คอนนิจิวะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปปักหมุดตะลุยกันที่เจแปน แดนโทโฮคุ ที่ใครหลายคนอาจจะไม่คุ้นกับชื่อนี้สักเท่าไหร่ แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ถ้าคุณได้ไปสัมผัสที่นี่แล้วละก็จะต้องร้อง ว้าวว! กันเลยทีเดียว ว่าแล้วไม่รอช้ามาเริ่มทำความรู้จักกับโทโฮคุกันหน่อยดีกว่า โทโฮคุเป็นหนึ่งในภูมิภาคทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยภูเขามากมาย และยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของบ่อน้ำพุร้อน หรือ ออนเซ็น นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เราตกหลุมรักและอยากชวนทุกคนไปที่ดินแดนแห่งนี้นั่นก็คือ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมสมัยโบราณของญี่ปุ่นในยุคเอโดะที่ยังหลงเหลือไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสกัน ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ ที่ไม่ควรพลาดสุดๆ และด้วยความหวังดีทางเราต้องขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าใครจะมาเที่ยวที่นี่เช็คเสื้อผ้า และร่างกายให้พร้อม เพราะความหนาวกำลังมาเยือนคุณแล้ว

การเดินทางจากกรุงเทพฯ – นาริตะ

ในส่วนของการเดินทางในครั้งนี้เรายังคงคอนเซ็ปเดิมนั่นก็คือ สะดวก สบาย ราคาประหยัด ทำให้การจองตั๋วเครื่องบินก็คงเป็นที่ไหนไม่ได้ นอกจากการจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นผ่าน Traveloka ที่ต้องยอมรับเลยว่าเขาออกโปรเก่งจริงๆ เพราะไม่ว่าจะซีซั่นไหนๆก็ตอบโจทย์ในทุกการเดินทางของเราได้อย่างแน่นอน และการเดินทางครั้งนี้ของเราจะพลาดไม่ได้เลยกับโปรโมชั่นราคาดีๆ ที่นอกจากจะทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อย่างสบายกระเป๋าแล้ว เรายังสามารถเลือกนั่งสายการบินได้อย่างหลากหลายอีกเช่นกัน ซึ่งครั้งนี้เราได้เดินทางด้วยสายการบินสิงค์โปรแอร์ไลน์ จากกรุงเทพฯ – นาริตะ และ นาริตะ – กรุงเทพฯ แบบฟูลเซอร์วิส ที่มาพร้อมกับน้ำหนักกระเป๋า 30 กิโลในราคา 17,000 บาทต้นๆเท่านั้นเอง เรียกว่าคุ้มสุดๆไปเลยค่าคุณ

  จองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น คลิกที่นี่

การเดินทางในภูมิภาคโทโฮคุ

การเดินทางในภูมิภาคโทโฮคุครั้งนี้ เราได้ใช้รถไฟ JR EAST PAST เป็นหลัก เนื่องจากเราสามารถใช้เดินทางได้อย่างไม่จำกัดภายในพื้นที่ที่กำหนดได้อย่างสุดคุ้ม และนอกเหนือจากรถไฟของ JR เราก็ยังสามารถขึ้นรถไฟสายอื่นได้อีกด้วย ทำให้การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆทำได้โดยง่าย และสะดวกสบายเป็นอย่างมาก โดยราคาเหมา 5 วัน จะอยู่ที่คนละประมาณ 19,000 เยน ซึ่งหากใครกลัวหลงทาง หรือกังวลเรื่องการตกรถไฟแล้วหล่ะก็ เบาใจได้เลย เพราะคุณสามารถใช้ตั๋วนี้ได้อย่างไม่จำกัดจำนวนการเดินทางนั่นเอง


เมืองน่าเที่ยวแดนโทโฮคุ

ถ้าพูดถึงเมืองน่าเที่ยวแดนโทโฮคุ ภูมิภาคสุดชิค ที่จะทำให้คุณฟินได้ตลอดการเดินทาง ก็ต้องไม่พลาดกับชื่อเมืองยอดฮิตติดอันดับดังต่อไปนี้ นั่นก็คือ เซนได ยามากาตะ และฟูกูชิมะ ที่ใครต่อใครได้มาเยือนแล้วก็ต้องร้องว้าววว! ตามๆกันไป เพราะนอกจากคุณจะได้มาสัมผัสกับความน่ารักสดใสของชาวโทโฮคุที่คอยเติมเต็มรอยยิ้มให้คุณตลอดทั้งวันแล้ว คุณยังสามารถชื่นชมกับเอกลักษณ์สุดพิเศษของแต่ละเมืองที่มีทั้งความสวยงามของธรรมชาติ และความโดดเด่นของรสชาติอาหารที่แตกต่างกันไป ว่าแล้วไม่รอช้าไปตะลุยความหนาวจนควันออกปากกันเลย

