ย้อนกลับไป ประมาณ 1-2 ปีก่อน เคยคุยกันกับเพื่อนๆ ชวนกันมาเที่ยวเวียดนาม เราพูดถึงนาขั้นบันไดว่าอยากจะมาดูกัน วางแผนนู่นนั่นซะดิบดี ตอนคุยกันมันสนุกนะ เฮ้ย ! เดี๋ยวเที่ยวอย่างนู้นอย่างนี้กันนะ เฮฮากันตามประสาเพื่อนสนิท แรงบันดาลใจเที่ยวเวียดนามมาเต็ม มันต้องเป็นทริปที่เจ๋งมากแน่ๆ หลังจากวันนั้นผ่านไป… 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน จากเดือนกลายเป็นปี รอแล้วรออีกไม่ได้ไปเที่ยวเวียดนามซักที คนโน้นติดธุระ คนนี้ไม่ว่าง คนนั้นวันหยุดไม่ได้ บลาๆๆ แต่ทริปซาปาเราก็ยังไม่ลืมที่จะพูดถึงกันอยู่ตลอดเวลาที่ได้เจอกัน วันเวลาผ่านไป ทุกอย่างประจวบเหมาะ ฤกษ์งามยามดี ทริปนี้จึงบังเกิดขึ้นซักที

 

เมืองซาปา (Sapa) จังหวัดลาวไก (Lao Cai) ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของประเทศเวียดนาม จุดเด่นคือมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แถมอากาศก็เย็นสบายทั้งปี ไปหน้าหนาวอาจจะเจอหิมะด้วยนะ เมืองทั้งเมืองถูกโอบล้อมไปด้วยอ้อมกอดของขุนเขาน้อยใหญ่ มีสายหมอกล่องละลอยให้เห็นเหมือนเป็นเรื่องปกติของที่นี่ ลำธารน้ำตกไหลเย็นชื่นใจ และสิ่งที่ทำตัดสินใจมาที่นี่คงหนี ไม่พ้น นาขั้นบันได อันเลื่องชื่อ แค่มีภูเขาน้อยใหญ่มากมายก็สวยงามอยู่แล้ว แต่นี่มีนาขั้นบันไดด้วยบนภูเขาด้วย ความสวยงามยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก ชาวเขาชาวนาที่นี่เค้าเจ๋งมาก เปลี่ยนภูเขาให้เป็นนาขั้นบันไดได้ สุดยอดจริงๆ

 

 

เรื่องราวต่อจากนี้จะขอเรียกมันว่า “บทเรียน” ละกัน และบทเรียนต่อจากนี้เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ รู้สึกและสัมผัสมาจากทริปนี้ อาจจะไม่ถูกใจใครบ้าง แต่อยากจะนำเสนอในแบบมุมมองของผม จะเป็นยังไง ที่ซาปาแห่งนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ลองไปติดตามกันดูครับ บทที่ 1 เริ่ม !!

 

[ Chapter 1 : การเดินทาง ]

เวียดนามเป็นประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า สามารถอยู่ได้ถึง 30 วัน ในส่วนของการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศนั้นวิธีที่สะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลาที่สุด คงหนีไม่พ้น “เครื่องบิน” ไง แต่ที่ซาปาไม่มีสนามบิน จึงต้องบินไปลงที่ ฮานอย (Ha Noi) มีเที่ยวบินไปลงฮานอยเยอะแยะ เลือกเอาละกันสะดวกแบบไหน หรือง่ายๆเลยก็เข้า Traveloka เลือกสายบิน เทียบราคาวันเวลา ได้เลยสะดวกดี ถึงฮานอยแล้วค่อยหาทางไปต่อ

จองตั๋วเครื่องบินไปฮานอย กับ Traveloka

 

 

[ Chater 2 : ไปต่อ ]

