Maldives ดินแดนในฝันแสนโรแมนติก  เพราะความสวยงามราวกับภาพวาดในจินตนาการ  อันเป็นจุดหมายปลายทางที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้สักครั้งของหลาย ๆ คน (หรือเกือบทุกคนเลยก็ว่าได้เนอะ)  หลังจากเริ่มดำน้ำลึก (Scuba diving) มาได้สักพัก  Maldives ซึ่งเคยเป็นหนึ่งใน Bucket List ที่อยู่ในหัวก็ผุดขึ้นมาในช่วงเวลาที่โบนัสออกพอดี๊พอดี  …  ประจวบเหมาะกับทั้งโปรโมชั่นที่พักที่เคยแอบเล็ง ๆ ไว้  และโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินก็ช่างบังเอิญผ่านสายตาเข้ามาพอดิบพอดีด้วยเช่นกัน  หลังจากเช็คทุกสิ่งอย่างจนครบทุกกระบวนท่าแล้ว  แบบ  save เงินทุกเม็ดเท่าที่ทำได้  ก็จบลงที่ว่า  ตอนนี้แหละ …  มันใช่เลย

 

ทริปนี้เราตั้งใจบินเดี่ยวแม้ว่าค่าใช่จ่ายจะเพิ่มมาอีก 30%  แต่คราวนี้อยากไปเปิดประสบการณ์ที่สุดแห่งการพักผ่อน  ไปใช้ชีวิตทั้ง 4 วัน 3 คืน แบบใกล้ชิดธรรมชาติใน Concept  “ Bare foot, No Phone – No Social” ที่แท้ทรู  (ที่เคยได้ยินมาจะได้เอามาใช้จริง ๆ บ้างสักทีละ)  ก็เลือกไปสัมผัสสวรรค์บนดินสุดฟินทั้งที  ขอหยุดเวลาไว้กับตัวเอง  และธรรมชาติให้ลึกซึ้งที่สุด  ให้คุ้มกับทุกบาททุกสตางค์ (ที่ตัดใจจ่ายไป)

 

ทั้งหมดนี้เราได้โปรโมชั่นดี ๆ จากที่พัก Club Med Kani  และตั๋วเครื่องบินจาก Traveloka  ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดในทริปนี้จึงยังอยู่ใน Budget ที่ตั้งไว้  ยังแอบเหลือค่าทริปดำน้ำ Scuba diving ให้ได้สัมผัสโลกใต้ท้องทะเลที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดในโลก แถมมี Pocket Money ไว้อีกนิดหน่อยให้ได้พอซื้อของฝากกลับมาด้วย

จองตั๋วเครื่องบินไปมัลดีฟส์ กับ Traveloka

ว่าแล้วเราจึงเริ่มจองที่พักล่วงหน้าก่อนเดินทางประมาณ 3 สัปดาห์  และก็ได้ราคาโปรโมชั่นของ Club Med Kani จาก Early Bird Booking ของ official website โดยตรง  เพื่อเดินทางช่วงต้นปีถัดไปในเดือนมกราคม  ส่วนเรื่องการเดินทาง  เราจองตั๋วเครื่องบินกับ Traveloka แถมยังได้ส่วนลด on top เพิ่มอีกด้วย  จองตั๋วเครื่องบินกับ  Traveloka ได้ราคาดี ๆ ที่ไม่เคยทำให้ผิดหวังเช่นเคย

 

Day 1 : Let’s go to Heaven

และแล้ววันนี้ที่รอคอยก็มาถึง  ด้วยความตื่นเต้นสุด ๆ จึงมาถึงสนามบินก่อนเวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงครึ่ง   Check In  และ Load กระเป๋าแล้ว  ก็เริ่ม Luxury Trip ใช้ชีวิตหรู ๆ กันเลย  เริ่มที่เลาจน์ของสายการบิน Bangkok Airway  กันก่อนเลย  จะได้ใช้เวลาคอยเครื่องบินให้คุ้มค่าที่สุด  ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไฟลท์ 09.20 น.  ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง 35 นาที  ถึงปลายทางสนามบิน Male’ เวลา  11.55 น.  เนื่องจากเวลาที่มาเล่ช้ากว่าเวลาในเมืองไทย 2 ชั่วโมง  ตรงตามเวลาในตารางบินเป๊ะ

