ทะเล กับ ภูเขา เธอจะเลือกอะไร ?

สำหรับหลายๆคนอาจเป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายมาก… ภูเขา! เพราะเราเชื่อว่าต้นไม้และป่าเขามีเสน่ห์ให้คนเมืองพุ่งเข้าหาได้ในทุกฤดู! และด้วยที่เรามีเวลาจำกัดในการหลบหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่ แค่ สองวันหนึ่งคืน เท่านั้น เลยทำให้เราตัดสินใจได้เลยว่า เราจะไปเขาใหญ่กันนนนนนนน

เมื่อใกล้ถึงวีคเอน ก็ถึงเวลาหาโรงแรมที่ตอบโจทย์การที่ให้ร่างกายได้สัมผัสธรรมชาติกลางหุบเขา ซึ่งเราจองผ่าน Traveloka ที่พักลงตัวกันที่ บ้านสวนไผ่นพเก้า เพราะราคาที่ตอบโจทย์และสไตล์ของที่พักเขาใหญ่ที่ยึด เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่กล่าวไว้ว่า “การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ พอกิน พอใช้ พอเพียงนั้น คือวิถีชีวิตที่มีความสุขที่สุด”

จองที่พักบ้านสวนไผ่ นพเก้า กับ Traveloka 

 

 

เริ่มออกเดินทางจาก กทม ไป อ.ปากช่อง เขาใหญ่ ใช้เวลาเพียง 3 ชมเท่านั้น โดยเราใช้ถนนหลักทางไป ลำลูกกา-บางประอิน และถนนมิตรภาพ
มุ่งหน้าตรงไปสถานที่เที่ยวแรก “อุทยานแห่งชาติเขาใ่หญ่” หนึ่งในเช็คอินท์สำคัญในการได้รูปสวยๆ ได้ถ่ายรูปสวยๆ อยู่ใกล้ๆกับกวางป่าราวกับอยู่ New Zealand กันเลย

เพราะไปถ่ายรูปตามป้ายต่างๆคงจะไม่ใช่เราสักเท่าไหร่ เราจึงขับรถวนหาโลเคชั่นสวยๆในการถ่ายรูปเล่น และมุมแรกที่เราได้ค้นพบคือ…  ณ อ่างเก็บน้ำสายศร อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่า

จะหันไปทางไหน พื้นที่ก็ครอบคลุมไปด้วยสีเขียวขจี แถบขับไปเรื่อยๆ ก็เจอนุ้งกวางนุ้งลิงตลอดทางเลย

 

โลเคชั่นที่สองที่เราทำการบ้านมาอย่างดีว่าต้องไปให้ได้ ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญคือ หอดูสัตว์หนองผักชี

การเดินทางไป ณ หอดูสัตว์หนองผักชีนั้นต้องเดินทางด้วยเท้า ระยะเวลาในการเดินใช้ได้เวลาไปกับประมาณ 20 นาที ระหว่างทางก็มีมุมสวยๆให้คอยถ่ายรูปตลอดเวลา มีทุ่งหญ้าที่กว้างขวางและต้นไม้ใหญ่ที่หาดูได้ยากมากๆ สำหรับคนเมืองอย่างเรา เรากลายเป็นมนุษย์ตัวเล็กๆไปเลย

ดูในรูปแบบนี้ยังแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือแค่เขาใหญ่สวยมากขอให้ลองมาดูด้วยตาตัวเอง ไม่ต้องไปไกลถึงต่างประเทศกันเลย

 

 

และต้องขอบคุณกับกระเป๋าแบรนด์ Troopers ที่ทำให้เราได้พกอุปกรณ์การเดินทางได้อย่างครบถ้วนตลอดทริป 2 วันหนึ่งคืน แถมทำให้เราดูเป็นลุคนักเดินทางอย่างเต็มตัวเลยทีเดียว

ถึงแล้วกับหอดูสัตว์หนองผักชี เขาบอกว่าส่วนใหญ่จะได้เห็นเหล่า กวาง กระทิง และช้างป่า มากินโป่งบริเวณนั้น แต่เราไป ไม่เจออะไรเลยอะ 55555 แต่ก็ไม่เป็นไรถือว่าได้มาแล้ว 🙂

 

พอร่างกายได้เติมเต็มไปด้วยแสงแดดและธรรมชาติก็ถึงเวลาเติมของกินเข้าพุงน้อยๆกันซะหน่อยย ร้าน ลูกไก่ ร้านอาหารโฮมเมดที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาร้าน แต่รสชาติของอาหารถือว่าคุ้มกับการขับรถมาเลยทีเดียว

ร้านนี้มีลักษณะคล้ายกับบ้านหลังใหญ่สไตล์ยุโรป มีเสริฟทั้งอาหารไทยและนานาชาติ ราคาคุ้มค่าเลย

