ช่วงกรีนซีซั่นแบบนี้ ถ้าจะหาที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ แบบไม่ต้องลางานให้วุ่นวาย แบบ 2 วัน 1 คืนก็เที่ยวได้ ฟินดี ก็ต้อง “เขาใหญ่” ที่เที่ยวที่สายธรรมชาตินึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ที่นี่นอกจากจะทำให้คุณสูดโอโซนได้อย่างเต็มปอด ชาร์จพลังชีวิตให้เพิ่มขึ้นแล้ว รู้รึเปล่าว่าเขาใหญ่ก็มีที่พักดีๆ ที่ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้ใกล้ธรรมชาติยิ่งขึ้น มีคอนเซ็ปต์ยิ่งขึ้น อย่างเต็นท์กลางทุ่งหญ้า ล้อมรอบด้วยภูเขาที่เขาใหญ่ แต่อย่าให้ถึงกับต้องลำบาก เพราะเราไปค้นเจอมาว่า เดี๋ยวนี้ เขาใหญ่เค้ามีเต็นท์ติดแอร์แบบอยู่ได้หรูๆ สะดวกสบายอย่างที่สุดที่ “Lala Mukha Tented Resort Khao Yai” นอนชิลล์ๆ เที่ยวฟินๆ ได้ยังไง ตามเราไปดูกัน 

ก่อนอื่นเลย เราเริ่มต้นด้วยการจองที่พัก Lala Mukha Tented Resort Khao Yai กันก่อน ซึ่งเช็คราคาที่ดีที่สุด คุ้มสุดๆ ก็ต้องที่ Traveloka โดยเริ่มต้นแบบห้องพัก Eco Safari Tent ในช่วงนี้ ราคาแค่ 3,100 บาท ต่อคืนเท่านั้น บอกเลยว่าถ้าอยากสัมผัสประสบการณ์นอนเต็นท์ดูสักที แบบไม่ลำบาก มีข้าวเช้า มี Wi-Fi ทั้งยังได้พักผ่อนฟินๆ แบบเต็มอิ่ม ราคานี้ คุ้มค่าเหมือนกันนะ

เช็คราคาและห้องว่าง Lala Mukha Tented Resort Khao Yai

จองเสร็จอะไรเสร็จ เก็บกระเป๋ามาสู่เขาใหญ่กันเลยดีกว่า แต่ก่อนเข้าสู่ที่พัก เราขอพามากินข้าวกันก่อน เพราะหากนึกถึงร้านอาหารอร่อยๆ ที่เขาใหญ่ ที่อยู่ระหว่างทางที่เราไปที่พักนี้ ก็ต้องที่ “ครัวจันผา

ร้านอาหารไทย ร้านเด่นร้านดังที่เขาใหญ่ ซึ่งเปิดมานานแล้ว และต้องขอบอกเลยว่าเมนูแต่ละอย่างของเค้าจัดจ้านมากๆ แนะนำให้ไปลองกินกันดู โดยเมนูแนะนำร้านนี้ ที่ใครมาก็ต้องสั่งก็คือ ปลาช่อนเผาเกลือ เด็ดมาก นอกจากนี้ ก็ยังมี ห่อหมก หลนหมูสับ และอื่นๆ ให้เลือกอีกเยอะมากๆ ไปลองกันค่ะ กินอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาไปชิลล์กับที่พักของเราในครั้งนี้กัน

 

จากครัวจันผา บอกเลยว่าใช้เวลาขับรถแค่แป๊ปเดียวก็มาถึงที่ Lala Mukha Tented Resort Khao Yai ที่พักเต็นท์หรูติดแอร์ของเราในครั้งนี้ เมื่อมาถึงก็บอกเลยว่าไม่มีผิดหวัง เพราะล้อมรอบด้วยความเป็นธรรมชาติแบบสุดๆ เข้ากับกรีนซีซั่นในช่วงนี้มากๆ มาพักผ่อนกับใครก็ดี พูดเลย แต่ส่วนใหญ่คนมาพักที่นี่ก็จะเป็นแก๊งค์เพื่อนๆ กันไป เพราะได้ฟีลความชิลล์ มีกิจกรรมจับกลุ่มจิบเครื่องดื่มชิลล์ๆ ท่ามกลางธรรมชาติและอากาศสบายๆ กันไปหน้าเต็นท์ที่พัก