พอเครื่องลงจอดที่สนามบิน Male’ เรียบร้อยแล้ว  ออกจากประตูมาก็เจอกับพนักงานของ Club Med Kani ที่มาชูป้ายชื่อรอรับอยู่ทันที  พนักงานพาไปยังท่าเทียบเรือ Boat transfer ของทางรีสอร์ทที่อยู่หน้าสนามบิน  ซึ่งท่าเรือนี้ใช้ร่วมกับรีสอร์ทอื่นอีกประมาณ 3 – 4 แห่ง  แค่ลากกระเป๋าเดินทางข้ามถนนหน้าสนามบินมาไม่เกิน 5 นาทีก็ถึงแล้ว

ทันทีที่ก้าวออกจากเขตสนามบินก็ได้ Wow กันเลย  เพราะวิวท้องฟ้าสีฟ้าสดใส  กับน้ำทะเลลึกสุดใจแต่น้ำใสปิ๊งตรงหน้า  ที่ทำให้สตั้นท์จนแอบลืมก้าวเท้าข้ามถนนตามพนักงานกันไปเลย

ที่ท่าเรือมีเลานจ์รับรองพร้อมอาหารว่างและ welcome drink ให้บริการระหว่างรอเรือ  และผู้โดยสารท่านอื่น  รอเรืออยู่ได้ประมาณ 15 นาที  พนักงานก็มาแจ้งให้ทราบว่าเรือพร้อมออกเดินทางแล้ว  เราโชคดีมากที่เรือทั้งลำมีเราเป็นผู้โดยสารคนเดียวเลย  เที่ยววันธรรมดามันก็ดีงาม  และ Exclusive สุด ๆประมาณนี้แหละ

 

แอบเสียดายอยู่นิด ๆ เหมือนกันว่ามา Maldives ทั้งที  แต่ไม่ได้ใช้บริการ Seaplane transfer ที่เป็นไฮไลท์ของ Maldives ก็นะแค่นี้ถ้าไม่ได้โปรโมชั่นทั้งที่พักจาก Club Med และตั๋วเครื่องบินจาก Traveloka ก็คงจะเกิน Budget ไปแล้ว  แถมยังจะต้องเผื่อค่า Scuba diving ไปดำน้ำกับฉลามวาฬ  และ Manta Rays อีก  เอาน่า  … เท่านี้ก็ฟินแย่แล้ว

Club Med Kani  ตั้งอยู่ใน North Male’ Atoll  ห่างจากสนามบิน ประมาณ 20 km  ใช้เวลาเดินทางโดย Speedboat เพียง 30 นาที  ชมฟ้ามองท้องทะเลสีครามไปเพลิน ๆ ผ่านรีสอร์ทแบบบังกะโลบนน้ำ 3 – 4 แห่งที่พอมองเห็น  แค่พักเดียว   Speedboat ก็เตรียมเทียบท่าที่ Club Med Kani แล้ว

 

พอเท้าแตะท่าเรือปุ๊บพนักงานก็เดินเข้ามาทักทายอย่างสุภาพ  และเป็นกันเอง  ก่อนพาเราไป Check In ที่ Club Lounge ของ Overwater Suite บังกะโลเหนือมหาสมุทรที่แยกตัวไปอยู่สุดอีกฝั่งนึงของ Atoll เพื่อความ Private และ Exclusive อย่างแท้ทรู

