั้งแบบบ้านพักและเต็นท์ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ราคาเดียว แค่คนละ 500 บาทเท่านั้น รวมอาหารเย็นและตอนเช้าแล้ว

คืนสุดท้าย พักที่ Thai Time Hostel ถนนวัวลาย ที่เลือกพักที่วัวลายเพราะตรงกับวันเสาร์ซึ่งมีถนนคนเดินวัวลายพอดี จะได้เดินเล่นชิลล์ๆ ได้เต็มที่ โดยผมเลือกพักห้อง Private room with shared bathroom ราคา 760 บาท ช่วงนั้น Traveloka มีโค้ดส่วนลดโรงแรม 25% เลยได้ลดเพิ่มอีก 190 บาท เหลือแค่ 570 บาทเท่านั้นครับ

เช็คราคาและจองที่พัก Thai Time Hostel ถนนวัวลาย เชียงใหม่ ที่ Traveloka คลิกที่นี่

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว มาเริ่มเดินทางกันเลยครับ

วันที่ 1

วันที่ 4 ม.ค. 2018 มาถึงที่สุวรรณภูมิ 10.00 น. ก็ไปทำการเช็คอินที่เคานท์เตอร์ของ Thai Viet Jet เพียงแค่ยื่นมือถือกับบัตรประชาชน ก็ทำการเช็คอินได้ Boarding Pass พร้อมที่นั่งริมหน้าต่างมาเรียบร้อย เช็คอินเสร็จก็ไปหาข้าวทานราคาประหยัดที่ Magic Food Court ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ติดกับประตูหมายเลข 8 สำหรับใครที่ไม่เคยไปผมแนะนำให้ลองไปทานกันได้ อร่อยและถูกยังมีอยู่ในสนามบินนะ

ทานข้าวเสร็จก็เดินไปตรวจกระเป๋า เข้า Gate เตรียมพร้อมที่จะเดินทางกันเลย โดยไปถึงก็ยังไม่พบกับเครื่องบินของ Viet Jet ของเรา

แต่ในที่สุดเครื่องบินของเราก็มาเทียบงวงช้างแล้ว โดยสำหรับ Thai Viet Jet จะใช้เครื่องบิน Airbus A320-20 แบบเดียวกับ Air Asia เลย โดยไฟลท์นี้ Delay กว่าเวลาที่เครื่องออกจริงประมาณ 20 นาที ถือว่ารับได้ครับ

ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็มาถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่เรียบร้อย โดยที่แรกที่ผมจะไปก็คือวัดพระธาตุดอยคำ ที่ประดิษฐ์สถานหลวงพ่อพระเจ้าทันใจอันโด่งดัง โดยสาเหตุที่ผมต้องไปที่นี่ก่อนก็เพราะว่าต้องมาแก้บนที่ได้สำเร็จตามที่ขอพรไว้นั้นเอง โดยการเดินทางไปวัดพระธาตุดอยคำผมเลือกที่จะเหมารถแดงไป เนื่องจากการเดินทางไปวัดนั้นไม่มีรถสาธารณะไปถึง ถ้าไม่เช่ารถขับขึ้นไปก็ต้องเหมาเลย โดยผมใช้บริการรถแดงที่เพื่อนได้แนะนำมา ชื่อคุณลุงบุญธรรม นอกจากนั้นยังฝากคุณลุงบุญธรรมสั่งดอกมะลิแก้บนไว้ด้วย คุณลุงบุญธรรมก็จัดการสั่งให้เรียบร้อย ราคามะลิอยู่ที่พวงละ 1.50 บาท ซึ่งถ้าใครจะมาแก้บนถ้าใช้จำนวนมาก แนะนำว่าควรจะสั่งมาก่อนนะครับ โดยทั้งหมดนี้ผมให้คุณลุงบุญธรรมมารับที่สนามบิน ไปที่วัดพระธาตุดอยคำ และกลับมาส่งที่นิมมานฯ อยู่ที่ 600 บาท (ใครสนใจติดต่อคุณลุงบุญธรรมได้ที่เบอร์ 086-191-4302 คุณลุงใจดีมาก คุยง่าย สบายๆ