 

เซนได SENDAI

มาเริ่มเปิดทริปด้วยการมุ่งหน้าไปที่เมืองเซนไดกันดีกว่า ซึ่งเมืองนี้ถือเป็นเมืองใหญ่ที่ทันสมัย และมีผู้คนอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากจะถูกตั้งอยู่ติดกับบริเวณชายฝั่งทะเล และธรรมชาติที่สมดุลแล้ว เมืองเซนไดยังมีสถานที่ท่องเที่ยว และสิ่งที่น่าสนใจต่างๆอยู่มากมาย ทั้งของทะเลสด หรือ อาหารขึ้นชื่อที่ใครต่อใครก็ต้องมาลิ้มลองกัน นั่นก็คือ หอยนางรม ลิ้นวัวย่าง หรือ ซอฟต์ครีมถั่วแระนั่นเอง เพราะนอกจากกลิ่นหอมที่ชวนให้ทานแล้ว รสสัมผัสยังอ่อนนุ่ม และชุ่มฉ่ำเป็นอย่างมาก แถมบริเวณโดยรอบยังเต็มไปด้วยร้านค้า และร้านของฝากที่มีให้เลือกสรรอย่างมากมาย

โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่แรกของเมืองเซนไดที่เราเดินทางมา คือ วัดเอนซึอิน เป็นวัดที่มองจากภายนอกก็ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบ และความเก่าแก่ของสถานที่แห่งนี้ โดยจุดเด่นของวัดแห่งนี้ คือ สวนริมน้ำที่จะเปิดให้ชมความสวยงามตามรอบระยะเวลาเท่านั้น เนื่องจากเป็นสถานที่ต้องห้ามและต้องมีไกด์ในการพาเที่ยวชม ทำให้เราไม่สามารถเดินเที่ยวเล่นเข้าไปเองได้ แต่ทางเรามาพลาดรอบระยะเวลาการเข้าชม จึงทำได้แค่เดินชมความสวยงามอยู่บริเวณใกล้เคียงเท่านั้น ว่าแล้วก็เสียดาย เราจึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆเช็ครอบเวลากันด้วย จะได้ไม่นกแบบพวกเรานั่นเอง

วิธีการเดินทาง: รถไฟสาย JR Senseki >> ไปลงที่สถานี Matsushima-Kaigan

เปิดทริปไปด้วยวัดแล้ว เราก็ไปตะลุยกันต่อที่ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิโนะโมริ กันดีกว่า โดยการเข้าชมสถานที่แห่งนี้เราต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 2,100 เยน เพื่อแลกกับการท่องโลกใต้ทะเล ชมสัตว์น่ารัก อย่าง น้องเพนกวิน น้องปลาโลมา และตู้กระจกขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเหล่าฝูงปลานานาชนิดคอยแหวกว่ายไปมาอย่างสวยงาม พร้อมกับสร้างความตื่นตาตื่นใจไม่รู้จบ ว่าแล้วก็ทนความน่ารักของสัตว์เหล่านี้ไม่ไหว รีบหยิบกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์กันรัวๆเลยดีกว่า เพราะมุมนี้มันได้จริงๆ และที่สำคัญหากใครอยากใกล้ชิดกับน้องเพนกวินก็สามารถทำได้โดยการให้อาหารนั่นเอง รับรองว่าประสบการณ์ดีๆแบบนี้หาทำที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว



วิธีการเดินทาง: ลงสถานี Nakanosakae แล้วเดินออกมาฝั่งซ้ายมือ เพื่อขึ้นรถบัสฟรี ไปยังหน้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ประมาณ 5 นาทีเท่านั้น ปล. ถ้าใครออกมาแล้วงงว่าป้ายไหนหรือหาไม่เจอให้มองด้านหน้าสถานีเลยจ้า เพราะมีแค่ป้ายเดียวยืนรอกันไปเลยไม่ต้องแวะไปที่ไหนเพราะอีกสักแปปนึงรสบัสก็จะมาแล้ว

 

เมื่อสนุกกันเต็มที่แล้วก็ถึงเวลาเดินทางกันต่อ ขากลับก็ให้ออกมารอป้ายที่เราลงตอนขามานั่นเอง แต่ควรดูเวลารอบรถบัสให้ดี เพราะรถรอบสุดท้ายจะวิ่งถึงเวลา 17.30 น. เท่านั้น ซึ่งทางเราก็ไม่รู้มาก่อน ทำให้เราต้องเดินกลับไปยังสถานีนั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ไกลมากเท่าไหร่นัก เพราะด้วยอากาศที่เย็นสบาย เราสามารถเดินรับลมหนาวได้แบบชิวๆ พร้อมกับการชมบรรยากาศรอบเมืองอย่างสบายใจ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ถึงสถานีแล้ว

