หลวงพระบาง เมืองที่แลดูไม่วุ่นวาย หากคุณมีเวลาเพียงไม่กี่วัน กับเงินไม่กี่พัน แค่นี้ก็ไปสัมผัสได้แล้ว สำหรับมนุษย์เงินเดือนแบบพวกเรา…

3 วัน 2 คืน ในเมืองหลวงพระบาง เมืองเล็กๆที่ใครหลายคนตกหลุมรัก แต่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาที่สวยงาม และมีแม่น้ำไหลผ่าน เมืองที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความเรียบง่าย

เสมือนเหมือนถูกหยุดเวลาเอาไว้ที่...ຫຼວງພຣະບາງ หาเวลามาปลดล็อคชีวิตที่แสนจะวุ่นวาย มาใช้ชีวิตช้าๆ นั่งคาเฟ่ชิคๆ ลองชิมส้มตำลาวนัวๆ

ก่อนอื่นเลยเราขอแนะนำการจองตั๋วก่อนนะ ทริปนี้เราจองตั๋วบินไป-กลับ กับทาง Traveloka ที่สามารถเปรียบเทียบราคาและเลือกไฟล์ทตามที่ใจเราต้องการได้เลย และที่สำคัญยังสามารถจองได้ทั้ง เที่ยวบิน + โรงแรม ที่มีทั้งโปรโมชั่นและกิจกรรมดีๆ รวมทั้งโค้ดส่วนลดอีกมากมายเลยทีเดียว จองง่ายๆแบบไม่ต้องมีบัตรเครดิตก็ได้นะ

วิธีการจองก็ง่ายนิดเดียว จะจองผ่าน App ในมือถือก็ได้ตามแต่สะดวกเลยค่ะ กับ App Traveloka หรือจะจองตั๋วเครื่องบินไปหลวงพระบาง ผ่าน เว็ป ของ Traveloka คลิกที่นี่ ค่ะ

เราจะพาทุกคนไปสัมผัสกับ หลวงพระบาง ในมุมมองของเรา มุมของ Where Do We Go – วัดพระธาตุพูสี วัดเชียงทอง และวัดอื่นๆในหลวงพระบาง

ชมเมืองมรดกโลก วัดและพระราชวังในหลวงพระบาง ใส่บาตรข้าวเหนียวในตอนเช้า เดินเล่นตลาดมืดหลวงพระบางไปโดดน้ำตกตาดกวางสี นั่งคาเฟ่ชิคๆ หาร้านอาหารชิลล์ๆ ล่องเรือเลียบแม่น้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกดิน และสัมผัสวิถี Local ของคนพื้นถิ่น

Day : 1

เราเลือกเดินทางไปกับสายการบินแอร์เอเชีย (AirAsia) เมื่อเราถึงสนามบินจัดการเปลี่ยน Sim โทรศัพท์มือถือกันก่อน เพื่อเอาไว้ใช้ Internet

จากนั้นเราเดินออกมาหารถ 3 ล้อหน้าสนามบินให้ไปส่งที่พักในราคา 40,000 กีบ เราพักที่ แม่โขง ซันเซ็ต เกสต์เฮาส์ (mekong sunset guest house) เราได้มาในราคาที่แสนจะถูกและดี ตกประมาณคืนละ 300 แค่นี้ก็สบายใจนะ

เมื่อถึงที่พักเก็บของเข้าที่ เราก็ออกลุยกันเลย เราเดินไปที่ วัดพระธาตุพูสี (Mount Phou Si) ที่อยู่ห่างจากที่พักเราประมาณ 1 Km เพื่อขึ้นไปชมแสงสุดท้ายของวัน และมองเมืองหลวงพระบางผ่านมุมสูง

หลังจากเราเดินขึ้นไปไหว้พระธาตุ ชมวิวเมืองหลวงพระบางเเล้วเราก็เริ่มหิว จึงเดินลงไปที่ตลาดมืดต่อ บรรยากาศที่ตลาดก็จะคล้ายๆตลาดขายของฝาก ของแฮนด์เมด ภาพถ่ายที่เกี่ยวกับหลวงพระบาง และยังมีซอยที่ขายอาหารโดยเฉพาะ ก็จะมีทั้งอาหารบุฟเฟ่ต์ ส้มตำ ไก่ย่าง ปลาเผา และเบียร์ลาวเย็นๆไว้รอเราอยู่ ไปลุยกันเลย

Day : 2

วันนี้เราตื่นเช้าเพื่อจะไปใส่บาตรข้าวเหนียว ที่ใครๆมาที่นี่แล้วต้องห้ามพลาด

ใส่บาตรเสร็จเราใช้เวลาอยู่ตรงนี้สักพัก เพื่อนั่งมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า นั่งมองวิถีของคนหลวงพระบางจริงๆ เรามองพวกเขาผ่านเลนส์ของกล้องทุกอย่างค่อยๆเป็นไปอย่างช้า ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือรอยยิ้ม… ทุกอย่างมันดูน่ามองไปหมด

