ด้วยความที่ช่วงเวลาที่ผ่านมารู้สึกว่าตัวเองโหมทำงานจนหนักเกินไป ทำงานมากไปก็ชักจะป่วย เกิดเป็นภูมิแพ้กรุงเทพฯ ขึ้นมาซะอย่างนั้น เลยอยากหาเรื่องหยุดเที่ยวสักหน่อย พอดีกับตรงช่วงวันหยุดยาวที่พอจะมีเวลาประมาณ 3-4 วัน เลยหาที่เที่ยวใกล้ๆ ประเทศไทย บินไปเที่ยวแบบกรุบกริบ ซึ่งหลังจากที่เช็คตั๋วเครื่องบินไปมาใน Traveloka ก็ตัดสินใจได้ว่า ทริปนี้ไป “ปีนัง” ละกัน ด้วยความที่เห็นราคาโปรที่รับได้ อยู่ในงบพอดี เลยเลือกที่จะกดจองทันทีแบบไม่ลังเล มีเวลาว่างทั้งที ขอหนีไปเที่ยวสักหน่อยแล้วกัน 🙂

ทางไปจองตั๋วเครื่องบินไปปีนัง กับTraveloka

 

Tips: แนะนำนิดหนึ่งสำหรับใครที่ไม่ซีเรียสเรื่องงบประมาณ หรือว่าบัดเจ็ท อย่างที่รู้กันว่าถ้าหากบินแบบโลว์คอร์สก็จะไม่มีน้ำ ไม่มีข้าว คือไม่มีอะไรเลย! ค่ากระเป๋าก็ยังต้องเสียเพิ่ม ซึ่งทริปนี้เราก็โดนค่ากระเป๋าไปเป็นพันบาทจ้า แนะนำให้เพิ่มเงินอีกนิด แล้วจองแบบฟูลเซอร์วิสไปเลย เช็คแล้วมี Malaysia Airline นี่แหละค่ะที่ราคาไม่ได้แรงอะไรขนาดนั้น แถมยังได้แวะเที่ยวที่กัวลาลัมเปอร์แบบเก๋ๆ ด้วยนะ

 

หากใครอยากไปถึงสนามบินแบบไม่ต้องรีบเร่งมาก อยากให้ลองจองรถรับสนามบินเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งที่ Traveloka นี้ก็มีให้บริการเช่นกัน ไม่เพียงแค่มีตั๋วเครื่องบิน และที่พักให้เลือกจองแต่เพียงเท่านั้น แนะนำใครอยากสะดวก ให้ลองคลิกจอง > https://www.traveloka.com/th-th/airport-transfer สะดวกสุดๆ เพราะคนขับรถมารับถึงที่เลย

 

ขอเปิดประเดิมเรื่องราวด้วยรูปภาพอันแสนชิคๆ ฮิปๆ ของเมืองปีนังกันหน่อยแล้วกัน ซึ่งจะบอกว่าปีนังเนี่ย เป็นเมืองท่าที่ถึงแม้จะเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็มีความสำคัญมากเลยนะ เคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองทางด้านการค้าขายในอดีต มีตึกเก่าๆ สวยงามมากมาย ที่สำคัญเป็นเมืองแห่งเปอรานากัน เป็นสไตล์จีนผสมความเป็นมาเลเซีย มีอาหารแบบเปอรานากัน (Peranakan) หรือว่ายอนย่า (Nyonya) ที่ไม่ควรพลาด ใครที่ไปภูเก็ตแล้วเลิฟความเป็นเมืองเก่า อยากได้โลเคชั่นถ่ายรูปสวยๆ ที่มีวันหยุดน้อยๆ ไม่ต้องลางานเยอะก็มาได้ เอาเป็นว่าเราเชียร์ “ปีนัง” เป็นอันดับหนึ่ง

 

