เมื่อหลายปีก่อนเคยไปสิงคโปร์แล้วก็บอกตัวเองว่า เกาะเล็กนิดเดียว เที่ยวครั้งสองครั้งก็ทั่วแล้ว แต่สิงคโปร์ไม่หยุดพัฒนาตัวเองเลย สร้างอะไรใหม่ๆมาดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดเวลา อย่างล่าสุดก็เพิ่งเปิดให้บริการสดๆร้อนๆ Jewel ที่สนามบิน Changi จนอดใจไม่ไหว เข้า Traveloka จองตั๋วเครื่องบินไปอัพเดตสิงคโปร์สัก 3 วันกันเถอะ ปกติจองตั๋วเครื่องบิน จะเข้า Traveloka ตลอด เพราะชอบมีcode ส่วนลดแจกเรื่อยๆ เลย คราวนี้ได้ส่วนลดเพิ่มอีก 500 บาท ดีงาม จองได้ทั้งตั้วเครื่องบิน ห้องพักแล้ว

จองตั๋วเครื่องบินไปสิงคโปร์ กับTraveloka

 

ลองดูกิจกรรม ที่ต้องทำต้องใช้ ผ่าน Traveloka ด้วยเลยละกัน ก็จองสะดวกและมีส่วนลดด้วย แนะนำเลยค่ะ เราจองรถรับจากสนามบินไปส่งโรงแรม (Transfers in Singapore) ราคาประมาณ 200 กว่าบาท, จองบัตร Singapore Tourist Pass ราคา 800 กว่าบาท ใช้ได้ไม่อั้นภายใน 3 วันทั้งรถไฟฟ้า MRT  รถ Bus และสุดท้ายเราจองซื้อซิมการ์ดของสิงคโปร์ มาลองใช้ ราคา 247 บาท ซึ่งถูกกว่า แพคเก็ตซิมบ้านเรา และอินเตอเนตร์เร็วมาก ให้ตั้ง 100 GB อัพอะไรไวมากๆ ให้โทรฟรี 500 นาที แน่นอนใช้ไม่หมด และให้โทรต่างประเทศฟรีอีก 20 นาทีด้วย คือแนะนำเลยค่ะ ทั้งดีกว่า ถูกกว่า ไวกว่าค่ะ ทุกอย่างที่จองรับได้ที่สนามบิน Changi เลยค่ะ

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้น สิงคโปร์เกาะเล็กนิดเดียวแต่มีที่ท่องเที่ยว ให้อัพเดตเรื่อยๆแทบทุกปี จริงๆ 3 วันไม่สามารถเที่ยวได้ครบทุกที่หรอก เอาสบายๆเอาเท่าที่ได้แล้วไว้มาใหม่เรื่อยๆละกันนะ คราวนี้เลยไปอัพเดต ทั้งที่เที่ยวเก่าใหม่ มาฝากกันค่ะ ตามมาเที่ยวกันค่ะ เราแวะไปเที่ยวใหนกันบ้าง

Haji Lane ~ หลังจากเชคอินโรงแรมเก็บกระเป๋าเรียบร้อยเราตรงมาเที่ยวที่ฮาจิเลน กันก่อนเลยค่ะ เพราะบัตร Singapore Tourist Pass ที่เราซื้อแถมฟรี ทัวร์ฮาจิ เลน พร้อมไกด์ ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ไม่เลวนะ มีคนพาเที่ยว เดินดูไรตรงใหนๆ ไม่มีพลาด ไม่มีหลง  แต่ถ้าไม่จุใจก็มาถ่ายรูปเพิ่มเติมหลังแยกย้ายได้เลยค่ะ

ถนนฮาจิเลน (Haji Lane) มีชื่อเรียกแบบท้องถิ่นว่า ตรอกฮัจญี เป็นถนนช้อปปิ้งสายเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและแหล่งรวมของวัยรุ่นชาวสิงคโปร์ ตั้งอยู่ในย่านกัมปง กลาม (Kampong Glam) ที่มีต้นกำเนิดจากการเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองและเป็นย่านชุมชนเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์

 

