ทำงานมาหนักจนเหนื่อย ถึงเวลาก็อยากจะพักผ่อนให้รางวัลชีวิตที่ตัวเองทำงานหนักมาตลอด เลยเลือกที่จะไปเที่ยวใกล้ๆ กรุงเทพฯ ไม่ไกลมากนัก คิดได้แบบนั้นใจก็นึกถึงโรงแรมเอวาซอน (Evason Huahin) ที่แม้ชื่อว่าหัวหิน แต่จริงๆ แล้วตั้งอยู่ติดริมทะเลตรงปากน้ำปราณ ซึ่งถึงจะเคยไปมาแล้ว แต่บอกเลยว่าติดใจมากจนอยากไปซ้ำ เพราะที่เอวาซอนมีความเป็นส่วนตัวสูง เงียบสงบ คนไม่พลุกพล่าน ทุกอย่างล้วนรักษ์โลก และเป็นธรรมชาติ เป็นโรงแรมที่เน้นความ Eco-Friendly ไปเที่ยวรอบนี้ตัดสินใจพักผ่อนอยู่แต่ในที่พัก เลยตัดสินใจเลือกไปที่เอวาซอนอีกสักครั้ง

ครั้งที่แล้วเราได้จองห้องพักแบบ Delux ธรรมดา แต่รอบนี้อยากจะให้ของขวัญตัวเองแบบพิเศษขึ้นมาหน่อย เลยเลือกจองห้องพักแบบ Pool Villa กันไปเลย คราวนี้แหละจะลงเล่นน้ำให้สมใจ แช่อ่างกันทั้งวันทั้งคืน แต่เนื่องด้วยราคาที่สูง เราก็เลยอยากจะเซฟงบประมาณ เลยหาที่พักเอวาซอนตามเว็บ และแอพต่างๆ เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด หาไปหามารอบนี้เลยได้ที่พักโดยจองกับ Traveloka ได้ราคาคืนละ 5,xxx เอง ซึ่งบอกเลยว่าคุ้มมากๆๆ ปกติราคาโดดไปที่คืนละเกือบหมื่นได้แหนะ

จองที่พักเอวาซอน หัวหิน (Evason Huahin) กับTraveloka

 

DAY 1

เมื่อขับรถเข้าไปถึง รถทุกคนของผู้ที่มาเข้าพักจะต้องถูกจอดไว้ที่ลานจอดรถด้านหน้ารีสอร์ท ก่อนที่จะมีรถกอล์ฟของทางโรงแรม รับผู้เข้าพัก และขนกระเป๋ามาส่งด้านในอีกที ซึ่งส่วนนี้เราประทับใจมาก เพราะรู้สึกว่าคนที่เข้ามาในโรงแรมได้ จะต้องเป็นลูกค้าเท่านั้น ช่วยเพิ่มความไพรเวท และความปลอดภัยไปได้อีก จุดเด่นก็คือสระบัวที่อยู่ด้านหน้าล็อบบี้ บอกเลยว่าใครมาต้องอย่าลืมมาเก็บภาพบรรยากาศจุดนี้

 

สิ่งที่ชอบ และทำให้ติดใจจนกลับมาซ้ำอีกอย่างหนึ่งก็คือความร่มรื่นเนี่ยแหละ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะมีแต่สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า และธรรมชาติไปหมด ซึ่งที่นี่ก็ไม่ใช่ว่าจะสักปลูกแต่ต้นไม้ก็ปลูกนะ เท่าที่เห็นคือมีคนดูแลอย่างจริงจัง ค่อยปลูก และบำรุงต้นไม้ทุกต้นให้ยังมีสุขภาพดีอยู่ ทางเดินสำหรับห้องวิลล่าก็จะเต็มไปด้วยความเขียวขจี อีกหนึ่งเหตุผลที่เราเลือกห้องวิลล่า เพราะว่ากว้างกว่าห้องปกติเยอะ มีพื้นที่กว้างขวาง มีความเป็นส่วนตัว เนื่องจากวิลล่าก็จะเหมือนได้บ้านไปหลังหนึ่งเลย ที่สำคัญคือมีสระว่ายน้ำส่วนตัว และอ่างแช่น้ำแบบเอ้าท์ดอร์ แนะนำว่าใครกำลังหาที่เที่ยวสำหรับฮันนีมูน ให้มาที่เอวาซอนบอกเลยว่าไม่ผิดหวังค่ะ

 

