State of the Vatican City หรือ Vatican (นครรัฐวาติกัน) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในกรุงโรม แต่เนื่องจากในอดีต ที่วาติกันนี้มีการทำสนธิสัญญากับอิตาลี ให้พื้นที่หรือเมืองนี้แยกตัวออกมาเป็นรัฐเอกราชที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง เนื่องจากเป็นดินแดนที่ต้องได้รับการรักษาไว้เป็นพิเศษ ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งกันทางอาวุธ หรือ สงครามนั่นเอง เพราะเป็นแหล่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรมของโลกและเป็นศูนย์กลางของคริสตจักร ซึ่งผู้ที่มีอำนาจสูงสุดนั่นก็คือ พระสันตะปาปา เป็นเหมือนกับประมุขสูงสุดของคริสจักรโรมันคาทอลิก หรือเราเรียกง่ายๆ สั้นๆ ว่า “โป๊ป” นั่นเอง และนครแห่งนี้มีพลเมืองประชากรอยู่ประมาณ 900 คนเท่านั้น ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดของประเทศเพียง 250 ไร่เท่านั้น แต่แม้จะดูเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กมากกกก ถึงมากที่สุด แต่ก็มีทุกอย่างครบทั้งระบบสาธารณูปโภค รัฐบาล กฎหมาย และสถานที่หรือองค์กรที่สำคัญต่างๆ

ใครอยากไปเที่ยววาติกัน แนะนำให้บินไปลงที่กรุงโรมได้เลย แค่เปิด Traveloka แล้วจองตั๋วเครื่องบินไปโรมแบบง่ายๆ ด้วยฟังก์ชั่น Smart Combo ที่ช่วยจับคู่ตั๋วเครื่องบินให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด นอกจากนั้นยังสะดวก รวดเร็ว ด้วยการจ่ายเงินที่มีให้เลือกหลากหลายมากๆ

จองตั๋วเครื่องบินไปโรม กับTraveloka 

 

อาณาเขตของนครรัฐวาติกันนั้น ประกอบไปด้วยวังวาติกัน ซึ่งรวมไปถึงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ พิพิธภัณฑ์วาติกัน หอสมุดวาติกัน และที่ประทับของพระสันตะปาปา นอกจากนั้นก็ยังมีวังกัสเตลกันดอลโฟ (Castelgandolfo) ซึ่งเป็นที่ประทับร้อน ตั้งอยู่นอกชานกรุงโรมไปทางทิศใต้ มหาวิทยาลัย Gregorian และโบสถ์ 13 แห่งในกรุงโรม

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดภายในนครรัฐวาติกันก็คือ “มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์” (Basilica of Saint Peter) ซึ่งเป็นมหาวิหารนักบุญเปโตรที่เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกัน โดยสร้างทับวิหารเดิมที่ชื่อเดียวกัน ซึ่งเมื่อมองจากโดมของมหาวิหารแล้ว สามารถเห็นได้แต่ไกลถึงในตัวเมืองโรม โบสถ์นี้ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 2.3 เฮกตาร์ สามารถจุคนได้กว่า 60,000 คน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่หนึ่งในคริสจัตรโรมันคาทอลิค ที่ตั้งโบสถ์เชื่อกันว่าเป็นที่ฝังร่างของนักบุญซีโมนเปโตร ซึ่งเป็นหนึ่งในอัครทูตของพระเยซูคริสตจักร ถือว่านักบุญเปโตรเป็นบิชอปองค์แรกของแอนติออก ต่อมาก็ได้สถาปนาขึ้นเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกของโรม เพราะนิกายโรมันคาทอลิกเชื่อกันว่าร่างของนักบุญเปโตรถูกฝังไว้ที่นี่ จึงเป็นประเพณีกันต่อมาว่าพระสันตะปาปาหลายองค์ก็ฝังไว้ที่นี่เช่นกัน

จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ อยู่ด้านหน้าของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์  จะเป็นลานกว้าง แบบมากๆๆๆๆ ด้านหน้ามหาวิหาร ที่ตรงกลางลานจะมีเสาโอเบลิสก์ของอียิปต์ เสาสูงที่ยอดด้านบนสุดเป็นรูปทรงปิรามิดตั้งอยู่ รอบลานจัตุรัสมีแนวเสาระเบียงของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่ยาวโค้ง มีน้ำพุสองด้านซ้ายขวา

 