Day 1
Chinese Noodle Restaurant

เอาจริงๆ เราไม่รู้เลยว่าบะหมี่ร้านแรกที่เราไปกิน หลังจากเช็คอินที่โรงแรมเสร็จเรียบร้อย ชื่อว่าอะไร แต่เอาเป็นว่ามันอร่อยมาก! ถ้าใครอยากตามรอยไป เดี๋ยวเราจะใส่ไว้ในแมพให้นะ ซึ่งหลักๆ เลยจะเป็นบะหมี่ ที่มีให้เลือกระหว่างบะหมี่เกี๊ยวหมู กับบะหมี่เนื้อวัวตุ๋น สำหรับเราลองสั่งมาทั้งสองอย่าง แล้วอยากจะบอกว่ามันดีมาก! ทั้งเส้นบะหมี่ ทั้งความนุ่มละมุนของเนื้อวัวตุ๋นที่ไม่มีกลิ่นเลย ลงตัวแบบสุดๆ หรือใครอยากสั่งเกี๊ยวเพิ่ม ก็สั่งมาแยกตั้งหากได้ ตอนกลางคืนจะมีร้านขายอาหารแบบสตรีทฟู้ดเปิดรอบๆ ร้านเลย มากินได้ทั้งเช้า และเย็น อร่อยจนเราต้องมาซ้ำอ่ะคิดดู

 

นอกจากบะหมี่แล้ว ยังมีทีเด็ดอีกหนึ่งอย่างก็คือ “ไมโล” ใช่แล้วฟังไม่ผิด เราว่าคนที่นี่ชอบกินไมโลกันมากๆๆ สำหรับไมโลนี้ แนะนำว่าควรสั่ง เพราะอร่อยมากก อร่อยที่ว่าคือรสชาติเข้มข้น เหมือนกินนมไมโลโรงเรียนตอนเด็กๆ ใครถวิลหารสชาติแบบตอนเด็ก บอกเลยว่าไม่ควรพลาด ซึ่งเราก็โดนไปสองแก้วด้วยกัน อีกรอบหนึ่งแวะมาซื้อแบบใส่ถุง แต่บอกเลยว่าไม่อร่อยเท่าสั่งแบบแก้วนั่งกินที่ร้าน

Google Maps

 

Little India

ด้วยความที่ปีนัง เป็นเมืองที่มีทั้งคนจีน และคนแขกอินเดียอยู่ร่วมกัน ดังนั้นจึงมีพื้นที่ๆ เป็นย่านไชน่าทาวน์ และย่านลิตเติ้ลอินเดียเหมือนในสิงคโปร์เลย ทีเด็ดของย่านนี้นอกจากจะมีวัดฮินดู ที่เราไม่ได้แวะเข้าไป เพราะมีพิธีกรรมทางศาสนา ก็จะมีโซนที่มีร้านอาหารขายเรียงรายเต็มไปหมด บอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งย่านที่คึกคัก และมีความน่าสนใจมากๆๆ มีทั้งขนมหลากสีสัน แกงหม้อเบ้อเริ่ม และในรูปที่เห็นคือขนมที่เขียนว่าโรตี แต่จะต้องกินคู่กับแกง ใครอยากลองกินอาหารอินเดียแบบแท้ๆ แนะนำให้มาร้านนี้

Google Maps

 

Han Jiang Ancestral Temple

เป็นวัดเก่าแก่ที่เราเดินผ่าน และพบเจอโดยบังเอิญ ซึ่งไม่ได้อยู่ไม่แพลนมาก่อน แต่เห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมจีนอันเก่าแก่แบบนี้ แล้วก็อดใจไม่ไหว ขอเดินเข้าไปดูสักหน่อย โดยวัดแห่งนี้จะคล้ายๆ กับเหมือนเป็นวัดประจำตระกูลเก่าแก่ของปีนัง เป็นตระกูลที่ใหญ่มาก ซึ่งด้านหลังวัดนี้จะเป็นเหมือนศาลเจ้าที่เอาไว้เก็บป้ายบรรพบุรุษ ขอบอกเลยว่าใครที่ชอบวัดเก่าๆ หรือชอบชมความงดงามของสถาปัตยกรรม ก็ไม่ควรพลาด วัดนี้เข้าฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