หลังจากตะลุยเที่ยวกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลามาตะลุยกินของเด็ดของดังเมืองเซนไดกัน นั่นก็คือ ลิ้นวัวย่าง ที่ขอบอกเลยว่าเขาแนะนำกันมากๆว่าต้องกิน ถ้าไม่กินถือว่าพลาดมากๆ เราเลยเริ่มตามหาร้านลิ้นวัวย่างที่เข้าตาเราที่สุด นั้นก็คือร้านรากิว

ซึ่งเป็นร้านที่มีหลายสาขามากๆในเมืองเซนได เราเลยไม่รอช้าเข้าไปจับจองที่นั่งกันเลยจ้า เมื่อเข้าไปในร้านบรรยากาศค่อนข้างครึกครื้นพร้อมกลิ่นหอมที่โชยมาแต่ไกล เราเลยแอบมองเมนูของโต๊ะข้างๆว่าส่วนใหญ่เขาสั่งอะไรกินกัน เพราะทางเราก็ไม่เคยกินลิ้นวัวย่างเลยไม่รู้จะสั่งยังไง เราเลยตัดสินใจสั่งมาเป็นเซ็ท 4 ชิ้น และทางร้านเขาจะหั่นให้เราเป็น 8 ชิ้นเล็ก ที่รู้สึกอิ่มมากแล้วสำหรับคนเดียว แต่ด้วยความที่เราเห็นคนญี่ปุ่นโต๊ะข้างๆ เขาสั่งเป็นเหมือนไข่ดิบในอะไรสักอย่างที่เป็นขาวๆมาราดลงบนข้าวแล้วพูดเสียงออกมาเดียวกันว่า “สุโก้ย!!” ทางเราก็เลยรู้สึกว่ามันต้องอร่อยมากๆแน่นอน เลยสั่งมาลอง 2 ที่ด้วยกัน

และหน้าตาของเจ้าไข่นั้นก็เป็นแบบในรูปนี้ละค่ะคุณ พนักงานที่นี่เขาก็น่ารักมาก เขาได้แนะนำให้เราคนไปเรื่อยๆจนไข่เข้ากัน หลังจากนั้นก็ค่อยๆราดลงบนข้าวสวยร้อนๆ คนให้เข้ากันจากนั้นก็ค่อยกิน พร้อมกับยกมือให้ ทำนองว่า มันสุโก้ยสุดๆไปเลยจ้า เราก็ลองดูสิว่ามันขนาดนั้นเลยหรอ แต่พอลองกินดูแล้วในส่วนตัวทางเราคิดว่าน่าจะแล้วแต่คนชอบ เพราะไข่มันจะไม่มีความคาวแต่เนื้อสัมผัสมันจะค่อนข้างแหยะๆ แปลกๆดี แต่ถ้าใครไม่ชอบแบบนี้แล้วหล่ะก็ ทางเราก็ไม่ขอแนะนำ กินแค่ข้าวสวยร้อนกับลิ้นวัวย่างก็พอแล้ว เพราะต้องบอกเลยว่าลิ้นวัวของเมืองเซนไดทั้งนุ่ม ทั้งหอม อร่อยมากๆ จนลืมความรู้สึกแรกที่ไม่กล้ากินลิ้นวัวไปเลย แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า หลงรักเจ้าลิ้นวัวนี้เข้าแล้วสิ ที่เขาบอกว่ามาเซนไดไม่ควรพลาดลิ้นวัวย่างอันนี้คือจริง เพราะมันสุโก้ยยไปเลย

 

หลังจากของคาวแล้ว เราก็มาล้างปากกันที่ของหวานกันต่อที่ร้านซุนดะโมจิ ซุนดะ ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ ซึ่งต้องขอลิสต์ไว้ตรงนี้เลยว่า ควรมากินสุดๆ เพราะมันอร่อยมาก เป็นสมูทตี้ถั่วแระที่ หอม หวาน มัน อร่อย แบบเว่อร์วังเลยทีเดียว ตอนแรกทางเราไม่คิดว่ามันจะอร่อยขนาดนี้ แค่ถั่วแระธรรมดากลายมาเป็นสมูทตี้ที่นุ่มละมุนขนาดนี้มันอเมซิ่งมากๆเลยจ้า ทางเราติดใจขนาดที่แก้วเดียวไม่พอ จัดไปหลายๆแก้วเลยทีเดียว และเท่านั้นยังไม่พอด้วยความที่ติดใจมากเราก็เลยไปเดินดูของฝากภายในร้าน ที่เต็มไปด้วยถั่วแระแปรรูปต่างๆอีกมากมาย อย่าง โมจินมสดถั่วแระ ที่มันดีย์มากๆเลย ทั้งนุ่มหนึบหนับ รสชาติหอมหวานในปาก แต่ใครจะซื้อกลับมาก็อย่าลืมดูวันหมดอายุด้วยละ เพราะของพวกนี้มันเก็บได้ไม่นานดูข้างกล่องหรือสอบถามพนักงานให้ดีก่อนนะทุกคน