ระหว่าที่เดินตามพนักงาน  เรียกว่าแทบจะไม่ได้มองทางเลย  เพราะสายตามัวแต่  อึ้ง …  ตะลึงงันอยู่กับทัศนียภาพของท้องฟ้าสีฟ้าใส  หาดทรายสีขาว ๆ ที่ดูนุ่มละมุนแม้เพียงสัมผัสด้วยสายตา  น้ำทะเลใสกริ๊งแบบที่มองเห็นผืนทรายด้านล่างชัดจนคาดการณ์ความลึกของทะเลด้วยตาเปล่าไม่ได้  ทิวต้นมะพร้าวน้อยใหญ่ที่เรียงรายกระจัดกระจายเป็นฉากหน้าที่ช่วยกรองแสงแดด  และป้องกันละอองทรายจากสายลมเย็น ๆ ภาพที่เห็นตรงหน้ามันช่างน่าประทับใจ  ตราตรึงสายตาจนเหมือนหยุดเวลาไว้ที่เสี้ยวนาทีนี้ตั้งแต่ครั้งแรกเห็นทีเลยทีเดียว  กับทัศนียภาพสวย ๆ ของ Maldives

 

ตอนหาข้อมูลก่อนเดินทางรูป Maldives ที่เห็นว่าสวยมากแล้ว  แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยสายตาตัวเองจริง ๆ คือ  มันคือใช่เลย !!!  รูปที่เคยเห็นผ่านหน้าจอนั้นไม่ได้ผ่านการตกแต่งแม้แต่น้อย  แถมสายลมที่ปะทะตัวและหน้า  ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันความจริงว่าภาพที่เห็นตรงหน้า  มันดีงามและฟินกว่าที่เคยจินตนาการไม่รู้กี่พันเท่า  ณ ตอนนี้พูดเลยว่าไม่เสียใจกับค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเลย

 

แอบกระซิบนิดนึงว่าใครที่กังวลเรื่องภาษา  ไม่มั่นใจในภาษาอังกฤษของตัวเอง  หมดห่วงได้เลย  เพราะที่ Club Med Kani มีพนักงานที่พูดได้หลากหลายภาษา  เรียกว่าเกือบทุกภาษาหลัก ๆ บนโลกใบนี้เลย  รวมทั้งภาษาไทยด้วยเช่นกัน  พนักงานบางคนก็เป็นคนไทยด้วยนะ  ฉะนั้นแม้ภาษาไม่ได้  ก็มาเยือนสวรรค์บนทะเลแห่งนี้สบาย ๆ เลย

เพื่อฟินกับความ  Extremely – Exclusive Luxury ให้สุด  เราจึงเลือกพักห้องพักที่เป็นไฮไลท์ฮอตฮิตอย่าง Overwater Suite กับกระท่อมไม้หลังไม่เล็ก  ที่ตั้งอยู่เหนือท้องทะเลกว้างสุดสายตา  สามารถมองวิวทะเลสีเทอร์ควอยซ์สุดสวยแบบพาราโนรามาทุกทิศทาง  ได้จากทุกพื้นที่ในบังกะโลแม้แต่จากในห้องน้ำกันเลยทีเดียว  ทั้งเงียบสงบ  เป็นส่วนตัว  และยังสามารถลงเล่นน้ำทะเลได้โดยตรงจากห้องพักของตัวเองได้เลยด้วย

ที่ Club Lounge ของ Overwater Suite พนักงานนำ Welcome drink และ Snack มาเสิร์ฟ  และขอผูกริบบิ้นสีน้ำเงินสดสกรีนลาย Club Med Kani สีขาวไว้ที่ข้อมือ  เพื่อเป็นการระบุประเภทห้องพัก และ package ของแขกที่มาพักให้พนักงานในรีสอร์ทสามารถให้บริการเราได้อย่างถูกต้องทั่วถึงตลอดระยะเวลาที่อยู่ใน Club Med Kani  แล้วพนักงานก็คำอธิบายเรื่องห้องพัก  การบริการ  และ facilities ต่าง ๆ ของรีสอร์ท  ยาว ….  มากเกือบ 15 นาที  ฟังทันบ้างไม่ทันบ้าง  แถมข้องมูลเยอะจนจำไม่ไหว  แต่ไม่เป็นไร  เพราะทางรีสอร์ทมีเอกสารรายละเอียดให้ด้วยหลังอธิบายจบ  และสงสัยอะไรก็สามารถสอบถามพนักงานทุกคนที่เจอได้เลย

 