Google Maps

 

Black Kettle

เดินเล่นกันไปสักพัก เดินตรงมาเรื่อยๆ จากโซนลิตเติ้ลอินเดีย ฝนก็เกิดตกลงมา ซึ่งในขณะนั้นก็ไม่รู้จะไปหลบตรงไหน เลยเดินเข้าคาเฟ่ซะเลย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วแวะพักจิบน้ำชาสักกาแล้วกัน คาเฟ่นี้มีชื่อว่า “Black Kettle” ก่อนหน้านี้ไม่ได้เสิร์ชหาชื่อคาเฟ่นี้เลย แต่เท่าที่อ่านดูประวัติร้าน ดูเหมือนว่าจะเป็นร้านที่เก่าแก่ มีสัญลักษณ์เป็นกาน้ำชาสีดำ แต่ร้านน่าจะมีการรีโนเวทใหม่ เพราะว่ามีความโมเดิร์นมาก มีทั้งเมนูเบเกอรี่ เค้ก และกาแฟครบครัน

 

ด้วยความที่เราเป็นคนไม่ดื่มคาเฟอีน เลยเลือกสั่งชาคาโมมายล์ เพราะเป็นชาที่ทำมาจากดอกไม้ ไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีนแต่อย่างใด ที่สำคัญคือมีคุณสมบัติช่วยให้ผ่อนคลายจากความเครียด และทำให้หลับสบายมากขึ้น หวังว่าวันนี้เดินทางมาเหนื่อยๆ ดื่มชานี้แล้วจะหลับสนิท หลังจากดื่มชา และสั่งอะไรมากินนิดหน่อย เราก็ตัดสินใจจบวันนี้ไว้แค่นี้ กลับโรงแรมไปนอนเอาแรง ค่อยตื่นมาลุยใหม่ภายในวันพรุ่งนี้

Google Maps

Day 2
Tho Yuen Restaurant

บอกก่อนว่าเราไม่ได้แพลนอะไรทั้งนั้น รู้แค่ว่าตื่นมาเช้านี้อยากกินติ่มซำ ก็ได้กินติ่มซำสมใจเลยจ้า! เพราะแค่เดินจากโรงแรมแล้วเลี้ยวมานิดเดียว ก็เป็นย่านไชน่าทาวน์แล้วอ่ะ สำหรับติ่มซำร้านนี้ชื่อว่า “Tho Yuen” เป็นร้านติ่มซำสีฟ้าๆ ที่น่ารักมากๆ คุณป้าในร้านก็น่ารัก ช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่ในการสั่งอาหาร มีให้เลือกทั้งเมนูติ่มซำ ที่เค้าจะเข็นมาให้เลือก ไม่ต้องพูดภาษาจีนเป็นก็รอดแล้ว

 

นอกจากติ่มซำแล้ว บอกเลยว่าเมนูก๋วยเตี๋ยวผัดคืออร่อยมาก ความอร่อยที่เราว่านี้คือไม่ใช่แค่ความกลมกล่อมของรสชาติก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว แต่รวมไปถึงความหอมที่คุณลุงผัดโดยใช้เตาถ่าน อีกทั้งยังใส่ลูกชิ้น และหมูชิ้นมาแบบพอดีคำ บอกเลยว่าใครมากินร้านนี้คือไม่ควรพลาดนะ ถ้าใครไม่ชอบกินน้ำชา แนะนำให้สั่งน้ำเต้าหู้ถั่วเหลืองเลย สารภาพว่าสั่งตอนแรกเพราะแพคเกจน่ารัก แต่พอได้ลองกินจริงๆ คือดีอ่ะ คือรักเลย!

