ทริปนี้เกิดจากความไม่ตั้งใจ ไม่มีการเตรียมตัวอะไรล่วงหน้า รู้ตัวอีกทีคือกดจองตั๋ว และคอนเฟิร์มที่พักไปเรียบร้อยแล้ว เหลืออย่างเดียว คือ ‘ลางาน’ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะทำตั้งแต่ตอนแรก แต่กลับไม่ทำ ขอกราบขอบพระคุณเจ้านายที่เข้าใจ และอนุญาตให้ลาโดยไม่ถามซักคำ 555)

เราเป็นคนที่ไม่เคยเที่ยวคนเดียวมาก่อน ปกติแล้วจะไปกับเพื่อนๆ ครอบครัว และแต่ละทริปที่ไป ต้องมีเพื่อนเดินทางด้วยอย่างน้อย 1 คน แต่ทริปนี้ เนื่องด้วยอารมณ์ล้วนๆ (จะว่าติสต์แตกก็ไม่เชิง) อยากลองออกนอกกรอบ ทำอะไรคนเดียวเองบ้าง อยากรู้ว่าตัวเองจะไปได้สุดทางแค่ไหน แต่ก็แอบกลัวถ้าจะเดินทางคนเดียวไกลๆ ประกอบกับมีช่วงว่างแค่ 3 วัน 2 คืน เลยคิดว่าควรเริ่มจากทริปในประเทศก่อน ซึ่ง ‘เชียงราย’ เป็นจังหวัดที่เราจัดไว้ในอันดับตันๆ ว่าอยากไปซ้ำอีก เพราะอากาศดี คนดี อาหารดี (ดีหลายอย่างจังแฮะ)

เนื่องจากไปเห็นรีวิวในเพจของคุณชานไม้ชายเขา วิวดี บรรยากาศสวยเลยไม่รอช้ารีบจองที่พักทันทีหลังจากได้ห้องพัก และวันเดินทางแน่นอนแล้ว ต่อไปก็ต้องมาหาตั๋วเครื่องบิน ข้อจำกัดของเราคือ อยากได้ไฟลท์เช้า และต้องขึ้นจากสนามบินที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด (ซึ่งก็คือสนามบินสุวรรณภูมิ) ฉะนั้นจึงอาจต้องตัดกลุ่ม Low cost Airlines ออกไป ซึ่งเราก็ลองค้นหาจากเว็บจองตั๋วหลายๆ แหล่ง แต่เนื่องด้วยระยะเวลาการจองกับการเดินทางค่อนข้างกระชั้นชิด ทำให้ราคาตั๋วค่อนข้างสูง สุดท้ายมาได้ตั๋ว Thai Smile ราคาโอเคจาก Application เจ้าประจำ ซึ่งก็คือ Traveloka ซึ่งจองง่าย จ่ายสะดวก และสามารถเปรียบเทียบราคาได้เลย 

ส่วนการเดินทางในเชียงรายนั้น อาศัยถามเพื่อนๆ ที่เคยไป ส่วนใหญ่จะเช่ารถจากบริษัทรถเช่าที่มีอยู่ที่สนามบิน สำหรับเรา คิดว่าทริปนี้คงไม่ได้ขึ้นเขา หรือผจญภัยซักเท่าไหร่ รถเล็กๆ อย่าง Nissan March ก็สามารถตอบโจทย์ได้ดี ราคาไม่แพง ขับสบาย 

ช้าออกจากบ้าน ไม่ได้ทานข้าวเช้า เพราะตั้งใจว่าจะไปจัดให้เต็มบนเครื่องไปเลย ซึ่งก็สมความตั้งใจ Thai Smile เค้าจัดให้ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม อิ่มแล้วยังพอมีเวลาพักสายตา ก่อนจะถึงปลายทางอีกด้วย

ถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวงช่วงสายๆ หลังจากรับรถแล้ว สถานที่แรกที่ไป คือไปสักการะพ่อขุนเม็งรายก่อนเป็นอันดับแรก เอาฤกษ์เอาชัย ขอให้ทริปนี้เดินทางสะดวกสบาย ปลอดภัย หายห่วง

จุดมุ่งหมายต่อไปที่ปักหมุดไว้ คือ ไร่ชาฉุยฟง (แม่จัน) เพราะเป็นทางผ่านที่จะต้องไปที่รีสอร์ต อยากไปลองจิบชา ชมวิวแบบชิวๆ อย่างนักท่องเที่ยวคนอื่นบ้าง ที่ไร่คนน้อยดี บรรยากาศก็ดี นี่อาจเป็นข้อดีของการเที่ยววันธรรมดาด้วยก็ได้