เมื่อเปิดประตูเข้ามาในวิลล่าก็ต้องร้องว้าว เพราะที่พักคือสวยมาก ความรู้สึกแรกที่คิดก็คือคุ้มแล้วที่ยอมเสียเงินเพิ่มเพื่อจองห้องวิลล่า เนื่องจากมีขนาดกว้างมากๆ ไม่อึดอัด ถึงแม้ว่าทริปนี้จะมาสามคน และให้ทางโรงแรมจัดเตียงเสริมให้ แต่สำหรับใครที่มาเกินจำนวนคนที่ทางเอวาซอนกำหนดไว้ จะต้องจ่ายเพิ่มคนละ 1,500 บาท ต่อคืน สำหรับคืนนี้เรานอนไปสองคืน ก็คือจ่ายเพิ่มอีก 3,000 ข้อดีคือราคานี้จ่ายแล้วจบ เพราะรวมทั้งเตียงเสริม และค่าอาหารเช้าให้พร้อม

 

เตียงเสริมที่ว่าก็คือดัดแปลงมาจากโซฟาอันใหญ่นั่นล่ะ แต่ว่าทางโรงแรมก็ได้นำผ้ามาปูให้เรียบร้อย แถมยังมีหมอน และผ้าห่มให้อย่างดี ซึ่งจากที่ถามทางพนักงานมา ในแต่ละห้องจะเสริมเตียงเพิ่มได้แค่ 1 เตียงเท่านั้น โดยเตียงเสริมที่ว่านี้ก็คือดัดแปลงมาจากโซฟานั่นเอง จุดเด่นของห้องพักแบบวิลล่าอีกอย่างคือจะมีเครื่องชงกาแฟวางไว้ให้ในห้อง เป็นเครื่องชงแบบที่สามารถใส่กาแฟสำเร็จรูปลงไปได้เลย ใครชอบกาแฟต้องถูกใจแน่นอน

 

ในส่วนของห้องน้ำเราว่ามีการแบ่งสัดส่วนที่ชัดเจน ระหว่างโซนเปียก และโซนแห้ง แต่ที่ขัดใจอย่างหนึ่งคือ ส่วนที่เป็นอ้างล้างหน้า และเคานเตอร์อ่างล้างหน้านั้น ค่อนข้างที่จะเล็กไปหน่อย วางสกินแคร์ได้ไม่กี่ขวดก็เต็มพื้นที่ซะแล้ว แต่ในส่วนของพื้นที่อาบน้ำนั้น พื้นที่คือกว้างขวางมาก และที่ชอบอีกอย่างคือมีประตูเปิดไปด้านนอก เวลาที่ว่ายน้ำ หรือแช่น้ำอ่างมาเปียกๆ พื้นห้องนอนก็จะไม่เลอะ เพราะสามารถเดินผ่านประตูนี้เข้ามาได้เลย

สำหรับวันแรกด้วยความที่เรามาถึงที่พักค่อนข้างเย็น เลยออกไปหาอะไรกินแถวโรงแรมเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับมาพักผ่อน รอให้ถึงวันพรุ่งนี้ เพราะเรากะว่าจะตื่นแต่เช้า และออกไปตะลุยทำกิจกรรมให้เต็มที่กันทั้งวัน โดยที่ความตั้งใจของเราคือจะไม่ออกไปนอกโรงแรมเลย

 

DAY 2

ตื่นแต่เช้าตรู่งัวเงียล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำยังไม่ต้องเพราะเช้าเกิน ออกมารับประทานอาหารเช้า ที่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้เราตัดสินใจมาเที่ยวที่เอวาซอนซ้ำอีกทีเลยหล่ะ เพราะอาหารเช้ามีให้เลือกเยอะมากๆๆ แถมยังเหมาะกับคนที่ลดความอ้วน หรือว่ารักสุขภาพ เนื่องจากทุกสิ่งล้วนคัดสรรมาแต่วัตถุดิบที่ดี อย่างผัก หรือน้ำผลไม้ก็ออกานิกส์หมด ใครที่แพ้กลูเตน ก็มีขนมปังแบบปราศจากกลูเตนให้เลือกด้วยนะ บอกเลยว่านั่งกินได้ถึง 11 โมง ใครยังไม่อิ่มก็นั่งกันไปยาวๆ เลยจ้า

 