Google Maps

 

Writer

ถัดจากร้านติ่มซำข้างๆ กันจะมีร้านเครื่องเขียนน่ารักๆ แนวฮิปสเตอร์ ชื่อว่า “Writer” เป็นร้านขายเครื่องเขียนที่ดีมากๆๆ ใครชอบซื้อ Stationery คือต้องโดนอ่ะบอกเลย เพราะมีไอเท็มแปลกๆๆ เพียบ ทั้งสีน้ำ ปากกา สติ้กเกอร์ และสมุดโน้ต สมุดไดอารี่ จะซื้อไปเป็นของฝากก็ได้นะ

 

เห็นสารพัดของกุ๊กกิ๊กแล้วก็อดใจไม่ไหว โดนสติ๊กเกอร์ไปหลายร้อยบาทไทยเลยจ้า ซื้อทั้งให้ตัวเอง ซื้อฝากมากมายเต็มไปหมด เพราะไม่เคยเห็นสติ๊กเกอร์ลายแบบนี้ที่ไหนมาก่อน คิดว่าน่าจะเป็นฝีมือของแบรนด์ท้องถิ่นที่นี่ สิ่งที่มาเที่ยวปีนังแล้วชอบอีกอย่างคือ ผู้คนที่นี่รณรงค์การไม่ใช้ถุงพลาสติกกันอย่างจริงจัง เวลาที่ไปซื้อของตามร้าน แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่คนขายก็จะห่อกระดาษให้อย่างดี หรือถ้าไปซื้อของตามห้าง ถ้าเอาถุงพลาสติกก็จะโดนคิดเงินเพิ่ม หลังจากเสียเงินให้สบายใจ เราก็เดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย

Google Maps

 

Awesome Canteen

นอกจากปีนัง จะมีตึกเก่าสวยๆ มากมายเต็มไปหมด ยังมีคาเฟ่สไตล์ฮิปสเตอร์มากมายด้วยเช่นกัน สำหรับคาเฟ่ที่เราตั้งใจแล้วว่ายังไงก็ต้องมาให้ได้ก็คือ “Awesome Canteen” คาเฟ่สไตล์ลอฟท์ที่ตกแต่งให้ออกแนวโรงอาหารแบบดิบๆ มีทั้งเมนูเครื่องดื่ม และอาหาร บอกเลยว่าฮิปจริง ใครเป็นสาย Cafe Hopping หรือว่าเป็นสายถ่ายรูป ให้เก็บไว้เป็นหนึ่งในลิสต์ได้เลย

 

เมนูเครื่องดื่มที่แนะนำจะเป็นพวกกาแฟ ซึ่งขอบอกก่อนเลยว่าร้านนี้จะเน้นหนักนมไปซะนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกาแฟที่เข้มขนาดไหน ก็ผสมนมเยอะกว่าปกติ เหมาะกับคนที่ชอบกินกาแฟรสชาติเบาๆ ละมุนๆ หรือไม่ชอบกาแฟที่เข้มข้นมากเกินไป ใครเพิ่งหัดลองกินกาแฟก็น่าจะถูกปากร้านนี้อยู่ แต่สำหรับสายเข้ม อาจจะผิดหวังไปสักนิด ส่วนอาหารร้านนี้ก็น่ารับประทานเช่นกัน แต่ด้วยความที่เราจัดหนักกับติ่มซำมาเมื่อสักครู่นี้ เลยขอสั่งแค่กาแฟแล้วกัน

Google Maps

 

Chew Jetty

Chew Jetty เป็นอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์คที่เหมาะสำหรับถ่ายรูป มีคนมาถ่ายรูปเยอะมากๆๆ แถมยังเป็นสถานที่ๆ ทัวร์ลงอย่างหนักหน่วง ใครอยากถ่ายรูปสวยๆ แบบปลอดคน แนะนำให้มาช่วงเวลาที่คนน้อยๆ อย่างตอนเช้าๆ เพราะตอนที่เรามาที่ท่าเรือแห่งนี้ นอกจากฟ้าจะมืดครื้มแล้วนั้น คนยังเยอะมาก จนทำให้ถ่ายรูปได้ไม่หนำใจเท่าไหร่ แต่เป็นแลนด์มาร์คที่ไม่ควรพลาด เพราะบรรยากาศ และวิวดีมากๆ ให้สิบเต็มเลย