หลังจากลงเครื่องที่ฮานอยแล้ว ต่อ Shuttle Bus เข้าเมือง ไปลงที่ย่าน Old Quarter เป็นย่านใจกลางธุรกิจ โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร แลนด์มาร์คต่างๆ ของฝาก เยอะแยะมากมาย รวมไปถึงเอเจนซี่ทัวร์อีกด้วย ที่นี่เรามีนัดกับ Miss Huong เอเจนซี่คนดังในพันทิป คนไทยหลายคนนิยมใช้บริการจองทัวร์ต่างๆจากเธอ เราให้เธอช่วยจัดการด้านการเดินทางไป-กลับ ระหว่างฮานอยกับซาปา โดยขาไปเราเลือก “รถไฟตู้นอน” ใช้เวลาเดินทางนานหน่อยแต่มันคลาสสิคกว่าเยอะ ส่วนขากลับเลือกเป็นรถบัสนอน ที่ออฟฟิศของเธอนั้นมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีอย่างนึง คือ ปฏิทินในหลวง ร.๙ ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอนั่นเอง หลังเคลียร์ค่าใช้จ่าย นั่งคุยกันนิดหน่อยก่อนแยกย้าย โดยในวันเดินทาง นัดกันที่หน้าออฟฟิศแล้วเธอให้แท็กซี่ไปส่งที่ สถานีรถไฟฮานอย (Ga Ha Noi) รถไฟจะออกประมาณ 4 ทุ่ม ไปถึงนั่นก็เช้าของอีกวัน ที่สถานีรถไฟลาวไก (Ga Lao Cai ) ออกมาด้านหน้าจะเจอคิวรถตู้ไปซาปา นั่งรถไปต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงเอาเป็นว่า ถึงซักที

 

 

[ Chapter 3 : หมู่บ้านแมว?? ]

Cat Cat Village อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร ตอนแรกที่เห็นชื่อหมู่บ้านเป็นภาษาอังกฤษ ก็งงๆนิดนึง แมวหรอ..หมู่บ้านแมว !? งี้หรอ ต้องเป็นหมู่บ้านที่มีแมวเยอะแน่ๆ แต่จริงเค้าออกเสียงว่า “กั๊ต กั๊ต” เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชาวเขาเผ่าม้ง ที่อพยพมาจากประเทศจีน ก่อนจะเข้าชมที่นี่ต้องซื้อตั๋วด้วยนะ ราคา 50,000 VND ใกล้ชิดธรรมชาติดี ชอบตรงที่ด้านล่างมีลำธาร น้ำตกด้วย

 

[ Chapter 4 : จุดสุดยอด ]

ฟานซิปัน (Fansipan) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเวียดนาม ระดับความสูงอยู่ที่ 3,143 เมตร มีฉายาว่า “หลังคาแห่งอินโดจีน” เดี๋ยวจะงงว่าอยู่เวียดนามแล้วเกี่ยวอะไรกับอินโดจีน อินโดจีน เป็น ขอบเขตประเทศที่ประกอบด้วย เวียดนาม ลาว และกัมพูชา หมายความว่า ยอดเขาที่สูงที่สุดในขอบเขต 3 ประเทศนี้ ก็คือ ฟานซิปันที่อยู่ในเวียดนามนั่นเอง แต่ปัจจุบัน อินโดจีน จะนับรวมประเทศในอาเซียนด้วย นั่นก็คือไทย พม่า มาเลเซีย และสิงคโปร์ กลับมาต่อที่เรื่องเที่ยวของเราดีกว่า การจะขึ้นยอดฟานซิปันได้ ต้องไปขึ้นกระเช้า Fansipan Legend พอพนักงานที่โรงแรมทราบว่าเรากำลังจะไป เค้าจึงเสนอขายตั๋วให้เราในราคา 600,000 VND ราคาเท่ากันกับที่ขายหน้าเคาเตอร์แหละ ตอนแรกก็กลัวว่าจะโดนโกงเหมือนกัน เอาตั๋วไรมาขายให้วะ จริงๆก็ใช้ได้เหมือนกัน ไม่ต้องไปต่อแถวซื้อตั๋วหน้าเคาเตอร์แค่นั้นแหละ

 

[ Chapter 5 : ทะเลสาบในหุบเขา ]

Sapa lake ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางเมือง ล้อมรอบไปด้วยอาคารบ้านเรือนสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส ด้วยครั้งนึงในอดีตซาปาถูกสร้างขึ้นเป็นเมืองตากอากาศของชาวฝรั่งเศสจากการที่ถูกปกครอง ในยุคสมัยอาณานิคม เมื่อ พ.ศ. 2465 เกือบๆร้อยปีที่แล้วแน่ะ ขนาดอยู่บนภูเขายังมีทะเลสาบ เจ๋งปะล่ะ

