ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาผมแพลนทริปการเดินทางไปเที่ยวอินเดีย แต่แพลนแรกของผมนั้นคือแคชเมียร์ แต่เจ้ากรรมดันมีข่าวสงครามผมจึงพับแผนนี้ทิ้งไปแล้วค้นข้อมูลใหม่อีกครั้งก็สะดุดตากับรูปๆนึง เป็นรูปพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาหิมะ ที่นั่นคือ สปิติ วัลเลย์ (Spiti Valley) ไม่รอช้าปักหมุดเลยครับ

ในการข้อมูลเกี่ยวกับที่นี่นั้นหายากมากในเว็บไทย เลยลองไปดูในเว็บฝรั่งกับเว็บอินเดีย จึงได้ข้อมูล

หลังจากนั้นก็ต้องจองตั๋วเครื่องบินไปลงโกลกาต้า (CCU) ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในอินเดียก่อน ผมจองตั๋วเครื่องบินกับ Traveloka เนื่องจากมีดีลดีๆมาตลอด แล้วยังมีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยรับสายตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้หายห่วงถ้าเกิดตั๋วมีปัญหา

จองตั๋วเครื่องบินไปอินเดียคลิกที่นี่

การเดินทางไปในช่วงสงกรานต์นั้นยังไม่ใช่ช่วงเส้นทางเปิดให้เที่ยวเต็มที่เนื่องจากยังเป็นปลายฤดูหนาวหิมะปิดทับเส้นทางที่เป็นเส้นทางหลักที่ผ่านทางมะนาลี(Manali) ผมจึงสามารถเที่ยวได้ประมาณครึ่งนึงของเส้นทางทั้งหมด แต่แค่ครึ่งนึงก็ทำผมอึ้งกับความสวยงามของสถานที่ในแต่ละวันสุดๆแล้วครับ เส้นทางที่ผมไปตามนี้เลยครับ

Day 1 นากานดา (Narkanda)
Day 2 ซังลา (Sangla)
Day 3 กัลปา (Kalpa)
Day 4 เข้าสู่ดินแอนที่เรียกว่า Spiti Valley ทาโบ (Tabo)
Day 5 คาซ่า (Kaza)
Day 6 ลางซา (Langza)
Day 7 รัมเปอร์(Rampur)

ส่วนการเดินทางจากกรุงเทพนั้น ผมจองเที่ยวบินจาก กรุงเทพไปลงที่ โกลกาต้า (Kolkata) และต่อเครื่องบินอีกทีไปลงที่จาดิกาห์ (Chardigarh) คนขับรถมารับเราที่สนามบินครับ จากนั้น Roadtrip กันยาวๆครับ

Day 1 นากานดา (Narkanda)

นั่งรถจากสนามบินประมาณ 6 ชั่วโมงเพื่อมาที่เมืองนี้ นากานดาเป็นเมืองเล็กๆบนภูเขา อากาศดีมากมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้อย่างชัดเจนครับ และอีกจุดนึงที่ตื่นเช้าและควรไปอย่างยิ่งคือ Hatu Peak เป็นจุดที่มองเห็นวิวเทือกเขาหิมาลัยและทิวเขาบริเวณนั้นได้อย่างชัดเจน 360 องศาเลยครับ สวยน้ำตาไหลยืนเอาหน้ารับลมจากหิมาลัยอย่างฟิน ส่วนที่พักมีโรงแรมแบบเห็นวิวสวยๆให้เลือกหลายที่ มีตลาดขายอาหารท้องถิ่นให้ลองชิม และเดินเล่นชิวๆยามเย็น

Day 2 ซังลา (Sangla)

นั่งรถประมาณ 5 ชั่วโมง มาถึงเมืองนี้เส้นทางก็ค่อนข้างชันครับเหมือนขับเลาะแม่น้ำชมวิวกันมาแบบเพลินๆเลยครับ เมืองนี้อยู่ท่ามกลางภูเขาหิมะอลังการรอบทิศ ทุกโรงแรมจะมีระเบียงชมวิวหลักล้าน ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงต้นแอปเปิ้ลออกดอกจะคล้ายๆซากุระเลยครับ และเช่นกันครับมีตลาดขายอาหารท้องถิ่นและให้เดินเล่นกันครับ

Day 3 กัลปา (Kalpa)

จริงๆตามแพลนแรกเราต้องเดินทางเข้าสู่ Spiti Valley แล้วครับ แต่ดันไปเจอวันหยุดของแคว้น เลยไม่สามารถทำเอกสารผ่านแดนได้ เราจึงต้องพักกันที่เมืองนี้ จุดเด่นของเมืองนี้คือ มองเห็นเขาไกลลาสตลอดเวลา แค่ออกมายืนระเบียงหน้าห้อง หรือเปิดหน้าต่างก็จะเห็นทิวเขาหิมะอยู่ตรงหน้า แฟนผมและเพื่อนร่วมทริปส่วนใหญ่จะตกหลุมรักเมืองนี้กันครับ สวยจริงดีจริง

นอกจากนั้นยังมีจุดที่เรียกว่า Suicide Point จุดที่หวาดเสียวที่สุดเพราะเป็นถนนแคบๆเลาะขอบเหวให้เสียวไส้กัน และอีกจุดที่ควรไปถ่ายรูปคือ Kalpa Temple ถ่ายจากถนนด้านบนจะเห็นเมือง และวัดเป็นศูนย์กลางฉากหลังเป็นภูเขาหิมะครับ