เมื่อไปรับดอกมะลิแล้วก็เดินทางมาถึงวัดพระธาตุดอยคำ ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีจากสนามบินเชียงใหม่

วันที่ผมมาเป็นวันธรรมดาแต่ยังมีคนที่มาสักการะหลวงพ่อพระเจ้าทันใจจำนวนมาก ดูจากจำนวนพวงมาลัยดอกมะลิก็เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ได้เลย

หลังจากแก้บนและสักการะขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้วก็เดินออกมาทางด้านหลัง สามารถชมวิวเมืองเชียงใหม่ จุดเด่นของที่นี่ก็คือสามารถเห็นอุทยานราชพฤกษ์ได้โดยรอบอีกด้วย

หลังจากไปไหว้หลวงพ่อทันใจเรียบร้อย ผมก็ให้คุณลุงบุญธรรมมาส่งที่ 2 Gals and the Pig Hostel ที่ซอยนิมมานฯ15 เข้ามาสุดซอย Hostel ตั้งอยู่ตรงสามแยกพอดี หาง่ายมาก โดย Hostel นี้ตกแต่งให้มีความเป็นโมเดิร์นผสมกับความเป็นธรรมชาติ ที่นี่มีห้องพักทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ 1. Mix Dorm 10 Beds 2. Private room with shared bathroom และ 3. Family room with shared bathroom ซึ่งราคาก็เริ่มตั้งแต่ประมาณ 351-1,350 บาท แล้วแต่รูปแบบของห้อง

Processed with VSCO with hb2 preset

ห้องพักแบบ Single room with shared bathroom นอนคนเดียวได้ ไม่อึดอัด มีผ้าเช็ดตัวให้พร้อม แต่แอร์จะเป็นแบบแอร์รวมทั้งชั้น ทำให้ไม่สามารถคุมความเย็นได้ครับ และผนังของที่นี่ค่อนข้างบาง ทำให้ได้ยินเสียงห้องข้างๆ ซึ่งอาจจะลำบากสำหรับคนนอนยากนิดนึงครับ

จุดเด่นของที่นี่อีกอย่างคือห้องน้ำ ที่นี่ตกแต่งดูดี มีเอกลักษณ์ ถ่ายรูปได้เท่ๆ เลยครับ

พอเข้าที่พัก วางกระเป๋าเรียบร้อย ก็ไปหาอะไรทานมื้อแรกของเชียงใหม่กันดีกว่า ผมไปที่คั่วไก่นิมมานฯ ชื่อดัง ตั้งอยู่นิมมานฯ 17 ข้างร้าน iberry ของพี่โน้ต อุดม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Hostel สามารถเดินไปแค่ 5 นาทีก็ถึง โดยระหว่างเดินไปก็ผ่านร้านคาเฟ่ดีไซน์เก๋ๆ มากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปนั่งชิลล์ๆ

ถึงแล้วคั่วไก่นิมมานฯ สั่งคั่วไก่ธรรมดา ราคา 50 บาท รสชาติยังอร่อยเหมือนเดิม แต่ถามว่าอิ่มไหม ตอบเลยว่าไม่!

เมื่อคั่วไก่ไม่อิ่มก็ต้องไปหาของกินต่อ และที่ๆ จะไปเป็นแหล่งของกินราคาประหยัดของนักศึกษา มช. ก็ว่าได้ นั้นก็คือหลังมอ ซึ่งมาเชียงใหม่ทุกครั้งผมก็จะแวะมาหาอะไรทานที่หลังมอตลอด เพราะนอกจากของกินจะเยอะแยะมากมายหลายแบบ ตั้งแต่อาหารพื้นเมืองไปจนถึงสเต็ก ชาบู ก็มีให้เลือกเต็มที่ แถมราคายังเป็นมิตรอีกด้วย

ซึ่งวิธีการเดินทางผมเลือกที่จะเปิดกูเกิ้ลแมพ แล้วเดินจากนิมมานฯ ทะลุผ่านเข้า ม.เชียงใหม่เอา แต่ถ้าใครไม่อยากเดินก็สามารถขึ้นรถแดงไปได้ ราคาไม่น่าเกิน 20 บาทครับ