พอกินข้าวเสร็จเรีบร้อยก็ได้เวลาเดินย่อยกันสักหน่อย ก่อนกลับที่พักเราก็ขอแวะกันที่ SUN MALL ICHIBANCHO ซึ่งอยู่ระหว่างทางกลับที่พักของเราเป็นแหล่งช๊อปปิ้งขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ ที่เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆมากมาย รวมไปถึงร้านอาหารละลายตาให้พวกเราได้เดินเที่ยวชมเรียกได้ว่าไม่ต้องไปถึงโตเกียวที่นี้ก็มีเกือบจะครบทุกอย่างที่เราต้องการ ว่าแล้วก็ขอตัวไปช๊อปปิ้งกันหน่อยดีกว่า


เมื่อเดินช็อปกันเรียบร้อยแล้ว เราก็กลับมาพักผ่อนกันที่ที่พัก เพื่อที่จะเตรียมไปดูไฟที่ถนน CRIS ROAD ซึ่งเป็นถนนที่เปิดไฟระยิบระยับตลอดทางยาวของถนนในช่วงคริสต์มาสไปจนถึงวันปีใหม่ เพื่อให้ผู้คนได้มาเดินสัมผัสกับบรรยากาศในยามค่ำคืนของเมืองเซนได พร้อมกับถ่ายรูปกลางแสงไฟที่สุดแสนจะโรแมนติก โดยเราสามารถเดินจากที่พักของเราไปได้แบบชิวๆ เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น แถมการเดินทางก็ง่ายมากทริปนี้พี่กู (กูเกิ้ล) พาเราไปทุกที่เลยจ้าคิดอะไรไม่ออกเปิดพี่กูเกิ้ลแมพเดินตามไปแล้วเราก็จะพบกับ ถนน CRIS ROAD ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ประจวบกับช่วงที่เขากำลังเริ่มเปิดไฟพอดี เพราะที่นี่เขามีการเปิดปิดไฟเป็นรอบๆ และมีการนับเวลาถอยหลังให้คนรู้สึกตื่นเต้น และครึกครื้นกันเป็นระยะๆ

หลังจากเดินชมบรรยากาศแสงสีในยามค่ำคืนไปเมื่อวานแล้ว เช้าวันนี้เราตื่นเช้าออกมาตะลุยไปกันที่ตลาดเช้าเซนได เพื่อไปสัมผัสกับบรรยากาศของผู้คนท้องถิ่นที่ค้าขายผัก ผลไม้ และของทะเลสดๆมากมาย โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่มาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดแห่งนี้จะเป็นคนญี่ปุ่น จึงทำให้ราคาสินค้าต่างๆไม่สูงมากนัก เราเลยแอบมาเสาะหาดูหอยนางรมสดๆทานกันที่ตลาดนี้ดู และเราก็ไม่ผิดหวังเพราะหอยนางรมที่นี่ ถูก และสดมากๆ ใครที่อยากมาลองกินของทะเลสดๆไม่ต้องไปถึงตลาดปลาลองมาเดินดูที่ตลาดเช้าเซนไดดู เพราะที่นี่มีของให้เลือกชิมมากมาย แถมราคายังถูกสุดๆ ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวังอย่างแน่นอน

 

วิธีการเดินทาง: ตลาดเช้าเซนได บริเวณหลังโรงแรม Hotel Monte Hermana ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที

 

เมื่อหาอะไรกินกันที่ตลาดเช้ากันไปเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางไปต่อกันที่ Zao Fox Village หรือที่รู้จักกันในชื่อของ หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอก สถานที่ที่ใครหลายๆคนใฝ่ฝันอยากจะลองมาสัมผัสกับความน่ารักของเจ้าสุนัขจิ้งจอกได้อย่างใกล้ชิดสักครั้งในชีวิต และแน่นอนว่าเราก็เป็นหนึ่งในนั้นนั่นเอง พอเข้ามาถึงเราก็เดินเข้าไปที่จุดซื้อตั๋ว ซึ่งจริงๆแล้วหมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่มากเท่าไหร่นัก แต่บรรยากาศภายในดูน่ารัก และอบอุ่น เมื่อเดินเข้ามาพนักงานก็จะถามเราว่าเรามาจากที่ไหนพร้อมกับยื่นสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำระหว่างเข้าไปหาน้องๆ เอาละทีนี้แค่เห็นรูปกับอ่านสิ่งที่เขียนไว้ในกฎระเบียบ ทางเราก็เริ่มหวั่นใจไปกันเลยทีเดียว
แต่พอเปิดประตูเข้ามาก็เห็นน้องจิ้งจอกมากมายเต็มไปหมด แล้วมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด น้องๆไม่ได้ดูโหดร้ายขนาดนั้น แถมยังน่ารักอีกต่างหากใครมาแล้วอ่านใบที่เข้าแจกแล้วเกิดกลัวก็ขอบอกเลยว่ากัดฟันเข้ามาเลย เพราะมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ก็ระวังตามที่เขาบอกหน่อยจะปลอดภัยที่สุด