ตัวมหาวิหารปัจจุบันเริ่มสร้างเมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1506 บนโบสถ์แบบคอนสแตนติน และเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1626 แต่เดิมนั้นมหาวิหารนักบุญเปโตร ไม่ได้เป็นสถานที่พำนักประจำตำแหน่งของพระสันตะปาปาเช่นปัจจุบันนี้ (สถานที่ประจำตำแหน่งของสันตะปาปาเดิมอยู่ที่มหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน) แต่นั้นก็ยังถือกันว่าเป็นโบสถ์สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะโบสถ์ตั้งอยู่ในตัวนครรัฐวาติกัน และมีเนื้อที่มาก การทำพิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระสันตะปาปาก็จะมาทำกันที่นี่ นอกจากนั้นก็ยังมีธรรมาสน์นักบุญเปโตร ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบัลลังก์ของนักบุญเปโตรเองเมื่อดำรงตำแหน่งเป็นสันตะปาปาที่นี่ แต่ปัจจุบันนี้เก้าอี้นี้ไม่ได้ใช้เป็นบัลลังก์บิชอปอีกแล้ว แต่ยังเก็บไว้ไต้ฐานแท่นบูชา

เมื่อเข้าไปด้านในมหาวิหาร ก็จะได้พบกับความอลังการของตัววิหาร ซึ่งมันอลังมากจริงๆ โดยฝีมือการตกแต่งภายใน งานการออกแบบและสร้างสรรค์ของไมเคิลแองเจโล จิตรกร ประติมากร และสถาปนิกชั้นเอกอันโด่งดังของอิตาลี ผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งนี้ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นยอดโดมของมหาวิหารอันงดงามเป็นเอกลักษณ์

และอีกจุดหนึ่ง ที่ผู้คนให้ความสนใจอย่างมาก นั่นก็คือ ปิเอต้า เป็นภาษาอิตาเลี่ยน แปลว่า “สงสาร” ประติมากรรมสลักหินอ่อนรูปพระแม่มารี ในอ้อมแขนมีพระศพพระเยซูหลังจากพระองค์ถูกตรึงไม้กางเขน เป็นผลงานชิ้นเอกของ ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo) ประติมากรรมหินอ่อนขนาดสูง 5 ฟุต 9 นิ้ว สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1498  ทำมาจากหินอ่อน ที่ได้จากเหมืองในเมือง Carrara เป็นผลงานที่มีรายละเอียดทั้งลักษณะกายวิภาคและลักษณะของเสื้อผ้าของตกแต่ง ที่สวมใส่ มีความงดงามอ่อนช้อย และมีความสมจริง อย่างน่าอัศจรรย์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในพิธีศพของพระคาดินัล Jean de Billheres ซึ่งเป็นพระคาดินัลของฝรั่งเศสประจำที่กรุงโรม

 

โบสถ์ซิสติน (Sistine Chapel) ที่มีความสำคัญตรงที่เป็นสถานที่ทำพิธีทางศาสนาของพระสันตะปาปา โดยเฉพาะการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ก็จะทำพิธีเลือกตั้งกันที่นี่ โบสถ์น้อยหลังปัจจุบันออกแบบโดยบาชิโอ พอนเทลลิสำหรับพระสันตะปาปาซิกส์ตุสที่ 4 ซึ่งโบสถ์ได้ตั้งชื่อตาม การก่อสร้างคุมโดย โจวันนี เด ดอลชี ระหว่างปี ค.ศ. 1473 ถึงปี ค.ศ. 1484 ขนาดของชาเปลปัจจุบันเป็นขนาดพอๆ กับชาเปลเดิม หลังจากสร้างเสร็จภายในก็ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังโดยจิตรกรคนสำคัญๆ ที่สุดของคริสต์ศตวรรษที่ 15 และที่นี่มีการประกอบพิธีมิสซาครั้งแรกภายในชาเปลซิสตินฉลองกันเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1483 ซึ่งเป็นวันสมโภชแม่พระรับเกรียติยกขึ้นสวรรค์ และเป็นวันสถาปนาของโบสถ์ซึ่งอุทิศให้พระนางมารีพรหมจารีย์ โบสถ์นี้ยังเป็นสถานที่ทำพิธีของพระสันตะปาปาอยู่จนทุกวันนี้ ภายในโบสถ์มีที่สำหรับร้องเพลงสวดซึ่งเป็นที่ ๆ เพลงสวดหลายเพลงเขียนขึ้นที่นี่รวมทั้ง “Miserere (Allegri)” ซึ่งเป็นเพลงสำหรับร้องสดุดีในโอกาสวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์ (Maundy Thursday)

ภายในโบสถ์ซิสตินนั้นมีผลงานศิลปะล้ำค่าคือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ใช้เทคนิคแบบภาพเฟรสโก้ หรือการวาดภาพลงบนปูนเปียก โดยมีภาพวาดทั้งบนเพดานและบนผนังของโบสถ์ โดยมีเกลันเจโลได้ฝากฝีมือขั้นเทพไว้ในโบสถ์แห่งนี้โดยเป็นภาพจิตรกรรมบนเพดาน เป็นภาพฉากเก้าฉากจากพระธรรมปฐมกาลของศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างโลกของพระเจ้า ใน 9 ภาพนี้ ภาพที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคือภาพกำเนิดอาดัม (Creation of Adam) คือ เป็นภาพที่เราน่าจะเคยได้เห็นกันบ้าง เพราะเป็นภาพดังมากจริงๆ 

