เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายปี ฤดูฝนที่พัดผ่านมาช่วงกลางปีก็เริ่มทยอยโบกมือลา แทนที่ด้วยลมหนาวเย็นสบาย ซึ่งในช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ เหมือนเป็นสัญญาณเริ่มต้นให้คนเริ่มออกเดินทางไปเที่ยวภาคเหนือกันมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วคนมักจะนึกถึงเชียงใหม่ แต่ในคราวนี้เราขอเปลี่ยนบรรยากาศ พาไปเที่ยวภาคเหนือเวอร์ชั่นเมืองรองกันบ้าง นั่นก็คือจังหวัด ‘น่าน’ เมืองเล็กๆ ในภาคเหนือที่อยู่ไม่ไกลจากเชียงใหม่มากนัก เดินทางง่ายเพราะมีเครื่องบินไปถึง ไม่ต้องนั่งรถกันให้เมื่อย เพราะแค่จองตั๋วเครื่องบินไปน่านกับ Traveloka ก็บินตรงไปลงน่าน พร้อมเตรียมตัวออกเที่ยว ประหยัดเวลาไปได้ตั้งเยอะ

จองตั๋วเครื่องบินไปน่าน กับ Traveloka

 

ความน่าสนใจของจังหวัดน่าน ไม่ได้มีแค่ในตัวเมืองเพียงเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วน่านเป็นจังหวัดที่โดดเด่นเรื่องธรรมชาติ มีหลายๆ อำเภอที่น่าสนใจ และได้รับความนิยม อย่าง ปัว สะปัน และบ่อเกลือ อีกทั้งภายในจังหวัดน่านเอง ก็ยังมีที่เที่ยวเชิงธรรมชาติ และอุทยานแห่งชาติ เหมาะสำหรับสายธรรมชาติ และแอดเวนเจอร์ แต่คราวนี้เราขอพาทุกคนไปเติมความช้าให้กับชีวิต ผ่อนจังหวะลมหายใจให้สโลวไลฟ์มากขึ้น กับการท่องเที่ยวไปยัง อำเภอเมือง – ปัว – บ่อเกลือ โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 3 วัน 2 คืนด้วยกัน

 

Day 1

ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า เลือกไฟลท์บินไปน่านให้เช้าเข้าไว้ เพื่อที่จะได้ใช้เวลาอยู่ที่น่านให้นาน และคุ้มค่ามากที่สุด บินคราวนี้เราก็เลือกจองเที่ยวบินไปน่านกับ Traveloka เหมือนเดิม เพราะชอบตรงที่มีข้อดีหลายอย่าง ไม่ต้องเสียเวลาเลือกไฟลท์ที่ถูกที่สุด เพราะแค่คลิกก็ขึ้นโชว์ราคามาให้เลย และที่สำคัญคือไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วยนะ เห็นราคาไหน กดจอง และจ่ายเงินก็ราคานั้นเลย แนะนำสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลามาเที่ยว

พอเดินทางมาถึงน่านก็ไม่รอช้า ตัดสินใจเช่ารถขับ เพราะทริปนี้เราจะไปทั้งปัว และบ่อเกลือ ซึ่งห่างจากตัวเมืองนานราวๆ 80 กว่ากิโลเมตร ซึ่งก็ถือว่าไกลอยู่ เพราะฉะนั้นขับรถไปเอง น่าจะเป็นทางเลือกที่สะดวกที่สุด เผื่อว่าเจอวิวตรงไหนสวย จะได้แวะถ่ายรูปได้เลย แต่ก่อนที่จะเดินทางไปยังปัวนั้น ขอแวะเที่ยวที่ตัวเมืองน่านก่อนสักที่สองที่

 

วัดภูมินทร์

จุดแวะเที่ยวแห่งแรกเราเลือกที่จะพุ่งตรงมายัง ‘วัดภูมินทร์’ ที่ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คหลักของเมืองน่าน โด่งดังด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังกระซิบรักบันลือโลก ของปู่ม่านย่าม่าน รูปวาดที่มีชื่อเสียง ที่ใครๆ ก็รู้จัก อีกทั้งยังเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมของความเป็นล้านนาให้เห็นผ่าน สถาปัตยกรรม และลวดลายแกะสลักอันงดงาม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และเป็นวัดที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองน่านมาอย่างช้านาน

