ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งประเทศที่ไม่ว่าจะไปสักกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ เพราะนอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งช้อปปิ้งมากมายแล้ว ยังเต็มไปด้วยของกินต่างๆละลานตา และวันนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวโตเกียว ให้ครบทุกที่เก็บทุกย่านกับแหล่งช้อปปิ้งและของกินอร่อยๆมากมายที่ทุกคนไม่ควรพลาดเด็ดขาด ซึ่งสิ่งแรกที่เราจะต้องเตรียมก่อนการเดินทางนั้นก็คือ การจองตั๋วเครื่องบินและที่พัก โดยในการเดินทางครั้งนี้เราก็ได้จองผ่าน Traveloka ที่จะทำให้การจองของเราสะดวก รวดเร็ว แถมยังได้ที่พักและตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดอีกด้วย หากใครที่อยากเดินทางไปท่องเที่ยวก็สามารถกดเข้าไปดูราคากันที่เว็บนี้ หรือดาวน์โหลดแอปที่จะทำให้การจองของคุณสะดวกขึ้นได้เลย

   จองตั๋วเครื่องบินไปโตเกียวราคาถูก คลิกที่นี่

หลังจากจองตั๋วเครื่องบินและที่พักเป็นที่เรียบร้อยเราก็เดินทางลัดฟ้ามาสู่สนามบินนาริตะ เพื่อมุ่งหน้าเดินทางเข้าสู่เมืองโตเกียว ซึ่งในการเดินทางท่องเที่ยวในโตเกียวก็สามารถเดินทางได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้เราได้ทำการซื้อตั๋ว Tokyo Pass ที่สามารถนั่งรถไฟได้ทุกสายในโตเกียว ภายใน 3 วัน ราคา 1,500 เยน แบบไม่จำกัดจำนวนครั้งทำให้การเดินทางของเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ว่าแล้วก็ไปตะลุยสถานที่ท่องเที่ยวโตเกียวแบบจัดเต็มทั้งเที่ยว กิน ช๊อปกันเลยดีกว่า

สถานที่ท่องเที่ยวในโตเกียว

โตเกียวเป็นหนึ่งในภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างมาก เนื่องจากที่โตเกียวเเห่งนี้เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆมากมายดึงดูดความสนใจของเหล่านักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมชม ความสวยงามของบ้านเมือง และความน่ารักของคนญี่ปุ่นที่มีให้เห็นตลอดการเดินทาง ซึ่งในการเดินทางมาท่องเที่ยวโตเกียวนั้นหลายคนอาจจะคุ้นชินกับบรรยากาศในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีและแหล่งช้อปปิ้งมากมาย แต่วันนี้ เราจะพาทุกคนไปพบกับสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งแหล่งบันเทิง และธรรมชาติที่สวยงาม รวมไปถึงของกินเด็ดๆ ที่รับรองเลยว่าทริปนี้เที่ยวครบ จบทุกความต้องการแน่นอน

มาเริ่มสถานที่ท่องเที่ยวแรกกันที่ วัดเซนโซจิ เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของเมืองโตเกียวเลยก็ว่าได้ เนื่องจากบริเวณทางเข้าของวัดแห่งนี้มีโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญและมีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก ทำให้บริเวณนี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวยืนออถ่ายรูปบริเวณด้านหน้าเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีบริเวณซุ้มของกินเล่นและร้านของฝากละลานตาตลอดทางเข้าไปในวัด เรียกได้ว่ามาที่นี่นอกจากจะได้ไหว้พระเพื่อความสบายใจแล้ว ยังอิ่มท้องอีกต่างหาก

การเดินทาง: ลงสถานีอาซากุสะ ทางออกที่ 1

เมื่อเดินชมบริเวณรอบวัดและกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์เป็นที่เรียบร้อย เราก็ขอแวะซื้อเครื่องรางเอาไว้พกติดกับตัวเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกันหน่อย โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปเลือกได้ตามความต้องการบริเวณหน้าศาลเจ้า ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการอยู่

หลังจากไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคลกันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาพักทานอาหารบริเวณข้างๆวัด อย่างร้านข้าวหน้าปลาไหล ซึ่งเป็นร้านยอดนิยมที่มีคนรีวิวมาเยอะมากๆในย่านอาซากุสะ โดยบรรยากาศภายในร้านจะมีด้วยกันทั้งหมดสองชั้นด้วยกัน ภายในเป็นร้านขนาดเล็กที่ตกแต่งออกมาอย่างสวยงาม แถมข้าวหน้าปลาไหลของที่นี่ก็ยังอร่อยมากๆอีกด้วย ใครที่แวะมาเที่ยวที่วัดแห่งนี้และอยากรับประทานปลาไหลแล้วละก็ สามารถมาทานได้ที่นี่เลย หากใครที่หาร้านนี้ไม่เจอก็สามารถสอบถามทางได้ที่จุดประชาสัมพันธ์สำหรับนักท่องเที่ยวได้เลยบริเวณตรงข้ามวัดจะมีพนักงานคอยให้ข้อมูลอย่างละเอียดเลยทีเดียว

หมดไปแล้วกับของคาวก็มาต่อกันที่ร้าน Suzukien x Nanaya Gelato shop เป็นร้านไอศกรีมชาเขียวที่ไม่ว่าใครมาที่อาซากุสะก็ต้องมาลิ้มลองดูสักครั้ง โดยร้านนี้จะตั้งอยู่บริเวณทางออกรถไฟฟ้าอาซากุสะ เป็นร้านไอศกรีมที่มีรสชาติให้เลือกทั้งหมด 7 ระดับด้วยกัน โดยในแต่ละระดับจะมีรสชาติของชาเขียวที่แตกต่างกันไปตามความเข้มข้น ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าอยากลิ้มลองรสชาติความเข้มข้นของชาเขียวประมาณไหนได้ตามใจชอบ

ขอขอบคุณรูปจาก https://bit.ly/2JMkhsp

ขอขอบคุณรูปจาก Pinterest

เดินทางต่อกันมาที่ ศาลเจ้าเมจิ หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า เมจิ จินกุ เป็นศาลเจ้าที่มีความสวยงามในแบบเรียบง่าย เหมาะสำหรับการเดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์ เพื่อทำจิตใจให้สงบ เนื่องจากภายในตัววัดแห่งนี้จะมีเส้นทางที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่เงียบสงบรายล้อมตลอดข้างทางที่เดินเข้าไปก่อนจะถึงบริเวณตัววัด ทำให้เราสัมผัสได้ว่าการค่อยๆเดินชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติและความเงียบสงบนั้น ทำให้จิตใจของเรารู้สึกสงบและสบายใจมากยิ่งขึ้นจริงๆ เพราะคนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าการไหว้พระที่ดี ควรเริ่มจากการทำให้จิตใจสงบ เพราะเหตุนี้จะสังเกตุได้ว่าภายในแต่ละวัดของญี่ปุ่นจะมีบริเวณสวนให้ผู้คนได้มาสงบจิตใจก่อนการไหว้พระนั่นเอง

การเดินทาง :นั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย C-Chiyoda Line มาลงที่สถานี Meiji-Jingumae ทางออกที่ 2