ความพิเศษของถนน Haji Lane สายนี้เป็นเพราะชื่อเสียงโด่งดังจากภาพเพ้นสีสดใส Street Art หรือ Graffiti ของบรรดาร้านค้าต่างๆ ที่สร้างในแบบตึกแถวสไตล์โคโลเนียล 2 ชั้น นักท่องเที่ยวนิยมมาเดินเที่ยวถ่ายภาพกันเยอะทีเดียวตั้งแต่เช้า ซึ่งเราก็ไม่อาจพลาดได้เช่นกัน ไป Haji Lane นั่ง MRT มาลง Bugis Station , Exit B จาก Bugis junction หรือใช้ google หาได้เลย

 

เพราะโซเชียลมีเดียแท้ๆ ที่ทำให้เราเห็นรูปถ่ายสวยๆ มากมายจนต้องมาตามรอย แล้วมาบอกต่อเล่าสู่กันฟังอีกที

Fountain of Wealth ~ น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง หนึ่งในสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ที่มาสิงคโปร์ทีไรต้องแวะมารับพลังน้ำแห่งความร่ำรวยนี้ด้วย Guinness Book of Records ในปี 1998 ว่าเป็นน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลก ว่ากันว่าใครที่มาเยือนที่นี่แล้วเดินรอบน้ำพุแห่งนี้ครบสามรอบ โดยเอามือแตะที่น้ำพุไว้ตลอดเวลาจะได้รับพลังน้ำแห่งโชคลาภ และความโชคดีติดตัวกลับบ้านกันทุกคน ยังไงมีโอกาส ลองไปรับพลังกันนะ วิธีไปลง MRT Esplanade เดินเข้าไปในตัวตึก Suntec City ได้เลย

Garden By The Bay ~ มาสิงคโปร์ ไม่มาที่นี่ไม่ได้ เพราะสิงคโปร์เนรมิตสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ในย่าน Marina Bay ที่มีความโดดเด่นหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรม พันธุ์ไม้หลากหลายชนิดจากทั่วโลก ที่กว้างมากถ้าจะเที่ยวครบต้องใช้เวลาทั้งวัน เราเลยเลือกมาถ่ายรูปตอนกลางคืนแทน และมาดูไฟ ที่มีการจัดแสดง Garden Rhapsody (OCBC Light and Sound Show) หรือการแสดง แสง สี ของกลุ่มต้นไม้ Supertree ประกอบจังหวะเพลง Rainforest Orchestra – Australasia และ Oceania การแสดงมี 2 รอบคือ 19.45 น. และ 20.45 น. ครั้งละ 15 นาที และชมฟรี วิธีเดินทางมา นั่งรถไฟฟ้าลงที่สถานี Bayfront MRT Exit B จากนั้นเดินข้ามสะพาน Dragonfly Bridge

Marina Bay Sands ~ หลังชม Garden By The Bay เดินมาชมการแสดงน้ำพุ และแสงสี ที่ฝั่งของพลาซ่า ระยะเวลาในการจัดแสดงใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 15 นาที อลังการมากไม่แพ้ฮ่องกงเลยค่ะ มีแสดงทุกวันนะคะ เวลาแสดง วันอาทิตย์-พฤหัสบดี เวลา 20.00 และ 21.30, วันศุกร์-เสาร์ เวลา 20.00, 21.30 และ 23.00

วันรุ่งขึ้นเราตามไปถ่ายรูปเชคอินจุดยอดฮิตต่างๆกันค่ะ

Little India ~ เรามาเริ่มกันที่ MRT  Little India กันค่ะ มาถ่ายรูปกับตึกสารพัดสีสันที่สวยงามไม่แพ้ย่านใหนกันนะคะ

Fort Canning Park ~ ถัดจากนั้น เรามาลง MRT Fort Canning กันต่อเลยค่ะ ที่นี่ เป็นอุโมงค์ทางลอดที่กำลังดังในโลกโซเชียลเลย ทุกคนมาต่อคิวถ่ายรูปกันเยอะมาก มีแม้กระทั่งมาถ่ายเวดดิ้ง ยังไงถ้ารอคิวยาวอย่าหงุดหงิดกันนะคะ เดี๋ยวหน้าบึ้งถ่ายรูปไม่สวย ^__^