สำหรับที่พัก  Club Med Kani เป็นรีสอร์ท 4 ดาวที่ให้บริการแบบ  All Inclusive นั่นคือราคาห้องพักได้รวมทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว  ตั้งแต่ค่าห้องพัก  บริการ Airport to Resort Transfer  ทั้งไปและกลับ ด้วย Speedboat  อาหาร 5 มื้อ  เช้า  สาย  กลางวัน  บ่าย  เย็น จากทั้ง 3 ห้องอาหารที่สลับสับเปลี่ยนหมุนวนกันให้บริการ  รวมถึงของว่างและ Afternoon Tea ที่ Club Lounge  ไปจนถึงเครื่องดื่มทุกรายการทั้ง Alcohol และ Non – Alcohol  ตลอดจนกิจกรรมทุกชนิดบนรีสอร์ท  ซึ่งมีให้เลือกเยอะมากมาย  แบบที่ใช้เวลา 4 วัน 3 คืนไม่น่าจะพอ

และแล้วก็ได้เวลาเข้าห้องพักกันแล้ว  ระหว่างทางเดินบนสะพานไม้สุดชิคไปยังห้องพักนั้น  เราก็สามารถชมสัตว์น้ำที่อยู่ตามธรรมชาติแบบใกล้ชิด  เพียงทอดสายตาไปยังผืนน้ำทะเลใส  พื้นทรายขาวด้านล่างสะพานไม้ตลอดทาง  ก็จะเห็นเจ้า  baby shark และ baby Rays ตัวน้อยอยู่กระจัดกระจายตลอดระยะทางจนไปถึงหน้าห้องพักเลยทีเดียว  เรียกว่าได้สัมผัสปอนุบาลสัตว์ทะเลตัวน้อยอย่างใกล้ชิดกว่าในอควาเรียมเลยทีเดียว  เพราะถ้ากระโดดลงสะพานไปก็ได้สัมผัสแนบชิดไม่ว่าจะเป็นจ้าฉลามตัวน้อย  หรือเจ้าปลากระเบนตัวเล็ก  ถ้าพวกมันไม่ตกใจหนีไปซะก่อนนะ

 

มาดูภายในห้องพักกันบ้างดีกว่า  ห้องพักแบบ Overwater Suite  ขนาด 77 ตารางเมตรรวมพื้นที่ระเบียงเหนือมหาสมุทร  พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครับ  ทั้ง  Espresso Machine , Breakfast on bed เสิร์ฟตรงถึงห้องพักตามเวลาที่เลือกได้เอง  Welcome Champagne  ไปจนถึงระเบียงเหนือมหาสมุทรและบันไดตรงลงสู่ท้องมหาสมุทรจากห้องพัก  และห้องน้ำแบบ Sea View สุดปังที่มาพร้อมอ่างอาบน้ำริมผนังกระจก  ให้ได้แช่น้ำอุ่น ๆ จิบ Welcome Champage พร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกสุดโรแมนติกไปได้พร้อม ๆ กัน

หลังจากเข้าห้องพัก  ชื่นชมกับ  Location และบรรยากาศสวย ๆ จากในห้องพักแสนสวยสุดฟิน  จนพอใจแล้ว  ก็หยิบเอกสารที่พนักงานให้มาตอน Check In  ออกมาเริ่มวางแผน  ว่าจะทำกิจกรรมอะไร  ตอนไหนบ้าง  เพราะหลายกิจกรรมบนเกาะ  จำกัดจำนวนต่อรอบ  โดยต้องไปลงชื่อเข้าร่วมกิจกรรม  และที่สำคัญคือ  First come first service มาก่อนได้ก่อน  แม้ว่าจะได้รับ Priority ก่อนบ้างห้องพักแบบ Overwater Suite  แต่บางกิจกรรมก็ไม่ได้ให้อภิสิทธิ์นะ  โดยเฉพาะทริปดำน้ำตื้นครึ่งวัน  ที่เปิดเพียงวันละ 2 รอบเท่านั้น  และเป็นกิจกรรมที่ฮิตที่สุด  และลิสต์คิวยาวที่สุด