Google Maps

 

Jetty 35 @Chew Jetty

สถานที่ฮิปๆ ในปีนังนั้นมีมากพอกับสตรีทอาร์ท ที่สามารถพบเจอได้ทั่วไปในปีนัง สำหรับ [email protected] นี้เป็นเหมือนโกดังเก่า ที่ถูกนำมาดัดแปลงให้เป็นสถานที่แสดงผลงานทางด้านศิลปะ ที่สำคัญคือเหมือนเป็นที่รวบรวมร้านขายของงานแฮนด์เมด ตอนที่เราไปนั้นร้านค้ายังตั้งไม่ค่อยครบ ซึ่งเดาว่าถ้าหากมีงานแสดงศิลปะ หรือเป็นช่วงพีคๆ ที่เที่ยวนี้คงคึกคักมากๆ น่าดู สำหรับสินค้าเราว่าแพงเอาเรื่องเลยหล่ะ

Google Maps

 

大东酒楼 (Tai Tong)

ขอเกริ่นก่อนว่าตอนแรกเรากะจะตั้งใจเดินไปกินอาหารที่สตรีทฟู้ด บนถนน Campbell แต่เผอิญเดินผ่านหน้าร้านนี้ แล้วเห็นคนเยอะมาก!!! เยอะแบบล้นออกมา ก็เลยคุยกับเพื่อนว่าเอายังไงดี คนเยอะขนาดนี้มันก็น่าลองไหม สุดท้ายต้องยอมแพ้ ยอมไม่กินสตรีทฟู้ด เลี้ยวเข้าร้านติ่มซำทันที

 

ติ่มซำร้านนี้จะขายเป็นช่วงๆ ขายตั้งแต่เช้า ปิดบ่ายสอง และเปิดอีกทีห้าโมงเย็น มีทั้งเมนูติ่มซำ ที่ก็อร่อยไปซะแทบทุกอย่าง ที่สำคัญคือมีเมนูอาหารเป็นจานๆ ให้เลือกสั่งเยอะมากๆๆๆ ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนว่าจะกินร้านนี้ เลยแอบมองโต๊ะข้างๆ เห็นทุกโต๊ะ คือต้องสั่งเจ้าเมนูเต้าหู้นี้ ก็เลยจัดมาซะหนึ่ง บอกเลยว่าอร่อยมากๆๆๆๆๆ ไม่เคยกินเต้าหู้ที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อน มันเนียนมันนุ่ม เหมือนเต้าหู้ไข่บ้านเรา แต่คืออร่อยกว่ามาก แถมเป็นเต้าหู้ขาวที่ให้สัมผัสแบบเต้าหู้ไข่ แต่ไม่มีกลิ่นเหม็นถั่วเหลือง เป็นเมนูที่หมดไปอย่างรวดเร็ว ใครพักแถวไชน่าทาวน์บอกเลยว่าต้องมาโดนอ่ะ!

Google Maps

ขอปิดท้ายคืนวันที่สองด้วยร้านติ่มซำนี้ เพราะเอาจริงๆ เราได้เดินไปลองอาหารสตรีทฟู้ดแบบกรุบกริบ ที่ขายอยู่บนถนน Campbell แต่บอกเลยว่ามันไม่อร่อยอ่ะ แล้วก็ไม่รู้จะแนะนำยังไง เพราะไม่มีอะไรอร่อยที่เราอยากจะแนะนำ 5555555 เราว่าถ้าใครอยากลองสตรีทฟู้ดเด็ดๆ ให้ไปถนน Chualia จะดีกว่า เราว่าเส้นนั้นอร่อยกว่าเย๊อะ!