ใครชอบขนมปัง หรือว่าเมนูเบเกอรี่ บอกเลยว่าต้องอินเลิฟกับที่นี่มากแน่ๆๆ เพราะมีขนมปังอบสดๆ ใหม่ๆ ให้เลือกหลากหลาย จะแบบธรรมดา ผสมธัญพืช หรือว่าแป้งปราศจากกลูเตนก็มีครบค่ะ นอกจากนั้นยังมีโซนที่เป็นน้ำผลไม้คั้นสดใหม่ ให้เลือกมากมาย ส่วนใครที่เป็นสายเฮลท์ตี้ ขอแนะนำโซนที่รวมธัญพืชต่างๆ มีตั้งแต่คอนเฟลค ข้าวโอ๊ต เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง หรือว่าผลไม้อบแห้ง จะกินคู่กับนม หรือว่ากินคู่กับเฟรชโยเกิร์ตรสชาติละมุนก็เข้ากันดีแบบสุดๆ ไปเลย

 

หรือใครที่ชอบกินไข่ บอกเลยว่ามีครบทุกแบบที่อยากจะกิน ทั้งไข่ต้ม ไข่ลวก ไข่ดาวแบบสุก หรือไม่สุก คือสั่งได้หมด วันที่เราไปมีเมนูพิเศษ เป็นเหมือนไข่เบเนดิกส์ให้สั่งด้วย จัดไปอาหารเช้าไข่ดาว 2 ฟองเบาๆ กินคู่กับเบค่อน และไส้กรอกโฮมเมดคือเด็ดดดมาก แนะนำว่าให้เตรียมท้องไปใส่อาหารเช้าให้ดี รับรองว่าไม่ผิดหวัง และคุ้มค่ากับราคา นอกจากอร่อยแล้วยังสุขภาพดีอีกด้วยนะ

 

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็มาเดินย่อยบริเวณสระว่ายน้ำ พร้อมกับถือโอกาสชักภาพมาให้ได้ชมกัน สำหรับสระว่ายน้ำที่นี่เราก็ชอบอีก เพราะอย่างแรกที่ชอบคือสระใหญ่มาก มีทั้งโซนน้ำลึก และน้ำตื้น นอกจากนั้นยังเป็นสระน้ำเกลือ ที่หลายคนอาจจะเฉยๆ แต่เราชอบมากก เพราะเวลาน้ำเข้าตาคือไม่แสบ แถมยังไม่มีกลิ่นคอรีนแรงๆ ทำลายผม หรือทำลายผิว ใครที่เล็งเอวาซอนไว้ จะมาพักที่นี่ ไม่ได้จองห้องพูลวิลล่าก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะสระว่ายน้ำส่วนกลางเค้าดูดี และใหญ่เอาเรื่องทีเดียว

 

จะบอกว่ากิจกรรมของที่พักเอวาซอนมีให้ทำเยอะมากๆๆๆ เลย แทบจะไม่ต้องออกไปข้างนอกก็ได้นะ กิจกรรมแรกที่เราเลือกทำคือยิงธนู ซึ่งบอกเลยว่าคุ้ม เพราะยิงทั้งหมด 30 เป้า แค่ 100 บาทเท่านั้น แถมยังมีคนช่วยสอน ไม่ต้องมีทักษะก็ยิงได้ เพราะพี่พนักงานอธิบายละเอียดมากค่ะ ในรูปที่เห็นคือพี่เค้าใส่อุปกรณ์ช่วยป้องกันสายธนูดีดให้ ทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กคือเล่นได้หมด หรือใครจะขี่จักรยานก็มีให้เช่า แต่อากาศร้อนแบบนี้เราขอบายกิจกรรมกลางแจ้งค่ะ

 

หรือใครที่ไม่ได้เอารถมา แต่อยากออกไปข้างนอก ทางเอวาซอน หัวหิน เค้าก็มีจัดรถรับส่งไปยังเขากระโหลกให้ด้วยนะ ตารางเวลาออกรถก็ตามนั้น แต่สำหรับรอบนี้เราขออยู่แต่ในโรงแรมอย่างเดียวพอ หลังจากทำกิจกรรมเสร็จก็เริ่มหิว เลยหาอะไรลงท้องสักหน่อย ก็เลยมานั่งกินอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรม เป็นห้องอาหารที่อยู่ติดทะเล คือวิวดีมากๆๆ ถึงแม้จะร้อนไปสักหน่อย แต่ก็ยอมค่ะ กินอาหารไป ชมวิวทะเลไป อะไรจะฟินขนาดนี้ แถมราคาดีด้วยน้า กินกันสามคน หมดไป 1,400 กว่าบาทก็ถือว่าโอเคค่ะ