จัดไปอย่างแรก ปิ้งย่างหมาล่า จะกินไม้ไหนก็เลือกตามใจชอบ ตั้งแต่ไม้ละ 5-10 บาท รสชาติเด็ด เผ็ดลิ้นชากันไป

ออร์เดิร์ฟกับหมาล่ากันไปแล้ว ก็ได้เวลาอิ่มท้องกับต้มแซ่บกระดูกอ่อนและข้าวสวยร้อนๆ บอกเลยว่าอากาศหนาวของเชียงใหม่มาเจอกับรสชาติของต้มแซ่บเผ็ดและร้อน มันช่างเข้ากันได้ดีเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้สนนราคาแค่ 45 บาทเท่านั้น แล้วยังมีของกินอีกมากมายที่ซื้อไว้แต่ไม่ได้ถ่ายมา กินหมดไปก่อน 555 แต่ผมแนะนำว่าถ้ามาเชียงใหม่ต้องไม่พลาดที่จะมาหลังมอครับ

หลังหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มจะหย่อนครับ กินเสร็จแล้วก็เดินย่อยกลับที่พัก อาบน้ำพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าเตรียมออกเดินทางไปเชียงดาว

วันที่ 2

หลังจาก Check-out กับ Hostel เรียบร้อย ผมก็โบกรถแดงไปที่ขนส่งช้างเผือก ราคา 30 บาท เพื่อที่จะไปซื้อตั๋วรถบัสไปเชียงดาว โดยรถบัสไปเชียงดาวจะมีของบริษัทยานยนต์นคร โดยจะเป็นเส้นทางเชียงใหม่-ท่าตอน ออกทุกประมาณ 1.30 ชั่วโมง โดยสามารถเช็คเวลาคร่าวๆ ได้ที่ http://www.yanyonnakornchiangmai.com/index.php?p=timetable โดยตอนซื้อตั๋วให้บอกว่าลงโลตัสเชียงดาว โดยตั๋วรสบัสไปเชียงดาวจะราคา 40 บาท

การเดินทางจากเชียงใหม่ไปเชียงดาวจะใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง โดยจุดสังเกตว่าถึงแล้วคือรถจะมาจอดตรงโลตัส เอ็กซ์เพลส เชียงดาว แล้วส่วนมากก็จะมีนักท่องเที่ยวลงจุดนี้จำนวนมาก ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะนั่งเลยป้ายแน่นอน (ขออนุญาตยืมภาพประกอบจากกูเกิ้ล)

พอลงรถบัสก็จะมีชาวบ้านเดินเข้ามาถามเลยว่าจะขึ้นเชียงดาวไหมคนละ 60 บาท ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้ต้องลงมาซื้ออาหารขึ้นไปบนเชียงดาวอยู่แล้วก็เลยอาศัยรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เอารถมาขึ้นไปด้วยเลย ซึ่งผมก็ไม่รอช้ากระโดดขึ้นรถไปทันที ส่วนถ้าใครหารถชาวบ้านที่ขึ้นไปไม่เจอก็สามารถถามคนแถวนั้นหรือมารอที่ซอยวัดอินทรารามได้ จะมีรถกระบะคอยรับส่งอยู่แต่ต้องไม่เกิน 3 โมง ไม่งั้นจะหารถขึ้นไปยาก

รถกระบะของชาวบ้านจะมีลักษณะประมาณนี้ จะนั่งข้างหน้าหรือข้างหลังก็ตามสะดวก

เมื่อคนเต็ม ป้าคนขับก็ขอแวะไปตลาดเพื่อซื้ออาหารขึ้นไปบนเชียงดาวก่อน พอซื้อเสร็จก็ขึ้นเชียงดาวกันเลย โดยระหว่างทางก็สามารถแวะถ้ำเชียงดาวก่อนได้ แต่ก็ต้องหารถขึ้นไปอีกรอบหรือขอเบอร์ป้าไว้ ให้ป้ามารับอีกรอบ แต่ผมเลือกที่จะไม่แวะ ตรงยาวขึ้นเขาเลย เมื่อเข้าถึงเขตอุทยานก็เสียค่าธรรมเนียมคนละ 40 บาท แล้วต่อไปก็เป็นทางขึ้นเขาล้วนๆ ประมาณ 30 นาที ทางค่อนข้างชันและมีโค้งเยอะ ถ้าจะขับรถมาต้องระวังและบีบแตรตลอดทางนะครับ