Day 3
Wai Kee Char Siew

เห็นตึกสีฟ้าเด่นมาแต่ไกลแบบนี้ ไม่ใช่คาเฟ่ และไม่ใช่ร้านขายของอะไร แต่เป็นร้านข้าวหน้าเป็ด!!! ที่เราเล็งมาตั้งแต่วันแรกๆๆ เพราะว่าคนเยอะมากกก แล้วเห็นว่าแต่ละวันคือไม่เกินบ่ายสอง คือหมด เก็บร้านแล้วอ่ะ วันนี้เราเลยตั้งใจตื่นแต่เช้า ท่องมาอย่างดี วันนี้ฉันจะต้องได้กินข้าวหน้าเป็ดร้านนี้! ด้วยความตั้งใจขนาดนี้ ถึงแม้คนจะเยอะ แต่เราก็ได้กินสักที เฮ้

 

ขอโทษที่ถ่ายรูปมาแค่นี้ เพราะว่าสั่งอย่างอื่นมา แต่ว่ากินเรียบจนลืมถ่าย! เอ้ออ เอากะเค้าสิ เป็นร้านขายเป็ดย่างที่เราลงมติกับเพื่อนแล้วว่า หมูแดงอร่อยกว่า! อร่อยแบบอร่อยมากก อร่อยจนต้องสั่งเบิ้ล แล้วราคาคือไม่ถูก ร้อยกว่าบาทแต่ได้นิดเดียว หมูแดงเค้าจะย่างมาหอมเตาถ่านมากๆ แถมยังมีชั้นไขมันอยู่แบบอร่อยจนต้องเลียปาก กุนเชียงก็อร่อย ปกติเราไม่กินกุนเชียง แต่ร้านนี้คือแม้แต่สักชิ้นหนึ่งคือก็ไม่เหลือ ใครชอบข้าวหน้าเป็ด คือต้องมา คือต้องโดน!

Google Maps

 

Pinang Peranakan Mansion

เรายกให้ไฮไลท์ของทริปนี้คือ “Pinang Peranakan Mansion” เลยอ่ะ!!!! ขอยกให้เป็นที่เที่ยวหนึ่งในดวงใจของปีนัง ประเด็นคือเป็นบ้านเก่าเปอรานากันของแท้ ที่สวยงามมากๆๆ สร้างตามหลักเปอรานากันแบบจริงๆ มีโถงตรงกลางบ้าน มีระเบียงสวยๆ ที่สำคัญคือบ้านหลังนี้ ไม่ใช่แค่บ้านธรรมดา แต่เปิดเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์อ่ะ คิดดูว่า เค้านำเอาทรัพย์สมบัติทุกชิ้นมาโชว์ให้ได้ดูกันจริงๆ เห็นของเก่าเก็บ ที่บางอย่างก็ยังคงสภาพดี เป็นบ้านที่ประเมินค่าไม่ได้ ถ้าใครถามเราว่าไปปีนังควรไปเที่ยวที่ไหน เราก็จะแนะนำให้มาเที่ยวที่นี่นะ

 

ไฮไลท์ของบ้านเปอรานากัน แมนชั่น เราขอยกให้กับพิพิธภัณฑ์ทอง และเครื่องประดับ! ใช่แล้วฟังไม่ผิด เพราะที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมทรัพย์สมบัติของตระกูลนี้เอาไว้ในบ้านหลังนี้ ทุกสิ่งล้วนทำจากทอง บอกเลยว่าเราไม่เคยเห็นเครื่องประดับที่ทั้งสวยงาม และทรงคุณค่าขนาดนี้มาก่อน เป็นอะไรที่ทำให้เราว้าวมากๆๆๆ ทุกอย่างล้วนทำจากทอง คิดดูว่าขนาดเสื้อที่ทอด้วยผ้าไหมอย่างดี กระดุมยังเป็นทองเลยอ่ะ! หลังจากชมบ้านหลังนี้เสร็จ ก็คิดว่าอยากรู้จักหลานชายของตระกูลนี้สักคน 555555 เป็นตระกูลที่มังคั่งตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