แผนที่: คลิก 

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

ไหนๆ ก็ไหนๆ หลังจากที่แวะไปเที่ยวที่วัดภูมินทร์ ก็เลยตัดสินใจแวะเที่ยวที่ ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน’ ไปด้วยเลย เนื่องจากมีทำเลอยู่ใกล้กัน ไม่เสียเวลาเดินทาง ซึ่งแต่เดิมทีพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครน่าน ภายในจะเป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ และของสำคัญต่างๆ นับว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การมาเยือน จุดเด่นอีกอย่างที่ดึงดูดให้เรามาเที่ยวยังที่แห่งนี้ ก็คือบริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์จะมีซุ้มต้นลีลาวดี ที่เอียงโค้งเข้าหากัน เหมือนเป็นอุโมงค์ต้นไม้ที่สวยงาม

แผนที่: คลิก
เวลาเปิดปิด: 09.00 – 16.00 น.
ค่าเข้าชม: ชาวไทย 20 บาท และชาวต่างประเทศ 100 บาท

 

เดินทางไปยังปัว

จากตัวเมืองน่าน ใช้เวลาเดินทางไปยังอำเภอปัว โดยการขับรถยนต์ประมาณเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่เส้นทางค่อนข้างจะคดเคี้ยวอยู่สักหน่อย เหมือนขับรถขึ้นตามภูเขา ซึ่งระยะทางระหว่างอำเภอน่าน ไปปัวนั้น ก็จะมีที่เที่ยวมากมายให้แวะเที่ยวกัน

 

หอศิลป์ริมน่าน

Credit: https://www.facebook.com/holsil.rimnan

ระหว่างที่ขับรถจากน่าน ผ่านไปยังอำเภอปัว เราก็ได้แวะเที่ยวกันที่ ‘หอศิลป์ริมน่าน’ หอศิลป์ที่มีงานแสดงอาร์ตๆ เหมาะกับคนที่ชอบเสพงานศิลปะ เป็นที่เที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมอีกหนึ่งที่ๆ น่าสนใจมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นงานศิลปะร่วมสมัย ภายในบริเวณหอศิลป์ริมน่านนี้ จะมีทั้งส่วนที่เป็นหอศิลป์ สตูดิโอ และร้านกาแฟ

แผนที่: คลิก
เวลาเปิดปิด: 08.30 – 17.00 น. ปิดทุกวันพุธ

 

ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ

เมื่อมาถึงปัว เราก็ขอแวะที่แลนด์มาร์สำคัญของอำเภอนี้ นั่นก็คือ ‘ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ’ ร้านกาแฟที่จ่ายหลักร้อย แต่ได้วิวหลักล้าน ตั้งอยู่ในตำบลศิลาแลง อำเภอปัว เป็นร้านกาแฟที่มองเห็นวิวสีเขียวของทุ่งนาเขียวขจีสวยๆ ตัดกับด้านหลังที่เป็นฉากของวิวภูเขา เป็นภาพงดงามที่เหนือคำบรรยาย นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์จากชาวไทลื้อให้ช้อปปิ้งกันอีกด้วย

แผนที่: คลิก

 

ก่อนที่จะขับรถไปตะลุยบ่อเกลือกันต่อในวันรุ่งขึ้น ในวันนี้เราก็ขอพักเอาแรงที่ปัวก่อน เพราะอยากจะแบ่งนอนพักที่ปัวคืนหนึ่ง และบ่อเกลืออีกคืนหนึ่ง จะได้ซึมซับบรรยากาศของจังหวัดน่านได้ครบๆ ซึ่งคืนแรกในทริปสโลวไลฟ์นี้ เราก็เลือกเป็นที่พักแบบโฮมสเตย์แบบง่ายๆ ที่ความดีต่อใจก็คือความงดงามของทุ่งนาสีเขียวขจี ขอบอกเลยว่าเป็นที่พักหลักร้อย ที่ได้วิวหลักล้านที่แท้จริง