อาหารเช้าวันนี้เราขอเลือกร้านที่เป็น Local ของที่นี่แล้วกันนะ ประชานิยม นี่แหละ

ร้านอยู่หัวมุมถนนกิทสะลาด ตัดกับถนนเลียบแม่น้ำโขง ประชานิยมเป็นร้านดั้งเดิม มีกาแฟ ปาท่องโก๋ ไข่ลวก และมีเฝอ ข้าวเปียก (หรือโจ๊ก)

เราก็แพลนกันไว้ว่าวันนี้เราจะเช่ารถมอเตอร์ไซค์เพื่อขับไปเรื่อยๆ ในเมืองหลวงพระบางเพื่อชมวัดต่างๆ
ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองมรดกโลกนี้ เช่น พระราชวังหลวงพระบาง วัดเชียงทอง และวัดอื่นๆ ในเมืองมรดกโลกนี้

และเมื่อถึงเวลาของมื้อเที่ยงเราจึงแวะทานส้มตำที่ร้าน ตำหมากหุ่ง (แม่ติ๋ม) ส้มตำร้านดัง ที่สุดของหลวงพระบาง

จากนั้นเราได้ขับรถต่อไปที่ น้ำตกตาดกวางสี (Tat Kuang Si Waterfalls) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดของหลวงพระบาง ที่อยู่ห่างออกไป ประมาณ 32 กิโลเมตร

ราคาบัตรผ่านเข้าชม 20,000 กีบ (80 บาท) เปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 6.00-17.00 น. บริเวณทางเข้าน้ำตกจะมี
ศูนย์อนุรักษ์หมี ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมหมีจากการช่วยเหลือจากการค้าสัตว์ป่าในสถานที่ต่าง ๆ

เราใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกประมาณครึ่งวัน เดินเก็บภาพเอาตัวลงไปเเช่น้ำเย็นๆ ให้รู้สึกชื่นใจ ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทาง
ธรรมชาติ ที่นักท่องเที่ยวแถบยุโรปนิยมมากัน มากๆ จากนั้นเราก็เก็บของเเล้วพาตัวเองเดินทางกลับที่พักก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน เพื่อที่จะไปนั่งเรือชม Sunset

Day : 3

วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนกลับ กทม.แล้ว เราไม่รีบร้อนที่จะตื่นจากที่นอน เราจัดการตัวเองเก็บของแล้วเช็คเอ้าท์
เราฝากเป้ไว้กับทางที่พัก ก่อนที่จะออกเดินทางไปเก็บบรรยากาศของวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่หน่อย ขับรถไปเรื่อยๆ ทั้งระหว่างทางและตลาดเช้า วิถีของที่นี่ดูง่ายๆดูไม่ยุ่งยากสักเท่าไร

เดินตลาดเช้าเสร็จเราขับมาเรื่อยๆก็เจอกับคาเฟ่ Cafe de Lao ที่นี่เป็นร้านกาแฟที่ต่างจากที่อื่น เพราะที่นี่มีกาแฟที่ให้เราดริฟเอง ทั้งกลิ่นที่หอม และรสชาติที่ละมุนทำให้เราเพลิดเพลินมากที่จะอยู่ที่นี่

เรานั่งกันได้ได้สักพักนึง ถึงเวลาของมื้อเที่ยงวันนี้เเล้วสินะ เราไปหาอะไรทานที่ร้าน Utopia Restaurant and Bar เป็นร้านอาหารและเครื่องดิ่มที่อยู่ติดน้ำบรรยากาศนี่ดีสุดๆไปเลย

ทานข้าวเสร็จ ก่อนจะลุกเดินออกจากร้าน เราได้นั่งทบทวนทุกอย่างที่นี่ว่า 3วัน2คืนเราได้อะไรจากที่เมืองนี้บ้าง ไม่นานก็ได้เวลาแล้ว เราต้องกลับ กทม. เเล้วนะ

เรากลับไปยังที่พักอีกครั้ง เพื่อกลับไปเอาสัมภาระที่ฝากไว้ และเดินทางกลับ กทม. เจ้าของที่พักน่ารักมากช่วยเรียกรถเพื่อให้ไปส่งพวกเราที่สนามบิน…

เราคิดและทบทวนเรื่องราว ที่ผ่านมามันทำให้เรารู้ว่า เวลาไม่ได้เดินเร็วขึ้น หรือช้าลง หากแต่เราเป็นคนกำหนดตัวเองว่าจะทำทุกอย่างให้เร็วขึ้น หรือช้าลง

เราคิดว่ามันดีมากที่เราตัดสินใจออกเดินทางทุกครั้งโดยที่ไม่ลังเลว่า ระหว่างทาง หรือจุดหมายมันจะเป็นยังไง ขอแค่เราได้ออกเดินทาง

เราอยากบอกว่าใครที่ยังลังเล หรือไม่กล้าที่จะออกเดินทางไปต่างประเทศ ลองก้าวผ่านความลังเลนี้ แล้วลองมาสัมผัสกับประเทศเพื่อนบ้านเรานะคะ