หลังจากกราบไหว้ขอพรเสร็จเรียบร้อย ทางเราก็ขอเดินทางไปหามุมสวยๆสำหรับการถ่ายรูปติสๆกันที่ร้านคาเฟ่ บริเวณถนนโอโมเตะซันโด ซึ่งเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านคาเฟ่มากมาย แถมยังอยู่ไม่ไกลจากตัววัดและย่านฮาราจูกุที่โด่งดัง สามารถเดินต่อมาได้เรื่อยๆเลย โดยร้านค้าที่เราจะไปนั้นก็คือ ร้าน Coffe Shozo หรือ ร้านคาเฟ่กระท่อมช้าง เป็นร้านคาเฟ่เล็กๆแต่บรรยากาศน่ารักมาก ซึ่งหากใครที่จะเดินทางมาที่ร้านนี้ก็เช็ควันกันดีๆหละ ว่าร้านเปิดหรือเปล่า เพราะตอนที่เราไปร้านปิดเลยเสียดายมากที่ไม่ได้ลองชิมลาเต้ที่เป็นเมนูแนะนำของทางร้าน แต่ถึงร้านจะไม่เปิดเราก็ไม่พลาดที่จะแชะภาพหน้าร้านเอาไว้สักหน่อย เพราะไหนๆก็เดินมาแล้ว

เมื่อพลาดชิมกาแฟร้านแรกไปแล้ว เราก็เดินมาต่อกันที่ร้าน Dominique Ansel Baker เป็นร้านขนมชื่อดังที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย โดยร้านแห่งนี้สามารถเดินต่อมาได้จากร้านแรกเพียงใช้เวลาไม่นาน โดยเมนูเด็ดของที่นี่นั้นก็คือ Cookie Shot และ S’MORES ซึ่งทางเราก็ได้จัดมาทั้งสองเมนูควบคู่ไปกับโกโก้ร้อนอีกแก้ว ที่ต้องบอกเลยว่าเราค่อนข้างผิดหวังกับโกโก้เล็กน้อยเนื่องจากมีรสชาติจืดมากๆ แต่โดยรวมสำหรับสองเมนูเด็ดถือว่าสมคำร่ำลือ อร่อยแต่ก็เลี่ยนอยู่พอสมควร สำหรับใครที่ชอบของหวานแนวนี้ก็ไม่ควรพลาดที่จะเดินทางมาลิ้มลองและแวะถ่ายภาพบริเวณร้านได้อย่างเต็มที่ บอกเลยว่านอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังได้รูปสวยๆแน่นอน

สำหรับใครที่เบื่อการเดินทางในเมืองและอยากออกไปเที่ยวบรรยากาศธรรมชาติบริเวณใกล้เมืองโตเกียวแล้วละก็ สามารถเดินทางไปได้ที่ นิกโก้ ที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก และยังอยู่ไม่ไกลจากโตเกียวมากด้วย ซึ่งในการเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟและไปซื้อตั๋วรถบัสได้ที่บริเวณสถานีรถไฟไปลงที่น้ำตก Kegon ที่เป็นจุดเด่นของเมืองนี้ เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามเป็นอย่างมาก ยิ่งมาในช่วงหน้าหนาวจะเห็นน้ำตกที่จับตัวเป็นน้ำแข็งทำให้ได้บรรยากาศไปอีกแบบ เรียกได้ว่าทางเราชอบมากเพราะถ่ายรูปสวย

และเมื่อเดินชมวิวน้ำตกเสร็จก็เดินต่อลงมาที่บริเวณทะเลสาบ Chuzenji เป็นทะเลสาบที่สวยงามมาก เหมือนเราอยู่ยุโรปเลยก็ว่าได้ ถ้ามาในช่วงหน้าหนาวแบบนี้เรียกได้ว่าฟินสุดๆ และเท่านั้นยังไม่พอ จุดเด่นหลักๆของที่เมืองนิกโก้แห่งนี้อีกหนึ่งที่นั่นก็คือ สะพานแดงที่สวยงามไม่ว่าใครที่มาที่นี่ก็ต้องถ่ายสะพานแห่งนี้ ซึ่งทางเราก็ไม่พลาดเก็บภาพเป็นที่ระลึกกันสักหน่อยว่าเรามาที่นี่กันแล้ว แต่คนที่นี่เค้าบอกกันมาว่าหากใครที่อยากได้รูปสวยจริงๆควรมาในช่วงปลายๆเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จะได้ฟิลออทั่มที่สวยงามเป็นอย่างมากราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดเลยทีเดียว

การเดินทาง : นั่งรถไฟ shinkansen มาลงที่สถานี Utsunomiya จากนั้นนั่งรถไฟ JR มาลงสถานี Nikko หลังจากนั้นให้เดินเลี้ยวขวามาที่สถานี TOBU nikko เพื่อซื้อตั๋ว ไป-กลับ ราคา 2,000 เยน

ระหว่างทางเดินกลับไปที่จุดรอรถบัสเพื่อกลับไปที่สถานี เราก็ขอแวะเก็บภาพบรรยากาศตลอดสองข้างทางที่เต็มไปด้วยวิวภูเขา และร้านรวงต่างๆมากมายกันสักหน่อย

ซึ่งเราก็ได้ไปเจอกับร้านขนมที่มีลักษณะคล้ายกับแซนวิชไอศกรีม แต่เมื่อได้ลองชิมแล้วมันก็ไม่ได้เป็นไอศกรีมอย่างที่เราคิดกันไว้ แต่มีเนื้อสัมผัสคล้ายมูสแบบครีมมี่ที่ละมุนในปาก ก็ถือว่าอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว เมื่อทานกันเสร็จเรียบร้อยเราก็มาต่อกันที่ร้านไอศกรีมข้างๆที่ถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวสักแค่ไหนแต่ทางเราก็ไม่หวั่นที่จะสัมผัสกับรสชาติของไอศกรีมที่ต้องบอกเลยว่าไม่ผิดหวังที่กัดฟันท้าลมหนาวเพราะมันอร่อยม๊ากมาก เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่ม ละมุน รสชาติกลมกล่อม หวานหอมแบบที่ไม่ควรพลาดเลยจริงๆ และยิ่งทานคู่กับตัวพุดดิ้งด้านล่างบอกเลยว่าฟินสุดๆ ใครมาแนะนำเลยร้านอยู่ข้างๆสะพานแดง มองเห็นง่ายมาก

เมื่อเที่ยวเสร็จก็ได้เวลาของการกินกันแล้วจ้า ซึ่งมื้อนี้เราของฝากท้องไว้ที่ร้านปิ้งย่างใกล้ๆที่พักย่านนิปโปริของเรานั้นก็คือร้าน Yakiniku horumon sora เป็นร้านปิ้งย่างที่ได้รับการรีวิวจากนักท่องเที่ยวมากมายแต่ตอนแรกทางเราก็ไม่ได้ตั้งใจมากินหรอก แต่บังเอิญหิวและเห็นคนเยอะเลยเดินเข้าร้านมาเลยค่ะคุณ เมื่อเดินเข้ามาบรรยากาศภายในร้านค่อนข้างเป็นกันเองมีเมนูให้เลือกมากมายเราก็จิ้มเลือกๆกันไปแบบมั่วๆ เพราะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกินอะไรแต่พอสั่งมาแล้วลองทานดูบอกเลยจ้าว่าผ่าน เด็ดควรค่าแกการมากินสุดๆ มันอร่อยมากน้ำจิ้ม เนื้อ ทุกอย่างคือลงตัวรสชาติกลมกล่อม คืออยากมีร้านแบบนี้มาเปิดที่ไทยเลยมันอร่อยมากเราเลยจัดกันไปแบบจุกๆเลยจ้า แต่ราคาถือว่าไม่แพงเรากินนี้หมดกันไปก็ประมาณ พันกว่าบาทถือว่าเยอะใช้ได้ เมื่อทานเสร็จก็จะมีโยเกริต์มาเสริฟให้ทานเพื่อช่วยย่อยน้องเนื้อที่ทานกันไป โดยรวมถือว่าร้านนี้เสียหายไม่มาก และคุ้มค่าสุดๆใครมานอนแถวย่านนี้ห้ามพลาด เพราะเด็ดมาก!