 

โฮมสเตย์ตานงค์

Credit: https://www.facebook.com/Tanonghomestay/

ถือว่าเป็นโฮมสเตย์ที่ฮิตมากที่สุดแห่งหนึ่งในน่านเลยก็ว่าได้ กับสนราคาแค่หลักร้อยบาท แต่สิ่งที่จะได้กลับมาก็คือวิวทุ่งนาเขียวขจี โอบล้อมไปด้วยภูเขาลูกโต ที่บอกเลยว่าแค่เปิดประตูห้องมา ก็เห็นวิวทุ่งนาสุดลูกหูลูกตาอยู่ตรงด้านหน้า เป็นวิวที่ ณ เวลานี้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม!

ตื่นมาตอนเช้าก็ยิงฟินกว่าเมื่อวานเสียอีก เนื่องจากได้สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า ทำให้หัวสมองแล่นปลอดโปร่ง ถ้าหากว่ามีเวลาว่างก็อยากจะมานอนฟอกปอดที่โฮมเสตย์นี้สักเดือนหนึ่งก็คงจะดีอยู่ไม่น้อย จุดเด่นอีกอย่างคือในตอนเช้า จะมีสายหมอกลอยอยู่เบาๆ อ้อยอิ่ง เกิดเป็นภาพที่งดงาม เติมเต็มความอิ่มเอมให้กับชีวิต และทำให้ทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนจะเคลื่อนช้าลงไปอีก

 

Day 2

บ่อเกลือภูขาโบราณ

จากอำเภอปัว เราจะต้องขับรถต่อไปอีกเพื่อไปยังอำเภอบ่อเกลือ จุดหมายปลายทางหลักของทริปนี้ ซึ่งบ่อเกลือโดดเด่นเรื่องการทำเกลือบนภูเขา เป็นเกลือสินเธาว์ที่สามารถนำไปบริโภค และจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านในอำเภอบ่อเกลือ ก็ยังมีวิธีการทำเกลือแบบดั้งเดิมกันอยู่

 

โดยการทำเกลือของชาวบ้านอำเภอบ่อเกลือ คือการตักน้ำจากบ่อเกลือ มาต้มจนทำให้น้ำเกลือระเหยแห้งออกไป ก็จะได้เกลือจากบ่อเกลือขนานแท้ ตักพักขึ้นมาไว้เหนือกระทะที่ต้มเกลือ เพื่อให้น้ำเกลือไหลลงไปให้หมด ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนน้ำเกลือแห้ง จากนั้นก็ได้ตักน้ำจากบ่อเกลือ ขึ้นมาต้มในกระทะประมาณ 4 -5 ชั่วโมง ให้น้ำเกลือระเหยไปใหม่อีกครั้ง ทำซ้ำอยู่อย่างนี้ จนได้เกลือปริมาณพอที่จะนำไปขาย และบริโภค

 

ใครที่สนใจการทำเกลือ หรืออยากมาศึกษาดูวิถีชีวิตของชาวบ้านบ่อเกลือ แนะนำให้ลองมาที่บ่อเกลือโบราณ ที่อำเภอบ่อเกลือดูสักครั้ง ซึ่งบ่อเกลือสินเธาว์นี้ ถือว่าเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์ภูเขาแห่งเดียวของประเทศไทย

แผนที่: คลิก

 

โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา

Credit: https://www.facebook.com/ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา-อันเนื่องมาจากพระราชดำริ-1187880184649248/

หลังจากไปเที่ยวบ่อเกลือ และดูกรรมวิธีการทำเกลือกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็ยังพอเหลือเวลาอีกสักหน่อย จึงตัดสินใจขับรถต่อไป เพื่อไปเที่ยวยัง ‘โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา’ โครงการในพระราชดำริ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2542 โดยภายในศูนย์ภูฟ้า จะมีทั้งห้องนิทรรศการ ห้องสมุด อาคารแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางเกษตร และร้านขายของฝาก ของที่ระลึก เป็นอีกหนึ่งโครงการฯ ที่จะช่วยส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้านบ่อเกลือ