เราใช้เวลาเดินเล่นถ่ายรูปและให้อาหารกับน้องอยู่ ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เดินออกมาทำกิจกรรมกับน้องๆ โดยเราสามารถอุ้มน้องๆเพื่อถ่ายภาพได้ เพียง 600 เยน เราก็จะได้รูปน้องจิ้งจอกพร้อมกับการสัมผัสอย่างใกล้ชิดที่สุด ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าทางเราไม่พลาดจ่ายตังแล้วนั่งรอที่เก้าอี้เลยจ้า คุณป้าเขาจะเอาเสื้อมาคลุมแล้วบอกเราให้ตั้งมือแบบนี้นะ พร้อมกับเอาน้องมาสอดไว้ในอ้อมแขนของเรา แล้วหยิบกล้องมาถ่ายรูปเป็นอันเสร็จ 600 เยน ปลิวไปแล้วจ้าพี่จ๋า แต่ถือว่ารูปออกมาดีใช้ได้ แต่ตัวน้องจะค่อนข้างมีกลิ่นนิดหน่อย แต่ถ้าเทียบกับความน่ารักของน้องทำให้เราลืมกลิ่นนั้นไปเลย  


วิธีการเดินทาง: ลงสถานี Shiroishi-Zao จากนั้นก็นั่งรถแท็กซี่จากหน้าสถานีต่อไปที่ Zao Fox Village ประมาณเที่ยวละเกือบ 4,000 เยน โดยใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 20 นาที

 

ตะลุยกันต่อที่ปราสาทชิโรอิชิ  ที่ตอนแรกเราไม่ได้แพลนว่าจะมาแต่คุณลุงคนขับเเท็กซี่เขาบอกว่าเราควรจะมา เพราะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด เราเลยแวะกันสักหน่อย โดยภายในตัวปราสาทแห่งนี้ เป็นปราสาทที่ถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยเอโดะ จึงมีความเก่าแก่เป็นอย่างมาก และนอกจากปราสาทแห่งนี้จะมีความงดงามและความเก่าแก่แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ชมดอกซากุระบานอีกด้วย เมื่อเดินชมความสวยงามและถ่ายรูปที่บริเวณรอบนอกแล้ว เราก็เดินเข้ามายังภายในตัวปราสาท ซึ่งเขาเปิดให้เข้าไปชมได้ แถมยังมีชุดซามูไรในสมัยโบราณให้เราสามารถมาใส่และแชะรูปเก็บเป็นที่ระลึก โดยจะมีคุณลุงคอยช่วยดูแลและอธิบาย รวมไปถึงจัดท่าทางของเราให้เรียบร้อย และที่สำคัญคุณลุงที่คอยดูแลเรานั้นน่ารักมากชวนคุยเหมือนกับรู้จักกันมานาน และจากการที่เราได้พูดคุยกับคุณลุงท่านนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นมาอีกหนึ่งคำนั้นก็คือ คำว่า ซามุย ที่แปลว่าหนาว ซึ่งตอนแรกที่คุณลุงพูดเราก็คิดว่าคุณลุงเขาเคยไปสมุย ที่ประเทศไทยหรอ แต่พอดูจากท่าแล้ว ก็ถึงบางอ้อ ขึ้นมาทันที คุณลุงที่นี่น่ารักมาก ใครแวะมาก็มาชวนคุณลุงเขาคุยได้แกเฟรนลี่สุดๆ


หลังจากเที่ยวมาทั้งวันแล้วก็กลับมาหาอาหารกินบริเวณแถวที่พัก ซึ่งมื้อนี้เราขอเปิดวาร์ปด้วยซูชิ ที่ต้องบอกได้เลยว่าเนื้อมันสด ละมุน และดีมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะปลาไหลที่เป็นเมนู recommend  สุดๆ หลังจากหาของคาวกินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็มาหาของหวานอำลาเมืองเซนไดกันที่ร้าน Qu’ il Fait Bon เป็นร้านคาเฟ่ชื่อดังของที่นี่ โดยบรรยากาศภายในร้านจะมีสไตล์ที่อบอุ่น และเต็มไปด้วยของหวานหลากหลายชนิด ร้านนี้จะปิดเวลา 1 ทุ่ม หากใครที่มาควรดูเวลาให้ดีเพราะเรามาตอนช่วงร้านใกล้จะปิดเลยได้ลองชิมแค่นิดๆหน่อย แต่ต้องบอกเลยว่าทาร์ตผลไม้ที่นี่อร่อยมาก ผลไม้สดหอมหวาน ตัวแป้งทาร์ตกรอบร่วนกำลังดี กินแล้วฟินสุดๆ เสียดายมาช้าไปนิด เขาเริ่มเก็บร้านกันแล้วแต่ก็คุ้มที่ยังมาทันได้รับประทานสักชิ้นก็ยังดี