ดื่มด่ำกับบรรยากาศ ช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์จากชาได้ซักพัก ก็ได้เวลามุ่งหน้าสู่ที่พัก ไฮไลท์ และเหตุผลทั้งหมดของทริปนี้แล้ว เพราะต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 2 ชั่วโมงขับจากไร่ชา ไปถึงที่พักที่เชียงของ (แอบบอกว่าคุณลุงเจ้าของรีสอร์ทโทรมาตาม และบอกว่า ไม่อยากให้เข้ามาช่วงค่ำ กลัวจะเดินทางลำบาก ขอบคุณคุณลุงด้วยนะคะ)

ถึงแล้วที่พักของเราทริปนี้ ‘ไร่แสงอรุณ’ ถนนที่ขับมาเป็นถนนทำใหม่แล้ว ดีมาก ปักหมุดใน GPS นำทางมาได้เลย สองข้างทางก็สวยงาม ขับรถเลาะทุ่งนา ริมแม่น้ำโขงมาเรื่อยๆ ผ่านบ้านเรือน ชุมชนเล็กๆ และวัดต่างๆ มา ขับเพลินมาก แป๊บเดียวถึงโดยไม่รู้ตัว

มี Welcome Drink เป็นน้ำกระเจี๊ยบ หวานเย็นชื่นใจ

คืนนี้เราจะพักที่ห้องริมโขง K1 เป็นโซนติดริมแม่น้ำโขง บรรยากาศดีมากกก (ก ไก่ ล้านตัว) ฝั่งตรงกันข้าม คือ สปป.ลาว  ได้ยินเสียงแม่น้ำไหลเอื่อยๆ มีลมเย็นๆ พัด เหมาะกับการพักผ่อนโดยแท้จริง (แต่ก็แอบเปิด Laptop เคลียร์ email ก๊อกๆ แก๊กๆ ไปนิดหน่อยด้วย ทำงานนอกสถานที่ในบรรยากาศดีๆ ไอเดียมันช่างลื่นไหล)

ท้องเริ่มร้อง ส่งสัญญาณว่าได้เวลาอาหารเย็นแล้ว เลยสั่งอาหารจากครัวของรีสอร์ต มีเมนูน่าสนใจเยอะมาก แต่ความสามารถในการรับประทานมีน้อย เพราะมาคนเดียว ไม่กล้าสั่งเยอะ เลยสั่งมา 3 อย่างเป็นต้มยำปลา (อะไรซักอย่าง) , หมูยอทอด และ แหนมกระดูกหมู (นี่ขนาดทานคนเดียวนะ) ดีที่ว่ามีทีมงานน้องเหมียวมาช่วยเทคแคร์ และช่วยชิมเป็นเพื่อนด้วย ไม่เหงาเลยทีนี้

หนังท้องตึงแล้ว ก็ได้เวลาสำรวจรอบๆ ก่อนพระอาทิตย์ตก ที่รีสอร์ตมีจักรยานให้ปั่น ก็ปั่นไปเรื่อยๆ ตามทางเลียบแม่น้ำโขง วิวนี้ช่างดีงาม มีวัดอยู่ใกล้ๆ ด้วย แต่ทว่า ไม่มีคน เลยแอบเหงานิดหน่อย ปั่นไปกลับพอได้เหงื่อ คืนนี้หลับสบาย


เช้าวันที่สอง ตั้งใจตื่นแต่เช้า เพราะอยากจะสัมผัสอากาศดีๆ ชมสายหมอกคลอเคลียยอดเขา มันช่างเหมือนในรูปที่นักเดินทางหลายๆ คนทำรีวิวกัน แต่ของจริงที่เห็นกับตาตัวเอง มันสวยกว่านั้นเยอะค่ะ

เช้านี้ที่รีสอร์ตเงียบมาก เดินไปรอบๆ เหมือนจะมีเราพักอยู่แค่ห้องเดียวเอง รู้สึกเป็นส่วนตัวซะเหลือเกิน เลยเดิน snap ภาพดอกไม้ ใบหญ้าไปเรื่อย มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะดี เลยใช้โอกาสนี้เดินสำรวจโซนอื่นๆ ด้วยเลย

เวลาอาหารเช้า ป็นช่วงที่มีความสุขมากๆ สายหมอกยังไม่หมด อากาศเย็นสบาย (ทั้งที่เป็นฤดูร้อน) เมนูอาหารก็ใช้ผักที่ปลูกในไร่ น้ำสลัดปั่นเอง และน้ำผลไม้ที่คั้นเองอีก Healthy สุดๆ มีเจ้าบ้านมาออดอ้อนอยู่เป็นเพื่อนข้างๆ กินกันไป คุยกันไป (คุยรู้เรื่องด้วย?)