หลังจากเที่ยวกันจนอิ่มหนำแล้วก็ได้เวลาแห่งการช้อปปิ้งที่บอกเลยว่าญี่ปุ่นเป็นสวรรค์สำหรับเหล่านักช้อปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ย่านชิบูย่า ที่เต็มไปด้วยแหล่งรวมร้านค้าแบรนด์ชั้นนำต่างๆ รวมไปถึงสิ่งบันเทิงมากมายทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว หากใครที่เดินทางมาที่นี่และอยากถ่ายรูปสวยๆเราก็ขอแนะนำให้ขึ้นไปที่ชั้นสองของร้านสตาร์บัค เพราะตรงนี้มุมดีที่สุดเหมาะแก่การถ่ายรูปห้าแยกชิบูย่าอย่างมากเลยทีเดียว

เมื่อเดินช้อปที่ย่านชิบูย่าหนำใจแล้วเราก็โยกย้ายมาเดินช้อปกันอีกที่ ย่านชินจูกุ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งย่านที่มีร้านค้ามากมายไม่แพ้กันไม่ว่าจะเป็น ร้ายบิ๊กคาเมร่า ร้านดองกี้ เจ้าดัง ที่ไม่ควรพลาดมาละลายเงินเยนสุดๆ ว่าแล้วก็ขอตัวไปชอปต่อเลยละกัน เพราะที่นี่ของเยอะมากใครจะมาก็แพลนการช้อปมาดีๆเพราะร้านเยอะจนตาลายกันไปเลยจ้าคุณ

การเดินทาง: นั่ง JR Yamanote line มาลงที่สถานี Shinjuku

พักเรื่องช๊อป มาแวะหาอะไรทานกันก่อนที่ร้าน Nabezo shinjuku ซึ่งเป็นร้านชาบูบุฟเฟ่ต์ที่สามารถทานได้ไม่อั้นในราคา 600 กว่าบาท แต่คุณภาพต้องบอกเลยว่าดีมากๆเนื้อนุ่ม น้ำซุปหอมละมุน ทานได้เรื่อยๆไม่มีเบื่อ แถมยังมีโซนไอศกรีมและเครื่องดื่มมากมายที่สามารถเลือกทานได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะไอศกรีมรสนมข้าว ที่ฟังชื่อดูแล้วอาจจะดูแปลกๆแต่บอกเลยว่าควรลองมากๆใครที่มาเที่ยวย่านชินจุกุแห่งนี้ก็สามารถมาทานชาบูชาบูที่นี่ได้เลย รับลองไม่ผิดหวัง

ยังไม่จบเพียงเท่านี้สำหรับใครที่คิดว่าการช้อปของเราสิ้นสุดแล้วมันยังไม่จบเท่านี้จ้า เพราะเรามาต่อกันที่ตึกม่วงย่านอูเอโนะ ที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก เพราะของที่นี่เค้าถูกจริงจัง เหมาะสำหรับการมาซื้อของฝากและสิ่งของต่างๆมากมาย เนื่องจากตึกแห่งนี้ได้รวบรวมทุกอย่างเอาไว้แล้วในที่เดียว โดยในแต่ละตึกจะแบ่งประเภทสินค้าออกไปต่างกันดังนี้

  • Main Building A: 1F : ขนมขบเคี้ยว, ชาญี่ปุ่น,  2F – 3F : นาฬิกา, กระเป๋า, 6F : เครื่องใช้ไฟฟ้า, 7F : กล้องถ่ายรูป, เครื่องสำอางค์, 8F – 9F : เก้าอี้นวด
  • Main Building B: 1F : อาหาร, 2F : รองเท้า, เข็มขัด, เครื่องแต่งกายผู้ชาย, 3F : กระเป๋า, แว่นกันแดด,4F – 6F : เสื้อผ้าผู้ชาย, 7F : กระเป๋าเดินทาง, รองเท้ากีฬา, 8F : ของใช้ในบ้าน
  • Ladies Building: B1F : อาหารเสริม, 1F : ยารักษาโรคและสมุนไพร, 2F – 3F : เครื่องสำอางค์, 4F – 6F :เสื้อผ้าผู้หญิง, 7F : จิวเวลลี่, เครื่องประดับ, 8F : รองเท้า, กระเป๋า