ก็เริ่มศึกษารายละเอียด  และวางแผนอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ได้เวลา Tea Time ตอนบ่าย 3 พอดี  ที่ Club Lounge สุดชิคมีบริการชาหลากหลายชนิด  และของว่างทั้งเครปร้อน  เครปเย็น  ไอศกรีม home made ช็อคโกแลต  และเครื่องดื่มอีกนานาชนิด  ที่ทำโชว์กันสด ๆ บนหาดทรายไว้ให้บริการ

ระหว่างทานของว่างพนักงานก็มาแจ้ง Theme ของ Dinner คืนนี้ และการแสดงต่าง ๆ ของรอบเย็นให้แขกได้ทราบกัน  โดย Theme Dinner และการแสดงจะมีเปลี่ยนหมุนเวียนไปไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน  ตลอด 4 วัน 3 คืนที่พักที่ Club Med Kani การแสดงไม่มีซ้ำกันเลยจริง ๆ   แต่หากใครพลาดข้อมูลไป  ทาง Club Med Kani ก็มีบอร์ดสำหรับแจ้งข้อมูลในแต่ละวันแสดงไว้ให้ไปหาดูกันได้  จะได้ไม่พลาดไฮไลท์ในทุก ๆ วัน  โดย Theme สำหรับ Dinner คืนนี้คือ “White Wedding on the beach”

อิ่มท้องแล้วก็เข้าห้องพัก  เปลี่ยนเสื้อผ้า  เตรียมพร้อมสำหรับเดินชายหาดเรียบร้อย  ก่อนออกจากห้องก็ไม่ลืมคว้ากล้องมาด้วย  แล้วก็ออกไปเดินสำรวจรอบ Atoll  และถ่ายรูปวิสวย ๆ เก็บภาพบรรยากาศกันเลย

สำรวจรอบ Atoll จนทั่ว  รวมทั้งแอบส่องรายการกิจกรรมต่าง ๆ บนเกาะไปด้วยเลย  ก่อนมื้อเย็นก็เป็นเวลาของ Beach Champagne Party เล็ก ๆ บนชายหาดใกล้ ๆ Club Lounge  ให้ได้จิบ Champagne ลิ้มรสไวน์  ชิล ๆ เคล้าเสียงดนตรีเบา ๆ และลมทะเลเย็น ๆ เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารมื้อเย็น

Dinner ของที่นี่เป็น International Buffet สุดอลังการ  เพราะนอกจากจะยกบุพเฟ่ต์ฉบับโรงแรม 5 ดาวทั้งอันมาไว้บนชายหาดแล้ว  ไลน์บุฟเฟ่ต์ยังยาวจนสุดหาด  แถมแต่ละ Island ก็เว่อร์วังสุด ๆ   บางบูทถึงกับยกปลาทะเลตัวใหญ่เกือบเท่าเด็กตัวเป็น ๆ กางครีบโชว์อยู่ อิ่มเอมเปรมปรีย์กับดินเนอร์สุดหรูแสนโรแมนติกบนชายหาดไปแล้ว  ก็สามารถขยับร่างกายกระเถิบไปอีกนิด  กับ Beach bar สุดคึกคักกับ DJ และดนตรีแนว EDM   ถือเป็นการย่อยอาหารมื้อเย็นไปด้วยในตัว

จนได้เวลา Say Goodbye แล้วก็ต้องจำใจอำลา beach party แนว ๆ ของค่ำคืนนี้ไปก่อน  เพราะพรุ่งนี้เราจองทริปดำน้ำตื้นไว้ตอนช่วงเช้า  ขอกลับไปนอนเอาแรงก่อนนะสำหรับวันแรก

Day 2 : Snorkling Trip 

ในวันที่ 2 นี้เราเริ่มต้นวันด้วย อาหารเช้าแบบ Breakfast On Bed แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังท่าเทียบเรือเพื่อทำการทดสอบทักษะการว่ายน้ำ  สำหรับออกไปท่องโลกใต้ทะเลของ Maldives กับทริปดำน้ำตื้นครึ่งวันของทางรีสอร์ทตามที่ได้วางแผนมาแล้วเป็นอย่างดี