วิวสองข้างทางก็จะเป็นป่าเขียวขจี ในช่วงที่ไปหมอกลงจัดทำให้การขับรถขึ้นไปต้องเพิ่มความระมัดระวังด้วยครับ

ในที่สุดก็มาถึงบ้านวิวดอยหลวง เชียงดาว โดยบ้านวิวดอยหลวงจะอยู่ตรงข้ามบ้านระเบียงดาว เป็น Home stay ที่สามารถชมวิวดอยหลวงเชียงดาวในจุดที่สูงที่สุดและที่สำคัญที่นี่มีสัญญาณโทรศัพท์และ 3G ใช้ด้วย ที่นี่จะมีทั้งแบบบ้านพักและเต็นท์ ใครที่สนใจจะมาพัก สามารถโทรไปจองได้ที่เบอร์  089-559 8272 ถ้าจะไปช่วงสุดสัปดาห์แนะนำให้โทรไปจองล่วงหน้าก่อนประมาณ 1 เดือนนะครับ เพราะที่นี่ก็ฮิตไม่แพ้ระเบียงดาวเลย

โชคอาจจะไม่ค่อยเข้าข้างเท่าไหร่ เพราะวันที่ไปหมอกลงจัดมาก ทำให้เห็นยอดดอยหลวงได้ลางๆ แต่ก็ถือว่าได้อีกบรรยากาศนึง เหมือนอยู่บนสวรรค์เลยครับ

ผมเลือกที่จะพักแบบเต็นท์ และเต็นท์ที่ผมได้ วิวก็จะประมาณนี้ เรียกว่าเปิดเต็นท์ออกมาก็เจอสวรรค์ได้เลย

มื้อกลางวันผมฝากท้องไว้ที่บ้านระเบียงดาว เป็นร้านอาหารตามสั่งก็เลยเอาอาหารประจำชาติ กะเพราหมูสับไข่เจียว ทานพร้อมกับน้ำส้มคั้นสด มื้อนี้หมดไป 90 บาทครับ รสชาติใช้ได้เลยทีเดียว เสร็จก็มานั่งชิลล์ๆ ชมวิวดอยหลวงไปพร้อมกับอ่านหนังสือท่องเที่ยวสร้างแรงบันดาลใจไปในตัว

เผลอแปปเดียว ผมก็อ่านจนจบเล่ม แล้วพี่ที่ Homestay ก็เรียกให้ไปทานข้าวเย็นพอดี โดยอาหารเย็นของบ้านวิวดอยหลวงก็จะเป็นไข่เจียว แกงจืดน่องไก่ ผัดผัก และน้ำพริกลีซอของพื้นบ้านหมู่บ้านลีซอ รสชาติอร่อยทุกอย่างครับ ถ้าเป็นปกติจะได้ทานอาหารหน้าเต็นท์ชมบรรยากาศแต่ฝนตกพอดี ผมเลยต้องมานั่งทานข้าวในร่มแทน กินเสร็จแล้วก็พักผ่อนตามอัธยาศัย อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน หรือจะทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ แต่ที่นี่ขอความร่วมมือว่าหลังสี่ทุ่มให้งดใช้เสียงดัง เพราะจะเป็นการรบกวนแขกท่านอื่นนะครับ

วันที่ 3

ผมตื่นขึ้นมาตอนตี 5 หวังว่าจะออกมาดูดาว แต่เมื่อคืนฝนตกฟ้าปิดทั้งคืน แผนดูดาวของผมเป็นอันล่มไป รอจนถึงเช้าก็มากินข้าวต้มที่ทาง Homestay จัดไว้ให้ แต่หิวจัดยังไม่ทันถ่ายรูปข้าวต้มก็เกลี้ยงชามเรียบร้อย กินข้าวต้มเสร็จก็มาชมวิวตอนเช้า หวังจะเห็นแสงอาทิตย์แต่ก็เหมือนเดิมครับ เต็มไปด้วยหมอก…