การเดินทาง : ลงที่สถานี Okachimachi Station(North Exit) เดินต่ออีก 2 นาที

เมื่อเดินช้อปเต็มวันกันอย่างเต็มที่แล้วก็ได้เวลาอาหาร โดยมื้อนี้เราจะปิดท้ายกันไปด้วยร้าน ISOMARU SUISAN เป็นร้านอาหารทะเลชื่อดังของญี่ปุ่น เนื่องจากมีความสดและราคาถูกมาก แถมยังเปิดร้านตลอด 24 ชั่วโมง เรียกได้ว่าโดนใจสายดึกอย่างเราอย่างมาก โดยบรรยากาศภายในร้านแห่งนี้ค่อนข้างที่จะคึกครื้นอยู่ตลอดเวลา เต็มไปด้วยคนญี่ปุ่นที่เพิ่งเลิกงานมาแฮงค์เอ้าท์จิบเบียร์เย็นๆกับเพื่อนฝูงพร้อมกับทานอาหารทะเลสดๆ ซึ่งหากใครที่เดินทางมาก็ต้องมาต่อคิวเนื่องจากคนในร้านค่อนข้างเยอะทำให้รอคิวนานพอสมควร

และเมื่อได้คิวแล้วเราก็มาจับจองที่นั่ง เพื่อทำการสั่งเมนูอาหารซึ่งที่นี่จะมีแท็บเล็ตให้เราหนึ่งเครื่องไว้เพื่อสั่งอาหารได้ตามอัธยาศัย โดยจะมีเมนูภาษาอังกฤษทำให้ง่ายสำหรับชาวต่างชาติในการสั่งอาหาร ซึ่งทางเราได้สั่งมันปูย่าง ซาชิมิ และพวกของทะเลอย่างหอยมาลองชิมกันดู

เมื่ออาหารมาถึงก็จะมีหน้าตาประมาณนี้ละจ้า ทางร้านจะมีปลาและแป้งโมจิหน้าตาประมาณนี้มาให้เราโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเอามาย่างกินเล่นๆ แต่รสชาติไม่เล่นๆนะจ้ะ ถือว่ากินได้ ผ่านเลยทีเดียว ในส่วนของเมนูที่สั่งมาแต่ละที่ก็ถือได้ว่าสด อร่อย คุ้มค่ากับราคามาก เพราะถือว่าไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับคุณภาพ ถ้าใครอยากมากินอาหารทะเลแบบในเมืองใกล้ๆก็มาได้ที่ร้านนี้เลย เค้ามีหลายสาขาสะดวกสุดๆไปเลย

มาถึงตอนสุดท้ายของการเดินทางทริปโตเกียวนี้ก็เรียกได้ว่า เป็นการมาเที่ยวญี่ปุ่นที่สนุกมากๆ เพราะได้ไปเที่ยวหลายที่ ได้กินของอร่อย แถมยังได้ช้อปแบบจุกๆกันไปเลยทีเดียว ต้องบอกเลยว่าไม่เคยผิดหวังกับการมาเที่ยวญี่ปุ่นเลยสักครั้ง และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เรามากันแบบสุดคุ้มสุดๆ เพราะจองตั๋วได้ในราคาประหยัดแถมการจองก็ง่ายแสนง่ายสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกและสบายหมดห่วงเรื่องการเดินทาง แถมยังเหลือเงินเที่ยวได้อย่างสบายใจ เพียงจองตั๋วผ่านทาง Traveloka คุณก็สามารถเดินทางได้ง่ายๆสบายกระเป๋า ว่าแล้วทริปหน้าไม่รอช้ารีบกดจองกันเลยดีกว่า