สำหรับทริปดำน้ำตื้นของ Club Med Kani  มีให้บริการวันละ 2 รอบ  คือรอบเช้า  และรอบบ่าย  ซึ่งขึ้นกับสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาลด้วย  โดยจะพาไปยังจุดดำน้ำตื้น 3 แห่ง  ซึ่งอยู่ห่างกันไม่มากนัก  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 – 30 นาทีต่อที่  แม้ว่าแต่ละแห่งจะมีสภาพแวดล้อมทางทะเลค่อนข้างคล้ายกัน  แต่ ๆ ละจุดก็จะมีกิมมิคแตกต่างกัน  โดย Dive Master ท้องถิ่นที่พาเราไปดำน้ำจะคอยบอกว่าแต่ละจุดนั้นให้สังเกต  หรือมองหาสัตว์ทะเลหายากตัวไหน   แต่ถึงเวลาดำน้ำกันจริง ๆ แล้วจะได้เจอกับสัตว์ทะเลตัวไหนบ้าง  อันนี้ขึ้นกับ ดวง ล้วน ๆ ดีนะที่ตั้งใจไปทำบุญมาก่อนเดินทางแล้ว  เพราะรอบนี้เราเจอทั้ง เจ้า Manta Rays อันเป็น iconic ของ Maldives  แม้จะอยู่ไกล ๆ ก็ตาม  ฝูงเต่าทะเล และลูกฉลามดาวตัวไม่เล็กไม่ใหญ่

ช่วงบ่ายของวันที่ 2 เราใช้ชีวิตในรีสอร์ทแบบ “No shoe No Cellphone” ตามที่ตั้งใจ  เพราะทั้งรีสอร์ทมีแต่หาดทราย  สายลม  และท้องทะเล  ไม่รู้จะใส่รองเท้าให้ต้องใส่ ๆ ถอด ๆ ไปทำไมใช่มั้ยล่ะ

โดยตลอดช่วงบ่ายจนมืดค่ำ  เราได้ใช้เวลากับตัวเอง  และธรรมชาติสุดอลังการ  ที่แสนเงียบสงบและเป็นส่วนตัว  ได้ลองหัดเล่นกีฬาทางน้ำหลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยเล่น  ทั้งแล่นเรือใบ  พายเรือคายัค  และเล่น Windsurf   ไปจนถึงฝึกยิงธนู  และเรียนทำ Sushi นับเป็นการใช้ชิวิตอยู่กับตัวเองจริง ๆ ครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา  ซึ่งก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเพิ่มขึ้นหลายอย่างทีเดียว  ถือเป็นการศึกษาตนเองไปในตัว

หลังเสร็จกิจกรรมช่วงบ่าย  ก็มาถึง Dinner & Party Time  โดย Theme Dinner ของวันที่ 2 นี้  คือ Sport Day  หลังจากอิ่มท้อง  ก็ Party ต่อที่ Beach bar จนถึง 4 ทุ่มก่อนจะต้องจำใจจากลาไปพักผ่อนเอาแรงเผื่อไว้สำหรับทริปดำน้ำลึกวันพรุ่งนี้

 

Day 3 : Scuba Driving

วันที่ 3  อีกหนึ่งวันแห่งการรอคอย  เพราะวันนี้คือวันที่เราจะได้ดำน้ำลึกที่  Maldives  แล้วเราได้รู้แล้วว่าโลกใต้ทะเลลึกของ Maldives จะสวยงามน่าอัศจรรย์ขนาดไหน  ก่อนอื่นเราต้องการ Test Dive ทดสอบทักษะการดำน้ำที่ท่าเรือของ Club Med Kani ก่อนเพื่อความปลอดภัย  แล้วก็พร้อมออกเดินทางผจญโลกใต้มหาสมุทรของ Maldives กันแล้ว Let’s go …