8 โมงเช้าก็ถึงเวลาล่ำลาจากบ้านวิวดอยหลวงแล้วครับ สัญญาว่าจะกลับมาใหม่นะ ขากลับผมก็เดินไปหารถที่จะลงไปที่ตัวเมืองเชียงดาว ซึ่งจะมีรถกระบะที่รอรับคนจาก Homestay อื่นๆ จอดรอไว้อยู่แล้ว ราคาก็เท่าเดิม 60 บาทตลอดสายครับ โดยรถจะมาจอดที่ขนส่งเชียงดาว แล้วเราก็รอรสบัสของยานยนต์นครเจ้าเดิมเพื่อนั่งกลับขนส่งช้างเผือก ราคา 40 บาทเหมือนเดิมครับ

ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งก็มาถึงขนส่งช้างเผือก แล้วผมก็โบกรถแดงจากขนส่งช้างเผือกไปถนนวัวลาย ที่พักในคืนสุดท้ายของเรา โดยวันนี้พักที่ Thai Time Hostel เป็นตึกแถวริมถนนวัวลาย มีทั้งห้องแบบ Mixed Dorm, Female Dorm สำหรับผู้หญิง และ Private room ซึ่งสามารถนอนได้ถึง 2 คน โดยราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 340-774 บาทครับ

ผมไปถึงตอน 11 โมง ยังไม่ถึงเวลาเช็คอิน เลยฝากกระเป๋าไว้ที่ Hostel ก่อนแล้วออกไปเช่าจักรยานปั่น โดยแพลนวันนี้คือปั่นจักรยานตะลุยรอบเมืองเชียงใหม่ โดยจักรยานที่เราจะใช้ปั่นเที่ยวนั้นผมได้เช่ามาจากร้าน NK Bike อยู่ซอยข้างๆ ถนนวัวลาย โดยเช่าทั้งหมด 1 วันเต็ม คืนพรุ่งนี้ ราคาคันละ 100 บาท พี่เจ้าของร้านเป็นกันเองมากๆ ใครอยากลองปั่นจักรยานชิลล์ๆ มาลองเช่ากันได้ครับ

เมื่อได้จักรยานคู่ใจก็ปั่นไปลุยกันเลย โดยแพลนวันนี้ผมจะปั่นไปวัดศรีสุพรรณ, วัดเจดีย์หลวง, วัดพันเตา, วัดดวงดี, วัดเชียงมั่น, วัดสวนดอก, วัดอุโมงค์ และปิดท้ายด้วย No.39 Café เรียกได้ว่าอิ่มบุญรับปีใหม่กันเลยทีเดียว บางคนอาจจะคิดว่าเที่ยววัดเป็นอะไรที่น่าเบื่อ มีแต่คนแก่เท่านั้นที่ไป แต่การเที่ยววัดเป็นการได้ดูถึงศิลปะ วัฒนธรรมซึ่งแต่ละวัดจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความน่าสนใจอย่างมาก นอกจากนั้นเรายังได้ความเป็นสิริมงคลกลับไปอีกด้วยนะครับ

เริ่มจากวัดศรีสุพรรณที่มีวิหารที่ทำจากเงินทั้งหลังแห่งเดียวในโลก สวยงามมากครับ แต่ผู้ที่จะเข้าไปข้างในวิหารได้ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นนะครับ

ต่อมาผมขี่จักรยานเข้าคูเมืองเชียงใหม่มาที่วัดเจดีย์หลวง สักการะเสาอินทนิลซึ่งเป็นเสาหลักเมืองเชียงใหม่ และที่วัดเจดีย์หลวงแห่งนี้มีอีกกิจกรรมที่น่าสนใจก็คือ กิจกรรม Monk Chat Program ซึ่งให้ชาวต่างชาติได้มีโอกาสพูดคุยกับพระสงฆ์ จากที่เห็นก็มีชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งที่สนใจ ซึ่งผมคิดว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่จะทำให้ชาวต่างชาติเห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่รวมไปถึงวัฒนธรรมของศาสนากับคนไทยที่มีความผูกพันกันอย่างยาวนาน

ถัดมาจากวัดเจดีย์หลวงก็มาสู่วัดพันเตา ซึ่งเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนาที่โดดเด่นและสวยงามเป็นอย่างมาก