 

[ Chapter 6 : ซื้อกิน ]

Đồ xiên nướng หรือที่ผมเรียกมันว่า “ปิ้งย่างเสียบไม้” ที่ซาปาร้านแบบนี้มีให้เห็นอยู่เยอะมาก อารมณ์ประมาณร้านหม่าล่าอะ มีหลายอย่าง ไก่ เนื้อ เครื่องใน ผัก เห็ด กบ นก มีหมดแล้วแต่ว่าอยากกินอะไร เลือกๆไปให้เค้าย่าง ราคาเริ่มที่ 10,000 VND มีผักสดแก้เลี่ยนให้ด้วย กินกับซอสอะไรซักอย่างเรียกไม่ถูก หวานๆเผ็ดๆ อร่อยดี เอาจริงๆแค่จิ้มกับซอสพริกเวียดนามก็อร่อยแล้วอะ ซอสพริกเค้ามันอร่อยจริงๆนะ ไปกินข้าวร้านไหนก็เจอ ว่าจะซื้อกลับไทยสุดท้ายก็ลืม

 

[ Chapter 7 : ซื้อกิน2 ]

lẩu cá hồi  ชาบูแซลมอนหม้อไฟ ด้วยสภาพอากาศที่ซาปานั้นค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี การทำบ่อเลี้ยงปลาแซลมอน จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร เลยทำให้ที่นี่มีปลาแซลมอนกินยังไงล่ะ ซึ่งที่นี่ร้านแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไปเหมือนกัน ถ้ามาถึงซาปาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือการมากินชาบูแซลมอนหม้อไฟนี่แหละ ทีเด็ดเลย มาเป็นเซ็ต มีข้าวผัดแถมให้ด้วย ราคาไม่แพงนะ แต่จำไม่ได้จริงๆ

 

[ Chapter 8 : พบปะ ]

ลานกิจกรรม & โบสถ์คริสต์ ในตัวเมืองซาปา มีลานกิจกรรมขนาดใหญ่ ช่วงหัวค่ำมีผู้คนออกมาที่ลานกิจกรรมเยอะเลย บ้างก็มาเต้นรำ เตะลูกชนไก่ เดินเล่น นั่งเล่น บลาๆๆ ดูแล้วก็เพลินดี บริเวณเดียวกันจะมีโบสถ์คริสต์ Stone Church ที่สร้างใน ปี 1895 โดยฝีมือคนฝรั่งเศสเพื่อใช้เป็นสถานที่ในพิธีกรรมทางศาสนาด้วย

 

[ Chapter 9 : นาขั้นบันได ]

ในเมื่ออยากมาดูนาขั้นบันได ก็ไปดูมันใกล้ๆ เลยละกัน พวกเราจึงมุ่งหน้าไปทางตอนใต้ของซาปา ห่างตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตรซึ่งเป็นที่ตั้งของ Ta Van Village ระหว่างทางมีด่านเก็บตังค์เฉยเลย งงนิดๆ เหมือนเป็นค่าผ่านทางเลยต้องจำใจจ่ายไป อ่อ ลืมบอกไป การเดินทางภายในซาปา พวกเราเลือกเช่ามอเตอร์ไซค์จากที่พัก ไปไหนมาไหนจะได้สะดวก หมู่บ้านตาฟานมีชาวเขาหลายชนเผ่าอยู่รวมกัน สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้ คือ มีทัวร์แบบ Trekking ไปนอนโฮมสเตย์ของชาวบ้านด้วย ไว้มีโอกาสมาอีกก็อยากจะลองดู จริงๆแล้วนาขั้นบันไดมีอยู่เยอะมาก ระหว่างเส้นทางที่สัญจรไปมาในซาปา มองไปทางไหนก็เจอ ไม่ใช่เฉพาะแค่หมู่บ้านนี้ แต่มีแทบจะทุกที่เลย

 

[ Chapter 10 : น้ำตกสีเงิน ]