สำหรับผู้ที่ต้องการดำน้ำแบบ Scuba ที่ Maldives ควรผ่านหลักสูตรดำน้ำลึกระดับ Advance Open Water   เพราะจุดดำน้ำส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 10 – 30 เมตร  แต่หากผ่านการดำน้ำเพียงหลักสูตร Open Water ก็สามารถดำน้ำที่ Maldives ได้เช่นกัน  แต่ไม่สามารถลงดำน้ำในจุดที่ลึกกว่า 18 เมตรไม่ได้  และต้องมีบัตรดำน้ำ  และ Log Book ติดตัวไปด้วยนะ  อันนี้ห้ามลืมเด็ดขาดเลย

 

สำหรับทริปดำน้ำลึก ครั้งนี้เราได้ไปดำน้ำลึกทั้ถึง 3 จุด  โดยมีไฮไลท์ของการ Scuba Diving ครั้งนี้อยู่ที่จุดดำน้ำซากอับปางของเรือ Maldives Victory นอกชายฝั่ง Hulule Airport อันมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของ Maldives  จนได้รับสมญานามว่าเป็นหนึ่งในซากอับปางที่น่าตื่นเต้นที่สุดในโลก

 

โดยในการดำน้ำลึกครั้งนี้  นับว่าเป็นครั้งที่ประทับใจที่สุดเลยก็ว่าได้  เพราะได้สัมผัสสัตว์ทะเลตัวเด็ด ๆ อย่างใกล้ชิด  แบบจัดเต็มครบทุกรายการที่หวังไว้เลย  ทั้ง ปลาไหล Moray, Motar Rays ตัว Big Size ขนาดเท่า ๆ Speed boat, และเจ้าฉลามวาฬขนาดใหญ่เท่าเรือประมงอีกด้วย

ส่วนใครที่ไม่ได้ดำน้ำลึก  ก็สามารถใช้เวลาในวันที่ 3 ที่รีสอร์ทได้แบบเต็มวัน  เพราะที่ Club Med Kani ยังมีกิจกรรมให้ทำแบบลิสต์รายการยาวเป็นหางว่าวกันเลย  หรือสาย Indy ที่กำลังต้องการ Vitamin SEA ก็สามารถนั่งเอนกายบนหาดทราย  ลงเล่นน้ำทะเล  พร้อมรับชม  และสัมผัสทัศนียภาพสุดปังที่หาที่ไหนไม่ได้ในสไตล์ Panorama 360 องศาได้ทั้งวันให้ฟินไปให้ถึงเซลล์ประสาทเลยก็ยังได้

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในฝันที่ Maldives  ก็มาต่อกันกับราตรีอันยาวนานของค่ำคืนนี้  สนุกให้สุกเหวี่ยง กับ beach party แบบยาว ๆ กันไป  ก็นะเราต้องใช้ Facilities ให้คุ้มใช่มั้ยล่ะ

Day 4 : ร่ำลา

และแล้ว … วันนี้ก็มาถึง  วันสุดท้ายบนเกาะสววรค์แห่งนี้  วันนี้แม้ว่าจะไม่ได้ตื่นเช้ามากนัก  เพราะตื่นไม่ไหว  สำหรับวันสุดท้ายนี้  เราเลือกจะดื่มด่ำ  และซึมซับกับบรรยากาศของ Maldives ให้ได้มากที่สุด  โดยเลือกใช้บริการ Breakfast on Bed อีกตามเคย  และใช้เวลาทุกตารางเซนติเมตรของห้องพักให้คุ้มค่าจนวินาทีสุดท้าย  ก่อนจะต้องกัดฟันเก็บของ  แพ็คกระเป๋าสัมภาระ  และ Check out เพื่อเดินทางกลับเมืองไทย  เหลือเก็บไว้เพียงภาพถ่าย  ประสบการณ์  และความทรงจำที่แสนสดงาม

ส่วนใครที่มี Maldives เป็นหนึ่งใน Bucket List ที่สักครั้งต้องมาสัมผัสให้ได้เช่นกันแล้วละก็  บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด  มา Check In ที่ Maldives สักครั้ง  แล้วจะได้รู้ว่า  สวรรค์บนดินมีจริง ๆ นะที่ Maldives