วัดดวงดี ชื่อก็ชวนให้แวะเข้าไปสักการะแล้วครับ

วัดสุดท้ายในเขตคูเมือง คือ วัดเชียงมั่น ซึ่งในเมืองเชียงใหม่ยังมีวัดที่สวยงามอีกเป็นจำนวนมากให้เราเข้าไปเยี่ยมชมครับ

ออกจากคูเมืองก็ปั่นไปต่อที่ถนนสุเทพ ก็จะพบกับวัดสวนดอก ซึ่งจะประดิษฐานอัฐิของเจ้านายฝ่ายเหนือหลายๆ องค์เอาไว้ในเจดีย์

และวัดสุดท้ายของวันนี้ที่จะไปก็คือ วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม ซึ่งเป็นวัดที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ มีความสงบร่มเย็น และยังเป็นที่ปฏิบัติธรรมสำหรับผู้ที่สนใจอีกด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่ชาวไทยเท่านั้นที่มาปฏิบัติธรรม แต่ชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจปฏิบัติธรรมที่นี่เป็นจำนวนมาก จุดเด่นอีกอย่างของวัดนี้ก็คืออุโมงค์ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ภายในอุโมงค์

สมกับที่เป็นวัดในยุคไทยแลนด์ 4.0 จริงๆ ครับ ต้องมีการทำบุญผ่านพร้อมเพย์กันด้วยครับ

หลังจากอิ่มบุญกับ 7 วัดกันแล้ว ผมก็ปั่นไปอีกไม่เกิน 10 นาที เพื่อที่จะไปคาเฟ่ชิคๆ ที่ No.39 เป็นคาเฟ่ที่ตกแต่งสไตล์ Vintage ให้เข้ากับธรรมชาติ บรรยากาศสบายๆ ลมเย็นๆ ในช่วงเย็นจะมีดนตรีสดมาเล่นให้ฟัง สร้างบรรยากาศให้ดีเพิ่มขึ้นอีกด้วย ถ้าเป็นสายคาเฟ่แล้วมาเชียงใหม่ต้องไม่พลาดที่นี่ครับ

นั่งชิลล์ได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาที่จะต้องปั่นกลับ Hostel กันแล้ว เมื่อปั่นมาถึงก็พบกับบรรยากาศที่ครึกครื้นของถนนคนเดินวัวลาย จนผมไม่สามารถปั่นเข้าไป Hostel ได้ต้องเดินจูงจักรยานเพื่อมาจอดข้างหน้าแทน

เมื่อ Check-in อาบน้ำพักผ่อนพอสมควรก็เดินลุยถนนคนเดินวัวลายกันดีกว่า โดยถนนคนเดินวัวลายนี้จะมีทุกวันเสาร์ ส่วนถนนคนเดินท่าแพจะมีทุกวันอาทิตย์ ซึ่ง 2 ถนนคนเดินนี้ต่างก็มีนักท่องเที่ยวมาเดินจับจ่ายซื้อของ หาของกินเป็นจำนวนมาก โดยจะเริ่มขายของกันตั้งแต่ประมาณ 5 โมง จนถึง 5 ทุ่มเลยทีเดียว ซึ่งถนนคนเดินวัวลายอุดมไปด้วยสินค้าพื้นเมือง เสื้อผ้า ของใช้ รวมไปถึงอาหาร เครื่องดื่มมากมายตลอดระยะทาง 1 กิโลกว่าๆ เดินเพลินๆ ได้ไม่มีเบื่อแน่นอนครับ

การแสดงดนตรีของคณะประสานมิตร เดินผ่านเมื่อไหร่ก็ประทับใจครับ

วันที่ 4 วันสุดท้าย

เริ่มต้นตอนเช้ากับจักรยานคู่ใจที่จอดไว้หน้า Hostel (โชคดีที่ยังอยู่ 555) มาเชียงใหม่ทั้งทีแต่ยังไม่ได้กินอาหารเหนือเลย ก็เลยปั่นไปที่ตลาดประตูเชียงใหม่ แล้วไปจบที่ขนมจีนน้ำเงี้ยวซี่โครงหมูของโปรด ราคาเริ่มต้นแค่ 20 บาท แล้วที่พลาดไม่ได้คือไส้อั่วรสเผ็ดเข้มข้นที่หากินยากที่กรุงเทพฯ