พิพิธภัณท์แห่งวาติกัน (Vatican Museums) เป็นพิพิธภัณฑ์ทางด้านศาสนาและศิลปะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในรัฐวาติกัน เป็นสถานที่ที่เก็บรวบรวมผลงานทางศิลปะของศาสนจักรคาทอลิกที่มีอายุหลายร้อยปีไว้ให้ชม โดยเฉพาะไฮไลท์ของผลงานชิ้นเอกของศิลปินระดับโลกหลายท่าน และภายในยังได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่ไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาด

พิพิธภัณฑ์วาติกันแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมเด็จพระสันตะปาปาจูเลิยสที่ 2 ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 มีโบสถ์ซิสเตียเป็นห้องสุดท้ายที่โดดเด่นสะดุดตาภายในพิพิธภัณฑ์  บริเวณเพดานของพิพิธภัณฑ์ก็ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามโดดเด่นด้วยฝีมือของ และมีห้องพักที่ได้รับการตกแต่งโดยไมเคิลแอลเจลโล เช่นกัน โดยเป็นเส้นทางผ่านพิพิธภัณฑ์วาติกัน  มีหอศิลป์และห้องโถงรวมกันมากกว่า 54 ห้องจนนับได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับห้องที่เป็นไฮไลต์อย่างห้อง Sistine Chapel นั้นเป็นห้องที่มีภาพวาดที่โด่งดังอย่าง The creation of Adam แต่ห้องนี้นั้นไม่สามารถถ่ายรูปได้  นอกจากห้องที่เป็นไฮไลต์นี้แล้วยังมีห้องอื่นๆ ด้วยเช่นกัน หรือจะเป็นภาพวาดน้ำมัน หรือจะเป็นผนังที่ได้รับการตกแต่งด้วยภาพแกะสลักนูนต่ำที่สวยงาม

Vatican Museumsแห่งนี้มีความสวยงามโดดเด่นตั้งแต่บริเวณลานกว้างด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับการตกแต่งด้วยผลงานทางสถาปัตยกรรมต่างๆ รวมไปถึงรูปแกะสลักที่ดูยิ่งใหญ่งดงาม

โดยภายในพิพิธภัณฑ์นั้นได้จัดแสดงผลงานศิลปะจากประติมากรรมคลาสสิกที่มีชื่อเสียงที่สุดและงานชิ้นเอกที่สำคัญที่สุดของศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปกรรม โดยผลงานที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์นั้นมีมากกว่า 70,000 ชิ้นเลยทีเดียว คือ มันอลังการงานสร้างมากจริงๆ แล้วงานศิลปะต่างๆก็มีความสวยงาม อ่อนช้อยมาก เราจะรู้สึกได้ว่า เค้าตั้งใจทำมากจริงๆ

ยิ่งใหญ่อลังการทุกห้อง สมกันเป็นพิพิธภัณท์แห่งนครวาติกันจริงๆ

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เรียกได้ว่าเป็นมุมมหาชนที่ไม่ว่าใครมาเยือนยังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด  นั้นคือในส่วนของบริเวณบันไดวนที่สวยงามก่อนที่จะออกจากพิพิธภัณฑ์นั่นเอง  โดยบันไดนี้นั้นจะวนม้วนเป็นวงกลม โดยหากขึ้นไปบนสุดแล้วเมื่อมองลงมาก็จะเห็นบันไดม้วนวนลงไปครบทุกชั้นไล่ระดับอย่างสวยงาม

เมื่อมองจากด้านล่างขี้นไปด้านบน ก็สวยไม่แพ้กัน

และนี่คือทหารที่ทำการเฝ้ายามในจุดต่างๆของเมือง ที่มีการแต่งกายที่มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษ ด้วยสีสันสดใส

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจ นั่นก็คือ การต่อแถวเข้าคิวไปยังสถานที่ต่างๆ ว่า คิวยาวอย่างแน่นอน แนะนำว่าให้ซื้อตั๋วออนไลน์เพื่อประหยัดเวลาในการซื้อตั๋ว และ ไปแต่เช้า จะเป็นการดีที่สุด แต่ไม่ว่าจะรอนานแค่ไหน เชื่อสิว่าคุ้มค่าสำหรับ ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องไปเยือน ไปเห็นด้วยสายตาตัวเองสักครั้ง