Day 4 เข้าสู่ดินแดนที่เรียกว่า Spiti Valley ทาโบ (Tabo)

หลังจากทำเอกสารเสร็จเรียบร้อย เราก็เข้าสู่ Spiti Valley บอกเลยว่านั่งรถนานแค่ไหนไม่มีเบื่อ วิวสวยสุดๆอย่างกับหลุดไปอีกโลก แต่อากาศพร้อมลมที่พัดมานั้น ก็โหดใช่ย่อยครับ อยู่ที่ 0 องศา จุดที่ผมแวะก่อนถึง Tabo คือ Dhankar Monestry เป็นวัดทิเบตที่องค์ดาไลลามะ มาจำวัดที่นี่ สามารถเดินขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ จะเห็นวิวแม่น้ำสปิติตัดผ่านภูเขาจากมุมสูง หลังจากนั้นก็เดินทางเข้าสู่เมือง Tabo เมืองนี้เป็นเมืองที่เงียบสงบ ผู้คนยิ้มแย้มน่ารักมาก

Homestay ที่เราพักชื่อ White lotus โดยส่วนตัวประทับใจที่นี่มาก ต้อนรับอบอุ่น อาหารอร่อย และวิวสวยครับ มาที่ Tabo ก็ต้องแวะชม Tabo Monestry และสามารถเดินขึ้นไปชิมวิวของที่นี่จากมุมสูงได้ด้วยครับ

Day 5 คาซ่า (Kaza)

เมืองที่ใหญ่ที่สุดใน Spiti Valley เป็นศูนย์กลางของที่นี่ครับ จะค่อนข้างวุ่นวายหน่อยมีตลาดให้ซื้อของฝาก แต่ตอนผมไปยังไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ร้านเลยปิดหมด คนขับรถบอกผมว่า ถ้ามาฤดูท่องเที่ยวจะมีร้านกาแฟร้านขายของที่ระลึก โรงแรมก็จะเปิดในช่วงเดือนเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปครับ หากเที่ยวนอกฤดูแบบผมต้องพัก Homestay แต่วิวที่นี่สวยครับผมว่าคล้ายๆ Leh Ladakh

Day 6 ลางซา (Langza)

ที่นี่เป็นที่ที่ a must คือมาเพื่อสิ่งนี้ครับ พระพุทธรูปองค์ใหญ่กับวิวภูเขาหิมะ แต่ก่อนไป Langza เราไปกันที่ Kibber หมู่บ้านเก่าแก่บนภูเขา กับวิวหิมะขาวๆสุดลูกหูลูกตามันสวยไปหมดครับ ลงจากที่นี่ก็ไปอีก 1 a must คือ Ki Monestry วัดทิเบตที่ตั้งตระหง่านบนภูเขาถ้าค้นหาในgoogle เกี่ยวกับ Spiti Valley รูปที่นี่จะเยอะสุดครับ

และผมก็เข้าสู่ Langza ที่นี่คือจุดที่สูงที่สุดของทริปประมาณ 4000กว่าเมตร จากระดับน้ำทะเล นาทีที่ผมขึ้นไปยืนตรงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ มันรู้สึกสงบ ตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งเชื่อว่าถ้าทุกคนที่ไปยืนอยู่ตรงนั้นก็จะรู้สึกเช่นกัน แม้เส้นทางที่ผมไปจะไม่ครบ แต่การมายืนตรงนี้ถือว่าทริปนี้ผมสมบูรณ์แบบสุดๆแล้วครับ มันเต็มอิ่มและเกินกว่าที่ผมหวังไว้เยอะมาก ที่ Langza ถือว่าปิดทริปนี้อย่างสมบูรณ์แล้วครับ หลังจากนั้นวันที่ 7 ก็นั่งรถย้อนกลับทางเก่า มาพักที่ Rampur ไม่ได้ถ่ายรูปเลย เพราะถึงมืดแล้วครับ

ผมสรุปสั้นๆครับ เป็นที่ที่ควรมาไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม!!! ค่าใช้จ่ายไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินหมื่นต้นๆครับ

การเตรียมตัวที่สำคัญ

  • ยาแก้เมารถสำหรับคนที่เมารถ
  • หน้ากากปิดปาก เพราะมีฝุ่นระหว่างทาง
  • ขนมรวมถึงอาหารพวกมาม่าน้ำพริก เพราะคุณจะเบื่อแป้งกับแกงกะหรี่ไปอีกนาน
  • กระดาษทิชชู่เปียกระหว่างทางนั่งรถนานไม่มีห้องน้ำเน้นชมธรรมชาติครับ
  • Memory Card มีเท่าไหร่เอาไปเยอะๆ
  • สนามบินค่อนข้างตรวจเข้มเผื่อเวลาไว้สัก 2 ชั่วโมง
  • Diamox ใครที่ไม่มีปัญหากับยาตัวนี้กินกันไว้ก่อนก็ดีครับจะได้เที่ยวสนุก แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนนะครับ
  • จำนวนวันที่ผมไป 7 วันยังน้อยไปครับ แนะนำควรมีสัก 10 วัน

ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่เข้ามาอ่านนี้นะครับผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอให้มีความสุขและสนุกกับการเดินทางครับ