ขอปิดท้ายวันที่สองด้วยการกลับไปนอนเล่นที่ห้อง และสั่งอาหารจากรูมเซอร์วิส อ๋อ แต่ก่อนจะหมดวัน เราตัดสินไปจองสปาเพื่อที่จะไปทำสปาก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ พรุ่งนี้ หากใครที่สนใจจะทำสปา แนะนำให้จองก่อน เพราะว่าคิวแน่นตลอด หรือถ้าใครอยากเล่นโยคะ ที่นี่มีตารางเล่นโยคะให้ฟรี สามารถสอบถามรายละเอียดกับพนักงานได้โดยตรงเลย

 

DAY 3

ใครมาพักที่เอวาซอน แล้วไม่ได้มาทำสปา เราขอบอกเลยว่าพลาดมากก ควรมาลองสปาของที่นี่ดู เพราะแค่บรรยากาศเราก็ให้คะแนนเต็ม 10 แล้ว หลังจากที่เลือกแพคเกจสปาเสร็จเรียบร้อย พนักงานจะพาเราเดินเข้าไปข้างใน ผ่านรั้วสีเขียวเข้าไป ก็จะเจอกับส่วนของสปาที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เลยเก็บภาพบรรยากาศมาให้ดู แต่เสียดายที่รอบนี้เราเลือกขัดสครับตัว ก็เลยต้องนวดที่ด้านในห้อง อดใช้ห้องที่อยู่ด้านนอกเลย

 

สิ่งที่เราชอบสำหรับสปาที่นี่ คือพอเราเลือกแพคเกจเสร็จเรียบร้อยแล้ว เนื่องด้วยเราเลือกที่จะสครับผิวกาย พนักงานเลยให้เรามาอบไอน้ำ หรือว่าซาวน่าเพื่อเปิดรูขุมขนกันซะก่อน ซึ่งจะต้องมาถึงสปาก่อนล่วงหน้าเป็นเวลา 30 นาที เพื่อเตรียมตัวซาวน่า โดยบริการทั้งหมดคือฟรี!!! ไม่มีคิดเงินเพิ่ม แถมยังมีห้องอาบน้ำ มีผ้าเช็ดตัว ชุดคลุมอาบน้ำให้เปลี่ยน แถมบรรยากาศก็คือดีอีกแล้ว เหมือนได้พักผ่อนทำสปาอยู่กลางป่าจริงๆ

 

หลังจากสปาเสร็จเรียบร้อย เป็นทั้งหมด 90 นาที แพคเกจที่เราเลือกราคาเบ็ดเสร็จคือประมาณ 2 พันกว่าบาท หรือถ้าใครอยากนวดอย่างเดียวก็มีหลายแพคเกจให้เลือก ซึ่งมักจะมีโปรโมทชั่นตามเดือนนั้นๆ ให้ลองถามพนักงานดู หลังจากทำสปาเสร็จ ทางพนักงานก็นำชาตะไคร้มาให้ดื่ม รับประทานคู่กับผลไม้อบแห้ง ช่วยทำให้ผ่อนคลาย และรู้สึกเฟรชมากขึ้น หลังจากทำสปาเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาเช็คเอ้าท์กลับกรุงเทพฯ ซึ่งถ้าหากว่าครั้งหน้ามีเวลา (และมีเงิน) บอกเลยว่าเราไม่พลาดที่จะกลับมาพักผ่อนที่เอวาซอนอีกแน่นอน

 

ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะทั้งค่าห้อง ค่าอาหาร หรือว่าค่าสปาจะค่อนข้างแพงใช้ได้ แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการจ่ายเพื่อการพักผ่อน ความเงียบสงบ ที่หาไม่ได้จากเมืองหลวง หากใครที่อยากมาพักผ่อนคลาย หรืออยากหาที่พักบรรยากาศดีๆ ติดทะเล มีทุกอย่างพร้อม ไม่ต้องออกไปไหนก็ได้ แนะนำให้มาลองพักที่เอวาซอนดูสักครั้ง แล้วคุณจะลืมไปเลยว่าความวุ่นวายนั้นเป็นอย่างไร ยิ่งใครที่ชอบเล่นโยคะ หรือรักสุขภาพแล้ว รับรองว่าคุณจะหลงรักเอวาซอนอย่างไม่รู้ตัวแน่นอน