ซึ่งที่พักที่นี่ เค้าก็แบ่งเป็น 3 ประเภทด้วยกัน โดยรูปด้านบนก็จะเป็นที่พักแบบ Eco Safari Tent ซึ่งมีราคาเบาที่สุด นอนได้ 2 คน เห็นจากในรูปบอกเลยว่าดูดี พักผ่อนสบาย แต่ว่าห้องพักประเภทนี้ จะต้องใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งไม่แย่นะ เพราะในห้องน้ำรวมที่นี่สะอาด แบ่งส่วนชัดเจน ทั้งส่วนที่เป็นห้องน้ำและห้องอาบน้ำ และก็แบ่งชายหญิง มีความเป็นส่วนตัวประมาณนึงเลยทีเดียว

แต่ถ้าใครอยากได้ความเป็นส่วนตัวเหมือนทริปนี้ของเรา เราก็แนะนำห้องพักแบบ Deluxe Tent ซึ่งเป็นเต็นท์แบบมีห้องน้ำในตัว และขนาดห้องก็ยังใหญ่กว่าแบบ Eco ประมาณนึง บอกเลยว่าใครอยากพักผ่อนแบบเต็นท์ท่ามกลางธรรมชาติและขุนเขาของเขาใหญ่ แบบสบายๆ ก็ต้องที่นี่เลยไม่มีผิดหวัง นอกจากนี้ ที่นี่ก็ยังมีห้องพักแบบ Loft House อีกด้วย สำหรับคนที่มาพักผ่อนกับครอบครัว ซึ่งสามารถพักได้ทั้งหมด 4 คน เป็นบ้านต้นไม้ที่มีความเป็นส่วนตัวสูงเหมือนกันนะ

ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง ก็มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ห้องอาหารที่มีเมนูอาหารแบบนานาชาติ บรรยากาศดี เครื่องดื่มครบ เพลงคลอเบาๆ ดึกดื่นไม่ต้องออกไปไหน ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่นี่ที่เดียวก็ฟินแล้ว

ตื่นเช้ามาก็ยังมีอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์หลากหลายเมนูให้เลือกกินกันอีก แถมที่นั่งยังเห็นวิวทั้งรีสอร์ทแบบนี้ อยากนอนต่ออีกสักคืนเลยทีเดียว

ถึงเวลาเช็คเอ้าท์ ก่อนจะกลับกรุงเทพฯ ก็ขอเช็คอินที่ชิคๆ กันก่อน จะได้คุ้มค่าแก่การมาเที่ยวเขาใหญ่ครั้งนี้ ซึ่งดูจากแผนที่แบบไม่ไกลจากที่พักก็ต้องที่ The Birder’s Lodge หนึ่งคาเฟ่บรรยากาศดีที่เขาใหญ่ ซึ่งนอกจากเค้าจะมีที่งนั่งให้จิบกาแฟกันชิลล์ๆ แล้ว ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ที่นี่ยังมี Farmer’s Market บรรยากาศโรงนา ขายของจากเกษตรกรโดยตรง สินค้าโฮมเมดต่างๆ ที่คัดสรรมาอย่างดีแถมราคาไม่แพงให้ได้ซื้อกลับไปเป็นของฝากอีกด้วย ใครจะมาเข้าใหญ่ ยังไงลองมาแวะเช็คอินกันดู

นอกจากนี้ หากใครยังไม่อิ่มท้องเราก็ขอแนะนำร้านอาหารไทย-อีสาน ที่เด็ดไม่แพ้กันที่เขาใหญ่กับ “ร้านเป็นลาว” ที่มีอยู่หลายสาขาเลยทีเดียว ทั้งแซ่บ ทั้งนัวเลยร้านนี้ แนะนำ

เป็นไงบ้างกับทริปเขาใหญ่ 2 วัน 1คืนของเรา บอกเลยว่าชิลล์สุด อะไรสุด ไฮไลท์สุดก็ต้องที่พักนี่แหละ ใครอินกับธรรมชาติมากๆ เราก็แนะนำเลยว่าต้องไปพักผ่อนกันสักครั้ง เห็นรีวิวนี้แล้วอยากจองก็คลิกไปเช็คราคาและห้องว่างกันได้ที่ Traveloka