 วิธีการเดินทาง : ตั้งอยู่บนถนน CRIS ROAD

 

ยามากาตะ YAMAGATA

ประเดิมเช้าวันที่สามด้วยการออกเดินทางจากเมืองเซนได มุ่งหน้าสู่ยามากาตะ แต่เช้าตรู่ เพราะเช้านี้เรามีภารกิจไปดู ไอซ์มอนเตอร์ หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า จุนเฮียว กันที่ภูเขาซาโอะ เมืองยามากาตะ ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของบ่อน้ำพุร้อน และยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังคงความเป็นญี่ปุ่นแบบโบราณให้เราได้เห็นกันอยู่ ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ของภาคโทโฮคุที่สุดเลยก็ว่าได้  ว่าแล้วเราก็มาเริ่มออกเดินทางกันเลยดีกว่า โดยการเดินทางของเรานั้น เราจะนั่งรถไฟจาก JR Sendai station ไปยัง JR Yamagata Station ด้วยรถไฟ JR สาย Senzan ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงกว่าเกือบสองชั่วโมงเราก็จะมาถึงที่เมืองยามากาตะกันแล้ว


เมื่อมาถึงก็ไม่รอช้ารีบเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ล๊อบบี้ของโรงแรมก่อนจะกลับมาที่สถานีอีกครั้งเพื่อไปซื้อตั๋วรถบัสไปยัง ภูเขาไฟซาโอะ ที่สถานี Yamagata  เดินต่อออกมาทาง East Gate ลงบันไดมา จากนั้นก็มองหาป้ายรถเมล์ หมายเลข 1 ก็จะพบกับจุดซื้อตั๋ว หลังจากนั้นให้เดินเข้าไปบอกเขาเลยว่า เราจะไป ซาโอะ เขาก็จะถามเราว่าจะเอาแบบรวม ROPE WAY หรือป่าว ถ้าสำหรับใครที่อยากขึ้นไปดู จุนเฮียวแล้วละก็ให้ซื้อมาเลยค่ะ เพราะถือว่าคุ้มกว่ามาก ซึ่งถ้าเราไปซื้อแยกข้างบนอีกทีราคาจะแพงกว่า เราจึงอยากแนะนำให้ซื้อรวมไปเลยตอนนี้จะคุ้มกว่า

 

หลังจากที่ซื้อตั๋วเสร็จเราก็จะมาเช็ครอบรถตรงบริเวณป้ายรถเมล์ ซึ่งตรงบริเวณป้ายจะมีรอบเวลาที่รถวิ่งว่ามีรถรอบไหนบ้าง ส่วนขากลับเราก็ไปดูที่ป้ายที่เราลงว่ามีรถรอบไหนบ้างแล้วก็เผื่อเวลามายืนรอก่อนสัก 10 นาที เพราะหิมะตกรถอาจจะมีการดีเลย์บ้างนะทุกคน อย่าไปโมโหที่รถมันมาช้านะ เพราะหิมะตกหนักมากจนบางทีมองไม่เห็นทางก็เป็นอันตรายได้ หลังจากเช็ครอบรถแล้วก็เดินไปต่อแถวต่อเลย หากใครกลัวจะยืนไม่ถูกไม่ต้องหวั่นไปไม่มีทางยืนผิดที่แน่นอน เพราะแต่ละคนที่มายืนต่อแถวส่วนใหญ่จะมากันในชุดสกีแบบครบองค์เลยที่เดียว เรียกได้ว่าชุดของทางเรานั้นดูเบาไปเลยจ้า  


เมื่อรถมาถึงก็ขึ้นมาจับจองที่นั่งกันได้เลย โดยรถคันนี้จะจอดเป็นจุดๆ แต่ให้เราลงกันที่ป้ายสุดท้ายเลย ถ้าถึงแล้วก็จะมีคนแห่ลงกันหมดคันรถก็แปลว่าเราถึงจุดหมายปลายทางกันแล้ว หลังจากรถจากรถบัสแล้ว ให้เดินออกจากสถานีรถบัสเพื่อไปยังที่ขึ้น ROPE WAY ซึ่งใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที ระหว่างทางเดินเราก็ได้ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกันไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่รู้สึกไกลเท่าไหร่ แต่ขอบอกเลยว่า หนาวสุดๆเลยจ้ะแม่!