แผนที่: คลิก

 

สำหรับคืนที่ 2 นี้ เราขอเลือกที่จะนอนที่บ่อเกลือนี้ ซึ่งที่พักบ่อเกลือในค่ำคืนนี้ เราก็ได้เลือกจองที่พักบ่อเกลือจาก Traveloka อีกเช่นเคย เนื่องจากจองง่าย ราคาดี เราก็เลยตัดสินใจจองได้ไม่ยาก

จองที่พักบ่อเกลือ กับ Traveloka

 

บ่อเกลือ วิว รีสอร์ท (Boklua View Resort)

และนี่คือโฉมหน้าของที่นอนของเราในคืนนี้ เป็นที่พักบ่อเกลือ วิว รีสอร์ท อยู่ใกล้กับที่เที่ยวในบ่อเกลือ และถือว่าเป็นที่พักบ่อเกลือที่ทำเลดีสุดๆ แต่นอกเหนือจากทำเล ก็คือบรรยากาศธรรมชาติที่งดงาม รายล้อมไปด้วยสีเขียวของธรรมชาติ เงียบสงบ ปราศจากความวุ่นวาย ซึ่งทำให้เราได้รู้สึกถึงการพักผ่อนที่แท้จริง ยิ่งตื่นมาตอนเช้าก็ยิ่งฟิน เพราะสามารถเห็นวิวภูเขา ที่มีหมอกลอยอยู่ต่ำๆ ยิ่งถ้ามาในช่วงหน้าหนาว ก็จะยิ่งฟินเป็นพิเศษ เพราะจะสัมผัสได้ถึงอากาศที่เย็นสบายกำลังดี

ที่ตั้ง: 209 หมู่ 1 บ่อเกลือใต้ น่าน

จองที่พัก บ่อเกลือ วิว รีสอร์ท กับ Traveloka

 

Day 3

เดินทางมาถึงวันสุดท้ายกันแล้วสำหรับทริปน่านนี้ ถึงเวลาเราก็คงต้องโบกมือลาจังหวัดน่านอย่างช้าๆ พร้อมกับขับรถกลับไปยังตัวเมือง เพื่อที่จะเตรียมตัวบินกลับกรุงเทพฯ กลับไปใช้ชีวิตที่เร่งรีบแบบเดิม ซึ่งก่อนที่จะเดินทางถึงตัวเมือง เนื่องจากยังคงพอจะมีเวลาเหลือ เราเลยขอแวะเที่ยวอีกสักหนึ่งที่ก่อนกลับ เป็นการทิ้งท้าย

 

อุทยานแห่งชาติขุนน่าน

อุทยานแห่งชาติขุนน่าน เป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เป็นต้นน้ำของลำน้ำหลายสาย และเป็นแหล่งรวมน้ำตกมากมาย ใครอยากเที่ยวน้ำตก ก็สามารถแวะเข้ามาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ได้ หรือจะแวะเข้ามาเที่ยวเฉยๆ มาชมวิว มาสูดอากาศบริสุทธิ์ หรือจะมากางเต้นท์นอนดูดาวก็ได้อีกเช่นกัน

แผนที่: คลิก
อัตราค่าเข้าชม: ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 และเด็ก 10 บาท / ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 และเด็ก 50 บาท

 

ถ้าใครอยากลองใช้วิถีชีวิตแบบสโลวไลฟ์ หรืออยากจะดำเนินชีวิตให้ช้าลงไปบ้าง แนะนำให้ลองตามรอยทริปเที่ยวน่านฉบับเนิบนี้ แล้วรับรองว่าคุณจะอิ่มเอมใจไปกับธรรมชาติสวยๆ จนไม่อยากกลับเมืองกรุงเชียวหล่ะ