เมื่อทานอาหารพื้นเมืองจนอิ่มแล้วผมก็ไปปั่นจักรยานให้อาหารย่อยที่ริมแม่น้ำปิง เลยแวะไปถ่ายรูปที่สะพานเหล็กอัพสตอรี่อินสตาแกรมสักหน่อยก่อนกลับ

เมื่อถ่ายรูปเสร็จแล้วก็ได้เวลาคืนจักรยานและ Check-out ที่ Hostel แล้วเรียกรถแดงไปสนามบินเพื่อบินกลับกรุงเทพฯ โดยผมใช้บริการของสายการบิน Thai Viet Jet Air เช่นเดิม คราวนี้เครื่องออกตรงเวลาเป๊ะ ถึงเวลาล่ำลาจากเชียงใหม่ ปิดฉากทริปลุยเดี่ยวเชียงใหม่ครั้งแรกของผมด้วยความประทับใจไม่รู้ลืม 555 เดี๋ยวสุดท้ายผมจะมีสรุปค่าใช้จ่ายให้สำหรับคนที่ต้องการจะไปเที่ยวคนเดียวแบบนี้บ้างนะครับ

สรุปค่าใช้จ่าย

ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับสุวรรณภูมิ-เชียงใหม่ Thai Viet Jet Air = 1,822 บาท

ค่าที่พัก  คืนที่ 1 2 Gals and the Pig Hostel = 367 บาท

คืนที่ 2 บ้านวิวดอยหลวงโฮมสเตย์ = 500 บาท

คืนที่ 3 Thai Time Hostel = 570 บาท

รวมที่พัก 3 คืน = 1,437 บาท

ค่าใช้จ่ายวันที่ 1

  • ค่ารถแดงไปวัดพระธาตุดอยคำ 600 บาท
  • ค่ากิน 190 บาท

รวมค่าใช้จ่ายวันที่ 1 = 790 บาท

ค่าใช้จ่ายวันที่ 2

  • ค่ารถแดงไปช้างเผือก 30 บาท
  • ค่ารถบัสไปเชียงดาว 40 บาท
  • ค่ารถกระบะขึ้นบ้านวิวดอยหลวง 60 บาท
  • ค่าอาหารเที่ยงและขนมที่ระเบียงดาว 115 บาท

รวมค่าใช้จ่ายวันที่ 2 = 245 บาท

ค่าใช้จ่ายวันที่ 3

  • ค่ารถกระบะลงจากเชียงดาว 60 บาท
  • ค่ารถบัสกลับเชียงใหม่ 40 บาท
  • ค่ารถแดงไปวัวลาย 30 บาท
  • ค่าอาหารกลางวัน 60 บาท
  • ค่าเช่าจักรยาน 100 บาท
  • ทำบุญ ซื้อธูปเทียน 200 บาท
  • เครื่องดื่มที่ 39 Café 50 บาท
  • ค่าอาหารที่ถนนคนเดินวัวลาย 300 บาท
  • นวดไทยที่ถนนคนเดิน 200 บาท

รวมค่าใช้จ่ายวันที่ 3 = 1,040 บาท

ค่าใช้จ่ายวันที่ 4

  • ค่าอาหารเช้า+ของฝาก 215 บาท
  • ค่ารถแดงไปสนามบิน 50 บาท

รวมค่าใช้จ่ายวันที่ 4 = 265 บาท

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1,822 + 1,437 + 790 + 245 + 1,040 + 265 = 5,599 บาท

สุดท้ายนี้หวังว่ารีวิวทริปเชียงใหม่ในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่อยากลองไปเที่ยวคนเดียว หรือคนที่อยากเที่ยวแต่เพื่อนไม่ว่างตรงกันสักที ได้ลองออกมาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวคนเดียวกันครับ แล้วคุณจะรู้ว่าความสนุกมันเริ่มตั้งแต่เราได้ก้าวออกจากบ้านแล้วครับ ขอบคุณครับ