นั่งย่อยซักพัก ปั่นจักรยานไปกลับ 1 รอบ ก็ได้เวลาเสาะหาสถานที่เที่ยวต่อไป เนื่องจากทริปนี้มาคนเดียว เลยไม่ได้วางแผนอะไรมาก (เรียกว่าไม่ได้วางแผนเลยจะดีกว่า) ก็นั่ง search หาสถานที่เที่ยวใกล้ๆ จำได้ว่าระหว่างทางมา มีวัดที่น่าแวะอยู่ เลยว่าจะลองขับไปดูดีกว่า

เริ่มที่วัดพระธาตุผาเงา ขับต่อไปเรื่อยๆ เจอวัดพระธาตุจอมกิตติ เลยแวะเข้าไปสักการะต่อเลย (Slow life สายธรรมะ)

เลยเวลาเที่ยงมาแล้ว แวะหาอะไรรองท้องซักหน่อย ระหว่างทางเจอร้านขนมจีนน้ำเงี้ยวแม่จินดา ท่าทางจะเป็นร้านชื่อดัง ของแบบนี้ต้องอย่าพลาด เดี๋ยวเค้าจะหาว่ามาไม่ถึง สั่งไส้อั่ว กับขนมจีนน้ำเงี้ยว เสิร์ฟพร้อมแคบหมูทอดใหม่ ใหม่มากๆ แบบเพิ่งขึ้นมาจากกระทะ เสียงดังกรอบแกรบๆ ตลอดเวลา (ทนไม่ไหว ถ่ายคลิปเสียงแคบหมูส่งให้เพื่อนฟังดัวย)

กินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ไปต่อที่สามเหลี่ยมทองคำ ครั้งสุดท้ายที่เคยไปน่าจะร่วม 6-7 ปีมาแล้ว บรรยากาศของสามเหลี่ยมทองคำในตอนนั้นกับตอนนี้ดูแตกต่างกันมาก ไม่ค่อยคึกคักเหมือนเมื่อก่อน ร้านรวงก็มีพอประมาณ แล้วก็มีที่ปิดตัวไปบ้าง

นึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่มาถึง รับไปแต่ของคาว ยังไม่ได้รับของหวาน รุ้สึกเหมือนขาดอะไรไป เลยลอง search หาร้านกาแฟใกล้ๆ ละแวกนี้ แต่พยายามขับตาม GPS แล้ว แต่ไปไม่ถึงซักที เลยถอดใจว่าถ้าอย่างนั้น ขับรถกลับที่พักเลยดีกว่า

เหมือนโชคจะเข้าข้างเด็กอ้วน ระหว่างทางกลับ ลองแวะเข้าอำเภอเชียงแสน ผ่านรีสอร์ตที่นึงซึ่งมีร้านกาแฟข้างหน้าชื่อ Hut of Love เลยรีบกลับรถ และแวะเข้าไปชิมโดยไม่ลังเลยเลย (ของหวานกับผู้หญิงนั้นเป็นของคู่กันจริงๆ) เค้กมะพร้าวที่นี่อร่อยดีเนื้อนุ่ม ไม่หวานมาก กาแฟลาเต้ก็เข้มข้น บรรยากาศก็ดี ติดริมแม่น้ำโขงเหมือนกันด้วย ใครผ่านมา ลองแวะมาดู เค้ามีที่พักด้วย ส่วนใหญ่ จะเห็นเป็นลูกค้าชาวต่างชาติซะเยอะ ( Link to coffee shop >> https://www.facebook.com/pages/Hut-of-Love-Coffeerestaurant/313605815425379)

ได้เวลากลับไปประจำการที่ไร่แสงอรุณต่อ คืนนี้เราเปลี่ยนห้องไปนอนที่ ห้องริมโขง K3 เนื่องจากห้องริมโขง K1 มีแขกเข้าพัก (ไม่ซีเรียสที่ต้องย้ายห้อง เพราะว่าจะได้ลองนอนห้องอื่นๆ เห็นมุมอื่นๆบ้าง) มีเวลาเหลือเฟือ ได้ไปนอนอ่านหนังสือ ฟังเพลง ทานอาหารเย็น และปั่นจักรยานต่อ (คุ้มมาก อิ่มด้วย ได้ออกกำลังกายด้วย หลับสบายทุกคืน)

เช้าวันที่สาม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของทริปนี้ เราตื่นแต่เช้าเหมือนเช่นเคย เพราะอยากใช้เวลากับที่นี่ให้นานที่สุด มาแล้วต้องอยู่ให้คุ้ม หายใจเอาโอโซนเข้าไปเยอะๆ ชาร์ตพลังกาย พลังใจให้เต็มที่ ตอนกลางคืนฝนตก ตอนเช้าอากาศเลยยิ่งเย็นเข้าไปใหญ่ (นี่มันหน้าร้อนจริงๆ เหรอ) ถ่ายภาพมุมประจำเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย เพราะเป็นมุมที่มานั่งทานข้าว คิดงาน อ่านหนังสือ จิบกาแฟ ฟังเสียงแม่น้ำโขง