Google Maps

 

Fuku Eatery & Dessert

หลังจากเสร็จจากเปอรานากัน แมนชั่น เราก็เดินต่อมาเรื่อยๆ ที่จุดหมายปลางทางถัดไปคือ “Fuku Eatery & Dessert” ที่เป็นทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และเป็น Selected Store อยู่ในที่เดียวกัน มีของกระจุกกระจิกขายเยอะมาก แนะนำว่าใครอยากได้ของฝากเก๋ๆ ให้ลองมาเดินดูที่นี่ เพราะเราได้ของฝากกลับไปหลายอย่าง ทั้งสติ๊กเกอร์น่ารักๆ ชอกโกแลต กระเป๋า และสมุดโน้ต แนะนำว่าให้พกเงินมาเยอะๆ เพราะอาจจะเสียทรัพย์จนหมดตัวได้

 

หลังจากช้อปปิ้งเสร็จเรียบร้อย เราก็มาเติมพลังในส่วนของร้านอาหาร และคาเฟ่ จะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นๆ ที่เราคิดตอนแรกว่าจะต้องเป็นอาหารแบบยอนย่าแน่เลย แต่ว่าคิดผิด เป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นที่ราคาประมาณ 15 – 18 ริงกิต ราคาก็ไม่แรง แถมอร่อยด้วยนะเราว่า สั่งข้าวแกงกะหรี่มากินเพิ่มพลังให้พออยู่ท้อง ก่อนที่จะไปลุยสตรีทฟู้ดกันอีกรอบในเย็นวันนี้ เพราะวันนี้ค่อนข้างอากาศดี ฝนไม่ตกแล้ว

Google Maps

 

Penang Road Famous Teochew Chendul

หลังจากที่กินข้าวเสร็จ จะให้กินขนมหวานที่คาเฟ่ต่อก็คงไม่อิน เพราะอยากกินอะไรที่โลคอลมากกว่า คิดได้ดังนั้นก็รีบเสิร์ชร้านขนมหวาน ซึ่งมันใกล้จะปิดแล้ว เราเลยรีบเรียกแกรปตรงดิ่งมาที่ร้าน “Teochew Chendul” เป็นร้านรถเข็นที่ฮิตมากๆๆ คนต่อแถวยาวเยียด หลักๆ เลยคือหน้าตาเหมือนลอดช่องแต่ว่าไม่ใช่ เพราะว่าใส่ทั้งน้ำกะทิ และถั่วแดงต้มๆ จะหอมๆ หวานๆ มีความลอดช่องประมาณ 20% เท่านั้น ซึ่งมีแบบเหมือนน้ำแข็งไสด้วยนะ แต่เราขอกินแบบนี้ดีกว่า ใครชอบกินหวานบอกเลยขอให้ผ่าน เพราะหวานมากก แถมเลือกระดับความหวานแบบชานมไข่มุกไม่ได้ด้วยนะ

Google Maps

 

Chulia Street Food

มาปีนังทั้งทีไม่กินสตรีทฟู้ดได้ไงอ่ะ! ไม่มาก็เหมือนมาไม่ถึงปีนังนะจะบอกให้ เนื่องจากฝนตกหลายวัน เลยไม่ได้มาโดนอย่างเป็นจริงเป็นจังสักที วันนี้ต้องโดนให้ได้ ซึ่งหลังจากที่เราได้โดนเส้น Campbell มาแล้ว บอกเลยว่าผิดหวังนิดหน่อย มากินเส้นนี้พกความคาดหวังมาเยอะ ขอลุยร้านแรก

 