China Town ~ หลังจากนั้นนั่งต่อมาอีกสถานีคือ MRT China Town แน่นอนความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบจีน รวมถึงงาน Art ตามจุดต่างๆที่มีให้ถ่ายรูปเพลินกันเลยค่ะ

ClarkeQuay ~ จากนั้นเปลี่ยนสาย MRT จากสีน้ำเงินมาม่วง ไปอีกหนึ่งสถานี ลงที่ MRT ClarkeQuay ไปถ่ายรูปตึกที่สวยเหลือเกิน เหมือนยกป่ามาไว้บนตึก Park Royal เลย

หลังจากนั้นเราไปหาข้าวกินแถวริมน้ำแล้วเดินชมยามค่ำคืนที่ ClarkeQuay กันก่อนกลับโรงแรม

Henderson Waves ~ เช้าวันสุดท้ายนี้เราเริ่มกันที่ Henderson Waves  เป็นหนึ่งในสถานที่ใหม่ๆ ของสิงคโปร์ที่มีความแปลกและสวยงามจนกลายเป็นสถานที่ฮิตที่ต้องมาเยือน เป็นสะพานคนเดินที่มีลักษณะเหมือนกับเกลียวคลื่นที่ความสูง 36 เมตรซึ่งเป็นสะพานคนเดินที่สูงที่สุดของประเทศสิงคโปร์ พาดผ่านอยู่บนถนนเฮนเดอร์สัน ที่เชื่อมต่อระหว่างสวนภูเขาเฟเบอร์ (Mount Faber Park) กับ สวนเตโละบลังกะ(Telok Blangah Hill Park) วิธีเดินทาง นั่ง MRT สายสีม่วง ไปลงสถานี Harbourfront ทางออก Vivo City แล้วเดินมาที่ป้ายรถเมล์หน้าห้าง นั่งสาย 145 ไปประมาณ 15 นาที ลงที่ป้าย B14051 จากนั้นเดินข้ามถนนขึ้นบันไดตรงข้ามไปเลยค่ะ ขากลับก็กลับทางที่มาเลย ลองใช้กูเกิ้ลดูไปด้วยก็ได้ค่ะ สะดวกดี

Anderson Bridge ~ จากนั้นเรามาที่นี่กัน มาชมวิวเมืองตรง Anderson Bridge ที่ข้ามแม่น้ำสิงคโปร์ ตรงนี้มีร้านกาแฟ Starbucks ให้นั่งจิบกาแฟ ชมได้ทั้งวิวตึก Marina Bay Sand ทั้งตึก Esplanade และวิวสะพาน Cavengh ซึ่งเป็นสะพานแขวนเพียงแห่งเดียวของประเทศสิงคโปร์ และยังเป็นสะพานที่เก่าแก่ที่สุดด้วยค่ะ

Jewel ~ ต้องกลับบ้านแล้วค่ะ เราตั้งใจไปสนามบินไวหน่อยเพื่อไปสัมผัส น้ำตกในอาคารที่สูงที่สุดในโลก สนามบิน Changi เพิ่งเปิดตัว Jewel Changi Airport Singapore เป็นอาคารเอนกประสงค์ ล่าสุดภายในสนามบิน ชื่อ Jewel ซึ่งประกอบไปด้วย ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร โรงหนัง โรงแรม พื้นที่เชคอินฝากกระเป๋าได้เลย สะดวกมากมาย สมกับที่เป็นสนามบินอันดับ1 หลายปีไม่มีใครโค่นได้จริงๆ อย่าลืมเผื่อเวลาแวะมาเที่ยวสนามบินกันนะ

ทริปนี้บ๊ายบาย ไว้จะไปอัพเดตสิงคโปร์มาเล่าสู้กันฟังใหม่นะคะ

เรื่อง และ ภาพถ่าย โดย Rose สำเหร่

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sinehabangkok.com

Facebook Fanpage : Sineha Bangkok

Instagram : sinehabangkok

Twitter : sinehabangkok