หลังอาหารมื้อใหญ่ หนังตาก็เริ่มตึงๆ ถึงเวลาเข้าที่พัก ใช้ชีวิต Slow Life พักผ่อนสบายๆในวันหยุดนี้ ที่โฮมสเตย์บรรยากาศบ้านๆ ในกระท่อมริมเขา กลางทุ่งดอกไม้ และผักนานาพันธุ์ บ้านสวนไผ่นพเก้า

 

หลายคนคงสงสัยทำไมถึงมีบ้านไม้ไผ่ในใจกลางเขาใหญ่ นั้นเป็นเพราะทางที่พักสร้างขึ้นเพื่อสื่อถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของไม้ไผ่ และอยากให้ทุกพื้นที่ร่วมรณรงค์ปลูกไผ่ เพราะในลำไผ่จะมีน้ำประมาณ 40% จึงเป็นพืชที่ช่วยลดโลกร้อนได้อย่างดี
สวนไผ่นพเก้ามีที่พักทั้งหมด 6 หลังเท่านั้น ภายในห้องสะอาดสะอ้าน และเครื่องอำนวยความสะดวกครบถ้วน

ทางเดินเล็กๆของทางที่พัก เงียบสงบและร่มรื่นมากๆ

 

ทางที่พักยังมีสวนขนาดเล็กไว้สำหรับปลูกพืชผักนานาพันธุ์ ไว้สำหรับทำอาหารที่คาเฟ่ด้านหน้าด้วยนะ

 

แน่นอนเลยว่าที่พักมีเรื่องราวดีๆแบบนี้ ก็ต้องชักภาพคู่ไว้ด้วยซะหน่อย ไว้คอยบอกเล่าต่อให้คนได้รับรู้

 

วันสุดท้ายก่อนกลับกทมไปเผชิญหน้ากับความจริง เราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ดีมากๆ เพราะเมื่อคืนได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่มตั้งแต่ฟ้ามืด และเมื่อเตรียมร่างกายพร้อมแล้ว เราเริ่มออกเดินทางไปหาอาหารแซ่บๆ กิน แน่นอนเราแวะไปที่ร้าน “เป็นลาว” เมนูเด็ดที่นี้มีหลายอย่างเลย ขอบอกว่าสายแซ่บห้ามพลาด

 

 

แน่นอน เมื่อเยือนถิ่นใหม่ ทางเราก็เสาะหาคาเฟ่เก๋ๆใหม่ๆให้ไปนั่งชิวสักหน่อย ร้านคนเยอะๆทางเราอาจไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แต่จังหวะที่กำลังขับรถเล่น ตาเราก็เหลือบไปเห็นป้ายที่เขียนว่า Le Petit Marche Khaoyai หรือชื่อไทยว่า “ตลาด นิด หน่อย” แค่ชื่อที่ชวนให้สงสัย เราเลยรีบเลี้ยวรถแวะไปดูซะหน่อย

 

พอได้เข้าไปถึงที่ Le Petit Marche Khaoyai แน่นอนเลยว่า คิดไม่ผิดจริงๆ ร้านน่ารักเอามากกกๆ คอนเซ็ปของร้านนี้คือไม่ได้มีแค่ร้านคาเฟ่นะ แต่เป็นสถานที่ๆรวบรวมทั้งสินค้าตบแต่งบ้าน ,ต้นไม้สไตล์อังกฤษที่เหมาะกับการปลูกในอากาศร้อน, ผลิตภัณท์ที่มาจากผักผลไม้ที่ทางร้านได้ปลูกเอง และที่สำคัญมีเจ้าตูบตัวอ้วน ปาแตง มาต้อนรับตั้งแต่ลงจากรถกันเลยทีเดียว

ระหว่างนั่งอยู่ที่ร้าน เราก็ได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับพนักงานและเจ้าของร้าน
เลยได้ทราบว่าสถานที่นี้คือไว้สำหรับถ่ายรายการ Miss Andrea’s Diary ซะด้วย

 

เมื่อเม้ามอยเพลินไปหน่อย เหลือบมองนาฬิกาอีกทีก็เกือบเย็นซะแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มเดินทางกลับสู่ความจริง หมดเวลาสนุกซะแล้ว แต่ถึงยังไงก็เป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่ทำให้เราและเพื่อนได้มาผ่อนคลาย และชาร์ตพลังกับไปไม่ใช้น้อย เป็นช่วงเวลาสั้นๆมี่รู้สึกดีเอามากๆเลยแหละ 🙂

หากใครที่ต้องการพักผ่อนจากสถานการณ์ที่ตึงเครียดหรือหลบหนีจากมลพิษในเมือง เคลียร์คิวให้ว่างกับเพื่อนสนิทของคุณ เปิดแอปฯ Traveloka กดจองที่พักแล้วเริ่มออกเดินทางกันเล้ยย!