เดินมาเรื่อยๆจนมาถึงทางขึ้น ROPE WAY กันแล้ว ต้องขอบอกก่อนเลยว่า แค่ยืนรอขึ้นกระเช้าเราก็หนาวจนแทบขาดใจละจ้ะพี่จ๋า ไม่มีเวลาให้เปลี่ยนใจกระเช้าก็มาถึงที่จอดรอให้เราขึ้นไปกันแล้ว โดยกระเช้าจะมีทั้งหมด 3 จุดด้วยกัน ซึ่งจุดที่คนนิยมลงไปเล่นสกีกันจะเป็นจุดที่สอง ส่วนจุดที่สามจะเป็นจุดที่คนขึ้นไปดู จุนเฮียวกัน และนั้นก็คือเป้าหมายของเรา มาเริ่มลุยกันเลยดีกว่า

 

เมื่อขึ้นมาเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มสัมผัสได้ถึงความหนาวที่เพิ่มขึ้น บวกกับความขาวโพลนของหิมะด้านนอกก็ทำให้เราตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อขึ้นมาได้สักพักนึงเราก็จะมาถึงจุดแวะพักที่สอง เราต้องลงที่จุดนี้เพื่อไปต่อยังจุดที่สามกันต่อ แต่แค่ออกมายืนจุดนี้ก็ขาแข็งกันแล้วเพราะมันหนาวมากๆ อากาศเริ่มจะติดลบ แต่เราก็ไม่ยอมแพ้จ้า เราต้องไปดูจุนเฮียวให้ได้! ว่าแล้วก็เดินต่อไปขึ้นกระเช้า โดยกระเช้ารอบนี้ต้องบอกเลยว่ามันจะเสียวกว่ารอบแรกที่เรานั่งมา เพราะมันยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆบวกกับลมที่แรงและหิมะ ทำให้เราไม่ค่อยเห็นบรรยากาศข้างนอกสักเท่าไหร่ จริงๆแล้วก็แอบเสียดายอยู่บ้าง แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องวิวมากนัก เพราะเห็นชุดของคนที่ใส่มาข้างๆแล้ว ก็ได้แต่คิดว่า เราจะรอดป่าวเนี่ย? เพราะชุดเราดูบอบบางมากเมื่อเทียบกับคนเหล่านั้น และคำตอบก็ชัดเจนขึ้น เมื่อเราเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายกันที่จุดที่สาม เพียงแค่ก้าวลงมาก็อยากกลับลงไปทันทีเลยจ้า เพราะมันหนาวมาก ย้ำว่าหนาวมากๆ เพราะอุณหภูมิข้างบนนี้อยู่ที่ -13 องศา ด้วยความที่ทางเรานั้นหนาวกันมาก บวกกับเสื้อผ้าที่ดูจะบอบบางเหลือเกิน เราเลยเข้าไปหลบความหนาวกันที่ร้านอาหารข้างบนนี้ที่ดูจะอุ่นที่สุดแล้ว




และเมื่อเข้ามาในร้านอาหารบรรยากาศก็ดูจะเปลี่ยนไปทันที เพราะข้างในนี้อุ่นมากคนส่วนใหญ่ก็จะมาหลบหนาวพร้อมกับหาอะไรทานควบคู่ไปกับการนั่งมองวิวข้างนอกที่เราก็จะเห็นแต่วิวของ จุนเฮียวหรือปีศาจหิมะ ที่เรียงรายกันอยู่บริเวณรอบนอก พอเข้ามาถึงข้างในเราเลยตัดสินใจซื้ออะไรทานรองท้องดูวิวเล่นสักหน่อย ก่อนจะออกไปลุยถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วกลับลงไปข้างล่างก่อนที่ฟ้าจะมืดซะก่อน



หลังจากนั่งรถบัสกลับมาถึงที่สถานียามากาตะ เราก็ขอแวะหาอะไรทานกันที่สถานีก่อนจะเดินกลับไปที่โรงแรม โดยหลักในการเลือกร้านของเราก็ไม่มีอะไรมาก แค่เดินเข้าไปดูเมนูอันไหนน่ากินก็เดินเข้าไปจับจองพื้นที่กันเลย ซึ่งร้านที่เราเลือกฝากท้องวันนี้นั้นก็คือร้าน ทงคตสึ ที่ต้องยกนิ้วให้เลยว่ามันอร่อยมากๆเพราะเนื้อหมูข้างในชุ่มช่ำแป้งรอบนอกก็กรอบได้ที่ เรียกได้ว่าฟินสุดๆกินได้ทั้งจานแบบไม่เลี่ยนอีกด้วย ใครมาที่สถานีก็อย่าลืมมาแวะทานกันได้ที่ร้านทงคตสึ ข้างๆทางออกสถานีรถไฟยามากาตะเลยมองเห็นง่ายมากๆ