ได้เวลาอำลาจากไร่แสงอรุณ เดินทางต่อไปยังที่หมายถัดไป เริ่มเข้าไปสู่ในตัวเมืองเชียงราย เที่ยวใกล้ๆ เพราะจะได้เข้าสนามบินง่ายๆ ไม่ต้องรีบร้อน

เริ่มจาก พิพิธภัณฑ์บ้านดำ อ.ถวัลย์ ดัชนี เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก ผลงานของท่านช่างยิ่งใหญ่ สวยงาม รวมถึงสถาปัตยกรรมแบบล้านนาก็สวยมากๆ เช่นเดียวกัน

ไปต่อกันที่ วัดพระสิงห์ อยู่ในอำเภอเมือง สักการะพระพุทธสิหิงค์ และรอยพระพุทธบาทจำลอง

เวลาแล้ว ยังพอมีเหลือ สายขนมหวานเราต้องย่าให้พลาด มีน้องๆ แนะนำว่าให้ไปโดนร้านกาแฟ The Wanderer ร้านกาแฟกลางป่าเขียวติดริมแม่น้ำกก ขับรถไปไม่นานก็ถึง (เหมือนจะลึกลับ แต่ GPS ก็พาไปได้) เบเกอรี่และกาแฟของที่นี่ ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ แถมมีฝ่ายประชาสัมพันธ์เป็นน้องเหมียวผู้น่ารัก มาคอย Entertain ให้เกาพุงด้วย เริ่มที่ของคาว จบที่ของหวาน ทริปนี้จึงจบอย่างสวยงาม

สรุปข้อดี-ข้อเสีย ที่ได้จากการเที่ยวคนเดียวครั้งนี้

ข้อดี

  • สามารถตัดสินใจอะไรต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอถามจากใคร
  • มีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้ง จะส่งผลต่อแผนการเดินทางของตัวเอง ฉะนั้น ถ้าเราอยากอยู่ตรงไหนนานๆ ก็ต้องยอมเสียสละสถานที่ๆ อยากจะไปต่อ เพราะว่าที่พักค่อนข้างไกล และสถานที่ท่องเที่ยวรอบๆ มีไม่มากนัก
  • อยู่ในที่ๆ เราชอบได้นานเท่าที่ต้องการ ไม่ต้องมาพะวง เป็นห่วงว่าคนที่ไปด้วยจะเบื่อไหม เค้าจะชอบหรือเปล่า
  • ได้บริหารสมองเป็นอย่างมาก เพราะทริปนี้ ไปแบบ unplan ตื่นเช้ามาก็ปักหมดใน Google Map เลย ว่าเราจะไปตรงไหน พอแวะเสร็จก็ยืน search มันตรงนั้นเลยว่าจะไปไหนต่อ แล้วก็คำนวณระยะทาง + เวลาด้วยตัวเอง (ปล. อย่าเชื่อ GPS มาก ควรใช้สัญชาตญาณของตัวเอง และหมั่นสังเกตให้ดีด้วย)
  • มีโอกาสไปที่ใหม่ๆ ได้พบเจอคนใหม่ๆ ซึ่งปกติไม่เคยได้ทำเวลาอยู่กรุงเทพฯ

ข้อเสีย

  • ‘เหงา’ ไม่มีเพื่อนคุยระหว่างทาง หรือให้คำปรึกษาแนะนำ ว่าควรจะไปตรงไหนดี
  • ‘เสี่ยงอันตราย’ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ต้องเดินทางคนเดียว ต้องระมัดระวังตัว เลือกที่พักที่ปลอดภัย ไม่พาตัวเองไปในสถานที่ๆ ไม่เหมาะสม และต้องคอยติดต่อกับเพื่อนๆ และครอบครัวอยู่เสมอ
  • ‘อาหาร’ ได้ชิมของอร่อยน้อย ยังไม่จุใจ เพราะไปคนเดียว ไม่สามารถสั่งอาหารหลายๆ อย่างได้ (ทานไม่หมด) ถ้ามีคนไปด้วย ก็จะมีโอกาสชิมอาหารได้หลากหลายขึ้น

โดยสรุปแล้ว ถ้าถามว่าจะมี Solo Trip อีกไหม ตอบได้เลยว่า ‘มี’ แน่นอน แต่อาจจะแค่ 1-2 ครั้งต่อปี เพื่อให้โอกาสได้อยู่กับตัวเองบ้าง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การได้ไปเที่ยว ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ กับเพื่อน กับครอบครัว หรือคนรู้ใจ ยังไงก็สนุกกว่าแน่นอน ^__^

📍

📍