ระหว่างเส้นทางกลับเข้าตัวเมืองซาปา หลังจากลงมาจากฟานซิปัน เห็นป้าย Silver Waterfall เลยแวะกันซักหน่อย อยู่ติดริมถนนเลย มีค่าเข้าอีกตามเคย 20,000 VND เป็นน้ำตกที่มีระดับความสูง 100 เมตรจากหน้าผา มีบันไดทางขึ้นให้ขึ้นไปชมวิวแบบใกล้ๆ มีจุดพักจุดชิมวิวให้ถ่ายรูป ส่วนที่มาของชื่อ Silver waterfall ก็คือ จะมีช่วงเวลาที่แสงแดดสาดส่องมากระทบกับน้ำตกเกิดเป็นประกายสีเงิน แวววับสวยงามเห็นได้จากระยะไกล นั่นแหละที่มา

 

[ Chapter 11 : สาระ ]

ไปเที่ยวประเทศไหน ก็ควรศึกษาภาษาเค้าไว้บ้างก็ดีนะ คำทักทายง่ายๆ เวลาไปพูดกับเค้ามักจะได้รอยยิ้มกลับมาเสมอ เหมือนเวลาฝรั่งเค้ามาเที่ยวบ้านเรา แล้วพูด สวัสดีครับ ขอบคุณครับ เราเองก็รู้สึกดีใช่มั้ย ผมคนนึงแหละที่รู้สึกดี

ซิน จ่าว  แปลว่า สวัสดี
กาม เอิน  แปลว่า ขอบคุณ
ซิน โหลย  แปลว่า ขอโทษ
บาว เยียว  แปลว่า เท่าไหร่
งอน หลำ  แปลว่า อร่อย
หมด  แปลว่า 1 (เบียร์หมด งี้ เค้าจะเอามาให้ 1 ที่ 555)
ฮาย  แปลว่า 2
บา  แปลว่า 3

จำได้แค่นี้แหละ 555

ค่าเงินเวียดนาม มีสกุลเป็น “ดอง (VND)“
10,000 VND เท่ากับเงินไทยประมาณ 15 บาท
อยู่ที่นี่พกเงินเป็นล้านครับบอกเลย ส่วนเงินดอลล่าร์ ($) เค้าก็รับนะ

 

[ Final Chapter : ควรมา ]

สรุปง่ายๆตามความรู้สึกว่า  “ซาปา ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นผู้คน“  เดี๋ยวๆ นั่นมัน แอสการ์ด… งั้นเอาใหม่ ซาปาเป็นสถานที่ๆควรมาให้ได้ซักครั้งหนึ่ง หรือจะมาหลายๆครั้งก็ได้ ถ้ามีโอกาสก็คงมาอีกแน่นอน ธรรมชาติที่งดงาม อาหารการกินก็โอเค ที่พักก็ดี (อ่อ เรื่องที่พักไม่ได้ลงไว้ในบทเรียน มันก็ไม่แพงหรอก เข้า Traveloka สิ เลือกดูมีเยอะ หลายเกรดหลายราคา) ค่าครองชีพไม่ได้สูงอะไร ผู้คนก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด น่ารัก ใจดีด้วยซ้ำ ก่อนมาเที่ยวเวียดนาม คิดว่าอาจจะโดนโกงบ้าง เพราะเคยอ่านเจอในรีวิวอื่นๆมา แต่ก็ไม่เจอนะ รอดตัว มีงบหลักพันก็มาได้นะบอกเลย มาเถอะ มาลองเที่ยวกันดู แล้วคุณจะเข้าใจว่า ซาปา ควรมา จริงๆ

 

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ หวังว่าบทเรียนของผมจะเป็นแนวทางสำหรับคนที่อยากจะมาหรือเป็นแรงบันดาลในการเดินทางให้ใครได้บ้างไม่มากก็น้อย ยังไงขอแอบฝากเพจท่องเที่ยวเล็กๆของผมหน่อยละกัน 😉 ติดตามการเดินทางของพวกเราได้ที่เพจนี้เลย Facebook : get a way หวังว่าจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับ Traveloka อีกต่อๆไป ขาดตกบกพร่องตรงไหน ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ขอบคุณครับ