เริ่มเช้าวันต่อมาที่เต็มไปด้วยหิมะโปรยปรายเต็มสองข้างทาง เราก็เริ่มต้นวันของเราด้วยการออกเดินทางไปยัง ginzan onsen เป็นเมืองที่ใช้ในการถ่ายทำเรื่องโอชิน และยังคงความเก่าแก่ของญี่ปุ่นในสมัยโบราณไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชมความงดงามและดื่มด่ำไปมนต์สเน่ห์ของสถานที่แห่งนี้กัน โดยจุดเด่นของสถานที่เเห่งนี้ ก็คือ บ่อน้ำพุร้อน ที่นักท่องเที่ยวสามารถแช่เท้าได้ฟรีบริเวณรอบหมู่บ้าน หรือแบบเสียตังจะมีออนเซ็นแบบสาธารณะไว้ให้นักท่องเที่ยวได้มาผ่อนคลาย แต่หากใครที่อยากนอนเรียวกังสไตล์ญี่ปุ่นพร้อมกับแช่ออนเซ็นท่ามกลางหิมะ ก็สามารถจองที่พักผ่านทาง Traveloka ได้เช่นกัน สำหรับใครที่อยากมาเที่ยวที่นี่แนะนำให้จองเรียวกังเลย เพราะเราเสียดายมากที่ไม่ได้นอน เนื่องจากช่วงที่เราไปเป็นช่วยเทศกาลเลยทำให้ห้องพักเต็มทุกที่เลย แต่สำหรับใครที่มาแบบเช้าเย็นกลับก็สามารถมาเดินเล่นได้บริเวณรอบหมู่บ้าน



 

เพราะนอกจากจะมีออนเซ็นที่ขึ้นชื่อแล้วยังมี โซบะ และโมจิงาดำที่เป็นของขึ้นชื่อของที่นี้ อย่าลืมแวะไปชิมกันได้เลย


ปักหมุดร้านโซบะ เดินไปจนสุดทางหมู่บ้านบริเวณน้ำตกด้านหลัง จะเจอทางเข้าร้านเลยจ้าเป็นร้านเล็กที่สามารถมองเห็นวิวน้ำตกได้สวยงามเลยทีเดียวเชียวแหละ

ฟูกูชิม่า FUKUSHIMA

เดินทางกันมาจนถึงวันสุดท้ายของทริปนี้ เราเริ่มออกเดินทางจากยามากาตะไปยัง ฟูกุชิมา โดยจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้นั้นก็คือ ทะเลสาปอินาวะชิโระ ซึ่งเป็นทะเลสาปที่มีวิวที่สวยงาม และเต็มไปด้วยฝูงหงส์และนกเป็ดน้ำมากมาย มาเดินอวดโฉมบนหิมะกันที่บริเวณริมชายหาดแห่งนี้ ทำให้เราสามารถมาถ่ายรูปเล่นกับน้องๆได้อย่างเพลิดเพลิน แต่ต้องขอบอกเลยว่าถ้าใครจะมาอยากลืมใส่เสื้อหนาๆกันลมมาด้วยนะทุกคน เพราะที่นี่ลมค่อนข้างแรง และหนาวมาก แต่ถ้าเทียบกับรูปและวิวที่ได้ไปเห็นก็ถือว่าคุ้มค่ามากเลย เพราะที่นี่มันสวยมากจริงๆถ้าอากาศอุ่นกว่านี้อีกสักหน่อย คงอยากจะมานั่งชมวิวตรงนี้นานๆเลยเชียว




และแล้วการเดินทางตะลุยเจแปน แดนโทโฮคุของเราก็เดินทางมาจนถึงตอนจบที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความทรงจำมากมายที่เมืองแห่งนี้ บอกได้คำเดียวเลยว่าใครที่ได้เห็นเมืองนี้ผ่านรูปภาพว่าสวยแล้วการเดินทางมาสัมผัสของจริงต้องขอบอกเลยว่าสวยและคุ้มค่ามากกว่า เพราะนอกจากจะได้รูปภาพสวยๆแล้ว ยังได้มิตรภาพและประสบการ์ณในการเดินทางครั้งนี้อีกด้วย  และที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้นทริปนี้จะไม่สมบูรณ์แบบเลยถ้าเราไม่ได้เดินทางกับ Traveloka ที่ทำให้การเดินทาง และการจองที่พักของเรานั้นคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม แถมยังทำให้การเดินทางของเราในครั้งนี้ง่ายขึ้นไปอีกเพราะ จองง่าย จ่ายประหยัดกับ Traveloka ที่จะทำให้เราเหลือตังค์ไปท่องเที่ยวอีกมากมายแน่นอน