ใครมาเที่ยวปีนังแล้วยังไม่ได้ลอง Lok Lok แนะนำว่าให้ลอง เพราะว่าเป็นอาหารสตรีทฟู้ดที่ขึ้นชื่อมา สังเกตเห็นว่าคนปีนังเองก็ชอบกินมากๆๆ ใครเดินผ่านมาผ่านไป เป็นอันต้องหยิบกันสักไม้สองไม้ ซึ่งวิธีกินคือเลือกอาหารเสียบไม้ที่เราต้องการ ซึ่งจะมีทั้งลูกชิ้น เบค่อน เห็ด หรือว่าของทอดก็มี จุ่มลงไปในหม้อที่มีน้ำกำลังเดือดปุดๆๆ จากนั้นคือราดซอส หลังจากเทสมาร้านหลายก็พบว่า ร้าน Lok Lok ที่ขายอยู่บนถนน Chulia คือดีสุด เพราะเหมือนซอสจะทำเอง

 

อย่างแรกที่แนะนำเลยก็คือ “เนื้อสเต๊ะ” ถ้าจำไม่ผิดคือมีไก่ มีหมูป่า แต่จะไม่มีหมู หรือว่ามีก็จำไม่ได้ แต่ที่รู้ๆ เลยคือเราหลงรักเนื้อสเต๊ะมากๆๆๆ เป็นเจ้าเดียวกันกับร้านบะหมี่เมื่อวันแรกที่ไปกิน แต่ว่ามีขายสเต๊ะด้วย อร่อยมาก มีความชุ่มฉ่ำ ไม่เหม็นคาว แล้วก็ไม่เหนียวเลย จัดไปเบาๆ 15 ไม้

 

อีกสองอย่างที่คือดี ควรต้องโดน ก็คือหอยทอด ที่ใช่แล้ว เหมือนหอยทอดบ้านเรา แต่ว่าอร่อยกว่า ไม่เลี่ยนอ่ะเราว่า ใส่ไข่เป็นไข่ หอยเป็นหอย ไม่ใช่มีแต่แป้งเหมือนที่บ้านเราขาย แถมหอมมากๆๆๆ ที่ปีนังไม่ว่าเค้าจะผัดอาหารยังไงก็หอมอ่ะ ทั้งหมดนี้ราคาไม่แรง แนะนำให้หารกันกับเพื่อน กินคืออิ่ม คือคุ้มมากๆๆ ซึ่งเราก็ขอปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วยการเดินกิน กิน และก็กินไปเรื่อยๆ จนอิ่มแปล้ พร้อมเตรียมตัวบินกลับไทยพรุ่งนี้ ถ้าคราวหน้ามีเวลา สัญญากับตัวเองว่าจะมาอีก มากินนี่แหละ! จะกินให้พุงกางกันไปข้างเลย

 

ขอปิดท้ายทริปนี้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยภาพสตรีทอาร์ท ที่ขอสารภาพตามตรงว่าทริปนี้เราไม่ค่อยได้ถ่ายรูปสตรีทอาร์ทมามากเท่าไหร่ เพราะสตรีทอาร์ทที่ดังๆ ของปีนังก็จะอยู่กระจัดกระจายกันไป ด้วยความที่เวลาน้อย มีที่เที่ยวที่อยากจะไปเยอะกว่า เลยเลือกนั่งรถซะส่วนใหญ่ เลยพลาดที่จะเดินลัดเลาะถ่ายสตรีทอาร์ทกันไปบ้าง แนะนำใครที่อยากมาเที่ยวปีนัง ให้วางแผนการเดินทางดีๆ เพราะที่ปีนังก็ไม่ได้มีแค่สตรีทอาร์ทเท่านั้นที่น่าสนใจ แต่มีพิพิธภัณฑ์ คาเฟ่ สถานที่แสดงงานศิลปะ และร้านอาหารอร่อยๆ มากมายเต็มไปหมด บอกเลยว่าทริปเดียวสำหรับปีนังคงไม่พอ ไว้เจอกันโอกาสหน้านะปีนัง 🙂